ฮูหยินข้าคือนักวิทยาศาสตร์ 【จบ】

    เล่มที่ 3 บทที่ 63 ความใกล้ชิดของฮ่องเต้น้อย

            เมื่อหลี่จิ่งหนานเห็นสีหน้าของหวาชิงเสวี่ยเปลี่ยนไปทันใดนั้นก็รู้สึกตื่นตระหนกขึ้นมา “เป็นอะไรไป? หรือว่าอาวุธมีปัญหาอะไร?”

            หวาชิงเสวี่ยนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะบอกเขาว่า“เมื่อไม่นานมานี้...มีทหารเหลียวหลายคนแฝงตัวเข้ามาในค่ายทหาร แล้วลักพาตัวช่างฝีมือของเราไป”

            เมื่อได้ยินเช่นนั้นคิ้วของหลี่จิ่งหนานก็แทบจะตั้งตรงขึ้นมา! “ทหารเหลียวแฝงตัวเข้ามาในค่ายชิงโจวแล้วอย่างนั้นหรือ?!ฟู่ถิงเย่ล่ะ? เขาไม่รู้เรื่องเลยหรือ?!”

            “อีกฝ่ายปลอมตัวเป็นทหารฉีบาดเจ็บสาหัสที่ถูกส่งตัวเข้ามาในค่ายทหารท่านแม่ทัพไม่รู้เรื่อง” หวาชิงเสวี่ยไม่ได้พูดถึงเรื่องที่ตนเองเกือบจะถูกจับตัวไปด้วยเพียงแต่ถอนหายใจออกมาเบาๆ “ทหารเหลียวเตรียมการมาเป็นอย่างดี เราป้องกันได้ยาก ท่านแม่ทัพก็ไม่สามารถดูแลได้ทั่วถึง”

            หลี่จิ่งหนานตบโต๊ะด้วยอารมณ์โกรธ!จนถ้วยที่ใส่ชาฟักเขียวอยู่เมื่อครู่สั่นสะเทือน

            “ไอ้พวกสุนัขเหลียว!ข้าจะต้องฆ่าพวกมันให้หมดในสักวัน!”

            ตั้งแต่หลี่จิ่งหนานจำความได้เขาเติบโตมาภายใต้เงาของการรุกรานแคว้นต้าฉีโดยกองทัพเหลียว ความเกลียดชังที่มีต่อชาวเหลียวจึงฝังลึกอยู่ในกระดูก

            ส่วนหวาชิงเสวี่ยนั้นในตอนแรกไม่ได้รู้สึกอะไรกับทั้งสองแคว้น แต่เมื่อความสัมพันธ์กับฟู่ถิงเย่และหลี่จิ่งหนานสนิทแนบแน่นขึ้นอีกทั้งยังอาศัยอยู่ที่นี่ ความรู้สึกที่มีต่อแคว้นต้าฉีก็ค่อยๆ ก่อตัวขึ้น

            ในขณะเดียวกัน นางก็เริ่มรู้สึกต่อต้านแคว้นเหลียวโดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากเกิดเรื่องช่างตีเหล็กหลิวขึ้น แม้ว่าหวาชิงเสวี่ยจะไม่ใช่ชาวฉีแต่จุดยืนของนางก็แทบจะเหมือนกับชาวฉี

            หวาชิงเสวี่ยพูดด้วยน้ำเสียงอึดอัด“ตอนนี้กองทัพเหลียวไม่มีการเคลื่อนไหว คาดว่าอาจจะกำลังเร่งผลิตอาวุธใหม่ เมื่อใดที่อาวุธเสร็จพวกเขาจะต้องกลับมาบุกอีกครั้งแน่”

            ใบหน้าเล็กๆ ของหลี่จิ่งหนานหม่นหมองอารมณ์ดีเมื่อครู่หายไปจนหมดสิ้น

            แม้ว่าเขาจะยังเด็กแต่เขาก็รู้ดีว่ากำลังและแสนยานุภาพของแคว้นต้าฉีนั้นอ่อนแอกว่าต้าเหลียวมาก การบุกโจมตีอีกฝ่ายก็ไม่ต่างอะไรกับการเอาไข่ไปกระทบหิน!แต่การตั้งรับรอให้อีกฝ่ายมาตีถึงบ้านก็ช่างน่าอึดอัดใจยิ่งนัก!

