“แน่นอนอยู่แล้ว!”
ซูฉางเซิงพยักหน้า
ด้วยร่างปฐมกาลแห่งเต๋าสวรรค์หุนหยวนโดยกำเนิดและเนตรเต๋าวัฏจักรหลอมรวมกายาอันยิ่งใหญ่สองร่างเข้าด้วยกัน นี่ไม่เรียกว่ายิ่งใหญ่แล้วจะเรียกว่ากระไร
ประเด็นสำคัญคือแม้แต่กู้ชิงเกอที่เกิดใหม่มีร่างกายอมตะหมื่นภัยพิบัติรวมกับประสบการณ์การบำเพ็ญเพียรขั้นจักรพรรดิสูงสุด และล่วงรู้ถึงโอกาสต่างๆในอนาคต
ถึงกระนั้นระบบก็ยังให้คะแนนเพียงระดับ[สีม่วงทอง] ซึ่งอยู่ในระดับเดียวกับซูจื่อยวน
นี่แสดงให้เห็นถึงคุณค่าของซูจื่อยวนได้เป็นอย่างดี
นี่คือบุคคลแห่งสวรรค์อันยิ่งใหญ่อย่างแท้จริงพรสวรรค์บริสุทธิ์ที่แท้จริงคือการโกงบุคคลเป็นดั่งสตรีแห่งโชคชะตา
ครั้นเมื่อถูกปลุกให้ตื่นรู้แล้วคาดว่าจะสามารถปราบปรามเก้าชั้นฟ้าสิบดินแดนด้วยฝ่ามือเดียวเฉกเช่นมหาจักรพรรดิบางท่านสะท้านภพชั่วนิจนิรันดร์
เพียงแต่ไม่รู้ว่าบั้นปลายชีวิตจะโชคร้ายหรือไม่!
“ทว่าบรรพบุรุษ พลังของข้าไม่สามารถเพิ่มขึ้นได้เลย ในทางกลับกัน ระดับการบำเพ็ญเพียรยังลดลงอย่างต่อเนื่องอีกด้วยเจ้าค่ะ!”
ซูจื่อยวนทำหน้าบึ้ง
พรสวรรค์อันยิ่งใหญ่หรือ
บรรพบุรุษกำลังปลอบใจนางสินะระดับการบำเพ็ญเพียรของนางไม่ก้าวหน้ามาสามปีแล้ว
หากไม่ใช่เพราะเห็นแก่บิดามารดาของนางคงถูกเตะไปอยู่สาขาย่อยนานแล้ว
“นั่นเป็นเพราะร่างกายของเจ้าพิเศษ ต้องเปิดใช้งานก่อนจึงจะปลดปล่อยศักยภาพที่แท้จริงได้มิฉะนั้นมันจะดูดซับพลังของเจ้าไปเรื่อยๆ และเจ้าจะไม่สามารถบำเพ็ญเพียรได้ตลอดไป!”
ซูฉางเซิงกล่าวดวงตาเป็นประกาย จ้องมองไปยังซูจื่อยวน ในดวงตามีอักขระเต๋าพวยพุ่งราวกับเปิดตาทิพย์แห่งวิถียุทธ
แสงเจิดจ้าดุจดวงทิวากรสองดวง
ภายใต้สายตาของซูฉางเซิงร่างกายของซูจื่อยวนราวกับมีต้นกำเนิดแห่งเต๋าแฝงอยู่แผ่รังสีแห่งศักยภาพอันไร้ขอบเขต ครั้นเปิดใช้งานแล้วก็ปลดปล่อยศักยภาพอันน่าทึ่งออกมาได้
นั่นคือพลังของร่างปฐมกาลแห่งเต๋าสวรรค์หุนหยวน จำเป็นต้องอยู่ในโอกาสพิเศษจึงจะเปิดใช้งานได้สำเร็จ
ไม่ว่าจะเป็นการได้รับโอสถหรือผู้มีพลังสูงส่งยื่นมือเข้ามาช่วย
ด้วยอำนาจพลังของเขาก็เพียงพอที่จะช่วยซูจื่อยวนเปิดใช้งานร่างปฐมกาลแห่งเต๋าสวรรค์หุนหยวนได้เช่นกัน
ส่วนเนตรเต๋าวัฏจักรซูฉางเซิงไม่มีเบาะแสใดๆ ร่างกายเช่นนี้หายากยิ่งกว่าร่างกายอมตะหมื่นภัยพิบัติเสียอีกซูฉางเซิงไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร
‘ดูเหมือนว่าต้องไปถามชิงเกอดูแล้ว!’
