
บ้านธราธรภักดี
“ไม่มีทาง” เสียงทุ้มต่ำปฏิเสธดังลั่น ขณะที่เ้าของเสียงใบหน้าบึ้งตึง
ชเยนต์ ธราธรภักดี เ้าของห้างทองใหญ่ระดับท็อปของประเทศกำลังชั่งใจว่าสิ่งใดนั้นยากกว่ากันระหว่างการบริหารห้างทองหรือการดูแลลูกสาวคนเดียวในบ้าน
ร่างท้วมส่ายศีรษะไปมาอย่างไม่สบอารมณ์กับสาวน้อยตรงหน้า
เฮ้ออออ!
เสียงถอนหายใจรอบที่สิบดังขึ้น เมื่อได้ยินคำปฏิเสธจากบิดา มินตรา ธราธรภักดี สาวน้อยเพียงคนเดียวและลูกสาวคนสุดท้องของตระกูล ธราธรภักดี เบือนใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวังของเธอไปยังประตูหน้าต่าง หรือที่ใดก็ตามที่เธอจะไม่ต้องสบตากับผู้ชายร่างท้วมตรงหน้า
ครั้งที่สิบ!
นับเป็ครั้งที่สิบที่เธอโดนปฏิเสธจากคุณพ่อ และแม้จะหันไปขอความช่วยเหลือจากพี่ชายทั้งสามคนที่นั่งกระจัดกระจายอยู่ทั่วห้องนั่งเล่น ก็ดูเหมือนจะช่วยอะไรเธอไม่ได้ซักนิด
หญิงสาวบึ้งหน้า พลางนึกย้อนกลับไปถึงเหตุการณ์เมื่อสามวันก่อน
“เฮียเข้าใจ แต่ป๋าไม่มีวันยอมเด็ดขาด”.. เฮียกร พี่ชายคนโตของเธอบอกพร้อมตบบ่าเบาๆ
“แกบ้าเปล่าวะ?”.. เฮียก้อง พี่ชายคนรองที่แสนจะขวางโลกมองเธออย่างกวนๆ ก่อนจะเดินจากไปแบบที่ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าไม่มีทางช่วยเธอได้แน่นอน
“เฮียว่าแกไปเรียนต่อกับเฮียเถอะ”.. เฮียกฤษณ์ พี่ชายหมอคนสุดท้องที่แม้จะเข้าใจเธอมากที่สุด แต่เขาก็ยังเห็นด้วยกับบิดาที่อยากให้เธอไปเรียนต่อที่อังกฤษกับเขามากกว่า
“แกจะให้ต้องป๋าบอกเป็รอบที่เท่าไหร่ว่าอย่างไรซะ ป๋าก็ไม่มีวันยอมให้แกไปทำไร่ทำฟาร์มอะไรนั่นเด็ดขาด!!” ชายร่างท้วมวัยย่างเข้า 60 หันเผชิญหน้ากับลูกสาวคนเดียวของเขาอีกครั้ง รอยย่นบอกกับคิ้วที่ขมวดกันบนหน้าผากบ่งบอกถึงความไม่พอใจที่ยังคงไม่จางหาย
“ป๋า หนูโตแล้วนะคะ อายุก็ 22 แล้ว บรรลุนิติภาวะแล้ว ทำป๋าไม่เลิกทำเหมือนหนูเป็เด็กซักที” หญิงสาวหันขวับเข้าหาบิดา ใบหน้าเรียวขมวดยุ่งบ่งบอกถึงความหงุดหงิดไม่แพ้กัน
ยิ่งคิดก็ยิ่งเจ็บใจ..
มินตรานึกย้อนไปในวันที่เธอตัดสินใจเล่าเื่โครงการฟาร์มเลี้ยงแกะเพื่อสังคมของเธอให้ครอบครัวฟัง และในเช้าวันต่อมา บัตรเครดิตทุกใบ บัญชีทุกธนาคารของเธอถูกผู้เป็พ่อสั่งระงับ และถอนเงินออกหมดเกลี้ยงเพื่อตัดทางหนีทีไล่ของเธอ
“ก็เพราะว่าแกยังไม่โตน่ะสิ อีกอย่างเป็สาวเป็แส้ จะไปทำงานลุยโคลน ลุยป่า งานอะไรนั่นป๋าไม่ยอมหรอกนะ” เสียงทุ้มแหบกดลงหนักแสดงถึงความเหนื่อยหน่ายใจ ตามติดมาด้วยประโยคน้ำเสียงเบาบางเหมือนพร่ำบ่นกับตนเองมากกว่าจะบอกลูกสาว
“ทำไปก็เจ๊งเปล่าๆ ” น้ำเสียงเบาแต่ให้ความรู้สึกรุนแรง คำพูดนั้นเสียบฉึก! เข้าไปในอกของคนที่รับฟังอยู่อย่างรวดเร็ว
มินตรามองหน้าพ่อของเธอนิ่ง.. น้ำตาเม็ดกลมเริ่มเอ่อคลอในั์ตาด้วยความโมโห
ั้แ่เกิดมาพ่อของเธอไม่เคยมีความเชื่อมั่นในตัวของเธอเลยซักนิด.. เอาแต่พร่ำบอกว่าเธอเป็ผู้หญิง.. เอาแต่บอกว่าเธอทำอะไรไม่ได้!..
