ตอนเย็นเมื่อกลับถึงบ้าน นำกระเป๋าไปเก็บในห้อง และล้างหน้าตาให้คลายเหนื่อยล้าแล้ว เขาก็เดินไปยังประตูข้างซึ่งเป็นประตูที่เชื่อมระหว่างบ้านของเขาและบ้านของอนงค์กานต์เพื่อไปหาของว่างทานระหว่างรอมื้อเย็น ถึงแม้ที่บ้านเขาจะมีแม่บ้านคอยตระเตรียมอาหารให้แม่และตัวเขาเป็นประจำอยู่แล้ว แต่เขาก็ยังติดนิสัยไปขอข้างบ้านทานอยู่ดี
เมื่อเขาเดินเข้ามายังบริเวณใต้ถุนบ้าน พื้นที่ส่วนที่เป็นห้องทานอาหาร ก็เจออนงค์กานต์กำลังยกมีดสับลงไปยังผลไม้ชนิดหนึ่งอย่างถี่ยิบด้วยความโมโห และทันใดที่เธอเห็นเขาเดินเข้ามาในห้องใบหน้าที่แสดงอาการโมโหของเธอก็คลายลงอย่างทันตา เปลี่ยนเป็นใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความหวังอย่างที่สุดแทน
“พี่เอกปอกให้นิดหน่อย” เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่จวนเจียนจะปล่อยโฮอยู่รอมร่อ “นิดอยากกิน”
“แล้วพี่สมไปไหน ทำไมไม่เรียกมาปอกให้ ดีนะที่ไม่โดนมีดบาดมือเสียก่อน”
“พ่อให้ไปช่วยดูความเรียบร้อยที่ที่จะสร้างโรงงาน วันนี้เขาขนดินมาถมที่ เลยไปอยู่โน่นกันหมด พี่อย่าเพิ่งถามสิ ปอกให้นิดก่อน”
ชากรรับมีดจากอนงค์กานต์มาอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ พลางมองไปที่เจ้าผลไม้ต้นเรื่องด้วยใบหน้าสยดสยอง ไม่ใช่ว่าเขาปอกไม่เป็นหรอกนะ ช่วงสองปีที่ผ่านมาเขาสามารถพูดได้อย่างภูมิใจว่าเขาปอกได้เก่งเป็นอย่างยิ่ง แต่ถ้าให้เขาเลือกได้ เขาก็ไม่อยากแตะต้องมันเลยแม้แต่น้อย ให้ตายเถอะ เขาทนกลิ่นรุนแรงของเจ้าทุเรียนนี่ไม่ไหวจริง ๆ ได้กลิ่นเพียงนิดก็รู้สึกเวียนหัวตาลายแล้ว แต่มันต้องมีเหตุให้เขาเข้าไปยุ่งเกี่ยวและสัมผัสกับทุเรียนอยู่ร่ำไป ต้นเหตุก็มีจากคนเจ้าปัญหาที่ยืนทำหน้ายุ่งอยู่ข้าง ๆ นี่แหละ ไม่รู้ชอบทานอะไรนักหนา ชอบทานไม่เท่าไหร่ แต่ดันไม่ยอมฝึกปอกด้วยตัวเองนี่สิ ต้องเดือดร้อนให้เขามาทำให้ตลอด ในใจก็บ่นไปเรื่อย แต่มือก็ไม่หยุดใช้มีดสับตรงร่องพูของทุเรียนเพื่อแงะเนื้อด้านในออกมาให้ใครบางคนทาน
ส่วนอนงค์กานต์เมื่อมีความหวังที่จะได้ทานทุเรียนแน่แล้ว ก็หยิบแมลงทอดกรอบสารพัดชนิดที่อยู่ในจาน มานั่งทานระหว่างรอผลไม้โปรดของตัวเองไปด้วย
นี่ก็เป็นอีกอย่างที่เขาทานไม่เป็นและรู้สึกสยดสยองมาตลอด แต่เจ้าสิ่งนี้มักจะเป็นเมนูขึ้นโต๊ะอยู่เป็นประจำของบ้านกานต์ นั่นก็เพราะอนงค์กานต์ชอบทานมากเป็นพิเศษ
‘ทำไมถึงชอบทาน ไม่กลัวแพ้เหรอ พี่เห็นเวลาโดนแมลงตัวเป็น ๆ ไต่ตามแขนขา เรามักจะแพ้เป็นผื่นแดงเสมอ บางทีถึงกับบวมจนต้องไปฉีดยา’ เขาเคยถามด้วยความสงสัย
