“เพราะอะไรหรือ แม่นาง?” พี่หลิวเบิกตากว้างด้วยความตกใจนางรีบพูดเกลี้ยกล่อมด้วยความกังวล “กิจการกำลังไปได้ดีขนาดนี้ มีเงินจะไม่เอาได้ยังไง?รีบหาเงินกลับมาเร็วๆ จะได้ให้พวกพี่น้องเปิดร้านอีกสองร้านได้ไวๆ แม่นางเป็นห่วงว่าพวกเราจะเหนื่อยหรือเจ้าคะ?แม่นางโปรดวางใจ พวกเราเคยลำบากมาหมดแล้วงานแค่นี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลย พวกเราทนไหวเจ้าค่ะ!”
ติงเหว่ยรีบโบกมือไปมานางพูดอย่างไม่รู้จะทำอย่างไรว่า “ไม่ใช่ว่าข้าไม่เชื่อใจพวกเจ้าและก็ไม่ใช่ว่าเงินเยอะจนไม่อยากได้ การลดปริมาณการขาย จริงๆแล้วก็เพื่อให้ขายได้มากขึ้นต่างหาก”
นางจิบน้ำชาไปหนึ่งคำคิดอยู่พักหนึ่งแล้วก็พูดกับอวิ๋นอิ่ง อวิ๋นหยา ตังกุยและคนอื่นๆที่กำลังสงสัยและล้อมวงเข้ามาว่า “พวกเจ้าลองคิดดูนะถ้าตั้นเกาของเรามีอยู่ทั่วเมือง อยากซื้อเมื่อไรก็ซื้อได้ผ่านไปอีกสองวันก็จะไม่มีอะไรแปลกใหม่ และคนก็จะไม่ค่อยมาที่ร้านแล้ว”
พี่หลิวรีบพูดด้วยความร้อนใจว่า“เช่นนั้นท่านเจ้าของก็ต้องรีบคิดค้นของกินใหม่ๆ สิเจ้าคะ”
“นั่นเป็นเรื่องที่แน่นอนอยู่แล้ว การนำเสนอสิ่งใหม่ๆ เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้แต่สิ่งแรกที่ต้องทำคือพยายามควบคุมกระเป๋าเงินของผู้คนไว้ของที่หาซื้อได้ตลอดเวลา มักจะไม่ทำให้ใครรู้สึกว่ามันมีค่าเลย ลองคิดดูสิครั้งแรกที่เจ้าไปซื้อแล้วของขายหมด ครั้งที่สองไปซื้ออีกของก็หมดอีกพอครั้งที่สามรีบไปซื้อได้ทันจนได้พอกินเข้าไปแล้วก็จะรู้สึกว่ามันหอมหวานขึ้นอีกสามส่วน เวลาจะส่งไปให้คนอื่นก็จะรู้สึกว่ามันมีค่าใช่หรือไม่?”
ทุกคนพยักหน้าไม่หยุดสีหน้าเต็มไปด้วยความสงสัย “ถ้าอย่างนั้นต้องขายน้อยลงไปตลอดเลยหรือเจ้าคะ?”
