การเคลื่อนย้ายปราณหยินใช้เวลาอยู่พักใหญ่จึงทำการสำเร็จหนิงเฟยหลงหมุนตัวเข้าหาประมุขหอสมบัติหวังจะกล่าวคำขอบคุณทว่าเมื่อสายตานั้นกวาดมาถึงก็พบว่าชายชราที่หน้าซีดเผือด จนคล้ายไม่มีโลหิตหล่อเลี้ยงกายตาทั้งคู่ปิดสนิททำการโคจรพลังปรับสมดุลในร่างกาย
ผ่านไปไม่นานสีหน้าของชายชราก็แจ่มใสขึ้นเล็กน้อยแต่แล้วสิ่งไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นลมปราณภายในร่างของประมุขอวิ้นตีกันจนยุ่งเหยิงยากสงบลงมุมปากของชายชรามีโลหิตเปรอะเปื้อนอยู่ เมื่อสักครู่มันกระอักโลหิตออกมาสีหน้าก็กลับซีดเผือดขึ้นอีกครั้งแววตาที่ดูสุขุมอยู่ตลอดไม่ไหวติงบัดนี้ก็เกิดการสั่นไหวเล็กน้อย
หนิงเฟยหลงจ้องมองด้วยความวิตกกังวล “ท่านประมุขอวิ้น ให้ข้าเรียกหน่วยโอสถให้หรือไม่?อาการของท่านดูท่าไม่สู้ดีนัก”
“อย่าเลย...ข้าไม่ได้เป็นอะไรมากเท่าใด ขอเจ้าจงวางใจตัวข้านั้นอยู่ถึงขอบเขตแดนพิภพ จะบาดเจ็บสาหัสง่ายดายเช่นนั้นหรือ?ปั่นป่วนเล็กน้อยจะเป็นไร ถือว่ามันได้สร้างความตื่นเต้นอันน้อยนิดแก่ข้าก็เท่านั้น”ชายชรากล่าวด้วยเสียงที่หนักแน่นแฝงไปด้วยน้ำเสียงที่อ่อนล้าจนแทบสังเกตมิได้ พร้อมเผยรอยยิ้มที่เจือจางออกมา
หนิงเฟยหลงฟังดูก็ขบคิด “เป็นอย่างที่ชายชรากล่าวนั่นจริงหรือ? ย่อมไม่จริงกระมังสร้างความตื่นเต้นเพียงเล็กน้อย เล็กน้อยหรือ? เล็กน้อยเพียงใดถึงได้รุนแรงเพียงนี้ หรือเล็กน้อยของเรากับของเฒ่าชรานั้นไม่เท่ากันเห็นชัดว่าอาการก็หนักพอควร หากปล่อยไว้คงทำให้เกิดการบาดเจ็บเรื้อรัง ไยจึงไม่เรียกหน่วยโอสถมาทำการรักษา”
ประมุขหอสมบัติอาการทุเลาแล้ว ลุกขึ้นเหยียดกายตรงองอาจ สายตากลับมามั่นคงคล้ายว่ามันนั้นไม่ได้บาดเจ็บมาก่อน ชายชรามองดูสีหน้าของชายหนุ่มที่ดูกังวลสับสนก็หัวเราะออกมา “ซื่อจื่ออย่าได้ขบคิดให้มากความ ข้านั้นหายดีแล้วไม่ทราบว่าเจ้านั้นประสงค์สิ่งใดอีก หรือว่าเจ้าจะกลับเลย?”
