“พี่สาวนี่ ถังหูลู่ กับน้ำตาลปั้น ที่พี่อยากกิน” ว่าแล้ว หลี่หย่ายเชียง ก็ยืนขนมในมือให้พี่สาวด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม สองพี่น้องฝาแฝดหลังจากที่ พวกเขาได้นั่งกินบะหมี่ร้านประจำ หมดไปคนละชาม หลี่หย่ายเชียงที่สังเกต เห็นสายตาของผู้เป็พี่สาว ที่กำลังมองไปยังร้านขนมตรงมุมถนนนั่น ด้วยแววตาประกายหยาดเยิ้มเช่นนี้ ก็เข้าใจในทันทีว่าผู้พี่สาวของเขา้าสิ่งใด เมื่อคิดได้เช่นนั้น น้องชายผู้แสนดีและน่ารักอย่างเขา ก็ไม่รอช้า รีบอาสาออกไปซื้อมาให้ผู้พี่สาวได้ลิ้มลองในทันที
“ขอบใจเ้ามากนะ” รอยยิ้มแสนละมุน บนใบหน้ากลมๆ นั้น ถูกส่งต่อให้กับเ้าน้องชายฝาแฝด หลังจากนั้นสองพี่น้องฝาแฝด ก็เริ่มแบ่งปันขนมที่ซื้อมาให้ได้กินด้วยกัน ระหว่างที่เดินเล่น สำรวจในเมือง เพื่อตรงไปยังที่ตั้งของท่าเรือ ที่มักจะมีผู้คนแปลกๆ และคนแปลกๆ เ่าั้ก็มักมากับข้าวของหน้าตาประหลาดๆ ที่พวกเขาไม่เคยเห็นมาก่อนเสมอ และถ้าเกิดโชคดีก็มักมีพวกพืชพันธุ์ และแร่ธาตุแปลกๆ มาให้แก่พวกเขา ในการใช้เป็วัตถุดิบ สำหรับปรุงยาที่หลากหลายมากขึ้น
ภาพของสองพี่น้องฝาแฝดชายหญิง ที่กำลังเดินจับมือกันอยู่ พร้อมกับแบ่งขนมให้กันและกันนั่น นับว่าเป็ที่ชินตากับเหล่าพ่อค้าแม่ค้า ร้านรวงในเมือง ร่วมถึงผู้คนในเมืองแห่งนี้ สายตาชื่นชมที่ส่งมาให้ทั้งหลาย
เนื่องจากข่าวที่แพร่เคยไปทั่วทั้งเมือง นี้ก็นับเป็เวลามากกว่าหนึ่งปีแล้ว เื่ราวของสองพี่น้องฝาแฝดสู้ชีวิต ผู้เป็ดั่งบุตรยอดกตัญญู ลูกน้อยที่ดี ที่ต้องทนทำงานหนัก รับใช้ในสำนักปรุงยา
เพื่อหาเลี้ยงผู้เป็แม่ ที่แสนน่ารังเกียจ ทั้งติดเหล้า ที่แม้ขนาดลูกน้อยๆ ที่น่ารักทั้งสองคน นั้นยังทิ้งขว้างไม่ใส่ใจ แถมยังหน้าไม่อาย คอยแต่รีดไถเงินทอง ดุด่าว่าร้าย ช่างดูน่าสงสารเวทนาถึงปานนี้ ไหนจะเนื้อตัวของเ้าก้อนแป้ง ที่มักดูมอมแมมอยู่เสมออีก ถึงแม้ว่าวันนี้จะดูดีกว่าทุกวันก็เถอะ
ช่างเป็สตรีที่ไม่ได้เื่เอาเสียเลยหน้าของ หลี่เหลียนฮวา กระตุกอย่างรุนแรง หลังจากที่ได้ยินประโยคนั่น จากเหล่าผู้พ่อค้าแม่ค้า ที่พูดคุยกันเมื่อเห็นเ้าก้อนแป้งทั้งสองของนาง ที่กำลังเดินตรงไปยังท่าเรือ
เดิมที่นั้น หลี่เหลียนฮวา เมื่อนางได้ลองสำรวจพืชพันธุ์ ที่ขึ้นอยู่บนเขาแล้วนั้น ทั้งเหล่าต้นไม้ใบหญ้า พืชสมุนไพรต่างๆ จนพอใจแล้ว เมื่อดูเวลาจากดวงอาทิตย์แล้ว ก็คาดว่าคงใกล้เวลาเที่ยงเต็มที นางจึงคิดว่าควรได้เวลาลงมาจากเขา เพื่อเข้าสำรวจเมืองสักที แล้วที่สำคัญคือตามส่องชีวิตเ้าสองก้อนแป้งขอตัวเอง ว่าพวกเขาสู้ชีวิตมายังไงกัน