“ทุกคน! ทั้งพวกเฮียทั้งป๋ายังไม่เคยเห็นสิ่งที่หนูทำ! เอาแต่บอกว่าหนูทำไม่ได้ ทำไม่ได้!!! ถึงจะเป็ผู้หญิง แล้วเอาอะไรมาตัดสินว่าหนูจะทำมันสำเร็จหรือเปล่า!?” คนตัวเล็กเถียงเสียงแข็ง แม้คำพูดบางคำจะสั่นไปบ้างเนื่องจากเธอพยายามกลั้นน้ำตาเอาไว้
“ถ้าป๋ากลัวว่ามันจะเจ๊ง หนูจะไม่แตะเงินของป๋าเลยซักนิด!!! แต่เอาเงินเก็บของหนูคืนมานะ!” เสียงหวานเริ่มดังขึ้นเป็จังหวะ พร้อมกับอารมณ์ของเธอในขณะนี้
“ไม่ จนกว่าแกจะยอมยกเลิกไอ่โครงการแกะบ้าๆนั่น” เสียงทุ้มเริ่มดังขึ้นอย่างยอมแพ้เช่นกัน
“ป๋าไม่มีเหตุผลเลย!!” มินตราะโอย่างหมดความอดทน น้ำตาเคยที่เอ่อคลอไหลร่วงลงมาอย่างยั้งไม่อยู่ หญิงสาวยกมือปาดมันอย่างรวดเร็ว
ขณะเดียวกันชายหนุ่มสามคนที่ทำตัวเหมือนไม่อยู่ในบทสนทนา เริ่มมองตากันละลั่กละเลิกเมื่อสถานการณ์ดูเหมือนจะเดือดขึ้นเรื่อยๆ หนึ่งอาทิตย์ที่ผ่านมาประเด็นถกเถียงเพียงเื่เดียวภายในบ้านก็คือเื่ที่น้องสาวคนเดียวของพวกเขาอยากจะ เปิดฟาร์มเลี้ยงแกะ.. และทุกครั้ง ชเยนต์ ธราธรภักดี หรือพ่อของพวกเขาจะเอาแต่ปฏิเสธสาวน้อยคนเดียวในบ้าน และรีบเดินหนีจากไป ทว่าบทสนทนาครั้งนี้ดูจะรุนแรงขึ้น เมื่อชเยนต์เลือกที่จะอยู่ต่อ พยายามจบประเด็นและทำให้มันเป็การถกเถียงครั้งสุดท้าย
“ป๋าเป็ห่วงแกนะมินนี่ ตอนนี้เรียนไปก่อนก็ได้” ภูวกฤษณ์ ชายหนุ่มคนสุดท้องของบ้านพยายามไกล่เกลี่ย
“อืม นั่นสิ ค่อยๆพูดกันเถอะครับทั้งป๋าทั้งมิน” กรกฎ พี่ชายคนโตก็ลองพยายามดูบ้าง
“....” จะเหลือก็แต่ผู้ชายอีกคนที่ดูเหมือนจะไม่รู้ร้อนรู้หนาวจนชายหนุ่มทั้งสองคนต้องสะกิดแรงๆเพื่อให้เขาพูดอะไรบ้าง
ก้องหล้าเงยหน้าจากสมาร์ทโฟนของตนเองที่ยังคงเปิดแอพพลิเคชั่นหาคู่ค้างไว้อยู่ ชายหนุ่มมองหน้าพี่ชายและน้องชายของเขาเหลอหลาก่อนจะตั้งสติอย่างรวดเร็ว
“อ๋อ.. เอ่อ.. ก็ป๋า.. คือ..ไอ่มินมันยังไม่พร้อมที่จะทำอะไรใหญ่ๆ ใช่ไหมล่ะครับ.. ก็ให้มันลองทำอะไรเล็กๆให้สำเร็จดู แล้วค่อยว่ากันใหม่เป็ไง?”
