ระบบตระกูลท้าปฐพีย่ำสวรรค์ 【จบ】

    เล่มที่ 2 บทที่ 41 กล้าหมายปองร่างกายของบรรพบุรุษผู้นี้หรือ ซูจื่อยวนคิดทรยศก้าวล่วงอาจารย์

            “แน่นอนอยู่แล้ว!”

            ซูฉางเซิงพยักหน้า

            ด้วยร่างปฐมกาลแห่งเต๋าสวรรค์หุนหยวนโดยกำเนิดและเนตรเต๋าวัฏจักรหลอมรวมกายาอันยิ่งใหญ่สองร่างเข้าด้วยกัน นี่ไม่เรียกว่ายิ่งใหญ่แล้วจะเรียกว่ากระไร

            ประเด็นสำคัญคือแม้แต่กู้ชิงเกอที่เกิดใหม่มีร่างกายอมตะหมื่นภัยพิบัติรวมกับประสบการณ์การบำเพ็ญเพียรขั้นจักรพรรดิสูงสุด และล่วงรู้ถึงโอกาสต่างๆในอนาคต

            ถึงกระนั้นระบบก็ยังให้คะแนนเพียงระดับ[สีม่วงทอง] ซึ่งอยู่ในระดับเดียวกับซูจื่อยวน

            นี่แสดงให้เห็นถึงคุณค่าของซูจื่อยวนได้เป็นอย่างดี

            นี่คือบุคคลแห่งสวรรค์อันยิ่งใหญ่อย่างแท้จริงพรสวรรค์บริสุทธิ์ที่แท้จริงคือการโกงบุคคลเป็นดั่งสตรีแห่งโชคชะตา

            ครั้นเมื่อถูกปลุกให้ตื่นรู้แล้วคาดว่าจะสามารถปราบปรามเก้าชั้นฟ้าสิบดินแดนด้วยฝ่ามือเดียวเฉกเช่นมหาจักรพรรดิบางท่านสะท้านภพชั่วนิจนิรันดร์

            เพียงแต่ไม่รู้ว่าบั้นปลายชีวิตจะโชคร้ายหรือไม่!

            “ทว่าบรรพบุรุษ พลังของข้าไม่สามารถเพิ่มขึ้นได้เลย ในทางกลับกัน ระดับการบำเพ็ญเพียรยังลดลงอย่างต่อเนื่องอีกด้วยเจ้าค่ะ!”

            ซูจื่อยวนทำหน้าบึ้ง

            พรสวรรค์อันยิ่งใหญ่หรือ

            บรรพบุรุษกำลังปลอบใจนางสินะระดับการบำเพ็ญเพียรของนางไม่ก้าวหน้ามาสามปีแล้ว

            หากไม่ใช่เพราะเห็นแก่บิดามารดาของนางคงถูกเตะไปอยู่สาขาย่อยนานแล้ว

            “นั่นเป็นเพราะร่างกายของเจ้าพิเศษ ต้องเปิดใช้งานก่อนจึงจะปลดปล่อยศักยภาพที่แท้จริงได้มิฉะนั้นมันจะดูดซับพลังของเจ้าไปเรื่อยๆ และเจ้าจะไม่สามารถบำเพ็ญเพียรได้ตลอดไป!”

            ซูฉางเซิงกล่าวดวงตาเป็นประกาย จ้องมองไปยังซูจื่อยวน ในดวงตามีอักขระเต๋าพวยพุ่งราวกับเปิดตาทิพย์แห่งวิถียุทธ

            แสงเจิดจ้าดุจดวงทิวากรสองดวง

            ภายใต้สายตาของซูฉางเซิงร่างกายของซูจื่อยวนราวกับมีต้นกำเนิดแห่งเต๋าแฝงอยู่แผ่รังสีแห่งศักยภาพอันไร้ขอบเขต ครั้นเปิดใช้งานแล้วก็ปลดปล่อยศักยภาพอันน่าทึ่งออกมาได้

            นั่นคือพลังของร่างปฐมกาลแห่งเต๋าสวรรค์หุนหยวน จำเป็นต้องอยู่ในโอกาสพิเศษจึงจะเปิดใช้งานได้สำเร็จ

            ไม่ว่าจะเป็นการได้รับโอสถหรือผู้มีพลังสูงส่งยื่นมือเข้ามาช่วย

            ด้วยอำนาจพลังของเขาก็เพียงพอที่จะช่วยซูจื่อยวนเปิดใช้งานร่างปฐมกาลแห่งเต๋าสวรรค์หุนหยวนได้เช่นกัน

            ส่วนเนตรเต๋าวัฏจักรซูฉางเซิงไม่มีเบาะแสใดๆ ร่างกายเช่นนี้หายากยิ่งกว่าร่างกายอมตะหมื่นภัยพิบัติเสียอีกซูฉางเซิงไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร

            ‘ดูเหมือนว่าต้องไปถามชิงเกอดูแล้ว!’

