ยังมีความละอายใจอยู่หรือไม่?
หลินฉีป้าและคนอื่นๆต่างชะงักในสายตาของพวกเขา ราชวงศ์เปาไม่ได้ข้องเกี่ยวกับเื่เช่นนี้มานานยิ่งเป็เื่ของสี่ตระกูลใหญ่แล้ว แทบไม่มีใครกล้าสอดมือเข้าเกี่ยว
ทว่า! ทว่าบัดนี้องค์ชายเปาแห่งราชวงศ์เปาได้ทําให้เกิดเช่นนั้นขึ้นแล้ว!
แท้จริงแล้วองค์ชายผู้นี้้าสิ่งใดกันแน่?
หรือว่าเขา้าจะปกป้องหลินเจาเด็กหนุ่มผู้เป็เพียงสามัญชน?
เปาฉวนประหลาดใจเช่นกันเขาไม่คาดคิดว่าบุตรชายของเขา จะให้ความสําคัญกับหลินเจาถึงเพียงนั้น
เป็ไปได้หรือไม่ว่าบุตรชายของเขาจะสามารถเห็นในสิ่งที่ไม่มีใครเห็นจากตัวของเด็กหนุ่มธรรมดาสามัญชนผู้นั้นได้จริงๆ?
องค์ชายสองและเฉินเมิ่งิมองหน้ากันทั้งสองรู้สึกสับสนเป็อย่างมากว่าเหตุใดเด็กหนุ่มแห่งนภาครามถึงได้ยื่นมือเข้ายุ่งในเหตุการณ์ครั้งนี้
ขณะเดียวกันบรรดาสี่รุ่นเยาว์อัจฉริยะทั้งหมดไม่ว่าจะเป็ใครหรือหลินเหล่ยที่นอนาเ็สาหัสปางตายพวกมันล้วนไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยินเป็อย่างมาก
องค์ชายเปาผู้นี้กําลังถามถึงความละอายใจของผู้นําตระกูลหลิน?
เป็ไปได้อย่างไรกัน?
เด็กหนุ่มธรรมดาสามัญชนนามหลินเจาก็รู้สึกงุนงงเช่นกันแววตาภายใต้ใบหน้าสงบนิ่งของเขา เผยให้เห็นถึงความไม่เข้าใจและสับสน
เหตุใดองค์ชายเปาผู้นี้ถึงยื่นมือเข้ามาข้องเกี่ยวในเื่นี้กัน?
หรือว่าแท้จริงแล้วเขามีบางสิ่งบางอย่างที่อีกฝ่าย้า?
ไม่ว่ายังไงในเวลานี้ทุกคนก็ต่างไม่เข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น อาจบอกได้ว่าสถานการณ์เช่นนี้ที่ไม่ควรเกิด...ก็เกิดขึ้นแล้ว!
ตรงกันข้ามขณะที่ทุกคนต่างมีความคิดไปต่างๆนานา เด็กหนุ่มแห่งนภาครามผู้ถือครองสมญานาม‘เทพา’ เป็เพียงผู้เดียวที่ยังคงความสงบนิ่งเอาไว้สายตาจับจ้องไปยังชายวัยกลางคนผู้นําตระกูลหลินด้วยความเยาะเย้ย
“ผู้นําตระกูลหลินเหตุใดจึงไม่ตอบคําถามข้าเล่า?’’
“ท่านหมายความเช่นไร?’’หลินฉีป้าถามออกไปอย่างระมัดระวัง มันหวาดหวั่นในชื่อเสียงเทพาของคนผู้นี้ไม่น้อยและไม่รู้เลยว่าอีกฝ่ายวางแผนอะไรไว้กันแน่ถึงได้กล้าสอดมือเข้ามายุ่งกับเื่ของมัน
“ฮ่าๆๆๆๆหมายความเช่นไรอย่างนั้นหรือ?’’ เปาเฟิงไม่ตอบแต่กลับหัวเราะลั่นเพียงแค่กวาดตามองดูผู้คนโดยรอบ สายตาของเขาก็ไปลงบนร่างของหลินเหล่ยผู้ซึ่งมีสภาพปางตายอย่างน่าอดสู
พริบตาเขาก็กล่าวขึ้นด้วยนํ้าเสียงดูถูก
“ในที่นี้ใครๆก็รู้ว่าหลินเหล่ยเป็บุตรชายของท่านและตอนนี้มันได้รับาเ็สาหัสจากการประลองเป็อย่างมากทว่าผู้เป็บิดาของมันกลับไม่สนใจ มิเพียงเท่านั้นนอกจากจะละเลยมันแล้วยังใช้มันเป็ข้ออ้างในการหาเื่รุ่นเยาว์เพียงผู้หนึ่งเท่านั้นเช่นนี้หากไม่ให้ข้าถามว่าท่านยังมีความละอายใจอยู่หรือไม่ จะให้ข้าถามเช่นไร?’’