คำพูดที่ดูไม่น่าจะออกมาจากปากคนที่ดูมึนๆ ขวางโลกอย่างก้องหล้า ทำให้สมาชิกทุกคนหันมามองเขาเป็ตาเดียว
“เออ เข้าท่านี่หว่าเฮียก้อง” ภูวกฤษณ์ยิ้มกว้างก่อนจะตบบ่าพี่ชายอย่างภูมิใจ
“นั่นสิ.. ป๋าว่าไงครับ” กรกฎ หันไปถามความเห็นจากผู้เห็นบิดา
ชเยนต์ขมวดคิ้วนิ่ง แต่ยังไม่ทันพูดอะไร ก็มีเสียงใสๆเอ่ยขึ้นมาขัดจังหวะเสียก่อน
“งานอะไรเฮียก้อง” ใบหน้าหวานมองหน้าพี่ชายอย่างหวาดระแวง เพราะพี่ชายของเธอคนนี้ชอบทำอะไรพิเรณทร์ๆ แถมยังมีความคิดแปลกๆอีกด้วย
ความสนใจถูกส่งกลับมายังก้องหล้าทันที เขามองซ้ายมองขวาก่อนจะเหลือบไปเห็นข่าวในหนังสือพิมพ์ที่วางอยู่ซึ่งมีภาพชายหนุ่มคนหนึ่งที่เขาจำได้แม้จะไม่ได้เจอกันมาหลายสิบปี
‘เปลี่ยนอีกแล้ว! เลขาของนักบริหารหนุ่มไฟแรงคนดังลาออกเป็รายที่ 10 นับั้แ่ต้นปีที่ผ่านมา นับว่าเป็เวลาเพียงแค่ 4 เดือนเท่านั้น!’
“นี่เลย!” ชายหนุ่มคว้าหนังสือพิมพ์ขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะจิ้มนิ้วรัวๆ ไปยังข่าวนั้น
“หมอนี่ชื่อ ศาสตรา อัศวภากุล เป็ CEO ของบริษัททิวลิป ริสค์ เมเนจเม้นท์ (Tulip Risk Management) เคยเรียนด้วยกันตอนม.ต้น เอ่อ..แล้วก็..” ก้องหล้าเหลือบมองหนังสือพิมพ์ก่อนจะอ่านต่อ “เปลี่ยนเลขามาแล้ว 10 คน...”
“แล้วไงวะ” กรกฎถามน้องชายอย่างไม่เข้าใจ
“อย่าเพิ่งขัดสิวะเฮีย ก็คือ..ผมแนะนำว่าก็.. ลองให้ไอ่มินไปสมัครเป็เลขาหมอนี่ไง..อืมม..ซักปีนึงเป็ไงครับป๋า?” ก้องหล้าหันกลับไปถามความเห็นบิดา ก่อนจะหันไปยักคิ้วให้พี่ชายและน้องชายทั้งสอง
ชเยนต์หรี่ตาลง.. มองลูกชายคนกลางอย่างไม่ไว้ใจ..
เป็เลขาเรอะ?.. มันจะง่ายไปไหม.. แถมมินตราเป็ผู้หญิงเสียด้วย
“10 คน? เขาเปลี่ยนอะไรของเขาน่ะ 10 คน.. หมอนั่นปกติหรือเปล่าเฮีย?” มินตรามองหน้าพี่ชายของเธออย่างใ..
เปลี่ยนคนเยอะขนาดนี้ ถ้าไม่เื่มากสุดๆ ก็มีปัญหาทางการเข้าสังคมแล้วล่ะมั้ง!
ชเยนต์หันกลับไปมองปฏิกิริยาของลูกสาวแล้วช่างใจ.. แต่ถ้านี่มันเป็ทางเดียวที่ทำให้มินตราตัดสินใจยกเลิกโครงการฟาร์มแกะออแกนิคอะไรนั่น...
“ทำไม แค่นี้ก็กลัวแล้วหรือไง? ถ้าแกยอมยกเลิกโครงการบ้าๆนั่นของแก ฉันอาจจะไม่ส่งแกไปก็ได้นะ” ประโยคตัดสินที่ลั่นออกไป ทำเอามินตราอ้าปากค้าง รวมถึง 3 หนุ่มที่นั่งอยู่บริเวณนั้นด้วย..
“นี่ป๋าหมายความว่าจะให้มินนี่ ไปสมัครเป็เลขาไอ่หมอนี่หรือครับ? หนึ่งปีเลยหรือครับ” ภูวกฤษณ์ถามอย่างใ เวลาหนึ่งปีไม่ใช่น้อยๆ ให้น้องสาวของเขาไปอยู่กับใครก็ไม่รู้เนี่ยนะ..