            หวาชิงเสวี่ยสร้างอาวุธใหม่ขึ้นมาได้อย่างยากลำบากเขานึกว่าจะได้เห็นความหวังแล้ว แต่กลายเป็นว่าเพิ่งชนะได้แค่ครั้งเดียว ก็ถูกทหารเหลียวลักพาตัวช่างฝีมือที่ทำอาวุธใหม่ไปเสียแล้ว!

            หรือว่าแผ่นดินต้าฉีนี้จะรักษาเอาไว้ไม่ได้จริงๆ หรือ?

            “เอาเถอะ อย่าทำหน้าบึ้งอย่างนั้นเลยอายุแค่นี้ก็ขมวดคิ้วทุกวันแล้ว ระวังจะแก่เร็วนะ” หวาชิงเสวี่ยไม่อยากให้หลี่จิ่งหนานแบกภาระในใจไว้มากเกินไปจึงพยายามพูดให้มีน้ำเสียงผ่อนคลายขึ้น “ทางค่ายทหารเจ้าไม่ต้องเป็นห่วง ท่านแม่ทัพกำลังเร่งฝึกฝนพลธนูเพิ่มประสิทธิภาพในการโจมตีระยะไกลของกองทัพ ข้าเองก็คิดเช่นนั้นเช่นกัน กองทัพเหลียวทำให้แคว้นรอบข้างหวาดกลัวในชื่อเสียงของทัพม้าเหล็กซึ่งเราไม่จำเป็นต้องไปปะทะโดยตรง”

            หลี่จิ่งหนานนึกถึงธนูระยะยิงสี่ร้อยก้าวที่หวาชิงเสวี่ยสร้างขึ้นมาอารมณ์ก็ดีขึ้นเล็กน้อย พยักหน้าเห็นด้วย “ใช่แล้ว แคว้นต้าฉีของเราควรจะสร้างความได้เปรียบของตัวเองบ้างสู้รบด้วยทหารม้าไม่ได้ ก็ต้องสู้ด้วยพลธนูจากระยะไกล!”

            เมื่อพูดจบ เขาก็แสดงความกังวลใจออกมา“แต่ว่า...กองทัพเหลียวมีความสามารถในการยิงธนูบนหลังม้าที่ดีมาก หากวันใดพวกเขาสามารถคิดค้นธนูชนิดนี้ขึ้นมาได้แล้วเรา...”

            “เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องเกิดขึ้นอยู่แล้ว”หวาชิงเสวี่ยกล่าว

            หลี่จิ่งหนานตกใจ หันไปมองหวาชิงเสวี่ยด้วยความงุนงง

            “เมื่อขึ้นสู่สนามรบย่อมต้องมีบาดเจ็บล้มตาย แค่กองทัพเหลียวได้ธนูของเราไปสักสองสามคัน ทำการถอดชิ้นส่วนออกแล้วหาช่างฝีมือมาศึกษาอีกไม่กี่วัน พวกเขาก็จะต้องค้นพบกลไกภายในได้อย่างแน่นอน” น้ำเสียงของหวาชิงเสวี่ยยังคงอ่อนโยนแต่คำพูดที่เอ่ยออกมากลับโหดร้ายอย่างยิ่ง “ดังนั้น การที่ธนูจะถูกลอกเลียนแบบจึงเป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอนเราไม่สามารถฝากความหวังทั้งหมดไว้ที่ธนูแต่เพียงอย่างเดียวได้ มันอาจจะช่วยให้เราชนะได้หนึ่งครั้งหรือสองครั้งแต่ไม่ได้หมายความว่ามันจะสามารถช่วยเราไปได้ตลอด”

            เมื่อได้ฟัง หลี่จิ่งหนานก็เม้มปากแน่นหน้าตาบึ้งตึง เงียบไม่พูดอะไร

            หวาชิงเสวี่ยรู้ดีว่าเขาต้องการโจมตีทหารเหลียวอย่างรุนแรงมากเพียงใดฉะนั้น เมื่อเห็นหลี่จิ่งหนานเป็นเช่นนี้ นางก็รู้สึกเห็นใจอย่างยิ่ง...

