ทางตอนใต้ของอาณาจักรโคมาเรียประกอบด้วยเมืองเล็กใหญ่มากมาย รายรอบด้วยผืนป่าเล็กใหญ่พื้นที่รกทึบ
เขตใกล้เมืองเวเลนซ่าอาณาเขตปกครองของไวส์เคาต์วิลฟอร์ดมีป่ารกทึบที่ยังไม่บุกเบิกถูกเรียกว่าป่าการาน่า ภายในเขตป่ายังคงอุดมสมบูรณ์เต็มไปด้วยมอนส์เตอร์หลากหลายชนิดว่ากันว่าภายในส่วนลึกยังมีเ้าถิ่นใหญ่ระดับภัยพิบัติอาศัยอยู่ด้วยซ้ำ
ปกติเขตชายป่าการาน่าเป็บริเวณที่ปลอดภัย ปกติเหล่าพรานป่าจะเข้าไปล่าสัตว์ในเขตลึกเข้าไปเล็กน้อยเพื่อให้ได้มอนส์เตอร์ที่คุณภาพสูงขึ้น และมีเนื้อหนังพอจะกินได้ เพราะเขตชายป่าส่วนมากจะเป็จะเป็มอนส์เตอร์ตัวเล็กระดับต่ำ และพบเจอได้น้อยมาก ยิ่ง่สองสามวันมานี้เหล่าพรานป่าไม่เจอสัตว์ในเขตชายป่าเลยด้วยซ้ำ นี้จึงเป็เหตุให้เหล่าเด็กๆมีความกล้าพอจะเข้าเขตป่าที่โดนพวกผู้ใหญ่ซึ่งสั่งห้ามเข้าอย่างเด็ดขาด
เสียงพูดคุยดังระงมในเขตชายป่า แมกไม้สลับโพรงหญ้าอ่อน และพุ่มไม้ทำให้เสียงเล็กก้องดังกังวาลไปไกลกว่าปกติไม่น้อย สักพักหนึ่งมอรัลหนุ่มน้อยลูกในพรานก็กล่าวออกมาว่า “นี้พวกเรา ฉันเคยได้ยินมาจากพ่อด้วยแหละว่าถ้าเดินตรงไปทางเหนือสักชั่วโมงอะจะมีทุ่งดอกไม้ด้วยนะวันนี้ไปให้ถึงเลยดีมั้ย” สายตาเหล่าเด็กน้อยเป็ประกายระยิบระยับ “เอาสิไปกันเถอะ!!” เสียงเล็กของสามสาวประจำกลุ่ม โซเฟีย โรเซ่ และอลิซ ก็ะโออกมาพร้อมกัน เราเด็กชายเห็นเด็กหญิงว่างั้นก็ไม่คิดขัดศรัทธา แม้บีเด็กชายน้อยทำท่าจะกล่าวอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายเมื่อเห็นเพื่อนของเขาทำท่าทางสนุกสนานจึงไม่ได้กล่าวอะไรออกไป
.
.
เสียงเล็กของเหล่าเด็กน้อยบ่งบอกทิศทางว่ากำลังเดินขึ้นไปทางเหนือตามที่ได้คุยไว้ก่อนหน้านี้ แต่ตอนนี้พวกเขาก็เดินมาร่วมชั่วโมงแล้ว แต่ก็ยังคงไปไม่ถึงทุ่งดอกไม้นั้น เด็กน้อยลืมเลือนไปเลยว่าหนึ่งชั่วโมงที่เขาได้ยินมานั้นเป็หนึ่งชั่วโมงที่เดินด้วยพรานผู้ชำนาญทางวัยฉกรรจ์ มิใช่ความเร็วของเหล่าเด็กน้อยวัยกำลังโต
หลังจากเดินทางมาร่วมชั่วโมงครึ่งเด็กน้อยก็เห็นแสงสว่างของชายป่า เหล่าเด็กน้อยต่างดีใจรีบวิ่งออกไป ปลายสายตาของพวกเขาปรากฏภาพทุ่งดอกไม้กว้างยาวสุดสายตางดงามดั่งมีคนมาปลูกไว้มากกว่าจะเป็ธรรมชาติรังสรรค์ สายลมอ่อนและกลิ่นหอมที่พัดโชย ทำให้ร่างกายที่เหนื่อยล้าจากการเดินทางร่วมชั่วโมงปลิวหายไปกับสายลมนั้น เหล่าเด็กน้อยไม่รอช้าวิ่งเฮลงไปยังสวนดอกไม้เบื้องหน้า
เหล่าเด็กน้อยวิ่งเล่นอย่างสดใสกลางสวนดอกไม้ พวกเขาวิ่งเล่นไล่จับกันอย่างร่าเริงท่ามกลางแสงตะวันยามบ่าย
