“ไม่รบกวนๆ เหตุใดคุณหนูถึงได้มาที่นี่ได้เล่าขอรับไม่ใช่ว่าท่านเดินทางไปสำนักศึกษาสวรรค์แล้วหรอกหรือ?”
“เจ้าค่ะไปมาแล้ววันนี้มีเรื่องมาขอร้องชินอ๋องถึงได้มาถึงที่นี่” ซูเจินตอบนางจำได้ว่าคนผู้นี้คือคนที่นำข้อความมาให้นางในวันทดสอบคุณสมบัติวันนั้นเขาเรียกนางว่าแม่นางนี่ทำไมวันนี้ถึงได้เรียกคุณหนู?
“อ่อ เช่นนั้นเชิญพวกท่านด้านใน”จีขุยผายมือให้ทั้งสามคนเข้าไปด้านใน
วังตะวันออกเป็นวังของรัชทายาทแต่เมื่อฮ่องเต้ยังไม่มีโอสถหรือธิดาผู้ที่มีสิทธิ์ในราชบัลลังก์ก็คือชิงอ๋องวังตะวันออกแห่งนี้ชินอ๋องจึงเป็นผู้ครอบครอง
ซูเจินมองสำรวจทำทีเป็นไม่ใส่ใจทว่ากลับเก็บทุกรายละเอียดเอาไว้อย่างไม่ตกหล่น เมื่อครั้งก่อนที่เข้ามานางเข้ามาในเส้นทางพิเศษทั้งยังมาอย่างลับๆไม่มีเวลาในการสำรวจมากนัก วันนี้จึงได้เห็นว่ามันช่างงดงามโอ่อ่ามากแค่ไหน
“ท่านอ๋องเล่า?” จีขุยเอ่ยถามนางกำนัลคนหนึ่ง
“ท่านอ๋องทรงรออยู่ที่ห้องอักษรเจ้าค่ะ”นางกำนัลเอ่ยตอบก่อนจะโค้งกายถอยไป
“ห้องอักษร?” จีขุยงุนงง ไม่ใช่ว่าห้องทรงอักษรเป็นสถานที่ที่ท่านอ๋องไม่ชอบให้ใครเข้าไปหรอกหรือ?“ด้านนี้ขอรับ”
ซูเจินเดินตามเขาไปจนกระทั่งถึงห้องคุ้นตา เข้ามาด้านในเห็นชินอ๋องนั่งตัวตรงรออยู่ก่อนแล้วซูเจินส่งยิ้มให้ ก่อนจะเข้ามาทำความเคารพเขา
“คารวะชินอ๋อง”
“คารวะชินอ๋อง” จือเหลียงกับเหลียงจือทำความเคารพเป็นลำดับถัดมา
“ไม่ต้องมาพิธี” ฮุ่ยชินอ๋องบอก “นั่งเถอะ”
“เจ้าค่ะ” ซูเจินนั่งลงแต่โดยดี ทำส่งสายตาไปทางนางกำนัลขันทีที่อยู่รอบห้องรวมถึงองครักษ์ที่เดินที่มาส่งด้วยเป็นการบอกนัยๆว่าต้องการพูดคุยกับเขาเป็นการส่วนตัว
“พวกเจ้าถอยไปให้หมด” ฮุ่ยชินอ๋องเอ่ยปากไล่นางกำนัลขันทีย่อกายแล้วถอยออกห่างจากห้องทรงอักษรทันที“ไม่คิดว่าจะได้เจอเจ้าเร็วถึงเพียงนี้ วันนี้มาหาข้าถึงที่นี่มีเรื่องอันใดเล่า?”
“ท่านอ๋อง ตอนนี้ข้าได้เป็นศิษย์ฝ่ายในแล้ว”ซูเจินพูดขึ้น
“เช่นนั้นเจ้าคงมาเรื่องประตูสุสานบรรพกาลสินะ”ฮุ่ยชินอ๋องพูดอย่างตรงประเด็น แม้ก่อนหน้านี้จะมองพลังของจิ้งจอกน้อยได้ยากมากแต่ตอนนี้ระดับพลังอยู่เพียงขั้นสีเขียวขั้นกลางเท่านั้นนางคงปิดซ่อนอะไรบางอย่างสินะ
“ถูกต้องเร็วๆนี้จะมีการประชุมของเจ้าสำนักและคนจากทั้งห้าแคว้นเรื่องการปรากฏของประตูจะเป็นอันใดหรือไม่หากข้าจะขอไปด้วย?”