“ตอบมาผู้นําตระกูลหลิน!’’
ประหนึ่งเทพาเพียงกล่าวจบ ทุกคนต่างรู้สึกได้ถึงเจตจํานงอันแรงกล้าที่มิมีผู้ใดเทียบเคียง
“...’’ เหล่าผู้คนโดยรอบนิ่งงันไปไม่แม้แต่จะคิดว่าเด็กหนุ่มจะกล้ากล่าวเจาะจงเช่นนี้ออกมาท้ายที่สุดพวกเขาก็ต่างจับจ้องไปยังผู้นําตระกูลหลินเพื่อรอดูเหตุการณ์ที่กําลังจะเกิดขึ้น
หลินฉีป้าในตอนนี้รู้สึกเสียใจเล็กน้อยมันประมาทเกินไปที่ถูกความโลภเข้าครอบงํา จนเผลอหลุดตัวออกไปเป็คนแรก
มิเช่นนั้นสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นหรือ?
เพียงมันส่งสายตาผู้าุโจากตระกูลหลินก็รีบนําหลินเหล่ยออกจากพื้นที่ประลองอย่างรวดเร็ว
บอกได้ว่านอกจากหน้าของมันจะหม่นหมองไปครู่หนึ่งแล้วยามนี้ยังแดงกํ่าด้วยความอับอาย เห็นได้ชัดเลยว่าสิ่งนี้เป็สิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับมันมาก่อนดังนั้นมันจึงมองเด็กหนุ่มแห่งนภาครามพลางลอบสังเกตท่าทีขององค์จักรพรรดิไปด้วยไม่ช้า เมื่อมันเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ได้มีท่าทีอันใดมันจึงกล่าวอย่างเ็าออกไปในทันที
“เหตุใดข้าจึงต้องตอบคําถามของเด็กน้อยเช่นท่าน?’’
“สามหาวนัก!’’จวิ้นเหล่ยและบรรดาขุนนางภายในงานส่วนนึงฉุนขาดขึ้นมาทั้งหมดไม่คิดเลยว่าผู้นําตระกูลหลินไม่เพียงจะมิตอบคําถามแต่มันยังกล้าลบหลู่องค์ชายอีก
สมควรตายนัก!
“องค์ชายให้ข้ามอบบทเรียนให้แก่มันเถอะพะยะค่ะ’’ โดยไม่รอช้าจวิ้นเหล่ยเป็ตัวแทนของราชวงศ์ก้าวเดินออกไปเตรียมมอบบทเรียนให้แก่ผู้นําตระกูลหลิน
กล่าวได้เลยว่าเพียงแค่จวิ้นเหล่ยลงมือผู้นําตระกูลหลินที่เป็เพียงผู้ฝึกตนขั้นสูงสุดของระดับสามย่อมไม่อาจต้านทาน!
คนอื่นๆก็ทราบดีถึงจุดนี้เช่นกันดังนั้นในเวลานี้พวกเขาจึงเห็นได้เลยว่าผู้นําตระกูลหลินมีสีหน้ากังวลฉายออกมา
“องค์ชายท่านยังมีศักดิ์ศรีของเทพาอยู่หรือไม่ถึงได้ให้คนของตัวเองออกหน้าแทนเช่นนี้?’’หลินฉีป้ารู้สึกหวาดกลัวในความแข็งแกร่งของครึ่งก้าวััชีวิตอย่างแท้จริงมันจึงกล่าวเสียงดังจงใจให้ผู้คนโดยรอบเห็นว่ามันเป็ผู้ถูกต้อง
“ใครบอกเล่าว่าข้าให้คนอื่นออกหน้าให้?’’เปาเฟิงสีหน้าเย้ยหยันก่อนหันไปทางจวิ้นเหล่ย “เื่นี้เ้ามิจําเป็ต้องลงมือ เพียงคนไร้ยางอายคนหนึ่ง มิมีค่าพอให้เกียรติของนักรบแห่งข้าต้องแปดเปื้อน’’
“องค์ชาย...ท่านอย่าให้มันมากไปนัก!’’ ได้ยินหลินฉีป้าก็ตะหนักได้ว่าตนถูกดูถูกอย่างหนักมันจึงจ้องเด็กหนุ่มด้วยสายตาโกรธเคือง
อีกฝ่ายกล้าดียังไงที่ทําให้มันอับอายต่อหน้าผู้คนจํานวนมากเช่นนี้?