“ไม่ใช่” ติงเหว่ยหยิบปากกาขึ้นมาวาดอะไรบางอย่างลงบนกระดาษ“การทำเตี่ยนซินใหม่ๆ เป็นสิ่งสำคัญที่สุดอยู่แล้ว รองลงมาคือวิธีการดำเนินการเช่นถ้ามีคนซื้อมากจนสะสมเงินได้จำนวนหนึ่ง ก็ให้แผ่นป้ายไม้ไว้เป็นหลักฐานหลังจากนั้นเขาจะถือป้ายไม้มาซื้อขนมใหม่ๆ ที่คนอื่นซื้อไม่ได้หรือแม้แต่ตอนออกเตี่ยนซินใหม่ๆ ก็จะส่งไปให้ที่บ้านของคนเหล่านี้ก่อนพอเวลาผ่านไป เตี่ยนซินมีหลายแบบมากขึ้นก็จะเก็บไว้แค่สองสามอย่างเพื่อให้บริการเฉพาะคนสั่งทำแบบพิเศษเท่านั้นแบบนี้จะทำให้รู้สึกว่ามีค่ามากขึ้น”
พี่หลิวฟังแล้วตาเป็นประกายพูดชมไม่หยุดว่า “เจ้าของร้านช่างฉลาดเฉลียวจริงๆ วิธีแบบนี้ก็ยังนึกออกได้! ข้าจะกลับไปบอกเหล่าพี่น้องพรุ่งนี้เราจะเริ่มทำตามนี้เลยเจ้าค่ะ”
บรรดาหัวหน้ากลุ่มอีกหลายคนที่ยืนอยู่ข้างๆต่างทำหน้าบูดบึ้ง โดยเฉพาะพี่หวังจากร้านขายปิงผิ่นที่พูดขึ้นด้วยความอับอายว่า“ท่านเจ้าของร้าน วันนี้ของร้านปิงผิ่นขายได้ไม่ดีเลยเจ้าค่ะสู้เตี่ยนซินไม่ได้เลย เพิ่งจะทำเงินได้แค่แปดตำลึงกว่าๆ เองเจ้าค่ะ”
ติงเหว่ยไม่ใส่ใจและตบแขนนางเบาๆปลอบว่า “อาหารทุกอย่างล้วนมีข้อจำกัดตามฤดูกาล ตอนนี้ยังเป็นฤดูหนาวอากาศยังหนาวเย็นอยู่เลยพอถึงฤดูร้อนร้านพวกเจ้าอาจจะยุ่งจนไม่มีเวลาได้พักเลยก็ได้นะ”
แน่นอนว่าเมื่อได้ยินเช่นนั้นพี่หวังก็สีหน้าดีขึ้นมาก
เถ้าแก่เนี๊ยะร้านหม้อไฟเป็นหญิงสาวอายุยี่สิบที่ยังไม่ได้แต่งงานทุกคนเรียกนางว่า “ต้าหง” นางเป็นคนเงียบขรึม แต่มีความคิดและมีความเข้มแข็งในตนเองเมื่อเห็นว่าทุกคนพูดเสร็จแล้ว นางจึงเข้าไปรายงานว่า “ท่านเจ้าของร้านพรุ่งนี้ร้านเราจะเปิดรับลูกค้าแล้วเจ้าค่ะ หากตอนนั้นลดราคาสักยี่สิบส่วนได้หรือไม่เจ้าคะ? และถ้ามีโต๊ะที่ใช้จ่ายเงินมาก ข้าคิดว่าจะส่งขนมไอศกรีมให้หลังอาหารด้วยเจ้าค่ะ”
ติงเหว่ยดีใจมากที่นางเรียนรู้ที่จะปรับตัวได้อย่างรวดเร็วจึงชมว่า “เป็นความคิดที่ดีมาก ต่อไปก็ควรจะเป็นแบบนี้ ต้องกล้าหาญให้มากสักหน่อย”
ทุกคนพูดคุยกันอีกไม่กี่ประโยคก็แยกย้ายกันไป
กงจื้อหมิงเดินมาท่ามกลางความมืดเขาเห็นติงเหว่ยก้มหน้ากำลังเขียนอะไรบางอย่าง พร้อมกับฮัมเพลงอย่างมีความสุขแม้ทำนองจะฟังแปลกหู แต่ฟังดูแล้วกลับร่าเริงเป็นพิเศษ
พอได้ยินเสียงฝีเท้านางก็เงยหน้าขึ้นทันทีนางยิ้มอย่างสดใสและหวานซึ้ง “นายน้อย รีบมาดูเร็วสิ ข้าร่ำรวยแล้ว!”
ในใจของกงจื้อหมิงอ่อนยวบลงทันทีเขารีบก้าวเข้าไปหาและโอบนางไว้ในอ้อมแขนพร้อมถามด้วยรอยยิ้ม “ได้เท่าไรกันถึงได้ดีใจขนาดนี้?”
