บทที่ 5 พบกับเสด็จอาผู้หล่อเหลาเป็ครั้งแรก
อาต้าเองก็ได้เสียงร้องไห้นี้ดังติดต่อกันไม่หยุดหย่อน จึงฝืนหนังศีรษะเดินเข้าไป
“คารวะองค์หญิงเก้าพ่ะย่ะค่ะ”
เสียงร้องไห้พลันหยุดชะงักลง อวิ๋นอินอินลืมตาขึ้น กะพริบตาไล่หยาดน้ำตา และเห็นว่าเบื้องหน้ามีคนอยู่ ทันใดนั้นดวงตาของนางก็พลันสว่างไสว
“พี่ชาย ท่านจะมาพาข้าออกไปใช่หรือไม่?”
อาต้าที่ถูกเสียงเรียกพี่ชายนี้ทำเอาใจสั่นไม่น้อย จากนั้นเห็นนางมีน้ำมูกน้ำตาเปรอะเปื้อนอยู่เต็มใบหน้า จึงนึกไปถึงว่านายของตนเป็โรครักความสะอาดเป็พิเศษ จึงหยิบผ้าเช็ดหน้าของตนออกมา “องค์หญิงเก้า ทรงเช็ดหน้าหน่อยเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
อวิ๋นอินอินรับผ้าเช็ดหน้ามาเป่าน้ำมูกสองสามครั้งจนสะอาด จากนั้นมองผ้าเช็ดหน้าที่สกปรกแล้ว แล้วเก็บเข้าไปในอกเสื้อของตนอย่างกระดากอาย
“ขอโทษด้วย ข้าทำมันสกปรกแล้ว จะซักให้เ้าจนสะอาดนะ”
อาต้าตะลึงไปครู่หนึ่ง องค์หญิงเก้าผู้นี้อ่อนหวานถึงเพียงนี้เลยหรือ
“องค์หญิงเก้า ให้ข้าประคองพระองค์ออกมาก่อนเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
“ไม่ต้อง ข้าออกไปเองได้”
พูดจบ อวิ๋นอินอินก็หยัดมือออกไปบนพื้น มือเท้าทั้งสี่วางลง คลานออกมาจากรอยแยก
จนนางลุกขึ้นจากพื้น จึงได้พบว่าที่แท้ไม่ได้มีเพียงคนเดียว อีกทั้งอีกคนหล่อกว่าอีกคนโดยเฉพาะผู้ชายที่ใส่เสื้อคลุมสีดำคนนั้น รูปร่างที่สูงยาวมีสไตล์นั่น น่าจะร้อยแปดสิบกว่าเิเแล้วมั้ง แค่ยืนอย่างเดียวก็ทำให้คนละสายตาไม่ได้แล้ว
ใต้คิ้วคมราวกับกระบี่ที่ดกหนาคือตาดวงโตสวยงามจนแทบละสายตาไม่ได้ ทั้งยังเป็สองชั้นอีกต่างหาก ขนาดอยู่ไกลยังมองเห็นขนตาของเขาได้อย่างชัดเจน ใต้สันจมูกโด่งคือริมฝีปากแดงบางที่ชุ่มชื้น กรามคมชัดได้รูป ตรงแก้มยังมีลักยิ้มงาม ที่สำคัญที่สุดคือผิวขาวผ่องนั่นอีก
ที่ยิ่งฆ่านางให้ตายก็คือ บรรยากาศเย็นะเืที่คนผู้นี้แผ่ออกมา ช่างเป็พ่อเทพบุตรผู้เ็า สูงส่ง แบบสิบเต็มสิบจริง ๆ!
อวิ๋นอินอินกลืนน้ำลายอึกหนึ่ง รู้สึกว่าตัวเองอาจจะพบกับฤดูใบไม้ผลิ[1]*เข้าให้แล้ว
เมื่อถูกจับจ้องอย่างไม่ละสายตาจนทำให้รู้สึกไม่ดี เซวียนเหยียนฟู่ก็ขมวดคิ้วอย่างไม่รู้ตัว ริมฝีปากเปิดออก กล่าวด้วยน้ำเสียงเ็า “เหตุใดเ้าจึง้ามาพบข้า?”