‘ปรุงสุกแล้วทานได้ พิษมันไม่เหลือแล้ว ที่นิดทานนี่เพื่อแก้แค้นพวกมันหรอก ที่พวกมันชอบทำให้นิดเดือดร้อนตอนมันยังเป็น ๆ’
เมื่อเจอเหตุผลข้าง ๆ คู ๆ เขาก็เลิกถาม และทำได้เพียงแค่นั่งขนลุกขนพองมองเธอหยิบแมลงใส่ปากเคี้ยวด้วยความเอร็ดอร่อยต่อไป
ค่ำนั้น เมื่อสมาชิกของบ้านกลับมา รวมถึงอรศรีที่ตามมาเพื่อทานมื้อค่ำด้วย พวกเขาก็เจอชากรนั่งหมดแรงและดมยาดม อยู่ไกล ๆ โดยมีอนงค์กานต์นั่งทานทุเรียนอย่างมีความสุขอยู่อีกฝั่งหนึ่ง พวกเขาไม่ได้สนใจถามไถ่อาการผิดปกติของชากรแม้แต่น้อย เพราะนี่เป็นภาพชินตาที่มีเห็นเสมอยามเมื่อถึงฤดูกาลทุเรียน ชีวิตเปิดเทอมวันแรกของชากรจึงปิดท้ายด้วยสภาพอเนจอนาถอย่างที่เห็น
“ไอ้เอก มึงรู้มั้ยว่าพวกข้าอิจฉามึงแค่ไหนที่เจเขาชอบมานั่งพูดคุย มานั่งทำงานกับมึง”
หลังจากเรียนด้วยกันมาสักระยะ จากคนแปลกหน้าก็เริ่มคุ้นหน้า และก็เริ่มมาคลุกคลีด้วยกัน ประกอบกับเป็นผู้ชายด้วยกัน กำแพงที่กั้นกลางเปราะและบางเป็นพิเศษ จึงสนิทสนมกันได้อย่างง่ายดาย เห็นอะไร รู้สึกอย่างไร ก็พูดและถามกันแบบตรง ๆ ไม่มีอ้อมค้อม
“อิจฉาทำไม เพื่อนกันแบบกูกับพวกมึงนี่แหละ ที่มาหาก็ให้ช่วยอธิบายเนื้อหาที่ไม่เข้าใจเท่านั้น”
“แต่กูว่าไม่เหมือนว่ะ ดูอย่างไอ้กล้ามันเก่งชีวะมากกว่ามึง เจยังเลือกไปถามมึงแทนเลย ผิดปกติ แบบนี้มันผิดปกติ” ปราการหรือเจมส์ยังตั้งข้อสงสัยต่อไป
“กูว่าเจเค้าชอบมึงว่ะ แล้วมึงล่ะคิดยังไงกับเค้า” ชากรถึงกับสะดุ้งเมื่อได้ยิน
“ทั้งโรงเรียนกูบอกได้เลยนะโว้ยว่าเจนี่แหละสวยที่สุด ดาวโรงเรียนเลย เชื่อกู กูไปส่องมาหมดแล้ว” เก่งกล้าถึงกับขำก๊ากออกมา สมแล้วที่มันได้รับฉายาว่าปลาไหล
“ไม่คิดอะไรทั้งนั้นแหละ มองเป็นเพื่อน เพื่อนจริง ๆ เพื่อนแบบมึงกับกูนี่แหละ เพียงแต่เขาเป็นผู้หญิงเท่านั้น อย่าพูดเรื่องนี้เลยว่ะ ใครมาได้ยินเข้าเดี๋ยวเขาจะเสียหาย”
เขาไม่คิดไม่รู้สึกอะไรกับจริญญาเลยแม้แต่น้อย เธอหน้าตาดีก็ถูก เธอสวยกว่าทุกคนที่เขาเคยเห็นนั่นก็ถูกอีก แต่เมื่อเขามองดูเธอแต่ละครั้งกลับรู้สึกเหมือนมองคนธรรมดาทั่ว ๆ ไปที่มีสองตา หนึ่งจมูก หนึ่งปาก ก็เท่านั้น ไม่มีอะไรพิเศษ ไม่รู้สึกใจเต้นหรืออยากมองจนไม่อาจวางตาได้
“อีกคำถามเดียว คราวหน้าจะไม่พูดอีกแล้ว ตอบมาก่อนถ้าเขาเดินมาสารภาพรักกับเอ็งตรง ๆ เอ็งจะทำยังไง”
“ก็บอกว่าไม่ได้ใจตรงกับเขา ก็เท่านั้น” ชากรตอบแบบไม่เสียเวลาคิด
“ไม่กลัวเขาเสียใจหรือวะ”
“ไหนบอกคำถามสุดท้าย” ชากรท้วงขำ ๆ
“ความอยากรู้มันอัดล้นโว้ย”
“ไม่มีอะไรจะตอบแล้ว ไปเข้าเรียนได้แล้ว ไม่อยากโดนยืนหน้าชั้น” ชากรลุกขึ้นเดินนำหน้า ไม่สนใจตอบคำถามเพื่อนอีก