            ซูฉางเซิงคิดในใจ

            “ครั้นเปิดใช้งานพลังได้สำเร็จเจ้าจะกลายเป็นหนึ่งในอัจฉริยะที่น่าทึ่งที่สุดในยุคนี้ความสำเร็จในอนาคตนั้นเกินกว่าจะจินตนาการได้บางทีอาจจะเหนือกว่าบรรพบุรุษอย่างข้าก็เป็นได้!”

            ซูฉางเซิงเก็บซ่อนแสงในดวงตากลับไปมองไปยังซูจื่อยวนที่มีสีหน้าตึงเครียด และพูดด้วยน้ำเสียงหยอกล้อเล็กน้อย

            เหนือกว่าบรรพบุรุษหรือ!

            เมื่อได้ยินเช่นนี้ซูจื่อยวนก็เบิกตากว้างใบหน้าเล็กๆ ที่บอบบางเต็มไปด้วยความตกตะลึง

            นั่น…เช่นนั้นไม่ใช่ว่านางจะสามารถ…ทำอย่างนั้นอย่างนี้กับบรรพบุรุษได้หรือ…หึหึ…

            เมื่อนึกถึงอนาคตเช่นนั้นหัวใจของซูจื่อยวนก็เต้นอย่างรุนแรง ดวงตาเป็นประกายด้วยความคาดหวัง

            “เจ้าเด็กน้อยนี่คิดกระไรอยู่”

            ซูฉางเซิงเงียบไปครู่หนึ่งเมื่อเห็นซูจื่อยวนจมจ่อมอยู่ในห้วงแห่งฝันด้วยรอยยิ้มโง่เขลา

            เขาพบว่าบางทีอาจจะไม่จำเป็นต้องพูดกระไรเลยลูกหลานที่ไม่รู้คุณผู้นี้เดี๋ยวก็จะลงมือเอง

            คิดทรยศและก้าวล่วงอาจารย์อย่างนั้นหรือ!

            ข้าถือว่าเจ้าเป็นลูกหลานคาดไม่ถึงว่าเจ้ากลับหมายปองร่างกายของข้า ต้องการขึ้นขี่บรรพบุรุษอย่างข้ารึ!

            “อะแฮ่ม น้ำลายไหลแล้ว!”

            ซูฉางเซิงกระแอมไอเบาๆทำให้ซูจื่อยวนตื่นจากภวังค์ นางรีบเช็ดปาก ทว่ากลับไม่รับรู้สิ่งใด จึงมองหวาดๆ ไปยังซูฉางเซิง

            “บรรพบุรุษเจ้าคะ ข้าไม่ได้คิดกระไรเลยเมื่อครู่…”

            เมื่อเห็นซูฉางเซิงมองนางด้วยสายตาหยอกล้อนางก็รู้ทันทีว่าจินตนาการเมื่อครู่ถูกบรรพบุรุษฉางเซิงมองทะลุปรุโปร่งเสียแล้วใบหน้าเล็กๆ นั้นแดงก่ำและพูดพึมพำขึ้น

            บางทีอาจจะรู้ว่าคำพูดของตนเองไม่มีน้ำหนักและเสียงของนางก็ค่อยๆ แผ่วลง

            “เอาละ เรามาคุยเรื่องสำคัญกันก่อนดีกว่า รอให้ข้าเปิดใช้งานร่างกายของเจ้าสำเร็จแล้วหากเจ้าคว้าอันดับหนึ่งในการประลองตระกูลได้ ความคิดของเจ้าอาจเป็นจริงก็ได้!”

            ซูฉางเซิงกล่าวด้วยความหมายแฝงลึกซึ้ง

            เจ้าหมายปองร่างกายของข้าใช่หรือไม่

            ได้ข้าจะให้โอกาสเจ้า หากเจ้าได้อันดับหนึ่งในการประลองตระกูล ก็จะให้เจ้าได้ทำตามความต้องการ

            การประลองของตระกูลซูศิษย์ทุกสาขาสามารถเข้าร่วมได้ จัดขึ้นทุกๆ สิบปี เงื่อนไขขั้นต่ำที่สุดสำหรับผู้เข้าร่วมคือระดับต้นกำเนิดแท้จริง

            ในเวลานั้นสาขาใดมีศิษย์โดดเด่นที่สุด ก็จะได้รับทรัพยากรจากตระกูลมากขึ้น

            อาจกล่าวได้ว่าการประลองตระกูลแต่ละหนเป็นงานเฉลิมฉลองของตระกูล

            “ฝันเป็นจริงได้!”