            “มานี่สิ ข้าจะให้เจ้าดูอะไรบางอย่าง”หวาชิงเสวี่ยลุกขึ้นยืน พาหลี่จิ่งหนานไปยังห้องทางทิศตะวันตก

            ขันทีน้อยเสี่ยวโต้วจื่อที่คอยตามรับใช้ใกล้ชิดก็ก้มหน้างุดตามไปด้วย

            แต่หวาชิงเสวี่ยกลับทำท่าทีหลบเลี่ยงบอกกับเสี่ยวโต้วจื่อว่า “เจ้ารออยู่ข้างนอกก่อนเถอะ”

            เสี่ยวโต้วจื่อถึงกับชะงักไปก่อนจะหันไปมองหลี่จิ่งหนาน

            เขาคอยรับใช้ใกล้ชิดมาโดยตลอดแม้แต่ตอนที่หลี่จิ่งหนานไปเข้าห้องน้ำ เขาก็ไม่เคยจากไปไหนเลยแม้แต่ครึ่งก้าว!

            อีกอย่าง ฮ่องเต้ยังไม่ได้ตรัสอะไรแล้วนางเป็นผู้ใดกันถึงได้มาออกคำสั่ง?

            แต่หลี่จิ่งหนานนั้นแทบไม่ต้องคิดก่อนจะโบกมืออย่างรำคาญ “ไปรอข้างนอก”

            “...” เสี่ยวโต้วจื่อก้มหน้าลงไปยืนเรียบร้อยอยู่ใต้ชายคาอย่างว่าง่าย

            หวาชิงเสวี่ยรีบปิดประตูห้อง

            “เจ้าจะให้ข้าดูอะไรกัน?เหตุใดต้องทำลับๆ ล่อๆ ด้วย...” หลี่จิ่งหนานเดินเข้าไปในห้องด้วยความสงสัยเมื่อเห็นว่าผนังห้องทุกด้านเต็มไปด้วยชั้นวางไม้! บนนั้นยังวางสบู่ทำมือเต็มไปหมดก็ถึงกับเกิดความรู้สึกทึ่ง!

            “ว้าว! ...เจ้าทำเองคนเดียวทั้งหมดเลยหรือนี่?!”

            “ใช่แล้ว หลังจากที่ทำจนชำนาญแล้วทุกวันข้าก็จะทำเพิ่มเป็นสองหม้อ” หวาชิงเสวี่ยหยิบมาอันหนึ่งแล้วยื่นให้เขา “ครั้งที่แล้วที่ข้าให้เจ้าไปใช้หมดหรือยัง? ไม่ต้องใช้อันนั้นแล้ว ใช้สบู่ชุดใหม่พวกนี้เถอะดีกว่าอันเดิมอีกนะ”

            หลี่จิ่งหนานพยักหน้าไม่หยุดไม่ได้เกรงใจนางเลย “ถ้าอย่างนั้น เจ้าก็ห่อให้ข้ามาเยอะๆ หน่อย ข้าจะเอาไปให้เสด็จแม่ใช้บ้าง”

            เมื่อได้ยินเช่นนั้นหวาชิงเสวี่ยถึงกับแปลกใจ ที่แท้ไทเฮา [1] ก็ใช้สบู่ของนางด้วย?ความรู้สึกนี้ช่างแปลกประหลาดเสียจริง!

            นางหัวเราะออกมา กล่าวว่า“ได้เลย ถ้าอย่างนั้นข้าจะห่อทุกแบบให้เจ้าไปเยอะๆ เจ้าจะได้เอาไปประทานให้แก่บรรดาภริยาของเสนาบดีจะได้ช่วยข้าโฆษณาไปด้วย!”

