บทที่ 3 พิธีแต่งงานศักดิ์สิทธิ์
บทที่ 3 พิธีแต่งงานศักดิ์สิทธิ์ “เจ้าพูดว่ากระไรนะ!!” เหยาหยี้แผดเสียงคำรามลั่น คิ้วคมเข้มขมวดชิดเข้าหากันแน่นสนิท ภาพเบื้องหน้าของเขาคือลูกน้องของตนกว่าสี่ห้าคนซึ่งกำลังก้มคำนับต่อเขาผู้เป็นนายน้อย เหยาหยี้ผู้นี้เป็นบุตรชายคนโตของตระกูลเหยา ตระกูลเหยาแห่งเมืองสินทาราม เขาได้ยินข่าวว่าบุตรีตระกูลเยว่นั้นงดงามอย่างมากถึงตามติดมาถึงเมืองธาราครามแห่งนี้ เขาสืบเจาะหาข้อมูลอยู่เนิ่นนาน แต่ลูกน้องของตนที่พึ่งได้ทราบข่าวว่า… “แม่นางเยว่ชิงมีคู่หมั้นหมายแล้วงั้นรึ!! อีกทั้งยังเข้าร่วมพิธีมงคลกันในวันนี้ด้วยรึ!!?” ใบหน้าของเหยาหยี้ปรากฏอาการบิดเบี้ยวอย่างรุนแรง สีหน้าถมึงคล้ายคับแค้นปานดวงใจแตกสลาย เขาหลงใหลในความงดงามของเทพธิดาเยว่ชิงมานาน นานจนนายน้อยตระกูลใหญ่เยี่ยงเขาต้องตามติดมา ณ ที่แห่งนี้เลยทีเดียว หากจะพูดกันด้านพรสวรรค์ทางวรยุทธ์ ด้วยวัยสิบเจ็ดปีกลับบรรลุขั้นรากฐานระดับสิบ นี่นับว่าไม่ธรรมดาเลยแท้จริงเชียว… “ไป! เราต้องรีบไป! เราต้องไปหยุดขบวนพิธีของมัน” เหยาหยี้และลูกสมุนตระกูลเหยาต่างก็รุดหน้าออกจากป่ามุ่งสู่ตัวเมือง พวกเขาเลือกจะกินอยู่อาศัยในป่าใกล้เมืองธาราครามมากกว่าจะอยู่ในเมือง เหตุนั้นเป็นเพราะสถานะของนายน้อยตระกูลเหยามิใช่เรื่องที่จะล้อเล่นกันได้ นายน้อยตระกูลเหยาเป็นที่รู้จักของผู้คนต่างเมือง ไม่ว่าจะด้านฝีมือหรือปัญญา เขานับว่าเป็นบุคคลเก่งกาจผู้หนึ่ง เหยาหยี้และลูกน้องที่อีกไม่นานจะหลุดพ้นจากเขตป่าใกล้เมืองธาราคราม ทันใดนั้นฝีเท้าของเหยาหยี้พลันหยุดชะงักงันลง “นายน้อย… ท่านหยุดฝีเท้าทำไมหรือขอรับ มิใช่นายน้อยกำลังรีบรึ?” องค์รักษ์ตระกูลเหยาที่ตามมาดูแลเอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงเป็นห่วงเป็นใย ชู่… เหยาหยี้ยกนิ้วชี้สัมผัสริมฝีปากก่อนเปล่งเสียงแผ่วเบาคล้ายให้อยู่เงียบๆ ดูเหมือนว่าเหยาหยี้จะได้ยินเสียงบางอย่าง ฉับพลันนั้นเองที่เหล่าองค์รักษ์ต่างกระจ่างแจ้งถึงการกระทำของเหยาหยี้ “เด็กที่เราเก็บมาในวันนั้นเติบโตขึ้นมากขนาดนี้แล้วนะยาย ตอนนี้เขากำลังตบแต่งบุตรีตระกูลเยว่เป็นภรรยาย เด็กสาวในตอนนั้นที่ยายบอกนางน่ารักและงดงามมากไง” เสียงสายนี้แห้งแหบอย่างมากดูราวกับคำพูดของพวกคนเฒ่าคนแก่ แต่ขณะเดียวกัน มันก็หนักแน่นจนน่าเหลือเชื่อราวกับทำให้ผู้คนคล้อยตามได้อย่างง่ายดาย หากเมื่อเหยาหยี้และองค์รักษ์มองดูภาพตรงหน้าของพวกเขาดีๆ เจ้าของเสียงสายนั้นกลับเป็นบุคคลที่ทั่วทั้งเมืองธาราครามต่างคุ้นเคยโดยทั่วกัน ผู้นำตระกูลซู ซูลง เหยาหยี้และองค์รักษ์รู้สึกราวกับถูกสายฟ้าฟาดใส่ พวกมันล้วนตกตะลึงงันนิ่งค้างไปชั่วครู่หนึ่ง เด็กที่เก็บมาเลี้ยง…? ความคิดของพวกเขาระเบิดความสงสัยของมาอย่างพร้อมเพรียง หากคนเป็นปกติคงเผลอตะโกนด้วยความตกใจเสียแล้ว ช่างโชคดีนักที่บุคคลเหล่านี้ถูกฝึกฝนและผ่านการทำภารกิจลับมากมายจึงมีความชำนาญในการเร้นกายและสยบอารมณ์ พวกเขาตัดสินใจอดทนรออยู่ที่เดิมไม่เคลื่อนกายไปไหน “ถึงเขาจะไร้พรสวรรค์จนผู้คนต่างเรียกเขาว่าขยะประจำเมืองเลยก็เถอะ แต่ข้าก็มองมันเป็นลูกของข้าไปแล้วละ ฮ่าๆๆ” ซูลงหัวเราะเสียงแหบพร่า ในน้ำเสียงหัวเราะนั้นมีความโศกเศร้าปะปนอยู่ วันที่ซูอวี่ปรากฏตัวหน้าประตูบ้านตระกูลซู เป็นวันเดียวกับที่เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงเกือบคร่าชีวิตของผู้นำตระกูลเยว่ ในคืนวันนั้นซูลงวรยุทธถดถอยลงอย่างน่ากลัว และหลังจากนั้นเพียงไม่นาน คนรักของซูลงก็ได้จากไปอย่างสงบ… “ข้าสัญญากับยายเอาไว้ ข้าจะเลี้ยงมันจนมันช่วยเหลือตัวเองได้ ข้าทำตามสัญญาสำเร็จแล้วนะยาย…” ซูลงเอ่ยขึ้นด้วยใบหน้าแย้มยิ้มให้แก่หลุมศพตรงหน้า ชายชรารู้สึกโล่งใจอย่างมากที่ทำตามสัญญาได้ ถึงกระนั้น เขาก็อดไม่ได้ที่จะคิดถึงนางที่จากไปอยู่ดี ด้วยความที่ซูลงรักเดียวใจเดียว ในมือของเขาขณะนี้ถือสมุดเล่มเก่าเล่มหนึ่ง หนังสือเล่มนี้บันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับซูอวี่เอาไว้ตั้งแต่เด็กจนถึงปัจจุบัน ซูลงเขียนหนังสือเล่มนี้เพียงเพื่อคลายเหงาลง เขาปรารถนาในวันที่ซูอวี่จะได้แต่งงาน หากถึงวันนั้นเขาจะนำหนังสือเล่มนี้มาวางไว้ที่หลุมศพของคนรักของเขา เขาปรารถนาที่จะเผาหนังสือเล่มนี้ทิ้งเพื่อหวังว่ามันจะส่งไปถึงบุคคลที่พรากจากโลกนี้ไปแล้วได้ เขาหวังว่าเธอจะได้อ่านมัน “ยาย… หนังสือเล่มนี้บันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับเด็กคนนั้นเอาไว้นะ… ข้าจะเผาไปให้เดี๋ยวนี้… หวังว่ายายจะได้อ่าน…” น้ำเสียงของซูลงสั่นเครือขึ้นในทันที