“พะยะค่ะ’’ทางด้านจวิ้นเหล่ยที่เห็นเด็กหนุ่มยืนกรานด้วยตัวเอง พลันตะหนักได้ทันทีว่าหากอีกฝ่าย้าจริงๆ...ผู้นําตระกูลหลินคงจะจบไปนานแล้ว!
“ใครกันแน่ที่มากเกินไป?ทุกคนในที่นี้ล้วนรู้ดีว่างานชุมนุมยอดยุทธรุ่นเยาว์แห่งนภาครามเป็ทางราชวงศ์ที่ได้จัดขึ้นมาแต่นี่คนไร้ยางอายคนหนึ่งกลับกล้าที่จะล่วงเกินรุ่นเยาว์ผู้เข้าร่วมงานคนหนึ่งที่เพียงเพิ่งสละสิทธิ์เห็นได้ชัดเลยว่าคนผู้นี้มิเพียงจะไร้ยางอายเท่านั้นทว่ายังไม่เห็นหน้าราชวงศ์เปาอีก เช่นนี้ใครกันแน่ที่มากเกินไป?’’เปาเฟิงหัวเราะเสียงเย็นมันถึงเวลาแล้วที่จะต้องสอนให้รู้ว่าใครกันแน่ที่เป็เ้าบ้านและใครกันแน่ที่เป็เพียงผู้อาศัย
“ท่าน…’’หลินฉีป้าก้าวถอยหลังออกไปโดยไม่รู้ตัว สิ่งที่เด็กหนุ่มกล่าวมามิผิดเลยแม้แต่น้อยแต่มันที่ยังไม่ทันที่จะกล่าวจบ เสียงของอีกฝ่ายก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“อีกอย่างท่านได้ถามถึงศักดิ์ศรีของเทพาของข้าใช่หรือไม่?เห็นได้ชัดเลยว่าท่านจงใจสื่อให้เห็นว่าเื่ของตน ตนย่อมต้องจัดการด้วยตัวเองเช่นนั้นบุตรชายของท่านเล่า? มันถูกทําร้ายาเ็สาหัสก็ต้องหมายความแล้วว่ามันต้องสะสางด้วยตนเองแต่นี่ท่านกลับยื่นมือเข้ามายุ่งเกี่ยวแทนมันหรือแท้จริงแล้วท่านจะเห็นมันไร้ค่าเลยมิคิดว่ามันจะจัดการด้วยตัวเองได้?’’
“มิเพียงเท่านั้นนอกจากท่านจะเป็ถึงผู้นําตระกูลหลินแล้วท่านยังเป็ผู้ฝึกตนในจุดสูงสุดของเขตแดนปลุกกายาอีกด้วยแต่นี่ท่านกลับ้าใช้ความแข็งแกร่งที่สูงกว่านี้ลงมือกับเพียงแค่รุ่นเยาว์ระดับสามขั้นต้นเพียงคนเดียวเท่านั้นหากว่ากันตามตรงแล้วทุกคนย่อมรู้ดีว่าใครกันแน่ที่ไร้ศักดิ์ศรี!’’
“ทะ...ท่าน!’’ถูกไล่ต้อนจนมุมอย่างมิคาดฝัน หลินฉีป้าก็ถึงกลับถูกกดดันจนก้าวถอยหลังอีกครั้งแววตาของมันมองไปยังเด็กหนุ่มด้วยความโกรธที่แฝงให้เห็นถึงความหวาดกลัว
อันใดกัน?
เหตุใดเด็กหนุ่มผู้นี้ถึงได้น่ากลัวนัก?
เหล่าผู้นําอีกสามตระกูลที่เหลือต่างใพวกมันใเป็อย่างมากที่ผู้นําตระกูลหลินถูกไล่ต้อนจนมุมเยี่ยงนี้ดังนั้นในยามนี้ที่ตะหนักได้ว่าตนไม่ได้ยื่นมือออกไปก่อนทั้งหมดต่างรู้สึกยินดีและโล่งอก จนอดถอนหายใจออกมามิได้
เงียบ!