            “อะไรคือการโฆษณา?”หลี่จิ่งหนานมองนางอย่างไม่เข้าใจ

            “ก็คือการประกาศสินค้าเผยแพร่ออกไปในวงกว้างอย่างไรล่ะ”

            เมื่อดูสบู่ทำมือเสร็จแล้วหวาชิงเสวี่ยก็เดินไปยังโต๊ะตัวหนึ่ง อุ้มกองกระดาษที่มีลวดลายแปลกๆ อยู่มากมายขึ้นมาพลิกหาไปมาสักพัก ก่อนจะดึงกระดาษสองสามแผ่นมายื่นให้หลี่จิ่งหนาน

            “อาวุธใหม่ ข้ายังไม่เคยให้ผู้ใดดูเป็นคนที่สองเลยนะ”น้ำเสียงของหวาชิงเสวี่ยมีความภูมิใจอยู่เล็กน้อย “หากทำออกมาได้ ข้ารับรองได้เลยว่าต่อให้ทหารเหลียวขโมยสิ่งนี้ไป พวกเขาก็ทำตามไม่ได้”

            เมื่อหลี่จิ่งหนานได้ยินเช่นนั้นก็ไม่กล้ามองข้ามรีบอ่านดูอย่างตั้งใจ

            แต่เขามองไปมาอยู่นานก็ไม่รู้ว่าสิ่งที่วาดอยู่บนกระดาษนั้นคืออะไร...

            “นี่คืออะไร?”เขาพลิกกระดาษในมือไปมา “กลมๆ อย่างนี้ จะฟันก็ไม่ได้ จะเฉือนก็ไม่ได้ตอนออกรบจะใช้มันได้อย่างไร?”

            “ต้องใช้ควบคู่ไปกับสิ่งเหล่านี้”หวาชิงเสวี่ยยื่นกระดาษอีกหลายแผ่นให้เขา

            หลี่จิ่งหนานก็ยังดูไม่เข้าใจอยู่ดี

            เขารู้สึกท้อแท้ “เจ้าบอกข้ามาตรงๆเลยเถอะ สิ่งนี้ใช้ทำอะไร?”

            “สิ่งนี้เรียกว่าดินปืนเจ้าจะเข้าใจว่ามันคือประทัดที่รุนแรงกว่าดอกไม้ไฟเป็นร้อยเท่าก็ได้” หวาชิงเสวี่ยวางภาพร่างทั้งหมดตรงหน้าเขาแล้วอธิบายทีละอย่าง “เมื่อทำดินปืนออกมาได้แล้ว เราก็จะสามารถสร้างจรวด ปืนไฟ และปืนใหญ่ได้อาวุธแต่ละชนิดล้วนแต่มีอำนาจทำลายล้างที่รุนแรง!”

            “รุนแรงกว่าดอกไม้ไฟ...เป็นร้อยเท่า?”หลี่จิ่งหนานรู้สึกไม่อยากจะเชื่อ ใบหน้าก็ยับย่นเข้าหากัน

            อาจเป็นเพราะว่า...ในราชวงศ์ต้าฉีนี้อานุภาพของดอกไม้ไฟนั้นอ่อนแอเกินไป อย่างมากประชาชนก็แค่ได้ยินเสียงดังเท่านั้น

            หวาชิงเสวี่ยคิดว่าปัญหาน่าจะอยู่ที่ขั้นตอนการทำให้บริสุทธิ์ซึ่งทำให้ดินประสิวไม่สามารถแสดงอานุภาพได้อย่างที่ควรจะเป็น

            ในความเป็นจริงแล้วในสมัยราชวงศ์ซ่ง อาวุธจำพวกดินปืนนั้นพัฒนาไปไกลมาก ไม่เพียงแต่มีต้นแบบของปืนไฟ แต่ยังมีระเบิดอสนีบาตและปืนใหญ่ที่ถือกำเนิดขึ้นในยุคราชวงศ์ซ่งด้วย

            น่าเสียดายที่ถึงแม้ว่าราชวงศ์ต้าฉีจะมีความคล้ายคลึงกับราชวงศ์ซ่งในหลายๆด้าน แต่พลังทางการทหารกลับ...เหลือจะบรรยาย

            ดินปืนแบบดั้งเดิมในยุคโบราณซึ่งเป็นการผสมกันของดินประสิว กำมะถัน และถ่านไม้สามอย่าง อานุภาพก็ไม่ได้เป็นที่สนใจของผู้คนและยังยากที่จะนำไปประยุกต์ใช้ในสนามรบ แต่หลังจากปรับปรุงแล้ว การผสมกันของโพแทสเซียมไนเตรตสารกำมะถัน และถ่าน ในสัดส่วนที่กำหนด จะส่งผลให้มีอานุภาพที่รุนแรงมาก! แทบจะไม่แตกต่างจากดินปืนในยุคปัจจุบันเลย!