ซูฉางเซิงคิดในใจ
“ครั้นเปิดใช้งานพลังได้สำเร็จเจ้าจะกลายเป็นหนึ่งในอัจฉริยะที่น่าทึ่งที่สุดในยุคนี้ความสำเร็จในอนาคตนั้นเกินกว่าจะจินตนาการได้บางทีอาจจะเหนือกว่าบรรพบุรุษอย่างข้าก็เป็นได้!”
ซูฉางเซิงเก็บซ่อนแสงในดวงตากลับไปมองไปยังซูจื่อยวนที่มีสีหน้าตึงเครียด และพูดด้วยน้ำเสียงหยอกล้อเล็กน้อย
เหนือกว่าบรรพบุรุษหรือ!
เมื่อได้ยินเช่นนี้ซูจื่อยวนก็เบิกตากว้างใบหน้าเล็กๆ ที่บอบบางเต็มไปด้วยความตกตะลึง
นั่น…เช่นนั้นไม่ใช่ว่านางจะสามารถ…ทำอย่างนั้นอย่างนี้กับบรรพบุรุษได้หรือ…หึหึ…
เมื่อนึกถึงอนาคตเช่นนั้นหัวใจของซูจื่อยวนก็เต้นอย่างรุนแรง ดวงตาเป็นประกายด้วยความคาดหวัง
“เจ้าเด็กน้อยนี่คิดกระไรอยู่”
ซูฉางเซิงเงียบไปครู่หนึ่งเมื่อเห็นซูจื่อยวนจมจ่อมอยู่ในห้วงแห่งฝันด้วยรอยยิ้มโง่เขลา
เขาพบว่าบางทีอาจจะไม่จำเป็นต้องพูดกระไรเลยลูกหลานที่ไม่รู้คุณผู้นี้เดี๋ยวก็จะลงมือเอง
คิดทรยศและก้าวล่วงอาจารย์อย่างนั้นหรือ!
ข้าถือว่าเจ้าเป็นลูกหลานคาดไม่ถึงว่าเจ้ากลับหมายปองร่างกายของข้า ต้องการขึ้นขี่บรรพบุรุษอย่างข้ารึ!
“อะแฮ่ม น้ำลายไหลแล้ว!”
ซูฉางเซิงกระแอมไอเบาๆทำให้ซูจื่อยวนตื่นจากภวังค์ นางรีบเช็ดปาก ทว่ากลับไม่รับรู้สิ่งใด จึงมองหวาดๆ ไปยังซูฉางเซิง
“บรรพบุรุษเจ้าคะ ข้าไม่ได้คิดกระไรเลยเมื่อครู่…”
เมื่อเห็นซูฉางเซิงมองนางด้วยสายตาหยอกล้อนางก็รู้ทันทีว่าจินตนาการเมื่อครู่ถูกบรรพบุรุษฉางเซิงมองทะลุปรุโปร่งเสียแล้วใบหน้าเล็กๆ นั้นแดงก่ำและพูดพึมพำขึ้น
บางทีอาจจะรู้ว่าคำพูดของตนเองไม่มีน้ำหนักและเสียงของนางก็ค่อยๆ แผ่วลง
“เอาละ เรามาคุยเรื่องสำคัญกันก่อนดีกว่า รอให้ข้าเปิดใช้งานร่างกายของเจ้าสำเร็จแล้วหากเจ้าคว้าอันดับหนึ่งในการประลองตระกูลได้ ความคิดของเจ้าอาจเป็นจริงก็ได้!”
ซูฉางเซิงกล่าวด้วยความหมายแฝงลึกซึ้ง
เจ้าหมายปองร่างกายของข้าใช่หรือไม่
ได้ข้าจะให้โอกาสเจ้า หากเจ้าได้อันดับหนึ่งในการประลองตระกูล ก็จะให้เจ้าได้ทำตามความต้องการ
การประลองของตระกูลซูศิษย์ทุกสาขาสามารถเข้าร่วมได้ จัดขึ้นทุกๆ สิบปี เงื่อนไขขั้นต่ำที่สุดสำหรับผู้เข้าร่วมคือระดับต้นกำเนิดแท้จริง
ในเวลานั้นสาขาใดมีศิษย์โดดเด่นที่สุด ก็จะได้รับทรัพยากรจากตระกูลมากขึ้น
อาจกล่าวได้ว่าการประลองตระกูลแต่ละหนเป็นงานเฉลิมฉลองของตระกูล
“ฝันเป็นจริงได้!”
