ในระหว่างที่เจิ้งเว่ยคุยอยู่กับจิงซิงอี้นั้นเขาอยู่ในห้องพักของผู้ป่วยแบบวีไอพี ที่โรงพยาบาลขนาดใหญ่ในเซี่ยงไฮ้บนเตียงมีเด็กหนุ่มที่จิงซิงอี้ช่วยชีวิตเอาไว้ หรือก็คือ จางเซี่ยนอนฟังการสนทนาอยู่ และที่นั่งอยู่ข้างเตียงด้วยก็คือ พ่อและแม่ของเขา หรือจางเซียวและลู่ซินเยี่ยน
เมื่อรู้ว่าจิงซิงอี้จะรักษาให้จางเซียวและจางเซี่ยก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก ชายหนุ่มแต่งตัวดีคนหนึ่งท่าทางหยิ่งยโส อายุประมาณ 27-28 ปี ก็โพล่งขึ้นมาว่า
“ทำไมจะต้องถ่อไปหาที่บ้านนอกแบบนั้นด้วยแค่หมอจีนไม่มีชื่อเสียงคนนึง! คุณอาน่าจะสั่งให้มารักษาที่นี่เลยนะครับใครก็อยากได้เงิน แล้วถ้ารู้ว่ามารักษาให้ลูกของคุณอาผมว่าใครๆก็แย่งกันมาทั้งนั้นล่ะ ใช่มั้ยซินเยี่ยน”
ชายหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ ก่อนจะหันไปถามความเห็นหญิงสาวอายุ25 -26 ปี หน้าตาสวยงาม ที่กำลังนั่งปอกผลไม้ใส่จานอยู่ที่โต๊ะใกล้เตียงคนไข้จางซินถอนหายใจกับน้ำเสียงของเฉิงตั้ว ซึ่งเป็คู่หมั้นของเธอ
จางเซียวซึ่งคุยกับลู่ซินเยี่ยน ภรรยาของเขาอยู่ก็หันมาพูดกับว่าที่ลูกเขยของด้วยน้ำเสียงรำคาญนิดๆ ว่า
“เสี่ยวตั้ว เด็กคนนี้ไม่ใช่หมอจีนธรรมดานะเขาเป็หลานของคุณหมอจิงเซียว ที่ใครๆ ก็อยากจะขอให้ช่วยรักษาโรคให้ลุงรู้มาว่าหมอจิงเซียวรักหลานชายคนนี้มากที่สุด ส่วนฝีมือจะเป็ยังไงไม่รู้รู้แต่ว่าเขารักษาอาการของเสี่ยวเซี่ยจนดีขึ้นได้! ก็เห็นกันอยู่ว่าอาการของเสี่ยวเซี่ยเป็ยังไงมาก่อน
รักษามาตั้งนาน ไปหาหมอก็หลายคนทั้งในประเทศทั้งต่างประเทศก็ไม่ดีขึ้น แต่พอหมอจิงซิงอี้คนนี้รักษาแค่ครั้งเดียวอาการกลับดีขึ้นมาก แล้วจะไม่ให้ลุงเกรงใจได้ยังไง”
เฉิงตั้วหน้าเสียแต่เขาเก็บอาการไม่พอใจกับท่าทีของทั้งจางเซียวและคู่หมั้นของเขาเอาไว้เขารีบแก้ตัวว่า
“ผมก็แค่สงสารไม่อยากให้น้องจางเซี่ยต้องเดินทางไปๆมาๆ”
จางเซียวพูดขึ้นต่อโดยไม่สนใจเขาว่า
“หมอจิงเซียวขึ้นชื่อเื่ฝีมือแล้วยังขึ้นชื่อเื่การไม่ยอมรักษาคนง่ายๆ ถ้าไม่พอใจ ถึงเอาเงินฟาดเขาก็ไม่รักษา แล้วตระกูลจิงก็ไม่ใช่ตระกูลเล็กๆด้วย”
ลู่ซินเยี่ยน ภรรยาของเขาที่นั่งฟังก็ถามด้วยความกังวลใจว่า
“คุณคิดว่าหมอจิงซิงอี้คนนี้จะเอาแต่ใจด้วยมั้ยคะ”
จางเซี่ยซึ่งนอนอยู่บนเตียงก็พูดขึ้นมาอย่างมั่นใจว่า
“คุณหมอจิงซิงอี้เป็หมอที่ดีวันนั้นเขารักษาคนเจ็บโดยไม่หยุดพัก ถ้ารับปากแล้ว เขาต้องรักษาผมแน่นอนครับแม่”