            ตอนนี้สิ่งที่หวาชิงเสวี่ยเป็นกังวลมากที่สุดไม่ใช่เรื่องการผลิตดินปืนแต่เป็นเรื่องของการเลือกใช้วัสดุทำชนวน ที่ต้องติดไฟได้ง่ายมีความเร็วในการเผาไหม้ที่สม่ำเสมอ และมีความสามารถในการกันความชื้นได้ในระดับหนึ่ง

            วิธีที่ปลอดภัยที่สุดคือการใช้เส้นฝ้ายมาถักทอเป็นเส้นใหญ่ข้อเสียคือมีความไวต่อความชื้นสูง หากเจอสภาพอากาศที่ไม่ดี ก็มีโอกาสดับกลางคันได้

            หากชนวนใช้ไม่ได้ ต่อให้ปืนใหญ่จะรุนแรงแค่ไหนก็ไม่สามารถแสดงอานุภาพได้

            ตอนนี้หวาชิงเสวี่ยกำลังคิดหาวิธีในการสกัดโซเดียมคลอเรต

            โซเดียมคลอเรตเมื่อถูกความร้อนจะปล่อยออกซิเจนออกมาซึ่งเป็นตัวช่วยการเผาไหม้ที่ดีที่สุด ตราบใดที่เติมเข้าไปในเส้นฝ้าย ก็จะสามารถแก้ปัญหาทุกอย่างที่นางกังวลได้

            ปัญหาเหล่านี้ยากเกินกว่าที่หลี่จิ่งหนานจะเข้าใจหวาชิงเสวี่ยจึงได้แต่อธิบายพอเป็นสังเขปเท่านั้น

            “...สรุปคือ ท่านแม่ทัพเห็นชอบให้ข้าจัดตั้งค่ายอาวุธไฟแล้วเขาจึงส่งคนมาคอยช่วยเหลือข้า หากเป็นไปได้ด้วยดี ในไม่ช้าเราก็จะมีพลปืนใหญ่กลุ่มแรก”หวาชิงเสวี่ยเก็บภาพร่างที่ตนเพิ่งวาดเสร็จไป สีหน้าของนางแสดงออกถึงความคาดหวัง “พวกเขาจะต้องเป็นทหารที่กล้าหาญที่สุดของแคว้นต้าฉีอย่างแน่นอน”

            “แต่ว่าเขาไม่ได้รายงานเรื่องนี้ให้ราชสำนักทราบเลย!”หลี่จิ่งหนานขมวดคิ้ว รู้สึกคับข้องใจ

            เรื่องสำคัญเช่นนี้ต่อให้จะทำก็ต้องรายงานให้ราชสำนักทราบก่อนไม่ใช่หรือ?

            “ท่านแม่ทัพอาจจะกังวลเรื่องข้าก็ได้...”หวาชิงเสวี่ยหัวเราะอย่างกระดากอาย “เขากลัวว่าข้าจะถูกลงโทษหากทำไม่สำเร็จ เขาก็เลยช่วยปิดบังไว้ให้แถมการรายงานให้ราชสำนักทราบ ก็ต้องรอราชสำนักอนุมัติงบอีกไม่ใช่หรือ?แล้วก็ต้องรอนานมากๆ เลยด้วย”

            หลี่จิ่งหนานยอมรับคำอธิบายนี้อย่างไม่เต็มใจนักเขาพูดด้วยความรู้สึกไม่ค่อยพอใจว่า “เจ้าวางใจเถอะ ตราบใดที่เป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองและประชาชนข้าจะต้องอนุมัติอย่างแน่นอน! แต่ว่า...การเบิกเงินจากท้องพระคลังนั้นก็ช้าจริงๆ ช่วงที่เสด็จพ่อของข้าครองราชย์ทรงลดหย่อนภาษีเพื่อฟื้นฟูแคว้นดังนั้นหลายปีมานี้...ท้องพระคลังจึงไม่มีเงินจริงๆ”

            หวาชิงเสวี่ยพยักหน้าแสดงออกว่าเข้าใจกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงใจว่า “ฮ่องเต้องค์ก่อนทรงเป็นฮ่องเต้ที่ดี”