หยดน้ำตาเริ่มปรากฏบนใบหน้าของผู้ชราเฒ่า เขาวางหนังสือเล่มเก่าลงตรงหน้าหลุมฝังศพก่อนจะจุดไฟเผามัน ด้วยความที่หนังสือเล่มนี้เก่ามาก มันเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีเลยทีเดียว เพียงชั่วพริบตา ไฟก็ลุกลามไปทั่วหนังสือ ซูลงเอ่ยลาตรงหน้าหลุมศพของเธออีกครั้ง ผู้ชราปาดน้ำตาบนใบหน้าที่ไหลรินซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทิศที่เขากำลังเดินไปตั้งอยู่ที่จวนตระกูลเยว่ เขากลัวจะเข้าร่วมพิธีมงคลไม่ทันกาล!! เหยาหยี้และเหล่าองค์รักษ์ เมื่อแน่ใจว่าซูลงเดินห่างออกไปไกลมากแล้ว เหยาหยี้ทำสัญญาณมือ แทบจะในทันทีที่เงาร่างสายหนึ่งในกลุ่มคนเหล่านั้นพุ่งผ่านตรงไปทางหลุมฝังศพของภรรยายซูลง ไม่ต้องให้อธิบายก็กล้าพูดเลยว่าองค์รักษ์ผู้นี้เป็นยอดฝีมือ เพียงในสามลมหายใจ หนังสือเล่มเก่าที่กำลังลุกไหม้ก็มาอยู่ในมือของเขา อีกทั้ง หนังสือในตอนนี้มิได้ลุกไหม้อีกแล้ว ถึงกระนั้น หนังสือก็ไม่ได้มีสภาพสมบูรณ์เช่นกัน หน้าแรกและหน้าหลังเพียงถูกเผาไปเท่านั้น… คงเป็นโชคร้ายของซูลงที่ตัดสินใจใช้หนังสือเล่มนี้เขียนบันทึกขึ้นมา สืบเนื่องมาจากหนังสือเล่มนี้ทำจากต้นไม้ชั้นดีเยี่ยม ไฟจึงลุกไหม้ได้ช้ากว่าปกติ เนื้อหาบางส่วนในหนังสือกล่าวได้ว่าแทบจะครบถ้วนสมบูรณ์เลยทีเดียว เหยาหยี้เปิดอ่านบันทึกเล่มนั้นผ่านๆ เขาอ่านเพียงเปรยมองไม่สนใจรายละเอียดจนกระทั่งถึงหน้าสุดท้าย จนถึงตอนนี้หัวใจของเหยาหยี้ล้วนกำลังเต้นแรงอยู่ เขาตื่นเต้นในความไม่เชื่อ ไม่คิดเลยว่าสวรรค์จะประทานพรให้เขา ใบหน้าเรียบนิ่งกลับกลายเป็นเหี้ยมเกรียม “ในเร็วๆนี้ จะต้องเกิดเรื่องที่สนุกอย่างมากเป็นแน่” …. ในช่วงเวลานี้เองที่ขบวนแห่ผ่านพ้นธรณีประตูบ้านตระกูลเยว่ เพียงไม่กี่ก้าวก็ใกล้จะถึงตึกตระกูลเยว่แล้ว ทันใดนั้น ม้านำขบวนของซูอวี่จำต้องหยุดฝีเท้าลงกระทันหัน เบื้องหน้าของเขาคือชายวัยกลางคนผู้หนึ่ง รูปร่างสมส่วนสูงพอประมาณ เขาสวมอาภรณ์สีเขียวจรัสแสงดุจมณีมรกต ด้วยบุคลิกภาพราวกับผู้สูงส่งดูเหมือนเขาจะเป็นคนที่เคึ้ยวยากมิใช่น้อย ซูอวี่พลันลงจากหลังม้าในทันที ถึงเขาจะไม่เคยออกโลกภายนอกมานานมากแล้ว แต่เขายังคงจำชายวัยกลางคนเบื้องหน้าได้เป็นอย่างดี “ซูอวี่น้อมคำนับผู้นำตระกูลเยว่” ซูอวี่ทำมือคำนับพลางก้มศีรษะต่ำเล็กน้อย “ฮ่าๆ ผู้นำตระกูลเยว่อะไรกัน บิดาข้ากลับมารับสืบทอดตำแหน่งนั้นตั้งนานแล้ว ข้าต้องขอบคุณท่านปู่เจ้าจริงๆลูกอวี่ หากไม่ได้ท่านผู้นำตระกูลซูช่วยเอาไว้ เกรงว่าบิดาของข้าคงจะไม่รอดเช่นกัน บุญคุณนี้ยากจะทดแทนได้หมด เจ้าหาคำเรียกอื่นแทนเถอะ” เยว่ซานกล่าวพลางแสดงทีท่าขบขันเล็กน้อย เขาขอบคุณท่านปู่ของชายหนุ่มตรงหน้าด้วยความสัตย์จริง มิได้มีเจตนาร้ายแอบแฝงในการกระทำเลยแม้แต่น้อย “ท่านพ่อตา” “พ่อตารึ ไม่เลว บุตรชายตระกูลซูนับว่าหลักแหลมจริงๆ” เยว่ซานระเบิดเสียงหัวเราะออกมาด้วยความยินดี แต่นั่นออกจะดูเกินจริงไปหน่อยราวกับเขาต้องการปกปิดความรู้สึกแท้จริงเอาไว้ในส่วนที่ลึกที่สุด ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าชายหนุ่มที่กำลังจะแต่งเข้ามาในจวนตระกูลเยว่คือชายหนุ่มผู้ดำรงอยู่รากฐานขั้นสามมานานหลายสิบปี พรสวรรค์นี้ย่ำแย่เกินกว่าจะหาสิ่งใดมาทาบเทียมได้ “ลูกอวี่ พิธีนี้มีความสำคัญต่อข้าอย่างมาก ไม่สิ… ต่อคนทั้งตระกูลเยว่เลยล่ะ! พิธีนี้หมายถึงว่าข้ากำลังจะยกบุตรสาวเพียงคนเดียวของข้าให้กับเจ้า แม้วรยุทธ์ของเจ้าจะไม่ได้เก่งกาจอะไรเลย ทว่า ด้วยความที่เจ้าเป็นหลานชายของเฒ่าซูลง ข้าจึงพอวางใจได้บ้าง ซูลงเป็นผู้เยี่ยมยุทธอย่างแท้จริงก่อนเขาจะช่วยบิดาข้า เขาเคยบ่มเพาะพลังถึงขั้นครึ่งก้าวสู่ปรมาจารย์ ยอดฝีมือระดับนั้นควรค่าแก่จะไปประจำการอยู่เมืองหลวงด้วยซ้ำไป หากมิใช่เพราะปู่เจ้ามีเมตตา บิดาข้าคงชีพวายไปแล้ว” เยว่ซานเอ่ยขึ้นด้วยท่าทางจริงใจอย่างที่สุด อย่างน้อยสีหน้าของเขาในตอนนี้ก็ไม่ได้บิดเบือนความจริงใดๆ เป็นใบหน้าขอบคุณจากใจจริง อย่างไรก็ตาม ซูอวี่ไม่ได้พบปะผู้คนมานานมาก การถาโถมประโยคและเรื่องราวหนักหนาเข้าใส่ทำให้ชายหนุ่มชะงักค้างไปพักหนึ่ง หากไม่ใช่เพราะซูอวี่ฝึกฝนกายและใจใต้น้ำตกหลายสิบปี เขาคงรู้สึกสะเทือนใจไม่น้อย… ยอดฝีมือระดับครึ่งก้าวปรมาจารย์หมายถึงสิ่งใด? นั่นคือยอดฝีมือระดับชั้นนำของทวีปมังกร!! แน่นอน เรื่องนี้สร้างความกระทบกระเทือนใจต่อซูอวี่ไม่น้อย… เขาไม่เคยได้ยินเรื่องราวนี้มาก่อน ห้วงอารมณ์ของชายหนุ่มที่ปนเประหว่างความสับสนตะลึงและโศกเศร้า ขณะนี้ซูอวี่คิ้วขมวดชิดแสดงสีหน้าไม่พอใจออกมาอย่างไม่รู้ตัว