การล่วงข้อมูลเบื้องต้นก็เริ่มต้นขึ้น เป้าหมายแรกพ่อค้าแม่ค้าในเมือง ร้านน้ำเต้าหู้ที่อยู่ข้างทางจึงเป็เป้าหมายแรก โดยแอบเนียนเป็คนต่างถิ่น ที่กำลังตามหาเด็กฝาแฝดชายหญิง ว่าได้ที่ผ่านมาทางนี้บางไหม เพราะเ้าเด็กฝาแฝดทั้งสองคนนั้น ได้ลืมของที่ได้ซื้อไว้กับนางแล้วไปรอรับเงินทอน จึงอยากนำเงินนี้ไปส่งคืนให้
ได้ยินดังนั้นแม่ค้าร้านน้ำเต้าหู้ ที่เ้าฝาแฝดมักแวะกินประจำ ก็รีบบอกทันทีว่าเด็กแฝดนั้นอยู่ที่ไหน สำนักปรุงยาคือสถานที่ตามคำบอกกล่าวว่า เ้าก้อนแป้งทั้งสองของนางได้ทำงานแลกข้าวอยู่ และเมื่อได้คำตอบที่น่าพอใจแล้ว หลี่เหลียนฮวา จึงตรงดิ่งไปยังเส้นทางเพื่อไปยัง สำนักปรุงยานั่นทันที ตามคำบอกเล่าของแม่ค้า
สำนักปรุงยา ตั้งอยู่ทางใต้ของเขตเมืองหูหนานแห่งนี้ สำนักปรุงยาตั้งใกล้กับชายป่า และเป็เส้นทางเดียวกันที่ใช้ไป วัดซี่เจียง ที่ตั้งบนยอดเขาสูงชัน เส้นทางนี้เดิมทีนั้นเป็ไม่เป็ที่นิยมมากนัก เพราะเดินต้องผ่านสุสานร้าง อีกทั้งยังเป็แหล่งรวมของขอทานแหล่งใหญ่ ชาวเมืองจึงไม่นิยามมานัก ถ้าไม่มีความจำเป็
และอีกเหตุผลคือ เมืองหูหนานแห่งนี้ มีวัดเหลียงซาน ที่ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของเมือง นั้นได้รับความนิยมมากกว่า เพราะทั้งอยู่ใกล้ตัวเมือง และยังเป็จุดที่ใช้ทำพิธีสำคัญต่างๆ ของเมือง คนมีตำแหน่งราชการ เศรษฐีคนร่ำรวยมั่งมีทั้งหลาย จึงเลือกที่จะไปยังวัดแห่งนั้นมากกว่า วัดซี่เจียง แต่ว่าเมื่อก่อนเหล่า
ผู้คนถึงเริ่มรู้จักพื้นที่แถบนี้มากขึ้น แต่ก็ยังไม่เป็ที่นิยมมากอยู่ดี เพราะนับว่ามันเป็แหล่งรวม โรงทานสำหรับขอทานและคนยากไร้ ชาวบ้านธรรมดาทั่วไป ถ้าไม่มีความจำเป็ ที่จะมารับข้าวปลาอาหารฟรี ก็จะต้องเจ็บป่วยมาเพื่อรักษา ที่สำนักปรุงยา ของท่านอาจารย์โจวชิงฉี ผู้โด่งดัง
หลังจากที่ลักลอบเข้ามายังสำนักปรุงยาได้สำเร็จ หลี่เหลียนฮวา ก็ต้องพบความแปลกประหลาดสุดใจ เมื่อว่าคนส่วนใหญ่ของสำนักนั่น ดูอย่างไรก็ช่างไม่เข้ากับสถานที่ปรุงยาเลย ทั้งอายุที่ดูยังไม่มากเท่าไหร่ และการวางตัว ท่าทางพูดจา การกระทำในการเป็สำนักปรุงยานั้น เรียกได้ว่าไร้ระเบียบ ตามขนบธรรมเนียมของยุคสมัยนี้ยิ่งเลย