หนิงเฟยหลงเห็นชายชรากลับมาสง่างามมั่นคง ดุจภูผาใหญ่อีกครั้งก็คลายกังวลลงสีหน้ากลับมาเป็นเป็นปกติปั้นหน้าเรียบเฉย ทว่าหางคิ้วซ้ายกลับกระตุกขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้ความเป็นปกติของชายชรานั้นได้สร้างความแปลกใจให้มันมาก ทว่ามันก็ไม่อยากจะขบคิดเรื่องนี้ในเมื่อเจ้าตัวได้บอกแล้วว่า ‘อย่าคิดให้มากความ’
หนิงเฟยหลงละความสนใจจากปราณหยิน ครุ่นคิดเล็กน้อยจึงเอ่ยขึ้น“ผู้เยาว์นั้นยังต้องการคัมภีร์ฝึกปรือฝีมือให้น้องสาว” มันกล่าวออกอย่างไม่ปิดบัง
“ถ้าเช่นนั้นก็ตามข้าไปที่ชั้นสองเลือกดูได้ตามสบายที่นี่ขายวิชายุทธ์ตั้งแต่ระดับหนึ่งถึงห้าเท่านั้นหากต้องการคัมภีร์ยุทธ์ที่สูงกว่าจะมีขายในงานประมูลประจำปีเท่านั้นและงานนี้จะมีขึ้นอีกในห้าเดือนข้างหน้า” อวิ้นหยางนั้นยังไม่ทิ้งนิสัยพ่อค้าที่เน้นหากำไรเป็นหลักลงทุนไปมากย่อมต้องการผลตอบแทนที่สูงมันรู้ว่าชายหนุ่มผู้นี้อนาคตต้องเก่งกล้าสามารถจึงผูกมิตรไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ
“ถ้าเช่นนั้นรบกวนท่านประมุขแล้ว ส่วนงานประมูลข้านั้นต้องมาร่วมเป็นแน่”หนิงเฟยหลงกล่าวด้วยรอยยิ้มที่เป็นมิตรตอนนี้ถึงแม้มันจะสับสนเรื่องการกระทำคำพูดของเฒ่าชราหลายอย่างที่ผ่านมาแต่ก็คงคิดว่าชายผู้นี้คงตั้งใจเป็นมิตรกับตน จึงควรจะรับเป็นมิตรที่ดีต่อกันไว้ไม่ใช่แค่เพื่อตนเท่านั้นยังรวมถึงตระกูลหนิงของด้วย
..........
“ว้าว เหตุใดที่นี่จึงมีของสวยงามมากมายเช่นนี้?”หญิงสาวผู้หนึ่งกล่าวลอยๆอออกมาสีหน้าแสดงออกถึงความยินดีถึงที่สุด นางนั้นกำลังโลดแล่นในหอสมบัติอย่างมีความสุขและนางก็ไม่ใช่ใครที่ไหนนอกจากคุณหนูจวนเป่าเฉิงโหวแห่งตระกูลหนิง ‘หนิงอันอัน’
ทว่านางนั้นอยู่นานไปก็เกิดเบื่ออยากจะออกไปท่องเที่ยวข้างนอกจึงหาจังหวะที่องครักษ์กำลังจดจ้องสิ่งอื่นอยู่ย่องหนีไป
ผ่านไปสักพักสีหน้าขององครักษ์ก็แปรเปลี่ยนหน้าซีดขาวตกใจ! และสีหน้าก็แปรเปลี่ยนบังเกิดความเคร่งเครียด เมื่อคุณหนูของพวกมันหายไป “แย่แล้วคุณหนูหายไป กงจิ้นเจ้าคอยรายงานคุณชายอยู่ที่นี่ข้าจะออกตามหาคุณหนูเอง!” ว่าแล้วองครักษ์ผู้นั้นก็รีบวิ่งออกไปจากหอสมบัติปล่อยให้กงจิ้นยืนรอคุณชายอยู่ผู้เดียวด้วยความวิตกกังวล
องครักษ์วิ่งออกไปมองซ้ายขวาก็ไม่พบหญิงสาวคาดว่าคงลอบไปเตร็ดเตร่ตรอกซอยอื่นแล้ว องครักษ์ผู้นี้ไม่ย่อท้อปลดสายรัดรถม้าควบม้าออกไปมันวนดูอยู่ที่ถนนเส้นหลักไม่พบจึงไล่ไปตามตรอกอื่นคาดว่าคุณหนูของมันคงไปได้ไม่ไกลเท่าใด
มันมุ่งไปยังตรอกแรกที่อยู่ทางซ้ายของเส้นหลักทันทีที่มันไปถึงก็พลันบังเกิดรอยยิ้มขึ้นมาและถอนหายใจอย่างโล่งอกมันเจอคุณหนูแล้ว และตอนนี้คุณหนูก็อยู่ในการดูแลของชงหยงองครักษ์ประจำตัวของคุณชายที่ได้รับมอบหมายให้คอยปกป้องหนิงอันอันอย่างลับๆเมื่อเกิดเหตุไม่คาดหมายค่อยปรากฏตัวขึ้น!
แต่รอยยิ้มนั้นก็อยู่ได้ไม่นาน นั่นเพราะมีกลุ่มคนชุดดำปิดหน้ามิดชิดรุมล้อมคุณหนูของมันอยู่และคนพวกนั้นก็มีฝีมือไม่ธรรมดา ล้วนเป็นผู้อยู่ขอบเขตแดนพลังทั้งสิ้น! มันไม่มีเวลาประเมินกำลังศัตรูแล้วรีบควบม้าฝ่าเข้าไป! ชักกระบี่เตรียมทะลวงสังหาร!!