“มาพบท่าน?” พอพ่อเทพบุตรคุยด้วย อวิ๋นอินอินอดหน้าแดงไม่ได้ นางกล่าวอย่างเหนียมอายว่า “ไม่นี่ ข้ามาหาเสด็จอาต่างหาก”
อาต้าสะกดกลั้นความ้าที่จะหัวเราะพร้อมเอ่ยปากว่า “องค์หญิงเก้า ท่านนี้คือท่านอ๋องผู้สำเร็จราชการ หรือก็คือเสด็จอาที่พระองค์้าพบ”
“เสด็จ… อา?”
เห็นเด็กสาวงงงันไป เซวียนเหยียนฟู่ก็เลิกคิ้วถาม “อะไรกัน? นี่เ้าไม่รู้จักข้าหรือ?”
เมื่อครู่องครักษ์ลับได้ตรวจสอบแล้ว เห็นได้ชัดว่าสาวน้อยนางนี้ถูกคนไล่ตาม จึงได้บุกรุกเข้ามาในตำหนักผู้สำเร็จราชการแทนโดยไม่ได้ตั้งใจ เพียงแต่ที่แปลกคือ หลังจากนางเข้ามาในตำหนักแล้วไม่ได้จากไปทันที แต่กลับออกตัวจะมาพบตน
เซวียนเหยียนฟู่ไม่แม้แต่จะคิด สาวน้อยผู้นี้ต้องมีวัตถุประสงค์แอบแฝงเป็แน่ เพียงแต่ไม่รู้ว่าเป้าหมายของนางคือสิ่งใด
อวิ๋นอินอินอยากร้องไห้โดยไม่มีน้ำตา แล้วพ่อฤดูใบไม้ผลิที่พูดกันไว้ดิบดีล่ะ? เหตุใดถึงกลายเป็ท่านอาขึ้นมาได้? อีกอย่าง เสด็จอาควรจะเป็คุณลุงวัยกลางคนที่อายุสามสี่สิบไม่ใช่หรือ? เหตุใดเสด็จอาคนนี้ ถึงเป็ชายหนุ่มอายุยี่สิบกว่าที่หล่อเหลาเหมือนดอกไม้งามเล่า
อายุยังน้อยแถมแข็งแรงเสียขนาดนี้ ถ้านางเรียกว่า ‘พ่อ’ เขาจะรับปากไหมนี่?
หลังจากตกตะลึงปนเสียดายแล้ว อวิ๋นอินอินก็ไม่ลืมเป้าหมายของตนเอง รีบเข้าสู่โหมดลูกสุนัขทันที
นางไม่สนใจเื่อนาคตแล้ว เพียงกอดขาท่อนใหญ่[2]*ด้านหน้านี้ไว้ให้มั่นก่อนแล้ววันหน้าค่อยว่ากัน
เด็กสาวยกยิ้มหวาน กล่าวอย่างออดอ้อนว่า “มิได้เพคะ ข้าจะไม่รู้จักเสด็จอาได้อย่างไรเพคะ ข้าเพียงแต่ตกตะลึงไปกับรูปโฉมอันงดงามของเสด็จอาชั่วขณะจึงไม่อาจถอนตัวออกมาได้”
ฮื่อ… อาต้าตั่วสั่น องค์หญิงผู้นี้ช่างประจบเอาใจได้เก่งเหลือเกิน
เซวียนเหยียนฟู่มีสีหน้าไม่ดี ในยามที่ในใจกำลังต่อต้านคำว่ารูปโฉมงดงามนั้น เขาก็หันศีรษะไปเห็นลูกกลม ๆ ที่เยว่หยากำลังกอดอยู่ และมองสาวน้อยที่สวมเพียงเสื้อตัวกลางอีกครั้ง ก็ประหลาดใจต่อความเยือกเย็นและชาญฉลาดของนางอยู่เล็กน้อย
“มาหาข้าก็เพียงเพื่อจะคารวะเท่านั้นหรือ?”