ขณะที่สายตาของนาง พยายามมองหาเ้าก้อนแป้งทั้งสองของ ตาคมสวยก็เหลือบผ่านประตู ไปพบเข้ากับคนที่ทุกคนเรียกว่านายน้อย ที่กำลังก้มหัวคำนับให้ ใครบางคนด้วยแววแสนชื่นชมนั่น พร้อมทั้งยื่นถุงเงินให้คู่สนทนาด้วย แต่จากจุดนี้ที่นางอยู่ ไม่อาจรู้ว่าใครคือคู่สนทนานั่น แต่ก็ไม่แน่ว่าสำนักปรุงยาประหลาดแห่งนี้ คงลักลอบทำผิดกฎหรือกำลังติดสินบนผู้ใดอยู่ก็ได้ เพราะถ้าปกติสำนักปรุงยาที่ดูเถื่อนขนาดนี้จะรอดสายตาผู้ตรวจการของเมืองได้เช่นไร มันมีแต่เื่น่าสงสัยไปหมด และนั่นมันก็ไม่ใช่เื่ของนางที่ต้องยืนมือเข้าไปแส่
นางแค่มองหาเ้าก้อนแป้งทั้งสองของนางเท่านั้น แต่ยังไม่ทันที่นางจะถอนสายตาไปจุดอื่น ใบหน้านางแทบทิ่มลงไปโขกกำแพงตาย ทันทีคนผู้นั้นปรากฏตัวเดินออกมา นั้นมันลูกๆ ของนาง
เ้าก้อนแป้งทั้งสองของนางใช่แน่ๆ แล้วยิ่งเห็นเ้าลูกชายหน้าเหม็นของนาง ที่พยายามยัดถุงเงินเมื่อสักครู่ ใส่ข้างเสือข้างในของเขา กว่าความทุลักทุเลนั้นจะจบลง แล้วไหนจะเป็ท่าทางการเดิน กลับออกไปจากสำนักปรุงยาด้วยใบหน้ากลมๆ นั้นเชิดขึ้นพร้อมกับอมยิ้มน้อยๆ ยืดอกขึ้นเต็มที่ แล้วให้มือทั้งสองข้างไขว้หลัง ภาพนั้นดูน่าหมั่นไส้กว่าสิ่งใด มันจะเกินไปแล้ว ข้างๆ กันก็มีลูกสาวตัวกลมผู้พี่ ที่คอยเดินยิ้มหน้าบานเคียงข้างกันออกมา การกระซิบกระซาบหยอกล้อกัน ของสองพี่น้องเื่ที่จะนำเงินไปใช้ทำอะไรดี
หลี่เหลียนฮวา รีบสะกดรอยตาม เ้าก้อนแป้งทั้งสองไปอย่างเงียบๆ จนมาถึงร้านบะหมี่
“เฒ่าแก่ของเหมือนเดิม”เสียงเด็กชายดังลั่น เพื่อสั่งบะหมี่หมีกับเ้าของร้านเ้าประจำ ก่อนที่จะหันหน้ามาพูดคุยกับผู้เป็พี่สาว เกี่ยวกับปัญหาของสำนักปรุงยา ในเื่ของท่านผู้เฒ่าโจว ที่ตอนนี้อาการป่วยยังคงไม่ดีขึ้นนัก
และต่อให้เ้าเด็กทั้งสองนั้นจะกระซิบกันค่อยเพียงใด ก็ไม่อาจหลุดรอดหูที่ถูกฝึกมาของ หลี่เหลียนฮวา ไปได้จากที่จับใจความได้ ดูเหมือนว่าเ้าก้อนแป้งฝาแฝดของนาง จะเป็ผู้อยู่เื้ัสำนักปรุงยา แสนพิลึกนั้นเองสินะ มันชักจะฉลาดเกินเื่ไปแล้วนะ
เมื่อบะหมี่มาเสิร์ฟบทสนทนา ของสองพี่น้องก็หยุดไว้เพียงแค่นั้น ภาพของเด็กน้อยแก้มย้อยที่ขาสั้นๆ ที่กำลังก้มหน้ากินบะหมี่ จนเต็มปากเล็กๆ นั่นแทบเคี้ยวต่อไม่ได้ เรียกรอยยิ้มของอย่างคนที่แอบมอง หลี่เหลียนฮวาได้เป็อย่างดี ยิ่งผู้เป็ลูกสาวนั่นทำไมถึงกินได้น่ารักมากมายขนาดนี้กัน
เมื่อชามบะหมี่ว่างเปล่า นางก็เห็นสายตาของลูกสาวที่ กำลังจ้องมองร้านขายผลไม้เคลือบน้ำตาลนั้น หลี่เหลียนฮวา แทบอยากจะพุ่งตัวออกไป แล้วซื้อมาให้ยกร้านทีเดียว แต่ติดที่ตอนนี้นางยังไม่อยากแสดงตัว ให้แก่เ้าก้อนแป้งทั้งสองรู้ตัว