“แปดสิบตำลึง! แค่วันเดียวก็ได้มากขนาดนี้แล้วถ้าเดือนหนึ่งก็ตั้งสองพันตำลึง ปีหนึ่งก็สองหมื่นกว่าตำลึง! ฮ่าๆข้าจะร่ำรวยแล้วจริงๆ!”
ติงเหว่ยดีใจจนตาหยีใบหน้าก็แดงระเรื่อมือเล็กๆ ตบโต๊ะพลางเชิดคางขึ้นอย่างภาคภูมิใจ “พ่อของลูกตั้งแต่นี้ไปท่านรับหน้าที่ทำตัวสง่างามเหมือนดอกไม้ข้าจะรับหน้าที่หาเงินเลี้ยงครอบครัวเอง!”
กงจื้อหมิงได้ฟังก็หัวเราะออกมาอย่างมีความสุขเขารักในความสดใสและมีชีวิตชีวาของนางอย่างที่สุด เขากอดนางไว้ในอ้อมแขนแน่นและตอบรับอย่างไม่ลังเล“ตกลง ต่อไปข้าจะพึ่งสินเดิมของภรรยาข้าในการกินข้าวก็แล้วกัน!”
ติงเหว่ยรู้ดีว่าเขาคงไม่ทำเช่นนั้นจริงๆแต่นางก็ชอบที่เขาพยายามทำเพื่อความ “ดื้อรั้น” ของนางดังนั้นนางจึงกอดเขากลับด้วยความรัก พร้อมกับจูบเขาเบาๆ บนริมฝีปาก “ขอบคุณนะ!”
กงจื้อหมิงไม่ใช่คนที่มีความอดทนมากนักแต่เพื่อหญิงสาวที่เขารัก เขายินดีทุ่มเทความพยายามและความอดทนอย่างเต็มที่ “ไม่ต้องขอบคุณข้าขอเพียงเจ้ามีความสุขก็พอแล้ว”
เขาค่อยๆโน้มศีรษะลงและจูบนางอย่างดูดดื่ม จนกระทั่งติงเหว่ยหน้าขึ้นสีและผลักเขาออกเขาถึงค่อยยอมละริมฝีปากออกอย่างน่าเสียดาย
ติงเหว่ยทำหน้ามุ่ยนางแสร้งโกรธและพูดอย่างขวยเขิน “ท่านเห็นว่ากิจการของข้าได้กำไรแล้วเลยคิดจะทำให้ข้าขาดใจตายและฮุบกิจการของข้าไว้หรือยังไง?”
กงจื้อหมิงหัวเราะอย่างจนใจและจูบนางอีกครั้งบนริมฝีปาก พร้อมกับถอนหายใจ “อีกสามวันกองทัพใหญ่จะเคลื่อนทัพแล้วขอให้แผ่นดินซีเฮ่าสงบสุขโดยเร็ว ข้าจะได้แต่งเจ้าเข้าบ้าน!”