ยามนี้ราวกับโลกถูกหยุดนิ่งทุกคนต่างไม่กล้าส่งเสียงอันใดออกมาแม้แต่น้อยเห็นได้ชัดว่าพวกเขาในเวลานี้ล้วนใกับการที่ผู้นําตระกูลหลินถูกไล่ต้อนจนมุมเป็อย่างมาก
ลมหายใจต่อมา...ท่ามกลางผู้คนที่ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจหรือส่งเสียง
ในที่สุดเปาเฟิงก็หัวเราะอีกครั้ง
“เช่นนั้นก็เริ่มงานชุมนุมต่อได้แล้ว!’’
“...’’ ผู้คน
…
ดั่งเวลาที่พัดผ่าน…
งานชุมนุมยอดยุทธรุ่นเยาว์แห่งนภาครามได้ถูกเริ่มต่อจนจบลงโดยที่ผู้ชนะได้แก่ ลู่เทียนหนาน
ดังนั้นในเวลานี้เมื่องานชุมนุมจบลงแล้วแม้สถานการณ์จะยังไม่ปกติ ฝูงชนก็ต่างเริ่มแยกย้ายมันไม่มีความจําเป็อันใดสําหรับพวกเขาที่ต้องยุ่งเกี่ยวกับเื่ของสี่ตระกูลใหญ่และราชวงศ์เปา
ตระกูลลู่ตระกูลเฟิง ตระกูลตู่ สามตระกูลใหญ่เหล่านี้ก็มิได้รีรอพวกมันนําคนกลับไปยังตระกูลอย่างรวดเร็ว
ทางด้านผู้นําตระกูลหลินอย่างหลินฉีป้าที่ถูกไล่ต้อนจนมุมอยู่ก่อนแล้วก็ได้นําคนของมันกลับตระกูลเช่นกัน
พริบตาจัตุรัสที่เคยเต็มไปด้วยผู้คนก็หลงเหลือเพียงความว่างเปล่า
ณวังหลวง
ยามนี้ภายในเรือนรับรองได้ปรากฏคนสี่คนพวกเขาคือ องค์ชายสอง,เฉินเมิ่งิ,หลินเจา
และคนสุดท้ายคือเปาเฟิง
“ขอบคุณองค์ชายมากที่ยื่นมือเข้าช่วย’’หลินเจาประสานมือขอบคุณด้วยแววตาซาบซึ้งเป็ครั้งแรกเลยที่เขาถูกคนช่วยเหลืออย่างไม่คาดคิดเช่นนี้ ดังนั้นพองานชุมนุมจบลงเขาที่ได้ตามอีกฝ่ายมาจึงอดขอบคุณมิได้
“มิจําเป็ท่านคงรู้อยู่แล้วว่าเหตุใดข้าจึงช่วยท่าน อีกอย่างหากข้าไม่ยื่นมือเข้าไปใครเล่าจะรักษาหน้าของราชวงศ์เอาไว้?’’ เปาเฟิงส่ายหัวแล้วยิ้มทั้งนี้เขาก็รู้ดีว่าแม้เขาจะไม่ยื่นมือออกไปอีกฝ่ายย่อมต้องมีหนทางในการเอาตัวรอด
องค์ชายสองและเฉินเมิ่งหมิงที่ตามมาเพราะอยากรู้เหตุผลพลันเข้าใจได้ในทันที ถึงสิ่งที่ทําให้เด็กหนุ่มยื่นมือเข้าไปช่วยหลินเจา
“องค์ชายท่านสุภาพเกินไปแล้ว’’เด็กหนุ่มธรรมดาสามัญชนหัวเราะ สิ่งนี้เป็สิ่งที่เขาคาดคิดเอาไว้อยู่ก่อนแล้วดังนั้นเขาจึงมิแปลกใจเลยที่ทําไมตนถึงได้ถูกองค์ชายผู้นี้เข้าช่วย
ท้ายที่สุดเขายิ้ม “เช่นนั้นท่านเชิญกล่าวในสิ่งที่ท่าน้าเถิด หากไม่เกินกําลังของข้าข้าย่อมต้องช่วยท่านทําให้สําเร็จ’’
หากมีแค้นย่อมต้องชําระเช่นกัน บุญคุณครั้งนี้หากไม่ทดแทนก็คงมิได้!
องค์ชายสองและเฉินเมิ่งิที่ได้ยินก็มองเด็กหนุ่มแห่งนภาครามเพื่อรอฟังคําตอบ
ััได้ถึงสายตาของคนทั้งสามเปาเฟิงเพียงหัวเราะเบาๆก่อนสบตากับหลินเจา
พริบตา เจตจํานงแห่งการต่อสู้พลันถูกฉายออกมาให้เห็น
“นั่นง่ายดายอย่างยิ่ง!ประมือกับข้า!’’