ทันใดนั้นลูกชายหน้าเหม็นของนาง ก็ลุกขึ้นและตรงดิ่ง ไปยังร้านขายของหวานนั้น และกลับมาพร้อมกับมือ ที่ข้างหนึ่งถือผลไม้เคลือบน้ำตาลไว้ ส่วนอีกข้างก็ไม่ได้ว่างเปล่า เพราะก็มีน้ำตาลปั้นอยู่เช่นกัน หลังจากนั้นสองพี่น้องในร้านบะหมี่ ก็เริ่มกินของหวานอย่างสุขใจอีกครั้ง ก่อนจะได้ยินคำพูดของลูกสาว ที่ทำให้หลี่เหลียนฮวา ปลาบปลื้ม ใจพองโตยิ่ง ก่อนแทบน้ำตาเล็ดเพราะถูกดึงอารมณ์ จากประโยคถัดมาของลูกชายหน้าเหม็น
“เราสั่งบะหมี่กลับไปให้ท่านแม่ดีหรือไม่”เสียงหวานเล็กเอ่ยขอความเห็นผู้เป็น้องชาย
“ท่านแม่หรอ อืม อืม ไม่ดีกว่า แม่ที่ยังทำตัวดีแค่วันเดียว เราอย่าพึ่งให้รางวัลดีกว่า เผื่อว่านางกลับมาชั่วร้ายอีก พวกเราจะไม่เสียดายเงินค่าบะหมี่ยังไงเล่า เอาไว้สักสามวันค่อยจะลองคิดดูใหม่” หลี่หย่ายเชียง ตอบกลับผู้เป็พี่สาว ขณะที่ หลี่เหลียนฮวา แทบจับตะเกียบในมือไม่อยู่ น้ำตาแทบคลอเบ้า ไม่รู้เ้าเด็กหน้าเหม็นตรงหน้า ไปสรรหาถ้อยคำมาจากไหน ให้แต่ละคำพูดนั้นมันเจ็บแสบได้ขนาดนี้ ส่วนพี่สาวลูกสาวผู้น่ารักผู้แสนดีของนาง นั้นก็แค่พยักหน้าเห็นตามด้วยกับคำพูดของน้องชาย
หลังจากที่จ่ายเงินค่าบะหมี่เสร็จเรียบร้อย สองคนพี่น้องก็เดินพุ่งหน้าไปยังทิศตะวันออกของเมือง ในความทรงจำของร่างนี้ ทิศนั้นเป็ที่ตั้งท่าเรือ ส่งสัยว่าเ้าก้อนแป้งนั้น คิดจะทำอะไรแปลกๆ เป็อีกแน่ แต่ว่ามันก็เข้าทางนางพอดี เพราะที่ท่าเรือนั้น ย่อมต้องมีพืชพันธุ์ แปลกๆ หลากหลาย ไว้ให้เธอกลับมาใช้ประโยชน์ได้แน่
เมื่อคิดได้ดังนั้น เธอก็สะกดรอยตามเ้าก่อนแป้งต่อไป ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม แต่อยู่ๆ กลับต้องมา หน้ากระตุกอีกครั้งเมื่อได้ยินคำกล่าวขาน ถึงตัวเองจากแม่ค้าตลอดเส้นทางที่เ้าก้อนแป้งที่สองเดินผ่าน
ไม่ว่าจะเื่ที่ว่านางชั่วช้า ติดเหล้า ดุด่า และละเลยลูกๆ นั้นนางไม่เถียง เพราะร่างเดิมก็เป็เช่นนั้นจริงๆ แต่เื่ที่ว่าปล่อยให้ลูกอดอยากผอมแห้งนั้น หลี่เหลียนฮวา ขอเถียงขาดใจ ถึงแม้นางไม่ได้เป็คนหาเลี้นง แต่ว่าลูกๆ แฝดขอเธอที่แขนขาสั้นๆ แล้วยังเห็นพุงกะทิ พุงกลมๆ ที่ขยับขึ้นลงทุกครั้งตลอดการก้าวเดิน และแทบจะเรียกว่าการกลิ้งแทนการเดินอยู่แล้ว พวกแม่ค้าเ่าั้ตาถั่วหรืออย่างไร จึงมองว่านั้นคือ เด็กที่อดอยากขาดสารอาหารกัน