ย้าก!!เสียงตะหวาดลั่นจ้วงแทงฟาดฟันบุกฝ่าเข้าไป
ด้วยความที่กลุ่มชายชุดดำไม่ทันระวัง จึงโดนกระบี่ขององครักษ์จ้วงแทงไปชายหัวล้านหนึ่งแผลชายผู้นั้นแผดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด! และยังไม่หยุดเพียงเท่านั้นด้านหน้าของกลุ่มคนชุดดำทางที่องครักษ์กระโจนเข้ามาได้ปะทะเข้ากับกีบเท้าของอาชาจนเซถลาถอยหลังไปผู้หนึ่งการโจมตีในครั้งนี้ถือว่ามีประสิทธิภาพอยู่บ้าง
เปิดช่องทางในการหลบหนีได้สำเร็จ “ท่านรีบพาคุณหนูขึ้นม้าหนีไปที่นี่ให้ข้าจัดการเอง!” องครักษ์หลังจากที่ฝ่าเข้ามาได้แล้วก็รีบลงจากม้า เหวี่ยงตัวคุณหนูพร้อมใช้แรงฝ่ามือดันผลักชงหยงที่ไม่ระวังขึ้นม้าไปอย่างรวดเร็วด้วยเกรงว่าชงหยงจะไม่ยอมขึ้นไปมันรู้ดีว่าชงหยงเป็นคนสนิทของคุณชายไม่อาจให้ตกตายได้ จึงใช้ชีวิตตนเองเข้าแลก
ใบหน้าของชงหยงเกิดอาการบิดเบี้ยวเล็กน้อยมันหันไปสบตากับองครักษ์ผู้นั้นภายในเสี้ยววินาทีก็รับรู้ได้ถึงเจตนาที่มุ่งมั่นและเสียสละตนของชายผู้นั้นแต่ใจก็บังเกิดความไม่ยินยอม แต่อย่างไรเสียมันก็ต้องรีบหนีไป คุณหนูนั้นสำคัญกว่าสิ่งใดในขณะนี้
“ข้าจะจดจำเจ้าไว้ รอดไปให้ได้!” ชงหยงแผดเสียงออกไปด้วยความคับแค้น มันไม่อยากให้คนผู้นี้ตายแล้วมันก็ควบม้ากระโจนออกไป!
เมื่อได้ยินเสียงที่แผดร้องออกมาด้วยความคับแค้น องครักษ์ก็มีสีหน้าที่เคร่งขึมลง
ทว่ากลุ่มคนพวกนี้ที่เหมือนจะเตรียมการไว้ก่อนแล้วไหนเลยจะยอมให้ออกไปได้ง่ายๆ เข้ามาได้แต่จะให้ออกไปนั้นไม่มีทาง!!
ฉึก! ลูกธนูพุ่งแหวกอากาศมาอย่างรวดเร็วปักเข้าที่หน้าอกของชงหยง มันไม่ได้กางพลังหยวนกั้นไว้ ไม่ทราบว่ามือธนูเริ่มลงมือตั้งแต่เมื่อใดและยิ่งไม่ทราบว่าคนผู้นั้นลอบโจมตีจากที่ใด ที่สำคัญมันรับรู้ถึงตัวตนหรือคลื่นพลังของคนผู้นั้นไม่ได้เลย
สีหน้าของชงหยงดูไม่ค่อยดีค่อนข้างแปลกประหลาดและดูซีดเผือด นั่นเพราะมันไม่รู้ว่าควรจะตกตะลึงหวาดกลัว หรือเจ็บปวดดี จึงเกิดเป็นหน้าตาที่ค่อนข้างอัปลักษณ์ออกมา โลหิตไหลซึมออกมาจากมุมปากนั้นไม่เท่าไหร่แต่ที่ไหลทะลักมาจากหน้าอกข้างซ้ายนั้นมีมากกว่า!!
ทว่าไหนเลยองครักษ์ของจวนสกุลหนิงจะตายง่ายเพียงนี้! ชงหยงเริ่มโครจรพลังไปที่ฝ่ามือแล้วเค้นพลังหยวนใช้วิชาฝ่ามือสิบลักษณ์ ก่อเกิดเป็นฝ่ามือนับสิบฟาดไปด้านหน้าทางซ้ายรายทางระหว่างควบม้าต่อออกเป็นหกฝ่ามือ ด้านหน้าหนึ่งฝ่ามือ และด้านหลังสามฝ่ามือ โดยไม่เหลียวหลังมองศัตรูที่อยู่ด้านหลังที่กำลังวิ่งเข้ามาเลยแม้แต่น้อย
ตู้ม!!