“โอ้ยย ไม่ต้องปีนึงหรอก อ่ะ..ฉันต่อให้ 6 เดือน.. อ่ะ 3 เดือนเลยเอ้า!!!” ก้องหล้าตอบ ก่อนจะหันไปทำหน้ากวนๆใส่น้องสาวสุดที่รักของเขาที่ดูเหมือนจะยังไม่ค่อยเข้าใจสถานการณ์เท่าไหร่นัก
มินตรากะพริบตาถี่ๆเพื่อเรียบเรียงความคิด.. ก่อนในที่สุดจะเอ่ยขึ้น
“ป๋าหมายความว่า.. ถ้าหนูเป็เลขาหมอนั่นได้ 1 ปี.. เอ้ย! 3 เดือนตามที่เฮียก้องบอก โครงการฟาร์มแกะเป็อันตกลงใช่ไหมคะ!?”
ชเยนต์นิ่งเล็กน้อยเนื่องจากยังคงลังเลใจอยู่ เขาส่งสายตาไปยังลูกชายคนกลางเ้าของความคิดนี้ ส่วนก้องหล้าก็รับรู้ได้ถึงสายตาที่ส่งมาพร้อมกับคำถามโดยที่ไม่ต้องมีคำใดหลุดออกจากปากบิดาของเขา
‘แกแน่ใจใช่ไหม ว่าน้องแกมันจะทำไม่สำเร็จ’
ชายหนุ่มรีบประมวลความเป็ไปได้ก่อนที่จะพยักหน้ากลับเบาๆให้ผู้เป็พ่อ..
ผู้หญิงโดนไล่ออกมาแล้วตั้ง 10 คน.. มันจะเป็ไปได้ยังไงที่ไอ้มินเน่าของเขาจะอยู่ได้.. ก้องหล้าคิด ก่อนจะเหลือบไปมองรูปเพื่อนร่วมห้องบนหน้าหนังสือพิมพ์อีกครั้ง..
ศาสตรา.. เพื่อนร่วมชั้นสมัยมัธยมต้นของเขา เด็กชายแปลกประหลาดที่ค่อนข้างจะปลีกตัวจากเพื่อนๆและสังคมในโรงเรียน.. เขาและหมอนั่นเคยคุยกันแค่สามสี่ครั้งเท่านั้น พอ่ไฮสคูลศาสตราก็ย้ายออกไปเรียนต่างประเทศ เขารู้ข่าวของศาสตราอีกทีก็ตอนที่หมอนี่กลับมาที่ไทยแถมกลายเป็ CEO บริษัทชั้นนำอีกด้วย
เปลี่ยนไปจนแทบจะจำไม่ได้.. เขาคลับคล้ายคลับคลาหน้าศาสตราจนบังเอิญเจอกันในงานสัมมนางานหนึ่งเมื่อเดือนที่แล้วทำให้จำได้ว่าเคยเรียนด้วยกัน แถม่นี้ข่าวเื่การเปลี่ยนเลขาของหมอนั่นออกสื่อบ่อยซะจนหน้าข่าวธุรกิจจะกลายเป็ข่าวบันเทิงไปแล้ว
“3 เดือนเป๊ะนะไอ่มิน! ถ้าแกออกมาก่อน หรือโดนหมอนั่นไล่เสียก่อน โครงการของแกเป็อันยกเลิก” ก้องหล้าย้ำน้องสาวของเขา
ไม่มีเสียงตอบรับจากมินตรา.. หญิงสาวหน้าเสียน้อยๆพร้อมกับหันไปขอความช่วยเหลือจากพี่ชายที่เหลือทั้งสอง แต่ดูเหมือนพวกเขาจะไม่ได้รับรู้สัญญาณของเธอเลยแม้แต่น้อย
“และแกต้องไปเรียนต่อกับเฮียกฤษณ์ด้วย” เสียงทุ้มแหบของชเยนต์ตอบต่อจากก้องหล้า ชายร่างท้วมมองสีหน้าลูกสาวของเขาอย่างพึงพอใจ..
มินตรา.. แกยอมยกเลิกง่ายๆ ป๋าก็จะไม่ทำแบบนี้หรอกนะ
มินตราไล่สายตามองผู้ชาย 4 คนตรงหน้าเธอ ก่อนหยุดอยู่ตรงหน้าผู้ชายที่ขึ้นชื่อว่าเป็บิดา
ถ้าหากมันจะเป็ทางเดียวที่เธอจะได้พิสูจน์ตัวเอง.. เป็หนทางที่เธอจะได้ออกนอกกรอบที่ถูกขีดเอาไว้.. มินตรายกมือปานคราบน้ำตาที่ยังหลงเหลือจากเมื่อครู่ให้หมดไป เธอไล่สายตามองผู้ชายทั้ง 4 คนที่อยู่ตรงหน้าเธออีกครั้ง
“อีก 3 เดือนเจอกัน!!!”