สืบเนื่องจากประสบการณ์การถูกกลั่นแกล้งมาช้านาน เขาได้เรียนรู้วิธีกลบเกลื่อนสีหน้าของตนเองในชั่วพริบตา ใบหน้าหมองหม่นแปรเปลี่ยนเป็นแย้มยิ้มในฉับพลัน “ท่านพ่อตาก็พูดเกินไป ปู่ข้ามิใช่ผู้เยี่ยมยุทธอะไร ตอนนี้ก็เป็นเพียงคนสามัญธรรมดาเท่านั้น ท่านพ่อตาโปรดอย่าได้เป็นกังวล ข้าจะดูแลเยว่ชิงให้ดีที่สุด และข้าจะแข็งแกร่งยิ่งขึ้นกว่านี้ แข็งแกร่งจนชื่อเสียงของข้าดังสะท้านไปถึงสวรรค์ และกลายเป็นคนที่แข็งแกร่งที่สุดในใต้หล้า” เยว่ซานที่ได้ยินดังนั้นถึงกับขมวดคิ้วมุ่น เขารู้ว่าซูอวี่เป็นเด็กที่มีพรสวรรค์ย่ำแย่ที่สุด แย่จนผู้คนอยากไล่ให้เขาไปทำมาค้าขายยังจะดูดีกว่า! ถึงกระนั้น เขาไม่เคยคิดว่าซูอวี่จะเป็นคนโง่ เขาพูดได้ดีและระมัดระวังถ้อยคำตลอดจนกระทั่งเมื่อครู่นี้… วาจานี้ช่างโอหังจองหองไม่รู้จักเจียมตัวเอาเสียเลย หากแต่ดวงตาสุกใสของซูอวี่กำลังถอประกายคมกล้าลึกล้ำ หากไม่ใช่เพราะเยว่ซานรู้ถึงภูมิหลังของซูอวี่เป็นอย่างดี เขาคงปักใจเชื่อในถ้อยคำนี้ไปแล้ว “ฮ่าๆๆ ลูกอวี่ช่างมีภาพฝันที่ยิ่งใหญ่นัก! ยิ่งใหญ่เสียกว่าของข้า! ของลูกข้า! หรือแม้กระทั่งของปู่เจ้า!! ฮ่าๆๆ” เยว่ซานระเบิดเสียงหัวเราะอย่างไม่คิดปิดบัง น้ำเสียงนี้มิใช่ว่าดูถูกหรือเหยียดหยามแต่อย่างใด มันเป็นเสียงหัวเราะราวกับรู้สึกยินดีต่างหาก “ข้าไม่ผิดหวังในตัวเจ้าจริงๆ จะเป็นผู้ยิ่งใหญ่ได้ต้องคิดภาพฝันที่ใหญ่ยิ่ง เจ้าต้องดูแลลูกข้าอย่างดีแน่นอน เข้ามา ชิงเอ๋อรอเจ้าอยู่นานแล้ว” ซูอวี่ผลักบานประตูตรงหน้าของเขาก่อนก้าวเดินเข้าไปอย่างเชื่องช้า ภาพหลังประตูบานนั้นปรากฏเยว่ชิงซึ่งกำลังอยู่ในท่าหมอบกราบ ศีรษะของนางสวมผ้าไหมสีขาวใสบางราวกับผ้าแพรชั้นดีที่ถูกทำโดยช่างมากฝีมือ ผมยาวสีดำระเอวสลวยตัดกับสีชุดสีขาวบริสุทธิ์ไร้มลทิน ผิวพรรณของนางขาวผ่องเนียนละเอียดละออประดุจหยกงาม ริมฝีปากอวบอิ่มอมชมพูเผยอออกเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ คิ้วโก่งดุจพระจันทร์เสี้ยวเลิกสูงขึ้นทันใด หญิงสาวหันกายกลับมาทางซูอวี่เผยนัยน์ตาสีดำขลับซึ่งจับจ้องมาทางเขาให้ความรู้สึกเย็นยะเยือก แววตาของนางเย็นชาเหลือเกิน ซูอวี่กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ภายใต้การจับจ้องของผู้คนภายในห้องขนาดสี่เหลี่ยมจัตุรัส โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับหญิงสาวผู้งดงามราวกับเทพธิดาเบื้องหน้า เขารู้ตัวนี้ว่าตนเองมาเข้าพิธีสาย นี่เปรียบประหนึ่งกับการหักหน้าคนทั้งตระกูลเยว่! แค่ความประทับใจแรกต่อเจ้าสาวก็ถอยหลังเสียแล้ว! ซูอวี่เดินเข้าหาเยว่ชิงอย่างรีบร้อน อย่างไรก็ตามชายหนุ่มไม่ลืมที่จะจัดทรงผมให้เป็นระเบียบเรียบร้อย ชายหนุ่มคลานเข่าเข้าไปใกล้เยว่ชิงก่อนเจ้าบ่าวและเจ้าสาวจะอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน พิธีจะได้เริ่มเสียที! ภายในห้องโถงยามนี้ ซูอวี่และเยว่ชิงกำลังอยู่ในท่าก้มกราบ ณ ใจกลางของห้องโถง ภาพตรงหน้าของชายหญิงทั้งคู่ ฝั่งซ้ายคือผู้มีสถานะสูงส่งในตระกูลซู เป็นฝั่งญาติของตระกูลซู ผู้อาวุโสที่น่านับถือทั้งสิบคนนั่งเรียงรายบนเก้าอี้ซึ่งนับรวมผู้นำตระกูลซูอยู่ด้วย พวกเขาต่างจับจ้องสายตามาทางคู่บ่าวสาว ในขณะที่ฝั่งขวาคือผู้มีสถานะสูงส่งในตระะกูลเยว่ เป็นฝั่งเครือญาติของตระกูลเยว่ ผู้อาวุโสกว่าสิบคนนั่งเรียงรายบนเก้าอี้เฉกเช่นเดียวกันกับผู้อาวุโสของตระกูลซู แน่นอน ทั้งสิบคนนี้นับรวมถึงผู้นำตระกูลเยว่แล้วด้วย ในห้องโถงตอนนี้มีผู้คนมากกว่าร้อยชีวิต ในส่วนสำคัญจริงๆคงจะเป็นผู้อาวุโสทั้งสองตระกูลที่นั่งเรียงรายกันอยู่ข้างหน้าห้องโถง คู่บ่าวสาวอยู่ตรงกลางห้องโถง โดยพวกเขาจะปล่อยให้บุคคลภายนอกบางส่วนเข้ามาเป็นสักขีพยานต่อพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์นี้ซึ่งพวกเขาเหล่านั้นจะยืนชมกันอยู่ในบริเวณห้องโถง แต่พวกเขาไม่มีสิทธิ์ที่จะไปยืนบริเวณที่คู่บ่าวสาวหรือบริเวณที่นั่งของเหล่าผู้อาวุโสซึ่งบริเวณทั้งสองที่กล่าวไปเกี่ยวข้องกับพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์จะกำลังจะเริ่มขึ้น “ในเมื่อคู่บ่าวสาวก็มาพร้อมหน้าพร้อมตากันแล้ว ข้าจะรอเริ่มพิธีแต่งงานอันศักดิ์สิทธิ์นี้” ชายชราผู้หนึ่งเอ่ยเสียงดังกึกก้อง เห็นได้ชัดเลยว่าชายผู้นี้เป็นประธานพิธี ชายชราหันมองไปตรงปลายประตูทางเข้าก่อนพยักศีรษะเล็กน้อยราวกับส่งสัญญาณให้เหล่าองค์รักษ์ที่เฝ้าหน้าประตูกระทำบางสิ่ง ทันใดนั้น เหล่าองค์รักษ์เร่งปิดประตูห้องโถงทันที สิ่งนี้ที่ทำไปก็เพราะมีผู้เป็นสักขีพยานมากเพียงพอแล้ว