เพล้ง!
ฉีเยวี่ยดวงตาแดงก่ำ ขว้างปาสิ่งของในมือกระจัดกระจายอยู่ภายในห้อง ผ่านไปครู่ใหญ่เขาก็หยุดหายใจหอบ ใบหน้าบิดเบี้ยวดุร้ายสุดขีด
“โจวหยวน!” ฉีเยวี่ยกัดฟันแน่นแล้วกำหมัดทุบลงบนโต๊ะอย่างแรงจนเป็นรู
ทางด้านข้าง หลิ่วซีรอเขาระบายอารมณ์เสร็จก็พูดปลอบประโลมขึ้นว่า “ฉีเยวี่ย เจ้าอย่าได้โมโห ครานี้โจวหยวนก็แค่โชคดี หากประมือกันจริงเขาย่อมไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเจ้า เขาแค่พึ่งความสำเร็จเล็กน้อยของจิตวิญญาณเท่านั้น”
ฉีเยวี่ยกระทบฟันรุนแรง เขาทราบดีว่าหากประมือจริงโจวหยวนย่อมไม่ใช่คู่ต่อสู้ แต่เขาแพ้การเดิมพันรอบนี้ ยิ่งกว่านั้นยังพ่ายแพ้อย่างน่าอับอายต่อหน้าศิษย์ในจวนต้าโจวทั้งหมด
ลองนึกดู ชื่อเสียงที่ฉีเยวี่ยสั่งสมมายาวนานในจวนต้าโจว ครานี้กลับพังทลายเสียหาย
โดยเฉพาะที่เขาพ่ายแพ้จนเสียเวลาการฝึกในน้ำตกไปหนึ่งชั่วยามครึ่งจากสองชั่วยาม นึกดูว่าศิษย์สำนักอี่เหล่านั้นต่อให้ไม่กล้าเอ่ยปากพูด แต่ก็คงกล่าวโทษเขาในใจ
เพียงนึกถึงสายตาประหลาดเหล่านั้น ฉีเยวี่ยผู้หยิ่งผยองก็หงุดหงิดจนอยากกระอักเลือดออกจากปาก
“การสอบวัดระดับสำนักอยู่อีกไม่ไกลแล้ว พอถึงการสอบเจ้าจะได้เอาชนะเขาได้อย่างองอาจ ทำให้เขารู้ว่าความแตกต่างระหว่างเจ้ากับเขามากน้อยเพียงใด ถึงตอนนั้นสิ่งเหล่านี้ก็จะกลับคืนมา” หลิ่วซีพูดขึ้น
ฉีเยวี่ยสูดหายใจเข้าลึก ข่มความโกรธแค้นภายในใจ พยักหน้าช้าๆ แล้วกล่าวว่า “อย่าห่วง พอถึงการสอบวัดระดับสำนักข้าจะทำให้เขาคืนทุกอย่างกลับมาให้ข้า!”
“แต่เจ้าหมอนี่ประหลาดยิ่งนัก ข้าก็ไม่อาจวางใจ ต่อไปต้องฝึกซ้อมให้มาก ทำให้เขาไม่มีโอกาสแม้แต่น้อย”
พอได้ยินถ้อยคำของฉีเยวี่ย หลิ่วซีก็พยักหน้าชื่นชมเล็กน้อย ถึงอย่างไรฉีเยวี่ยก็ไม่ถูกความโกรธกระทบสมอง กลับเริ่มเห็นโจวหยวนเป็นศัตรู นางเชื่อว่าด้วยพรสวรรค์ของฉีเยวี่ยขอแค่ไม่ดูแคลนโจวหยวนเหมือนแต่ก่อน แค่นี้โจวหยวนก็เทียบเขาไม่ติดแล้ว
การสอบวัดระดับสำนักปลายปีนี้ ฉีเยวี่ยจะต้องเป็นคนที่โดดเด่นที่สุด
พอถึงตอนนั้นนางก็จะเรียกเขาว่าเป็นหมาวัดได้อย่างไม่ผิดเพี้ยน!
ฉีเยวี่ยคลายกำปั้น ดวงตาหรี่ลงเล็กน้อย แววตาเป็นประกายดุร้าย
“โจวหยวน ฝากไว้ก่อนเถอะ!”
...