ฝุ่นควันฟุ้งกระจายเต็มไปหมด “นี่มันเกิดอะไรขึ้น! อะไรกันมันหายไปไหนแล้ว!” ซุ่มเสียงหนึ่งดังออกมา “บัดซบเอ้ย!ให้มันหนีไปจนได้! ฆ่ามันแล้วรีบตามไป!”ชายผู้หนึ่งที่ตัวเล็กที่สุดในกลุ่มคนพวกนั้นคล้ายว่าจะเป็นหัวหน้ากล่าวออกมาด้วยความโกรธเกรี้ยว! ชงหยางกับหนิงอันอันได้หายตัวไป!
เมื่อสักครู่ฝ่ามือทั้งหกที่ชงหยงฟาดลงที่ทางซ้ายก็กระทบเข้ากับแป้งมันเทศฟุ้งกระจายไปทั่วฝ่ามือที่ซัดออกไปด้านหน้านั้นไม่เกิดสิ่งใดขึ้นทว่าฝ่ามือที่ซัดไปด้านหลังอย่างส่งๆนั้นได้ชะลอการติดตามของกลุ่มชุดดำ แล้วชงหยงใช้เวลานี้หลบหนีไป
ชายร่างเตี้ยที่เป็นหัวหน้ากลุ่มได้ชะลอฝีเท้าลง ระเบิดพลังลมปราณอันแข็งกร้าวออกมา!!! หวังจะกดดันทั่วบริเวณไม่ให้ผู้คนเคลื่อนไหวได้สะดวก
ตู้ม!!!!เสียงดังสนั่นบริเวณ กระแสลมปราณที่ระเบิดออกมานั้นรุนแรงมากทำให้กลุ่มชายชุดดำบางคนทนรับไม่ไหว ถูกกระแสพลังจู่โจมกระเด็นไปไกล คงเหลือไว้เพียงหกคนที่มีฝีมือกล้าแข็ง
องครักษ์ที่ยืนยันจะถ่วงเวลาไว้ เห็นสภาพการณ์ไม่ดีแล้วจึงรีบวิ่งด้วยความเร็วใช้ลมปราณผลักดันตนเอง มุ่งผ่านฟันกระบี่ที่เคลือบไว้ด้วยพลังลมปราณที่แหลมคมเข้าใส่ชายผู้หนึ่งทางขวาสุดแล้วเอี้ยวตัวไปยังด้านหน้าตรอกขวางกลุ่มคนชุดดำนี้ไว้
“อ๊าก!!”ชายชุดดำทางขวาแผดเสียงลั่นแขนขวาของมันที่ไม่ได้ระวังลอยเคว้งอยู่ด้านหน้าแล้วตกลงกับพื้น กลุ่มชุดดำหยุดเคลื่อนไหวชายผู้นั้นมีสีหน้าแววตาที่เจ็บปวดและอาฆาตแค้น!!
“น้องสี่!!” ชายร่างเตี้ยเผลอหลุดปากร้องเรียกออกมา!
แต่ไม่ทันที่ชายร่างเตี้ยจะกล่าวต่อ ชายผู้ที่ถือกระบี่ขวางหน้าพวกมันก็เปล่งเสียงแทรกขึ้น“ข้าเย่เซียวองครักษ์พิทักษ์ตระกูลหนิง จะสู้ตายกับพวกเจ้า!!” มันคือเสียงขององครักษ์หนุ่มที่ชื่อเย่เซียวองครักษ์ผู้นี้กล่าวออกมาด้วยความหนักแน่นและมุ่งมั่น
ทว่ามันจะมุ่งมั่นเพียงใดก็ไม่อาจต่อกรกับกลุ่มคนชุดดำนี้ได้ทั้งหมด ถึงแม้จะแสดงความมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวออกมาแต่ในใจกลับเกิดความรุ่มร้อนขึ้นหวาดกลัวอยู่ไม่น้อย ไม่ว่าใครก็ย่อมรักชีวิตของตนแต่ถึงอย่างไรก็เพื่อการถ่วงเวลาให้คุณหนูหนีไป! มันก็ต้องทำให้ลุล่วง ถึงแม้ร่างกายในตอนนี้จะไม่เต็มร้อยก็ตาม!
เมื่อสักครู่มันเคลื่อนตัวปะทะเข้ากับลมปราณอันแข็งกร้าวของชายร่างเตี้ยได้รับบาดแผลฉกรรจ์มาหลายจุดแต่มันยังคงยืนอยู่ได้ไม่ไหวติงจ้องมองศัตรูที่อยู่เบื้องหน้าแววตาปรากฏเป็นประกาย!!
..........