            ประโยคเรียบง่ายที่ไม่ได้ซับซ้อนแต่ไม่รู้เพราะเหตุใด หลี่จิ่งหนานกลับรู้สึกแสบจมูกขึ้นมา

            ฮ่องเต้องค์ก่อนสวรรคตไปนานมากแล้วแต่เขาไม่เคยได้ยินผู้ใดพูดถึงบิดาของเขาเช่นนี้เลย...แม้แต่เสด็จแม่ เมื่อเอ่ยถึงเสด็จพ่อสีหน้าของพระนางก็ยังแสดงออกว่าไม่เห็นด้วย

            เขาแสร้งทำเป็นยิ้มกว้างเพื่อปกปิดดวงตาที่แดงก่ำขึ้นมา กล่าวว่า “พอดีช่วงนี้ข้ากำลังปลอมตัวออกมาเยี่ยมเยือนราษฎรแถวนี้พอดีหลายวันนี้ข้าจะมาพักที่นี่ก็แล้วกัน! จะได้ดูว่าเจ้าทำอาวุธใหม่อย่างไร ตกลงหรือไม่?”

            หวาชิงเสวี่ยยิ้มและพยักหน้า“ได้สิ ดูได้เลย ให้เจ้าดูจนพอใจเลย แต่ก็อย่าลืมกลับไปเบิกงบให้ข้าด้วยนะ ท่านแม่ทัพบอกว่าเขามีเงินก็จริงแต่ข้ากลัวว่าเขาจะแสร้งทำเป็นมีเงินทั้งที่มีไม่พอ ที่สำคัญของพวกนี้ หากจะผลิตเป็นจำนวนมากก็ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ในวันสองวัน อีกทั้งยังไม่ใช่เรื่องที่ใช้เงินแค่ไม่กี่พันไม่กี่หมื่นตำลึงด้วย...”

            หลี่จิ่งหนานเชิดหน้าขึ้นอย่างหยิ่งผยอง“ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็มาหาถูกคนแล้ว ฟู่ถิงเย่เป็นแค่แม่ทัพใหญ่ เบี้ยหวัดต่อปีเขาจะมีสักเท่าใด?ต่อให้จะได้รับบรรดาศักดิ์เป็นอ๋อง สามารถหาเรื่องเรียกเก็บภาษีส่วนตัวได้แต่ก็เพิ่งจะได้รับแต่งตั้งเป็นอ๋องในปีนี้ คงจะไม่ได้มีเงินเก็บมากมายนักหรอก! ท้องพระคลังต่อให้จะว่างเปล่าอย่างไรก็จะต้องมีมากกว่าฟู่ถิงเย่อยู่แล้ว!”

            หวาชิงเสวี่ยฟังหลี่จิ่งหนานโอ้อวดเรื่องความร่ำรวยก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา

            เมื่อหลี่จิ่งหนานเห็นนางหัวเราะเขาก็หัวเราะตาม

            เขาก็ไม่สามารถบอกได้ว่าเพราะเหตุใดถึงไว้ใจหวาชิงเสวี่ยเช่นนี้

            หรือว่าเป็นเพราะช่วงเวลาสั้นๆที่เคยตกทุกข์ได้ยากด้วยกันที่เมืองเหรินชิว? ...หรืออาจจะเป็นเพราะหวาชิงเสวี่ยมักจะพูดทฤษฎีแปลกๆออกมาอยู่เสมอ?

            ตัวนางเต็มไปด้วยสิ่งที่น่าเหลือเชื่อราวกับสบู่ที่วางอยู่บนชั้นวางไม้นั่น บอกว่าทำได้ ก็ทำออกมาได้จริงๆ

            เรื่องที่เหลือเชื่อมากมายสำหรับนางแล้ว ราวกับเป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายดาย

            ดังนั้น...

            หลี่จิ่งหนานมองไปยังกองภาพร่างบนโต๊ะคิดในใจว่า ‘ครั้งนี้ นางก็จะต้องทำได้เช่นกัน’

            ———————————————————————————————————

            [1]ไทเฮา (太后)หมายถึง พระราชชนนี หรือพระมารดาของฮ่องเต้

    คล้ายกับเรื่องฮูหยินข้าคือนักวิทยาศาสตร์ 【จบ】 ที่คุณอ่าน