กาลเวลาล่วงเลยผ่านไปสิบกว่าวัน ทุกคนในสำนักเจี่ยก็ใช้ชีวิตอย่างราบรื่นผิดปกติ พวกเขามีเวลาในน้ำตกอวี้หลิงจากแต่ก่อนสามชั่วยามตอนนี้กลายเป็นสี่ชั่วยาม การเปิดเส้นลมปราณของศิษย์จำนวนมากจึงยกระดับขึ้นอย่างรวดเร็ว บางคนก็เริ่มลองเปิดเส้นลมปราณ
ในอดีตเห็นศิษย์สำนักอี่ที่มักจะหยิ่งผยองอยู่เป็นประจำ ช่วงนี้พอเห็นพวกเขากลับหลบหนี ไม่เยาะเย้ยอีกต่อไป ยิ่งทำให้พวกเขารู้สึกสบายใจ ส่วนศิษย์สำนักอื่นเพราะว่าได้รับผลประโยชน์จากโจวหยวน ดังนั้นเมื่อเจอศิษย์สำนักเจี่ยจึงมีท่าทีเป็นสหายสนิท เวลานี้ศิษย์สำนักเจี่ยมีขวัญกำลังใจเพิ่มขึ้น และเวลาเดียวกันก็นับถือโจวหยวนขึ้นมากในใจ
ตึ้ง ตู้ม ตู้ม!
ในน้ำตก โจวหยวนเปลือกตาปิดแน่น ปล่อยสายน้ำไหลเชี่ยวซัดมา ในเวลาเดียวกันก็ดูดรับพลังหยกอมตะเข้าสู่ร่างกายอย่างต่อเนื่อง
เมื่อโจวหยวนฝึกฝนอย่างสงบ จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงร้องโห่จากริมฝั่ง
“ว้าว ซูโย่วเวยร้ายกาจเกินไปแล้ว! เปิดลมปราณเส้นที่ห้าได้เร็วขนาดนี้เชียว!”
พอโจวหยวนได้ยินก็ลืมตาขึ้นอย่างประหลาดใจ สายตามองทะลุสายน้ำมองเห็นร่างของซูโย่วเวยที่ริมฝั่งเลือนราง รอบข้างของนางรายล้อมด้วยศิษย์สำนักเจี่ยทั้งหลาย
“หือ? ซูโย่วเวยเปิดลมปราณเส้นที่ห้าได้แล้วหรือ? เร็วเสียจริง!” โจวหยวนก็ร้องอุทานด้วยความแปลกใจ พรสวรรค์ของซูโย่วเวยยอดเยี่ยมมากจริงๆ ภายใต้สถานการณ์การฝึกที่ไม่มากยังคงทำออกมาได้อย่างโดดเด่น ช่างน่าทึ่งเกินไปแล้้ว
“ดี โย่วเวย เจ้าทำได้ไม่เลว!” ที่ริมฝั่ง ฉู่เทียนหยางก็มองดูซูโย่วเวยและยิ้มให้ด้วยสีหน้าชื่นชม หากเป็นเช่นนี้ต่อไปสำนักเจี่ยของพวกเขาก็จะมีศิษย์ที่เปิดลมปราณเส้นที่ห้าได้สามคนแล้ว
ซูโย่วเวยยิ้มร่า แววตากลับมองไปในน้ำตกอวี้หลิง เห็นร่างเลือนรางที่คุ้นเคยทางด้านนั้นคล้ายกับชูนิ้วโป้งให้นาง
ด้วยเหตุนี้ มุมปากของนางจึงโค้งลึกขึ้นดูงดงามชวนหลงใหล
“ซูโย่วเวยเปิดลมปราณเส้นที่ห้าได้แล้ว ข้าก็จะรั้งท้ายไม่ได้ แต่ยังดีที่ข้าก็เร็วเหมือนกัน!”