หมู่เมฆคล้อยไหลดวงตะวันแปรทิศ แสงทองเริ่มจางหายกลับกลายเป็สีส้ม ยามเย็นเริ่มมาเยือน เหล่าเด็กน้อยรู้ตัวอีกทีก็ตระหนักได้ว่าพวกตนเล่นกันนานไปเสียแล้ว พวกเขาจึงเรียกเพื่อนๆพร้อมทั้งชวนกันเดินกลับ
บรรยากาศรอบด้านขากลับช่างแตกต่างจากขามาแสงยามสนธยาที่สาดส่องพาให้บรรยากาศภายในป่าชวนหลอนขึ้นไม่น้อย เหล่าเด็กน้อยอายุยังไม่ย่างแตะ 10 ขวบดี พบเจอบรรยากาศชวนสะพรึงที่แม้แต่ผู้ใหญ่ยังกลัวเช่นนี้ย่อมหวาดกลัวกันเป็ธรรมดา
เราเหล่าเด็กน้อยยิ่งเดินยิ่งขนลุก ยิ่งเดินยิ่งกังวล สาเหตุส่วนนึงเพราะแสงอาทิตย์ที่ลาลับแต่เหนืองอื่นใดคือเสียง!! เสียงคำรามของสัตว์ใหญ่ที่ไม่ควรจะปรากฎในเขตชายป่าเช่นนี้ เสียงที่ราวกับพญาเสือ หนำซ้ำเสียงนั้นกลับอยู่ไม่ไกลและใกล้เข้ามาเรื่อยๆอย่างน่าประหลาด
เด็กน้อยเริ่มเร่งฝีเท้ากันเพื่อที่หวังจะออกจากป่าได้เร็วขึ้นแม้สักนาทีก็ยังดี
เสียงของเหล่ามอนส์เตอร์เริ่มดังขึ้น เหล่าเด็กน้อยเริ่มเดินมาไกลจนเกือบพ้นชายป่า เสียงของมอนส์เตอร์ก็เงียบลงไปั้แ่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ แต่ทันทีที่เห็นชายป่าอยู่ลับตา
โครกกกก!!!
เสียงคำรามกัมปนาถพุ่งออกมาด้วยความเร็วจากโพรงไม้ใหญ่ด้านข้างอย่างไม่ทันตั้งตัวร่างั์กระโจนเข้าสู่ร่างของบีอย่างรวดเร็ว กรงเล็บแลมคมขนาดใหญ่เกือบเท่าร่างของเด็กน้อย ตะปปลงบนร่างเล็ก
อ๊ากกกกก!!! เสียง เล็กกรีดร้องอย่างหวาดกลัวคงอยู่เพียงเสี้ยวอึดใจ ก่อนจะตามมาด้วยเสียงโพล๊ะ ฉู่ๆๆ กร๊อบๆ ตึกๆๆ ร่างเล็กของบีถูกตบโดยกรงเล็บขนาดใหญ่เพียงครั้งเดียว ร่างเล็กลอยไกลออกไปลูกกลมขนามใหญ่ที่เคยตั้งอยู่บนคอพุ่งสู่เบื้องบน ก่อนที่เืสดจะพุ่งกระฉูดละเลงฟากฟ้า ร่างกายลอยเคว้งไปชนตนไม้เสียงกระดูแตกละเอียดดังมาจากร่างที่ไร้ศรีษะ ก่อนที่ลูกกลมจะกลิ้งหมุนมาอยู่ข้างกายเด็กสาวนามอลิซ
เหล่าเด็กน้อยมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างใ ก่อนที่สาวน้อยอลิซที่กำลังสบสายตาอันเบิกโพงของศรีษะไร้ร่าง
กริ๊ดดดดดดด!!!
เธอกรีดร้องออกมาสุดเสียงด้วยความสั่นกลัว เขย่าขวัญของสหายรอบข้างอย่าไงไม่อาจเก็บไว้ ร่างเล็กทรุดตัวลงนั่งอย่างไร้เรี่ยวแรงขาสั่นอ่อนยวบอย่างไม่ปิดกั้น น้ำใสไหลเจิ่งนองจากร่างเล็ก
ในจังหวะนั้นใบหน้าของเธอค่อยเงยขึ้นก่อนจะสบตากับฆาตกรร่างั์
โครรกกกกกก!!!
เสียงคำรามดังขึ้นอีกคราราวกับจะบอกว่า ‘ใครขยับ ตาย!! อย่างไรอย่างนั้น’