หลังจากนั้น พวกเขาจึงหาข้อมูลและปรึกษากันว่าคลินิกและหมู่บ้านที่จิงซิงอี้อาศัยอยู่เป็อย่างไร เดินทางไปทางไหนได้และมีที่พักรวมไปถึงอาหารการกินอย่างไรบ้าง ซึ่งผู้ช่วยของจางเซียว คือ เจิ้งเว่ยจะเป็คนหาข้อมูลและตระเตรียมทุกอย่างเอาไว้ให้
จางเซียวเป็นักธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ชื่อดังในเซี่ยงไฮ้เขายังทำธุรกิจอื่นๆ ควบคู่กันไปด้วย ภรรยาของเขา คือ ลู่ซินเยี่ยน ก็เคยเป็นักธุรกิจด้วยเช่นกัน
พวกเขามีลูกสองคน คนโตเป็ลูกสาว คือ จางซินกำลังเรียนต่อในระดับปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยในอังกฤษ่นี้เธอกลับมาเก็บข้อมูลงานวิจัยที่นี่
เธอหมั้นกับลูกชายของเพื่อนของจางเซียว คือเฉิงตั้ว ที่จริงแล้ว เธอไม่ได้รู้สึกอะไรกับเขามากนักบางครั้งยังรู้สึกรำคาญกับท่าทียโสโอหังของเขาจากการเป็ลูกชายของนักการเมืองท้องถิ่นที่มีอิทธิพลแต่เธออยู่ในโอวาทของพ่อแม่เสมอ เธอจึงยินยอมรับหมั้นที่ไม่ได้เกิดจากความรักนี้
ลูกชายคนสุดท้องของจางเซียวและลู่ซินเยี่ยน คือจางเซี่ย ซึ่งเกิดความผิดปกติทางหัวใจเมื่อเริ่มเป็วัยรุ่น ทำให้ลู่ซินเยี่ยนต้องยุติการทำงานมาดูแลเขาเต็มตัว พวกเขาตระเวนหาหมอเพื่อรักษาอาการของเด็กชายมาตลอดแต่ก็ทำได้แค่ประคองให้อาการคงที่เท่านั้น
ในวันที่จางเซี่ยพบกับจิงซิงอี้เด็กหนุ่มแวะไปหาเพื่อนและพบกับอุบัติเหตุแก๊สะเิพอดี เขาเป็คนจิตใจดีเมื่อเห็นเหตุการณ์จึงเข้าช่วยเหลือโดยไม่สนใจว่าตัวเองหัวใจไม่ดีอยู่จนทำให้เกิดอาการหัวใจวายในวันนั้น และโชคดีที่ได้พบกับจิงซิงอี้
หลังจากนั้นอีกสองสามวัน เจิ้งเว่ย ผู้ช่วยของจางเซี่ยวจึงโทรศัพท์ไปนัดวันเวลารักษากับจิงซิงอี้และบอกว่าพวกเขาพร้อมจะออกเดินทางในอีกสองสัปดาห์ต่อมา
หลังจากที่จิงซิงอี้มีเวลามาเช็คโทรศัพท์เขาก็ได้อ่านข้อความจากคนรู้จักที่ส่งเข้ามา เขารู้สึกสับสนโดยเฉพาะจากเย่เฉิงที่ส่งข้อความมาบอกว่า เขากำลังดังใหญ่แล้วนะจากนั้นก็ส่งลิงค์วิดีโอคลิปที่มีตัวเขากับเย่เฉิงกำลังช่วยปฐมพยาบาลเด็กหนุ่มที่หัวใจวายและวิดีโอคลิปอื่นๆ ที่พวกเขาไปรักษาโรคฟรี
เขาดูวิดีคลิปไปก็กินข้าวเช้าไปแล้วก็ต้องใกับจำนวนคนดูและคอมเมนท์ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็เชิงบวกเขาโล่งใจที่มีการเบลอหน้าของเขา ถึงแม้จะมีบางจังหวะที่เปิดเผยใบหน้าบ้างแต่ก็ไม่ได้ชัดเจนมาก