“ไอ้หล่อนี่มันใจแข็งว่ะ สวยขนาดนี้ยังไม่มองอีกเหรอวะ” เมื่อชากรไม่สนใจก็หันมาคุยกับเก่งกล้าต่อระหว่างเดินกลับห้องเรียน
“ก็ไอ้เอกมันดันชอบคนน่ารักเหมือนน้องมากกว่าคนสวยแบบเพื่อนน่ะสิวะ” เก่งกล้าพูดอย่างมีนัยโดยเน้นคำว่าน้องให้ดังเป็นพิเศษเพื่อให้ไปเข้าหูชากรที่เดินไกล ๆ อยู่ข้างหน้า ชากรชะงักอยู่นิดหนึ่งก่อนเดินต่อไปอย่างไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“มึงรู้อะไรมาใช่มั้ยไอ้กล้า บอกกูมั่งสิ” ปราการทำหูผึ่งตามเซ้าซี้เก่งกล้า แต่เผอิญเดินถึงห้องเรียนเสียก่อน เลยไม่ได้สานต่อเรื่องที่อยากรู้
“เมื่อไหร่จะโตเสียทีน่ะเรา” ชากรโพล่งถามออกมาขณะที่นั่งทำการบ้านอยู่ด้วยกันในเย็นวันนั้น ขณะที่อนงค์กานต์นั่งทำหน้าเหลอหลาด้วยความงุนงง วันนี้เธอทำอะไรผิดอีกแล้วรึเปล่านะ???
จริญญาใช้ทุกโอกาสและทุกลู่ทาง สร้างสถานการณ์ให้ตัวเองได้มีโอกาสใกล้ชิด ได้ทำงานร่วมกันกับชากรอยู่บ่อยครั้งจนเป็นที่จับตาของเพื่อนร่วมห้อง ลามไปถึงเพื่อนห้องข้าง ๆ ลามไปถึงรุ่นพี่ที่ชอบความหน้าตาดีและโดดเด่นของทั้งคู่ ทำให้เกิดเสียงร่ำลือ และเสียงชื่นชมถึงความเหมาะสมของพวกเขา เพราะทั้งหน้าตาดีและเรียนเก่งด้วยกันทั้งคู่ เมื่อได้คู่กันแบบนี้มันเหมือนคู่สวรรค์สร้างแท้ ๆ จริญญาเมื่อได้ยินก็แอบปลื้มและภูมิใจอยู่ไม่น้อย เธอชอบที่จะเป็นเป้าสายตาของผู้คน ยิ่งยามเมื่อเดินคู่กับชากรเมื่อใด ผู้คนที่เห็นหรือเดินผ่านมักจะจับจ้องและชี้ชวนกันดูด้วยสีหน้าชื่นชมและปลาบปลื้ม เธอยิ่งมีความสุข คิดถูกจริง ๆ ที่ตัดสินใจเชื่อเพื่อน ทำตัวสนิทสนมกับชากรตั้งแต่แรก ความชื่นชอบของเธอที่มีต่อชากร ยิ่งนานวันยิ่งเพิ่มขึ้น แต่เธอกลับมองไม่ออกว่าเขาคิดอย่างไรกับเธอ เขายังคงนิ่งและปฏิบัติกับเธออย่างสุภาพเหมือนเพื่อนร่วมห้องคนอื่น ๆ เปิดเทอมวันแรกปฏิบัติตัวอย่างไร วันนี้ก็ยังคงเหมือนเดิม
แต่คิดอีกแง่ เขาเป็นคนเก็บความรู้สึกเก่ง เหมือนที่วรรณพรพูดไว้ เขาน่าจะชอบเธอมาตั้งแต่แรกพบแล้ว แต่สถานะเธอสูงเกินเอื้อม เลยทำได้แค่เก็บความรู้สึกไว้ ตอนนี้แม้เขาจะแสดงออกว่าไม่ได้คิดอะไรกับเธอ แต่เธอมั่นใจว่าด้วยระดับความโดดเด่นของเธอเอง น่าจะประทับอยู่ในใจของเขาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตอนนี้ที่ทำได้คือให้เขารู้ว่าดอกฟ้าอย่างเธอเต็มใจที่จะโน้มมาลงดินเพื่อเขา และนั่งรอแบบสวย ๆ ให้เขามาสารภาพรักก็เท่านั้น จริญญาคิดอย่างภาคภูมิใจ แต่แล้วจู่ ๆ วันหนึ่ง ความมั่นใจที่เคยมีของเธอก็ถูกสั่นคลอนลงอย่างไม่น่าเชื่อ