โจวหยวนสงบจิตลงอย่างเร็วแล้วสัมผัสรับรู้ในร่างกาย จากการฝึกหลายวันมานี้เขารับรู้ได้ว่าลมปราณเส้นที่สี่ในร่างกายยิ่งคลายตัวมากขึ้นเรื่อยๆ ระยะห่างที่จะเปิดอย่างสมบูรณ์ประชิดใกล้เข้ามาแล้ว
ดวงตาทั้งคู่ของโจวหยวนปิดลงอย่างช้าๆ เริ่มดูดรับพลังหยกอมตะในน้ำตกอวี้หลิงอย่างรวดเร็ว
เขาปิดตาลงครั้งนี้เวลาก็ล่วงเลยผ่านไปนานถึงหนึ่งชั่วยาม
ดวงอาทิตย์ค่อยๆ ลับขอบฟ้า แสงทอส่องบนน้ำตกอวี้หลิงจนกลายเป็นสีแดงเข้ม
ในน้ำตกอวี้หลิงขณะนี้ร่างของโจวหยวนกลับเริ่มสั่นเทาขึ้น เขากัดฟันแน่นคล้ายกับทนรับความเจ็บปวดบางอย่าง
พลังหยกอมตะที่ไหลอยู่ในตัวโจวหยวนส่งเสียงคำรามออกมา ทะลวงใส่จุดปิดกั้นสุดท้ายของลมปราณเส้นที่สี่อย่างรุนแรง
ตึ้ง!
ท่ามกลางความคลุมเครือคล้ายกับมีเสียงประหลาดดังขึ้น จากนั้นดวงตาของโจวหยวนก็ลืมขึ้นอย่างรวดเร็ว พลังหยวนบริเวณโดยรอบเวลานี้ไหลเข้ามาสู่ร่างกาย
ปั้ง!
พลังหยวนเดือดพล่าน เลือดเนื้อก็เหมือนปะทุขึ้น กระดูกส่งเสียงสั่นเบาๆ คล้ายกับจุดประทัด ภายใต้การทะลวงของพลังหยวน สภาพร่างกายของโจวหยวนก็สูงขึ้น
กระแสพลังอุ่นร้อนไหลผ่านทั่วร่างทุกทิศทาง
ลมปราณเส้นที่สี่ ขณะนี้ในที่สุดก็ถูกเปิดออกอย่างสมบูรณ์แล้ว!
กระแสพลังหยวนพันรอบตัวโจวหยวน กระทั่งสายน้ำที่ไหลเชี่ยวก็สาดไม่เข้า เขารับรู้ได้ถึงพลังที่เพิ่มสูงขึ้นในร่างกาย มุมปากก็ปรากฏรอยยิ้มสบายใจไร้กังวล
การฝึกเพียงหนึ่งเดือนกว่า ลมปราณเส้นที่สี่ของเขาก็เปิดออกจนได้!
“เปิดลมปราณเส้นที่สี่ ต่อให้เผชิญหน้ากับฉีเยวี่ยข้าก็ไม่หวาดกลัวแล้ว แต่เมื่อถึงการสอบวัดระดับสำนักปลายปี อย่างน้อยฉีเยวี่ยก็คงจะเปิดลมปราณเส้นที่เจ็ดได้ ดังนั้นหากอยากได้อันดับหนึ่งในการสอบลมปราณเส้นที่สี่นี้ก็ยังไม่ปลอดภัย” โจวหยวนบ่นกับตัวเอง
ตอนนี้เขาเริ่มไล่ตามฝีก้าวของฉีเยวี่ยทันแล้ว แต่หากอยากได้รับชัยชนะในการสอบยังถือว่าทำไม่ได้ เมื่อเขาแข็งแกร่งขึ้น ฉีเยวี่ยก็ไม่ได้ย่ำอยู่กับที่ เขาอาจจะเปิดลมปราณเส้นที่เจ็ดได้ในไม่ช้า
ทว่าตอนนี้สิ่งที่ทำให้โจวหยวนรู้สึกเป็นปัญหาก็คือ พอลมปราณเส้นที่สี่เปิดออก เขาก็รับรู้ได้ว่าผลของน้ำตกอวี้หลิงที่มีต่อเขายิ่งแย่ลง คงเป็นเพราะว่าร่างกายของเขาดูดรับพลังหยกอมตะมากเกินไปจึงส่งผลข้างเคียงเกิดการต่อต้านขึ้นมา
ดังนั้น หากเขาอยากเปิดลมปราณเส้นที่ห้าคงหวังพึ่งแค่น้ำตกอวี้หลิงไม่ได้
โจวหยวนปาดหน้าผากด้วยความกังวล พึมพำกับตัวเอง
“ดูท่าข้าควรจะหาวิธีอื่นได้แล้ว ไม่อย่างนั้นต่อให้การสอบวัดระดับสำนักมาเยือนก็เกรงว่าข้ายังคงเปิดลมปราณเส้นที่ห้าไม่ได้...”