นางพูดไปตามตรงได้อย่างไรว่านางจะมาเกาะขาท่อนใหญ่นี่เป็ที่พึ่ง? ถึงจะเห็นอย่างนี้นางก็ยังมีความกระดากอายอยู่นะ
“ใช่เพคะ เสด็จอาเป็ผู้าุโที่ข้าเคารพมากที่สุด ดังนั้นข้าคิดว่าข้าควรมาคารวะท่าน ไม่เพียงแค่เท่านั้น วันหน้าข้าจะมาหาเสด็จอาทุกวันด้วยเพคะ” นางเชิดใบหน้าบอบบางนั้นเชิดขึ้น อวิ๋นอินอินคิดไปว่าตนเป็เด็กดีขนาดนี้ ในใจของเสด็จอาจะต้องรู้สึกตื้นตันอย่างมากเป็แน่
ทว่านางไม่ได้สังเกต หลังจากเสด็จอาได้ยินคำว่า ‘มาหาทุกวัน’ ลมหายใจของเขายิ่งเย็นะเืกว่าเดิมเสียอีก
“ข้าชอบความสงบ วันนี้แค่เ้ามาก็เกือบทิ้งชีวิตไปแล้ว เื่การมาทุกวันนี้ก็งดเว้นไปเถิด หากเยว่หยาออกมาเดินเล่น แล้วกินสิ่งใดไปโดยไม่ตั้งใจ ข้าจะอธิบายกับเสด็จพ่อของเ้าลำบาก” เซวียนเหยียนฟู่กล่าวจบก็เหลือบมองอาต้าที่ยืนอยู่ด้านข้างอย่างสื่อความ
อวิ๋นอินอินก็มองตามไป และก็ต้องสั่นสะท้านด้วยความหนาวเหน็บอย่างไม่ทันตั้งตัว
ช่างเป็ความรู้สึกที่เลวร้ายเหลือเกิน ขาใหญ่ท่อนนี้ นางจะกอดไว้ได้จริง ๆ หรือ?
“ในเมื่อหิว เช่นนั้นก็อาบน้ำแล้วทานอาหารกับข้าสักมื้อ จากนั้นก็กลับไปเสีย”
สิ้นเสียง ไม่รอให้อวิ๋นอินอินตอบสนอง เซวียนเหยียนฟู่ก็หมุนกายจากไป ส่วนอาต้าอยู่ดูแลองค์หญิงเก้าผู้นี้อย่างรู้ตน
“องค์หญิงเก้า เชิญพ่ะย่ะค่ะ”
“เสด็จอา!” อวิ๋นอินอินเรียกตามหลังร่างที่เลือนรางนั้นอย่างผิดหวังและน้อยใจ
เฮ้อ ความคิดนั้นสมบูรณ์เต็มเปี่ยม แต่ความเป็จริงกับผอมจนเห็นโครงเช่นนี้ แต่ว่า ขาท่อนใหญ่เพียงนี้ นางจะยอมแพ้ง่าย ๆ ได้อย่างไร เด็กสาวกลอกตา เมื่อปรับอารมณ์เรียบร้อย นางก็หันศีรษะไปยิ้มแย้มกับอาต้า
“พี่ชาย ไป พวกเราไปกินข้าวกันเถิด”
อาต้าทอดถอนใจอย่างตกตะลึงกับทักษะการเปลี่ยนสีหน้าขององค์หญิงเก้าผู้นี้มาก แต่เขาก็พอจะเข้าใจอยู่ว่าเหตุใดเมื่อครู่ผู้เป็นายจึงส่งสายตาให้เขาคอยสังเกตนาง
“โฮก โฮก”
เสือขาวที่ยืนอยู่ด้านข้างพลันเดินเข้าหาอวิ๋นอินอิน ปากส่งเสียงคำรามออกมา จนอวิ๋นอินอินใแทบตาย หลบไปอยู่ด้านหลังของอาต้า
“พี่เสือขาว ท่านจะทำอะไรน่ะ เ้านายของท่านให้ข้าไปกินข้าว ไม่ได้ให้ท่านกินข้าวนะ ท่านฟังไม่เข้าใจหรือ?”
