ชายผู้ยิ่งใหญ่

    ชายผู้ยิ่งใหญ่ ตอนที่29

    ภายในเมืองกาหลง ซึ่งก็คือเมืองที่ทองได้เดินทางจากมานั่นเองในสถานที่แห่งหนึ่ง ที่ถูกเรียกว่าจวนเจ้าเมืองภายในวันนี้กลับคราคล่ำไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตาราวกับเตรียมตัวฉลองเรื่องน่ายินดีบางอย่าง

    ไม่เพียงแค่ภายในจวนเจ้าเมืองเท่านั้น ยังมีด้านหน้าจวน ไล่ยาวไปจนถึงหน้าประตูเมืองไม่ว่าจะเป็นชาวบ้านร้านตลาด ล้วนออกมาเรียงแถวยาวอย่างยินดี

    “เจ้าว่าวันนี้ ท่านใต้เท้าผู้แทนพระองค์จะมาไม่ใช่หรอเหตุใดป่านนี้แล้วยังไม่เห็นแม้แต่เงาของใต้เท้าผู้นั้นเลยล่ะ”

    บุคคลที่ถูกถามตอบกลับมาอย่างดูแคลน “เฮอะถ้าเจ้าไม่พอใจ เช่นนั้นเมื่อท่านใต้เท้ามาถึง เจ้าลองบุกเข้าไปถามไถ่ท่านดูสิว่าเหตุใดถึงมาช้า”

    ก่อนกล่าวต่อด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเคารพและนับถือ “แล้วอีกอย่างเมื่อสองวันก่อนท่านก็ส่งคนมาบอกแล้วว่าเมื่อท่านเดินทางมาถึงก็ไม่จำเป็นต้องตั้งขบวนต้อนรับ ให้ทำการ ทำงานตามเดิมที่มีอยู่”

    พลางเผยมือออกไปรอบๆ “แต่เจ้าดูสิ ว่ามีใครเชื่อท่านซะทีไหนทุกคนต่างอยากมาชมบารมีของท่านใต้เท้ากันทั้งนั้นไม่ว่าจะเหนื่อยหรือร้อนมากเพียงใดก็ไม่มีใครปริปากบ่นเช่นเจ้าสักคน”

    ชายผู้ถามเมื่อได้ฟังเช่นนั้นก็คิดตาม “จริงด้วยสินะท่านใต้เท้าได้สั่งให้คนไม่ต้องตั้งขบวนต้อนรับ และผู้ที่อยู่กันที่นี่ล้วนเป็นคนที่มีกันด้วยความเต็มใจ”พลางลูบท้ายทอยแก้เก้อ “ข้านี่ช่างเลอะเลือนจริงๆ”

    ชายผู้ตอบได้ยินเช่นนั้นก็สูดหายใจพลางพองตัว “เฮอะเจ้ารู้ตนเองก็ดีแล้ว ดูนั่น ท่านใต้เท้าน่าจะมาแล้ว ข้าได้ยินผู้คนส่งเสียงเจียวจาวมากทางนั้นไปดูกันเร็ว”

    เมื่อกล่าวจบทั้งสองคนก็วิ่งตามฝูงชนไปอย่างครึกครื้น

    เสลี่ยงอันใหญ่โอ่อ่าถูกหิ้วเข้ามาด้วยชายร่างกำยำสี่คนฝูงชนเห็นความมั่งคั่งของผู้ที่มาก็ถึงกับตาโตอย่างเหลือเชื่อใต้เท้าท่านนี้สมกับเป็นผู้แทนพระองค์ แม้จะไม่ได้มาด้วยเกี้ยวของชนชั้นสูงแต่เสลี่ยงที่ใช้เดินทางเข้ามา ก็มีความใหญ่โตมากเช่นกัน

    แต่ทว่ากับมีอีกสิ่งหนึ่งที่สร้างความประหลาดใจให้ประชาชนโดยรอบมากขึ้นไปอีกก็คือเกี้ยวสีทองที่ประดับประดาลวดลายเส้นหางหงส์ที่ส่วนมาจะใช้กับผู้มีเชื้อสายเป็นพระบรมวงศ์ฯลฯเท่านั้น

    ผู้คนต่างพูดคุยกันอย่างเซ็งแซ่

    “นั้นเกี้ยวสุพรรณ(ทอง)หงส์ไม่ใช่หรอกรึ?เป็นไปได้หรือไม่ที่จะมีผู้เป็นเชื้อพระวงศ์เดินทางมาด้วย ไม่ได้การล่ะต้องรีบห,อบกราบโดยเร็ว”