ดวงตาของซูจื่อยวนเป็นประกายสมองมึนงง แต่เต็มไปด้วยความยินดี
แม้ว่าจะเหลือเวลาอีกเพียงสามปีก่อนการประลองตระกูลหรือแม้ว่าตอนนี้นางจะมีเพียงระดับทะเลปราณเท่านั้น
ทว่าบัดนี้ซูจื่อยวนเปี่ยมล้นไปด้วยความมั่นใจนางต้องคว้าอันดับหนึ่งในการประลองตระกูลให้จงได้!
“บรรพบุรุษ ข้าจะต้องประสบความสำเร็จอย่างแน่นอนเจ้าค่ะ!”
ซูจื่อยวนกล่าวอย่างตื่นเต้นดวงตาทั้งสองข้างไม่ปิดบัง ‘ความทะเยอทะยาน‘ ของตนแม้แต่น้อย!
ซูฉางเซิงรู้สึกแปลกๆเมื่อมองไปยังซูจื่อยวนที่กระตือรือร้น
ทว่าเขาก็ถอนหายใจเบาๆ
“เอาล่ะ เจ้าไปเตรียมตัวเถิด อีกหนึ่งวัน ข้าจะมาช่วยเจ้าเปิดใช้งานร่างกาย”
หลังจากพูดจบเขาก็หันหลังกลับ ทิ้งซูจื่อยวนที่ยิ้มโง่เขลาและจมอยู่ในห้วงฝันไว้อีกครั้งตรงนั้น
“นี่คือความรู้สึกเมื่อถูกลูกหลานหมายปองร่างกายหรือ”
เมื่อกลับมาถึงที่พักซูฉางเซิงหวนนึกถึงการพบกันก่อนหน้านี้ และอดไม่ได้ที่จะหัวเราะขึ้นมา
ความรู้สึกนี้ช่างแปลกประหลาดจริงๆ
“กระไรกัน มีคนโง่มาชอบเจ้าหรือ” ในขณะนั้นเสียงเย็นชาเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น
เป็นกู้ชิงเกอนั้นเอง
นางเดินเข้ามาจากด้านข้างด้วยท่วงท่าสง่างามและสูงส่งเมื่อเทียบกับหลายเดือนก่อน นางดูเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น
เพียงแต่ใบหน้าที่บอบบางยังคงเย็นชาดุจดั่งเซียนสาวผู้ไม่แยแสสิ่งใด
ข้างๆนาง ไป๋เยวี่ยเกอสวมเสื้อคลุมสีขาวราวกับภูตน้อย เดินตามนางไปทุกย่างก้าว
หลังจากอยู่ด้วยกันมาช่วงระยะเวลาหนึ่งความสัมพันธ์ของทั้งสองก็ยิ่งแน่นแฟ้นมากขึ้น ไป๋เยวี่ยเกอมักจะทำตัวเหมือนมือขวาตัวน้อยชวนให้ซูฉางเซิงอดที่จะขบขันไม่ได้
“เยวี่ยเอ๋อร์ มาหาพี่เร็ว!”
เมื่อเห็นทั้งสองซูฉางเซิงก็ไม่ได้แปลกใจ จากนั้นก็โบกมือเรียกไป๋เยวี่ยเกอให้มาหา
“พี่ฉางเซิง!”
ดวงตาของไป๋เยวี่ยเกอเป็นประกายวิ่งเข้าหาซูฉางเซิง จากนั้นก็ซุกตัวอยู่ในอ้อมแขนของเขา ขยับกายราวกับสัตว์ตัวน้อยรำพึงรำพันด้วยความหลงใหล
“คนทรยศ!”