ติงเหว่ยฟังแล้วรู้สึกอบอุ่นในใจแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรนางเพียงเอียงศีรษะเบาๆ พิงไหล่ของเขา “ตกลง ข้าจะรอท่าน”
ทั้งสองคนต่างเงียบไปนานพวกเขาแค่ดื่มด่ำกับความสงบสุขและความงดงามในขณะนั้น ติงเหว่ยเริ่มเหม่อลอยขึ้นมาดูเหมือนว่าช่วงเวลาที่นางสวมใส่เครื่องประดับมงคลในวันแต่งงานจะใกล้เข้ามาแล้ว แม้จะดูเหมือนสามารถเอื้อมมือไปถึงได้แต่กลับรู้สึกเหมือนห่างไกลออกไปจนนางรู้สึกหวั่นใจนางจึงกำชายเสื้อของกงจื้อหมิงแน่นขึ้น “ตราบใดที่ท่านไม่ทอดทิ้งข้าข้าจะอยู่เคียงข้างท่านเสมอ”
“ตกลง”
ลมหนาวปลายฤดูหนาวพัดผ่านประตูกระโจมอย่างแผ่วเบาและแอบมองความอบอุ่นภายในกระโจมนั้นโดยไม่ได้ตั้งใจ มันถอนหายใจให้กับความอบอุ่นราวกับฤดูใบไม้ผลิที่มีอยู่ทุกที่มันตระหนักได้ว่าวันเวลาที่ออกมาเล่นสนุกอย่างอิสระนั้นได้จบลงแล้ว…
วันนั้นท้องฟ้าเพิ่งสว่างเพียงเล็กน้อยกองทัพสามแสนนายของทั้งสองฝั่งแม่น้ำลี่สุ่ยก็ออกเดินทางขุนนางและบุคคลสำคัญที่มีหน้ามีตาจากฉยงโจวและฮุ่ยโจวทั้งสองเมืองต่างพากันฝ่าลมหนาวมาส่งกองทัพแต่ละคนแทบจะหลั่งน้ำตาอำลาแต่น่าเสียดายที่เมื่อกองทัพใหญ่เดินจากไปจนไม่เห็นแม้แต่เงาแล้วแต่ละคนก็แอบยิ้มออกมา
สงครามใหญ่ที่ทุกคนกังวลมาหลายเดือนยังไม่เกิดขึ้นและในตอนนี้กองทัพใหญ่ได้เคลื่อนทัพไปแล้วทำให้ทั้งสองเมืองรอดพ้นจากหายนะครั้งนี้โดยสมบูรณ์โดยเฉพาะชาวเมืองทั้งสองต่างพากันออกจากบ้านไปเดินเล่นราวกับว่าดวงอาทิตย์ตอนปลายฤดูหนาวที่ส่องอยู่บนท้องฟ้านั้นก็อบอุ่นขึ้นมาก
ในที่สุดคนเฒ่าคนแก่ก็หิ้วกรงนกที่เก็บไว้อยู่ในบ้านหลายวันออกมาเดินเล่นตามถนนเหล่าหญิงสาวก็มีกะจิตกะใจไปเลือกซื้อผ้าเพื่อทำเสื้อผ้าไว้ใส่ในฤดูใบไม้ผลิส่วนเด็กๆ ก็เอาแต่งอแงกับพ่อแม่ของพวกเขาเพื่อขอไปกินเตี่ยนซินใหม่ๆ และปิงเกา
บนถนนสายการค้าร้านค้าทุกแห่งต่างก็เปิดประตูอย่างครึกครื้นเด็กหนุ่มพนักงานร้านต่างร้องเรียกลูกค้าด้วยเสียงดังและเจ้าของร้านที่มีอายุก็ยิ้มแย้มพลางหยิบลูกคิดที่ทำจากไม้แดงออกมาแม้ว่าบัญชีจะยังไม่มีรายรับก็ต้องรีบเคาะลูกคิดเอาไว้ก่อน
ส่วนบ้านคนชั้นสู่งที่ร่ำรวยก็ยิ่งครึกครื้นเหล่าบุรุษก็มีงานเลี้ยงบ่อยๆ เหล่าสตรีก็ส่งบัตรเชิญให้เพื่อนบ้านมาเยี่ยมชมต้นเหมยที่ร่วงโรยไปนานแล้ว