    ผู้คนที่เมื่อครู่กำลังพูดคุยอย่างสนุกสนานเมือครู่ในตอนนี้กลับเงียบกริบราวกับถูกบางอย่างปิดปากเอาไว้รีบพนมมือแนบชิดไว้กับผืนแผ่นดิน ศีรษะนาบลงบนฝ่ามือ

    มีบทบัญญัติไว้โดยทั่วกัน หากประชาชนธรรมดาพบกับเชื้อพระวงศ์ไม่ว่าใกล้หรือไกล จะต้องก้มหมอบกราบศีรษะจรดพื้นอย่างช่วยไม่ได้

    หากมีผู้ใบแอบมองใบหน้าของเหล่าเชื้อพระและถูกจับได้มีโทษตายสถานเดียวที่รออยู่

    แต่ทว่ากลับมีเด็กน้อยตัวไม่ประสีประสาอายุอานามราวๆสี่ห้าขวบยืนดูดนิ้วร้องไห้จ้า เรียกร้องหามารดาของตนเองท่าเดียว

    คาดว่าเมื่อครู่นางกับมารดาของนางคงจะพลัดหลงกันเนื่องจากเมื่อครู่นี้ ฝูงชนต่างเบียดเสียดกันด้วยความตกใจจึงเกิดการผลักกันก็เป็นได้

    แต่ทว่าทหารองครักษ์ผู้หนึ่งกลับมีสีหน้าบึ้งตึงไม่พูดพล่ามทำเพลงเดินดุมๆ มาหาเด็กสาวชักดาบง้างออกมาหมายจะฟันนางให้ขาดเป็นสองท่อน

    การล่วงเกินเชื้อพระวงษ์มีโทษถึงตาย แม้กับเด็กน้อยเช่นนี้ก็ไม่เว้น!!

    แต่ทว่าเมื่อดาบใกล้จะถึงตัวของเด็กน้อยนางนั้น พลันมือก้อนหินที่ไม่ทราบที่มาพุ่งเข้าใส่ทหารองครักษ์ผู้นั้นจึงได้สัมผัสกับแสงแดดที่สะท้อนกับตัวดาบมุ่งเข้าตาจนเผลอคลายมือจากดาบลงและล่วงลงสู่พื้น

    องครักษ์หนุ่มตกใจ รีบคว้าดาบที่อยู่กับพื้นหมายจะฟาดฟันเด็กน้อยให้แดดิ้น

    ประชาชนที่กำลังหมอบกราบอยู่กับพื้นอยู่นั้น แม้ไม่อาจมอเห็นสถานการณ์ได้แต่ก็ยังพอคาดเดาได้บางส่วน จึงข่มใจไม่ให้น้ำตาที่อยู่ในอกมันไหนย้อนออกมา

    “พอเถอะ..” เสียงนุ่มนวลดังออกมาจากเกี้ยวสุพรรณหงส์ส่วนองครักษ์ราวกับยกภูเขาออกจากอกชักดาบกลับออกมาอย่างรวดเร็วและเก็บเข้าฝักอย่างรีบร้อน ราวกับว่าไม่อย่างชักดาบออกมาฟาดฟันเด็กสาวตัวน้อยอีกเป็นครั้งที่สอง

    จริงๆแล้วองครักษ์หนุ่มคนนี้มิได้มีจิตอยากจะฟาดฟันเด็กเล็กเช่นนี้แต่ทว่าเกียรติพระราชวงศ์ไม่สามารถหมิ่นเกียรติได้จึงต้องข่มใจฟาดฟันเด็กน้อยที่ยังไม่รู้ตัว ให้ทรมานน้อยที่สุด นี่เป็นความเมตตาสูงสุดที่มันพอจะมอบให้ได้

    ไม่นานชายผู้หนึ่งก็ออกมาจากเกี้ยวใบหน้าของมันถูกปกปิดไว้ด้วยผ้าคลุมสีดำบางๆ แต่เผยให้เห็นร่างสูงโปร่งหากทองอยู่ที่นี่ มันจะต้องคุ้นตากับเงาร่างๆนี้อย่างแน่นอน

    ไม่นานชายผู้นั่งอยู่บนเสลี่ยง ก็ลุกเดินลงตามมาติดๆ เช่นกันหากทองอยู่ที่นี่มันคงน่าจะจำได้ทันทีชายคนนี้คือผู้ติดตามของท่านใต้เท้าผู้ซึ่งหวังจะเป็นของมันนั่นเอง

    และชายผู้เดินออกมาจากเกี้ยว หากมองผ่านผ้าคลุมหน้าไปอย่างดีๆแล้วล่ะก็ทองก็จะจำได้ทันทีว่านี่คือใต้เท้าลุงบุญธรรมของมันนั่นเอง

    “ฝ่าบาท”ชายผู้นั้นกล่าวอย่างเป็นห่วง

    ลุงบุญธรรมของทองโบกมืออย่างไม่ใส่ใจพลางมองไปที่ชายองครักษ์ที่อยู่เบื้องหน้า “เจ้าชื่ออะไร?”