เมื่อเห็นเช่นนี้กู้ชิงเกออดไม่ได้ที่จะเอามือกุมหน้าผาก เมื่อครู่ยังบอกว่าจะร่วมมือกันต่อต้านคนชั่วร้ายอย่างซูฉางเซิงพอเจอหน้าก็ทรยศนางทันที
เสียแรงที่นางสัญญาว่าจะให้ผลประโยชน์มากมาย
“ชิงเกอ เจ้าพูดถูกจริงๆ มีคนโง่มาชอบข้าและยังเป็นอัจฉริยะที่หาได้ยากยิ่งอีกด้วย!” ซูฉางเซิงอุ้มไป๋เยวี่ยเกอตัวน้อยไว้ในอ้อมแขนข้างหนึ่งอีกข้างหนึ่งโอบกอดกู้ชิงเกอและจูบเบาๆ ที่ใบหน้าของนาง จากนั้นก็ยิ้มจางๆ
“อัจฉริยะที่หาได้ยากยิ่งหรือ”
กู้ชิงเกอเลิกคิ้วขึ้นทันใดแม้ว่านางจะเห็นว่าซูฉางเซิงเป็นคนเลว ทว่าหลังจากอยู่ด้วยกันมาช่วงระยะเวลาหนึ่งนางก็รู้ว่าบุรุษผู้นี้มีสายตาที่กว้างไกล
สังขารเทพศักดิ์สิทธิ์ทั่วไปในสายตาของเขา ไม่ถือว่าเป็นอัจฉริยะที่หาได้ยากยิ่งแต่อย่างใด
หรือว่าจะเป็นร่างกายระดับเซียนเล่า
หรือเป็นอัจฉริยะที่น่าทึ่งพรสวรรค์เทียบเท่าผู้ยิ่งใหญ่รุ่นเยาว์
เมื่อคิดเช่นนี้กู้ชิงเกอก็เชิดคางขึ้น ใบหน้างดงามดุจหยกขาวหันไปมองซูฉางเซิง และจ้องตอบด้วยสายตาเย็นชา
ความหมายชัดเจนมาก
“เป็นคนในตระกูลซู มีร่างปฐมกาลแห่งเต๋าสวรรค์หุนหยวนและเนตรเต๋าวัฏจักร!”
ซูฉางเซิงยิ้มมุมปากกล่าวอย่างช้าๆ จากนั้นเขาก็เห็นดวงตาของกู้ชิงเกอหรี่ลงใบหน้าอันงดงามและเย็นชาฉายแววตกตะลึง
ท่าทางเช่นนั้นช่างมีเสน่ห์อย่างบอกไม่ถูก
“ฮึ!”
“อื้ม!”
ไม่นานต่อมาซูฉางเซิงก็ก้มลงลิ้มลองอย่างละเมียดละไม ทำเอาไป๋เยวี่ยเกอที่อยู่ข้างๆตาลุกวาวด้วยความอิจฉา หลังจากปล่อยกู้ชิงเกอแล้ว เขาก็ปลอบโยนไป๋เยวี่ยเกอจนนางหน้าแดง
“นี่แหละถึงจะเรียกว่าชีวิต!”
ซูฉางเซิงเพลิดเพลินกับน้ำหวานของหญิงสาวทั้งสองพลางปลงอยู่ในใจ
เขาบำเพ็ญเพียรอย่างยากลำบากมาหลายพันปีการได้เพลิดเพลินบ้างคงไม่มากเกินไปหรอกกระมัง
“ตระกูลซูเล็กๆ กลับมีอัจฉริยะที่หาได้ยากยิ่งเช่นนี้ปรากฏขึ้นดูเหมือนว่าโชคชะตาจะยิ่งใหญ่นัก!”
กู้ชิงเกอเพิ่งตั้งสติได้นางเช็ดริมฝีปาก มองซูฉางเซิงด้วยความรังเกียจ จากนั้นก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ
พรสวรรค์อันยิ่งใหญ่ของซูจื่อยวนทำให้นางตกใจจริงๆ
ในชาติก่อนนางท่องไปทั่วพิภพ บรรลุขั้นจักรพรรดิสูงสุด เกือบจะกลายเป็นเซียนอมตะแล้วทว่านางก็ไม่เคยได้ยินเกี่ยวกับอัจฉริยะที่น่าทึ่งเช่นนี้มาก่อน
บางทีอาจจะมีอัจฉริยะเช่นนั้นอยู่ในแดนเซียนในตำนานหรือศูนย์กลางแดนสวรรค์บางแห่ง เช่นแดนสวรรค์มหาชาดก แดนสวรรค์มหาไตรโลก
ทว่ากลับมีอัจฉริยะที่น่าทึ่งเช่นนี้ปรากฏขึ้นในทวีปเจินเซิ่งเล็กๆแห่งนี้ ต้องบอกว่าโชคชะตาของตระกูลซูยิ่งใหญ่มากใช่หรือไม่
หรือว่าผู้ที่มีโชคชะตายิ่งใหญ่คือซูฉางเซิงกันแน่นะ