            ดวงตาของซูจื่อยวนเป็นประกายสมองมึนงง แต่เต็มไปด้วยความยินดี

            แม้ว่าจะเหลือเวลาอีกเพียงสามปีก่อนการประลองตระกูลหรือแม้ว่าตอนนี้นางจะมีเพียงระดับทะเลปราณเท่านั้น

            ทว่าบัดนี้ซูจื่อยวนเปี่ยมล้นไปด้วยความมั่นใจนางต้องคว้าอันดับหนึ่งในการประลองตระกูลให้จงได้!

            “บรรพบุรุษ ข้าจะต้องประสบความสำเร็จอย่างแน่นอนเจ้าค่ะ!”

            ซูจื่อยวนกล่าวอย่างตื่นเต้นดวงตาทั้งสองข้างไม่ปิดบัง ‘ความทะเยอทะยาน‘ ของตนแม้แต่น้อย!

            ซูฉางเซิงรู้สึกแปลกๆเมื่อมองไปยังซูจื่อยวนที่กระตือรือร้น

            ทว่าเขาก็ถอนหายใจเบาๆ

            “เอาล่ะ เจ้าไปเตรียมตัวเถิด อีกหนึ่งวัน ข้าจะมาช่วยเจ้าเปิดใช้งานร่างกาย”

            หลังจากพูดจบเขาก็หันหลังกลับ ทิ้งซูจื่อยวนที่ยิ้มโง่เขลาและจมอยู่ในห้วงฝันไว้อีกครั้งตรงนั้น

            “นี่คือความรู้สึกเมื่อถูกลูกหลานหมายปองร่างกายหรือ”

            เมื่อกลับมาถึงที่พักซูฉางเซิงหวนนึกถึงการพบกันก่อนหน้านี้ และอดไม่ได้ที่จะหัวเราะขึ้นมา

            ความรู้สึกนี้ช่างแปลกประหลาดจริงๆ

            “กระไรกัน มีคนโง่มาชอบเจ้าหรือ” ในขณะนั้นเสียงเย็นชาเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น

            เป็นกู้ชิงเกอนั้นเอง

            นางเดินเข้ามาจากด้านข้างด้วยท่วงท่าสง่างามและสูงส่งเมื่อเทียบกับหลายเดือนก่อน นางดูเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น

            เพียงแต่ใบหน้าที่บอบบางยังคงเย็นชาดุจดั่งเซียนสาวผู้ไม่แยแสสิ่งใด

            ข้างๆนาง ไป๋เยวี่ยเกอสวมเสื้อคลุมสีขาวราวกับภูตน้อย เดินตามนางไปทุกย่างก้าว

            หลังจากอยู่ด้วยกันมาช่วงระยะเวลาหนึ่งความสัมพันธ์ของทั้งสองก็ยิ่งแน่นแฟ้นมากขึ้น ไป๋เยวี่ยเกอมักจะทำตัวเหมือนมือขวาตัวน้อยชวนให้ซูฉางเซิงอดที่จะขบขันไม่ได้

            “เยวี่ยเอ๋อร์ มาหาพี่เร็ว!”

            เมื่อเห็นทั้งสองซูฉางเซิงก็ไม่ได้แปลกใจ จากนั้นก็โบกมือเรียกไป๋เยวี่ยเกอให้มาหา

            “พี่ฉางเซิง!”

            ดวงตาของไป๋เยวี่ยเกอเป็นประกายวิ่งเข้าหาซูฉางเซิง จากนั้นก็ซุกตัวอยู่ในอ้อมแขนของเขา ขยับกายราวกับสัตว์ตัวน้อยรำพึงรำพันด้วยความหลงใหล

            “คนทรยศ!”