ดังนั้นกิจการของร้านหม้อไฟที่ติงเหว่ยเพิ่งเปิดใหม่รวมทั้งร้านขนมและไอศกรีมของสกุลติงจึงเจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างมากชายหนุ่มต่างก็หลงใหลในความเผ็ดร้อนของหม้อไฟส่วนหญิงสาวก็ชอบความประณีตของตั้นเกา บางคนที่ไม่กลัวความหนาวก็นั่งกินปิงผิ่นข้างเตาผิงพร้อมกับร้องตะโกนว่าช่างอร่อยไม่เหมือนใครจริงๆ
ติงเหว่ยที่กำลังนั่งอยู่บนรถม้าและกอดลูกชายไว้ในอ้อมแขนกำลังคิดถึงเรื่องที่นางจากไป ว่าทั้งสามร้านค้าของนางจะมีปัญหาอะไรหรือไม่โดยไม่รู้เลยว่ากิจการของนางกำลังรุ่งเรืองอย่างมาก และแน่นอนว่าหากนางรู้ล่วงหน้าเกรงว่านางคงจะรีบเร่งกงจื้อหมิงให้ออกเดินทางไปแล้ว
ทว่าบรรดาผู้บังคับบัญชาการทหารน้อยใหญ่ของกองทัพอี้จวินนั้นใจร้อนยิ่งกว่านางมากนักกองทัพอี้จวินขยายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีผู้กล้ามากมายจนแทบจะนับไม่ถ้วนทุกคนต่างรอคอยให้สงครามเริ่มต้นขึ้น เพื่อที่จะได้แสดงความสามารถและพิสูจน์ตนเอง
น่าเสียดายที่ในตอนนี้ไม่มีใครในซีเฮ่าที่โง่เขลาอีกแล้วก่อนที่พวกเขาจะได้ใช้ดาบที่เฝ้ารอมาเนิ่นนาน หรือ “อาวุธลับ”ที่ยังไม่มีใครรู้จัก เมืองกั้นโจวที่อยู่ข้างหน้าก็...ยอมจำนนแล้ว!
ใช่แล้วเมืองกั้นโจวยอมจำนนอย่างไม่ลังเลแม้แต่น้อย ก่อนที่กองทัพใหญ่จะไปถึงเจ้าเมืองก็ได้พาขุนนางน้อยใหญ่และบุคคลสำคัญในเมืองออกมาคุกเข่ารอต้อนรับเสียแล้ว
ไม่ว่ากงจื้อหมิงจะคิดอย่างไรเขาก็ยังคงสั่งการอย่างนิ่งสงบให้กองทัพตั้งค่ายอยู่นอกเมืองเขารับตราประจำตำแหน่งของเจ้าเมืองและตราเคลื่อนย้ายทหารสามพันนายเอาไว้แล้วจัดงานเลี้ยงใหญ่เพื่อปลอบใจและรักษาความสงบเรียบร้อย
แน่นอนว่าบรรดาผู้บังคับบัญชาทหารที่เฝ้ารอการสร้างผลงานต่างร้องคร่ำครวญด้วยความอึดอัดพวกเขาอยากจะหาต้นไม้ใหญ่สักต้นเพื่อโขกศีรษะให้หายโมโหการที่ไร้คู่ต่อสู้ในแผ่นดินก็นับว่าเป็นเรื่องที่น่าหงุดหงิดเหมือนกัน
แต่ติงเหว่ยกลับชอบผลลัพธ์เช่นนี้อย่างไรก็ไม่มีใครชอบกลิ่นคาวเลือดอยู่แล้ว กงจื้อหมิงเข้าเมืองไปจัดการรับช่วงต่อด้านการปกครองและกองทัพในตอนกลางวันส่วนนางก็เลี้ยงลูกชาย เล่นกับเขา สอนให้เขาพูดบางครั้งเวลาว่างนางก็เปิดกระดาษและพู่กันเพื่อจดจำสูตรอาหารต่างๆที่ยังคงอยู่ในสมอง เพื่อป้องกันไม่ให้กาลเวลาที่ผันผ่านค่อยๆหั่นความทรงจำของนางไปจนเลือนลางยิ่งกว่าปีกของจั๊กจั่นแน่นอนว่าสิ่งที่นางคิดถึงมากที่สุดยังคงเป็นสามร้านค้าที่อยู่ในเมืองฉยงโจว