    องครักษ์หนุ่มผู้นั้นก้มตัวลงไป ทำท่าถวายบังคม “ขอเดชะฯกระหม่อมชื่อสิงห์ พระเจ้าค่ะ!”

    ลุงบุญธรรมของทอง ตบบ่าของ สิงห์เบาๆ พลางกล่าวชมเชยพร้อมตำหนิ “เจ้ากระทำได้ดีมากในการรักษาหน้าที่ของตนเองแต่ทว่าข้าไม่ชอบที่เจ้าใจร้อนไปเล็กน้อย หากผ็กระทำการหมิ่นเกียรติข้าเป็นบุรุตหรือสตรีที่มีสติสัมปชัญญะครบถ้วนข้าคงจะตบรางวัลให้เจ้าอย่างงามแต่ทว่านางเป็นเพียงเด็กน้อยไม่ประสีประสาเท่านั้น”

    ก่อนจะหันหลังเดินจางจากไปอย่างช้าๆแต่ก็มีเสียงเอ่ยมาในขณะนั้นเช่นกัน“ข้าหวังว่าหากคราวหน้าเจ้าสามารถถามความเห็นของเจ้านายเช่นข้าก่อนนั่นจะเป็นเรื่องดีแก่ตัวเจ้าเอง”

    สิงห์มีสีหน้าเหรอหรา ไม่เข้าใจความในของชายเบื้องหน้าของตนเองในขณะเดียวกัน ชายผู้ลงมาจากเสลี่ยงเมื่อครู่ กลับอมยิ้มสะกิดพลางเอ่ยเตือน

    “ยังไม่รีบขอบพระทัยองค์ชายอีก ท่านให้เจ้าเป็นข้ารับใช้ของท่านแล้ว”

    สิงห์เมื่อได้ยินเช่นนั้นก็มีสีหน้าตกตะลึงก่อนชั่วครู่หนึ่งแล้วจึงทำท่าถวายบังคมอย่างดีอกดีใจ “ขอบพระทัย พระเจ้าค่ะ องค์ชาย...มีพระคุณกับกระหม่อมเป็นล้นพ้น”

    เมื่อได้เห็นสิงห์กล่าวขอบพระทัยแล้วก็พยักหน้าอย่างพอใจหลังจากมันก็เดินเร็ว พลางไปนำหน้าของลุงบุญธรรมของเต่า  เชื้อเชิญให้เข้าเกี้ยวแต่ทว่าก่อนที่ลุงบุญธรรมของเต่าจะเข้าเกี้ยว ก็หันมามองชายคนนั้นอย่างสงสัย“เจ้านำความที่ข้าไปบอกกับเจ้า ไปทูลต่อฝ่าละอองฯหรือยัง?”

    ชายหนุ่มคนนั้นโค้งศีรษะ พยักหน้ายอมรับ “หม่อมฉัน ได้จัดส่งม้าเร็วมอบพระราชสาน ของพระองไปแล้วพะย่ะค่ะ”

    ลุงบุญธรรมของเต่าพยักหน้ารับรู้ แต่ก็ยังคงเก็บอาการหวั่นกลัวไม่มิดตั้งแต่วันนั้น มันกังวลมาตลอดว่าจะถูก อาจารย์ลึกลับท่านนั้นลอบทำร้ายหรือเปล่าแต่ทว่าก็ยังไม่มีวี่แววของอาจารย์ท่านนั้นออกมาเลย

    “แล้วเรื่องหลานบุญธรรมของข้าล่ะ เจ้าสืบมาได้ความอย่างไรบ้าง?”ลุงบุญธรรมของทองกล่าวอย่างสงสัยตั้งแต่มันได้พบกับทองในคืนนั้นก็รู้สึกประทับใจอย่างมากจึงให้คนไปสืบประวัตินิสัยใจคอว่าเป็นอย่างไร