“โฮก โฮก…”
ดวงตาเสือที่กลมกลิ้งจับจ้องอวิ๋นอินอินที่ยืนอยู่เื้ัของอาต้า ปากส่งเสียงที่คล้ายเสียงออดอ้อนของแมวออกมา
อาต้าเห็นแล้วก็กล่าวอย่างประหลาดใจว่า “องค์หญิงเก้า เยว่หยาเหมือนจะกำลังแสดงความเป็มิตรกับพระองค์นะพ่ะย่ะค่ะ เหมือนว่ามันจะชอบพระองค์มาก”
หา? เสือขาวชอบนาง? อวิ๋นอินอินยื่นหัวออกไปมองเสือขาว เยว่หยาก็รีบหมอบลงทันที มันค่อย ๆ ขยับเข้าไปใกล้อวิ๋นอินอินราวกับท่าทางของแมวน้อยที่ร้องขอการลูบหัว
อวิ๋นอินอินลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็ค่อย ๆ ยื่นมือออกไป และรวบรวมความกล้าลูบขนบนหัวของเยว่หยาไปครั้งหนึ่ง
เยว่หยาไม่เพียงไม่ต่อต้าน แต่กลับส่ายหัวอย่างออดอ้อน คราวนี้ไม่เพียงอวิ๋นอินอินที่ตกตะลึง อาต้าที่อยู่ด้านข้างก็ปากแทบจะหุบไม่ลงแล้ว
นายท่านเลี้ยงเยว่หยามาสี่ปี นอกจากนายท่านแล้ว ก็ไม่เคยเห็นมันสนิทสนมกับผู้ใดเช่นนี้มาก่อน
“องค์หญิงเก้า ทรงปราบเยว่หยาให้เชื่องได้อย่างไรพ่ะย่ะค่ะ?”
“เอ่อ เสื้อขาด ๆ ตัวนั้น นับไหม?” นางชี้ไปที่ลูกบอลที่ขาดแหว่งบนพื้น ก็ถึงกับหัวเราะไม่ได้ ร้องไห้ไม่ออกอยู่บ้าง
ใครจะคิดว่าลูกบอลที่ตนเองทำอย่างไม่ได้ตั้งใจจะปราบสัตว์เลี้ยงแสนรักของเสด็จอาให้เชื่องได้ นี่เป็การแสดงให้เห็นหรือไม่ว่าตนอยู่ห่างจากขาใหญ่ท่อนนั้นอีกไม่ไกลแล้ว?
อาต้าหัวเราะอย่างกระดากอายแต่ก็ไม่เสียมารยาท จากนั้นก็พาอวิ๋นอินอินออกจากคุกมืดไป
ก่อนจากไป อวิ๋นอินอินพูดกับเยว่หยาที่อาลัยอาวรณ์อยู่บนพื้นว่า “ท่านเสือขาวผู้ยิ่งใหญ่ ครั้งหน้าข้าค่อยมาหานะ แล้วจะทำลูกกลมสวย ๆ ลูกใหญ่ให้ท่านอีก”
อาต้าพาอวิ๋นอินอินมาที่ตำหนักส่วนข้างหลังหนึ่ง เรียกนางกำนัลสองนางมาดูแลอวิ๋นอินอิน
“เอ่อ ข้าจะกินอาหารกับเสด็จอาหรือไม่?”
[1] ฤดูใบไม้ผลิ ในที่นี้เป็การอุปมาหมายถึง การมีความรัก
[2] ขาท่อนใหญ่ เป็การอุปมาถึง ผู้ที่มีอำนาจบารมี หรือผู้ที่มีความสามารถแข็งแกร่งให้อาศัยพึ่งพาได้