ตอนนี้ เขายังตัดสินใจไม่ได้ว่าเขาควรจะทำให้ตัวเองมีชื่อเสียงแบบนี้ดีหรือไม่ ที่ผ่านมา เขาชอบใช้ชีวิตเงียบๆและทำงานที่ชอบไปโดยไม่้าจะเป็คนดัง
แต่ในตอนนี้เขาทำธุรกิจและ้าสร้างชื่อเสียงให้กับคลินิกฉางซานซึ่งเคยเป็ของจิงเซียวมาก่อน
จิงซิงอี้ถอนหายใจ จากนั้นก็บอกกับตัวเองว่าอย่าเพิ่งไปคิดอะไร ชื่อเสียงแบบนี้มักมาไวไปไว ไม่ยั่งยืนแต่ชื่อเสียงจากการรักษาโรคจะยั่งยืนและมีความมั่นคงมากกว่า เพราะต้องใช้เวลานานในการสั่งสมและมาจากความเชื่อถือจากคนไข้ด้วย
เห็นได้จากจิงเซียวที่สั่งสมฝีมือและความน่าเชื่อถือมานานถึงไม่มีสื่อสังคมเหมือนตอนนี้ชื่อเสียงของหมอจีนจิงเซียวก็ยังได้รับการยอมรับมาจนถึงทุกวันนี้
นอกจากนี้ คนไข้ที่มีชื่อเสียงและมีหน้าตาในสังคมหลายคนไม่สนใจความดังชั่วคราวจากการใช้สื่อโฆษณาแต่สนใจฝีมือที่แท้จริงและการแนะนำแบบปากต่อปากจากคนไข้ที่เคยรักษาจริงมากกว่า จิงซิงอี้เลิกสนใจวิดีโอและคอมเมนท์เ่าั้
เมื่อกลับมาถึงบ้านเขาโทรศัพท์คุยกับจิงเซียว สอบถามว่าเป็อย่างไรบ้าง ชายชราตอบว่า กำลังรักษาคนป่วยคนหนึ่งอยู่และพักอยู่ที่โรงแรมที่คนป่วยเป็เ้าของ คาดว่าอีกสักพักเขาคงจะกลับได้
คนไข้ตั้งใจว่าจะเดินทางมารักษากับจิงเซียวต่อที่หมู่บ้านเจียวจูด้วยตอนนี้จิงเซียวอายุมากแล้ว ไม่้าเดินทางและพักอยู่ที่อื่นนานๆ เพราะคนไข้คนนี้รักษากันมาั้แ่รุ่นปู่ย่าตายายจิงเซียวจึงยอมเดินทางมารักษาให้
จากนั้น จิงซิงอี้จึงเล่าเื่ของเขาให้ฟังจิงเซียวหัวเราะและบอกว่าชายหนุ่มคิดถูกต้องแล้ว ชื่อเสียงที่ได้มาจากสื่อแบบนี้ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป สักพักคนก็ลืม จงตั้งใจทำงานของตัวเองให้ดีจะดีกว่า
จิงซิงอี้วางหูโทรศัพท์จากจิงเซียวและตั้งใจว่าจะไปทำอาหารเย็น แต่แล้วเขาก็ได้ยินเสียงเล็บขูดประตูไม้หลังบ้านเขาหยุดฟังแล้วก็ยิ้มขำๆ รู้ทันทีว่าใครเป็คนทำเสียงนี้
เขาคว้าตะกร้าเพื่อจะออกไปเก็บผักในแปลงหลังบ้านและเมื่อเดินไปหลังบ้าน เขาก็ได้ยินเสียงเห่าเล็กๆ และเสียงขูดประตูที่แรงขึ้นด้วยความดีใจ
เมื่อเปิดประตูเล็กหลังบ้านออกและมองลงไปที่พื้นเขาก็พบลูกสุนัขจิ้งจอกขนสีแดงฟู กระดิกหางไปมามันะโเกาะขาเขาและตะกุยด้วยความดีใจ จิงซิงอี้ใช้มือข้างหนึ่งอุ้มมันขึ้นมาและพบว่าน้ำหนักมันเพิ่มขึ้น เขาจึงพูดกับมันว่า “เ้าตัวเล็ก ทำไมมาตัวเดียวล่ะ”