            เมื่อเห็นเช่นนี้กู้ชิงเกออดไม่ได้ที่จะเอามือกุมหน้าผาก เมื่อครู่ยังบอกว่าจะร่วมมือกันต่อต้านคนชั่วร้ายอย่างซูฉางเซิงพอเจอหน้าก็ทรยศนางทันที

            เสียแรงที่นางสัญญาว่าจะให้ผลประโยชน์มากมาย

            “ชิงเกอ เจ้าพูดถูกจริงๆ มีคนโง่มาชอบข้าและยังเป็นอัจฉริยะที่หาได้ยากยิ่งอีกด้วย!” ซูฉางเซิงอุ้มไป๋เยวี่ยเกอตัวน้อยไว้ในอ้อมแขนข้างหนึ่งอีกข้างหนึ่งโอบกอดกู้ชิงเกอและจูบเบาๆ ที่ใบหน้าของนาง จากนั้นก็ยิ้มจางๆ

            “อัจฉริยะที่หาได้ยากยิ่งหรือ”

            กู้ชิงเกอเลิกคิ้วขึ้นทันใดแม้ว่านางจะเห็นว่าซูฉางเซิงเป็นคนเลว ทว่าหลังจากอยู่ด้วยกันมาช่วงระยะเวลาหนึ่งนางก็รู้ว่าบุรุษผู้นี้มีสายตาที่กว้างไกล

            สังขารเทพศักดิ์สิทธิ์ทั่วไปในสายตาของเขา ไม่ถือว่าเป็นอัจฉริยะที่หาได้ยากยิ่งแต่อย่างใด

            หรือว่าจะเป็นร่างกายระดับเซียนเล่า

            หรือเป็นอัจฉริยะที่น่าทึ่งพรสวรรค์เทียบเท่าผู้ยิ่งใหญ่รุ่นเยาว์

            เมื่อคิดเช่นนี้กู้ชิงเกอก็เชิดคางขึ้น ใบหน้างดงามดุจหยกขาวหันไปมองซูฉางเซิง และจ้องตอบด้วยสายตาเย็นชา

            ความหมายชัดเจนมาก

            “เป็นคนในตระกูลซู มีร่างปฐมกาลแห่งเต๋าสวรรค์หุนหยวนและเนตรเต๋าวัฏจักร!”

            ซูฉางเซิงยิ้มมุมปากกล่าวอย่างช้าๆ จากนั้นเขาก็เห็นดวงตาของกู้ชิงเกอหรี่ลงใบหน้าอันงดงามและเย็นชาฉายแววตกตะลึง

            ท่าทางเช่นนั้นช่างมีเสน่ห์อย่างบอกไม่ถูก

            “ฮึ!”

            “อื้ม!”

            ไม่นานต่อมาซูฉางเซิงก็ก้มลงลิ้มลองอย่างละเมียดละไม ทำเอาไป๋เยวี่ยเกอที่อยู่ข้างๆตาลุกวาวด้วยความอิจฉา หลังจากปล่อยกู้ชิงเกอแล้ว เขาก็ปลอบโยนไป๋เยวี่ยเกอจนนางหน้าแดง

            “นี่แหละถึงจะเรียกว่าชีวิต!”

            ซูฉางเซิงเพลิดเพลินกับน้ำหวานของหญิงสาวทั้งสองพลางปลงอยู่ในใจ

            เขาบำเพ็ญเพียรอย่างยากลำบากมาหลายพันปีการได้เพลิดเพลินบ้างคงไม่มากเกินไปหรอกกระมัง

            “ตระกูลซูเล็กๆ กลับมีอัจฉริยะที่หาได้ยากยิ่งเช่นนี้ปรากฏขึ้นดูเหมือนว่าโชคชะตาจะยิ่งใหญ่นัก!”

            กู้ชิงเกอเพิ่งตั้งสติได้นางเช็ดริมฝีปาก มองซูฉางเซิงด้วยความรังเกียจ จากนั้นก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ

            พรสวรรค์อันยิ่งใหญ่ของซูจื่อยวนทำให้นางตกใจจริงๆ

            ในชาติก่อนนางท่องไปทั่วพิภพ บรรลุขั้นจักรพรรดิสูงสุด เกือบจะกลายเป็นเซียนอมตะแล้วทว่านางก็ไม่เคยได้ยินเกี่ยวกับอัจฉริยะที่น่าทึ่งเช่นนี้มาก่อน

            บางทีอาจจะมีอัจฉริยะเช่นนั้นอยู่ในแดนเซียนในตำนานหรือศูนย์กลางแดนสวรรค์บางแห่ง เช่นแดนสวรรค์มหาชาดก แดนสวรรค์มหาไตรโลก

            ทว่ากลับมีอัจฉริยะที่น่าทึ่งเช่นนี้ปรากฏขึ้นในทวีปเจินเซิ่งเล็กๆแห่งนี้ ต้องบอกว่าโชคชะตาของตระกูลซูยิ่งใหญ่มากใช่หรือไม่

            หรือว่าผู้ที่มีโชคชะตายิ่งใหญ่คือซูฉางเซิงกันแน่นะ



    คล้ายกับเรื่องระบบตระกูลท้าปฐพีย่ำสวรรค์ 【จบ】 ที่คุณอ่าน