    “ฝ่าบาทกระหม่อมได้ประสืบนิสัยใจคอของเด็กผู้นี้มาแล้วแต่ทว่าก็ได้เพียงข้อมูลทั่วไป อย่างเช่นว่าบ้านอยู่ที่ไหน ปกติเป็นคนอย่างไรและพ่อแม่เป็นคนอย่างไรเท่านั้นเองพะย่ะค่ะ”

    “เช่นไรบ้าง สำหรับท่านท่านว่าเด็กผู้นี้เป็นเด็กกตัญญูจริงๆหรือไม่ หรือเพียงเสแสร้ง แกล้งทำทำ”ลุงบุญธรรมของทองถามด้วยความสนอกสนใจ

    ชายคนนั้นส่ายศีรษะอย่างจนปัญญา“ฝ่าบาทกระหม่อมเองก็รู้สึกจนปัญญาจริงๆ ที่จะวิเคราะห์ถึงนิสัยใจคอของมันผู้นี้”

    ลุงบุญธรรมของทองขมวดคิ้ว “เจ้าเองก็จนปัญญาหรือมันมีเรื่องแปลกอันใดที่ทำให้ท่านจนปัญญากัน”

    “ฝ่าบาทเด็กคนนี้ เมื่อครั้งกำเนิดครอบครัวมันผู้นี้เป็นเศรษฐีที่มั่งคั่งในเหมืองหลวงแม้แต่สิบตระกูลใหญ่ก็ยังมีทรัพย์สมบัติไม่เท่าบิดาของมัน”

    “แต่ทว่าหลังจากมันเกิดขึ้นมาไม่นานก็ป่วยหนักชีวิตครึ่งเป็นครึ่งตาย บิดาของมันได้ใช้ทรัพย์สินเก้าในสิบส่วน กับการจ้างหมอยามารักษามัน ทุกวันๆละหลายสิบตำลึงทองเป็นเวลาสามถึงสี่เดือน”

    “แต่เมื่อมันผู้นี้ได้เพียงสามขวบก็เป็นเด็กจิตใจโหดเหี้ยม ชอบจับสัตว์ที่สร้างความไม่พอใจมาทรมานจนถึงแก่ชีวิตตั้งตนเป็นผู้นำกลุ่มลูกเศรษฐีไปรังแกชาวบ้านตาดำๆอีกหลายครั้ง”

    ลุงบุญธรรมของทองได้ยินเช่นนั้นก็ตกตะลึงนี่มันใช่เด็กอ้วน ว่านอนสอนง่ายคนนั้นหรือเปล่าเหตุใดจึงรู้สึกต่างกันกันสุดขั้วมากมายเช่นนี้

    ชายคนนั้นกล่าวต่อ “และเมื่อมันย่างได้สี่ขวบมันผู้นี้ก็ได้ลงมือแทงเด็กสิบขวบในสถานศึกษาจนอาการสาหัสเมื่อตอนมันเข้าเรียนได้วันแรก มันให้เหตุผลว่ามันไม่ชอบให้ใครมาใช้คำหยาบกับมันยกเว้นเสียแต่จะเป็นสหาย”

    “ด้วยเหตุนี้ บิดาของมันจึงใช้ทรัพย์สินที่เหลือในการจัดการเรื่องราว ขายที่ดินแปลงเล็กๆที่เหลือไว้สร้างบ้านในอนาคตเป็นค่าเดินทางมาอาศัยยังตระกูลฝั่งภรรยาเช่นนี้”

    ลุงบุญธรรมของทองเกิดฉงนใจ ไม่นานก็หน้าซีด“เจ้าว่าจะเป็นตระกูลเศรษฐีที่มั่งคั่งเหนือชั้นกว่าสิบตระกูลใหญ่อย่าบอกนะว่าเป็นตระกูลที่สืบทอดเชื้อสายมาจากปฐมกษัตรที่ถูกขับไล่ออกจากราชนิกุลเพราะกระทำการเสื่อมเสียเกียรติและไปเข้าร่วมกับชุมนุมพยัคฆ์ฝึกสำเร็จก่อตั้งจนเป็นกลุ่มทหารรับจ้างที่แม้แต่ฝ่าบาทยังทรงเกรงพระทัยชุมนุมบุตรพยัคฆ์ และผู้ก่อตั้งนั่นก็คือตระกูลใบเทศณพารหมณ์  (ใบ-เท-สะ-นะ-พาม) 

    คล้ายกับเรื่องชายผู้ยิ่งใหญ่ ที่คุณอ่าน