โชคดีที่พี่หลิวและคนอื่นๆไม่ทำให้นางผิดหวังไม่นานนักพวกเขาก็ส่งบัญชีรายได้ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาให้นางดู แม้จะมีเพียงไม่กี่ร้อยตำลึงแต่ก็เพียงพอที่จะซื้อร้านค้าเล็กๆ สองร้านในเมืองกั้นโจวได้แล้ว
นางคิดถึงเรื่องการซื้อร้านค้าครั้งที่แล้วเลยตัดสินใจส่งเงินให้หลินลิ่วและมอบหมายให้เขาพาเหล่าทหารหญิงเข้าเมืองทันทีเพื่อเขาจะได้ไม่ต้องเสียเวลาในการปิดบังและแก้ไขสถานการณ์อีกสู้เอาเงินมาวางบนโต๊ะไปเลยดีกว่า ส่วนที่ขาดไปก็ให้บันทึกบัญชีไว้ก่อน แล้วค่อยจ่ายคืนในภายหลังก็ได้
ติงเหว่ยคิดว่าชีวิตของนางจะสงบสุขแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆแต่ในเมืองกั้นโจวนั้นเต็มไปด้วยคนฉลาดเฉลียวโดยเฉพาะอย่างยิ่งกงจื้อหมิงได้ประกาศไปทั่วว่าเขาจะรับหญิงสาวชาวบ้านมาเป็นภรรยาและที่สำคัญนางยังได้ให้กำเนิดทายาทเพียงคนเดียวของสกุลมีมาอย่างยาวนานอย่างสกุลกงจื้ออีกด้วยเกือบทุกคนในเมืองต่างอยากพบหน้าติงเหว่ย ประการแรก เป็นเพราะอยากรู้ว่าสตรีแบบใดกันที่ทำให้ท่านแม่ทัพใหญ่ต้องหลงใหลประการที่สอง ก็เพื่อสร้างความคุ้นเคยเพื่อสะดวกในการติดต่อในอนาคตน่าเสียดายที่ติงเหว่ยไม่ค่อยออกมาให้เห็นหน้า นางใช้เวลาอยู่ในค่ายทหารทั้งวันเมื่อทุกคนไม่มีทางเลือกจึงกล่าวว่าท่านแม่ทัพเพิ่งจะมาครั้งแรกจึงต้องการมอบสิ่งของต่างๆเพื่อแสดงมิตรภาพ
ดังนั้นของต่างๆอาทิ ผ้าไหม เครื่องประดับทอง เครื่องประดับเงิน เครื่องสำอาง และของตกแต่งจากหยกต่างก็ถูกส่งเข้ามาในค่ายทหารราวกับสายน้ำแน่นอนว่ารวมไปถึงการใช้ข้ออ้างในการส่งสาวใช้เข้ามาซึ่งแท้จริงแล้วอาจเป็นการแฝงตัวและอยากจะเลียนแบบเก๋งจีนใกล้น้ำที่มักได้จันทร์ซึ่งติงเหว่ยก็ไม่แน่ใจว่าเป็นเช่นนั้นหรือไม่
กงจื้อหมิงได้สั่งการไว้ล่วงหน้าแล้วว่าให้รับของขวัญทั้งหมดไว้ถือว่าเป็นเพียงการให้ติงเหว่ยได้คลายเครียดและเป็นการตอบแทนความเหนื่อยยากในการดูแลอันเกอเอ๋อร์และผู้อาวุโสทั้งสองท่าน
ที่นี่ไม่ใช่ยุคสมัยใหม่ติงเหว่ยไม่ได้รับดอกกุหลาบ และไม่มีอาหารเย็นใต้แสงเทียนให้กินแต่การเปิดผ้าไหมที่สวยงามและลองเครื่องประดับที่พิถีพิถันก็ทำให้นางรู้สึกยินดีเป็นพิเศษ
ไม่มีหญิงสาวคนไหนที่ไม่ชอบเสื้อผ้าและเครื่องประดับไม่ต้องพูดถึงอวิ๋นหยากับตังกุยและคนอื่นๆ ที่ช่วยดูแลด้วยความกระตือรือร้นทุกวันแม้แต่เฉิงเหนียงจื่อก็ยังอุ้มอันเกอเอ๋อร์มานั่งอยู่ข้างๆ แล้วร่วมด้วยช่วยกัน “สร้างความวุ่นวาย”