“แม้แต่เรื่องเช่นนี้เจ้าก็ยังรู้?”ฮุ่ยชินอ๋องขมวดคิ้ว “เรื่องนี้อาจจะยากสักหน่อย ในวันนั้นจะมีเพียงฮ่องเต้และข้าเท่านั้นที่ไป”
ซูเจินหลุบตาลงคิดไว้อยู่แล้วว่าเรื่องจะต้องไม่ง่าย ขณะที่ซูเจินครุ่นคิดด้วยใบหน้าเคร่งเครียด ชินอ๋องจับจ้องใบหน้างามที่แม้จะขมวดคิ้วเป็นปมก็ยังคงงดงามนิ่งรอยยิ้มอ่อนโยนสายหนึ่งพลันปรากฏขึ้นที่มุมปาก
“แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีทางเสียทีเดียว”ฮุ่ยชินอ๋องเอ่ยขึ้น
“จริงหรือเจ้าคะ?” ซูเจินเงยหน้ามองคนตัวโตแววตาระยิบระยับอย่างคาดหวัง
ฮุ่ยชินอ๋องเห็นแล้วรู้สึกว่าน่าเอ็นดูอย่างยิ่งมุมปากยกขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่ใจที่ไม่เคยหวั่นไหวกับใครพลันเต้นรัวจนพระองค์รู้สึกได้
“จริง แต่ก่อนหน้านั้นข้าอยากจะถามเจ้าสักเรื่อง”
“ได้สิเจ้าคะ ท่านจะถามอะไรก็ถามมาได้เลย”ซูเจินพยักหน้ารอคำถาม
“ข้าอยากจะถามเจ้าว่าตอนนี้เจ้ายังยืนยันคำเดิมหรือไม่?” เสียงทุ้มถามขึ้น ใบหน้าหล่อเหลามองอย่างรอคอยคำตอบ
“ยืนยันคำเดิม? ท่านพูดถึงเรื่องอะไรเจ้าคะ?”ซูเจินเอียงคอถาม รู้สึกไม่เข้าใจในคำถาม
“เรื่องตอนที่อยู่ในป่าที่เราเจอกันครั้งแรก”
ซูเจินนึกย้อนไป จู่ๆก็รู้สึกร้อนที่ใบหน้าลามไปจนถึงใบหูนางหลบสายตาละมุนที่กำลังจับจ้องมาอย่างเขินอาย สองมือจับกันอย่างทำตัวไม่ถูก
‘หากคราหน้าเจ้ายังไม่เปลี่ยนใจ ข้าสาบานว่าจะตบแต่งเจ้าเป็นภรรยาแต่เพียงผู้เดียว’
“ว่าอย่างไร?เจ้าเปลี่ยนใจหรือไม่?” ฮุ่ยชินอ๋องยังคงเอ่ยถามต่อ
“ก็...”
“...”
“ก็...” ซูเจินช้อนสายตาขึ้นมองไล่ขึ้นตั้งแต่ช่วงอกแกร่งขึ้นไปจนถึงลำคอหนา แล้วหยุดลงที่ริมฝีปากสีระเรื่อซูเจินอดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลายลงคออย่างรู้สึกกระหาย “ก็ยังเหมือนเดิมนะ”
ฮุ่ยชินอ๋องได้ยินคำตอบรอยยิ้มกว้างที่สุดเท่าที่เคยมีมาประดับบนใบหน้าทันที ซูเจินพลันรู้สึกตาลายนางเม้นปากลงแล้วหลบสายตาอีกครั้ง
“เช่นนั้นหากไปในฐานะพระชายาก็ได้อยู่”
บึ้ม!
รู้สึกเหมือนมีระเบิดขึ้นในหัวนี่คือการถูกเกี้ยวใช่หรือไม่? ซูเจินไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าจะถูกพูดแบบนี้ใส่นางยังไม่ทันเตรียมใจ
“แฮ่ม!”จือเหลียงกระแอมไอเรียกสติของนายหญิงที่กำลังทำสายตาเคลิบเคลิ้มหากพูดออกไปได้นายหญิงคงตอบตกลงไปแล้ว
เหลียงจือเอามือปิดปากตัวเองแล้วทำตาโตไม่คิดว่าจะได้ยินการเกี้ยวกันของผู้อื่นเช่นนี้พวกนั้นลืมพวกเขาสองคนที่อยู่ตรงนี้ไปแล้วใช่หรือไม่?
ซูเจินถูกเรียกสติแล้วก็กะพริบตาแก้เขิน ไม่ได้ๆนางจะมาเสียความตั้งใจตอนนี้ไม่ได้
“ข้า...ข้ายังเด็กเกินไปที่จะแต่งงานตอนนี้”
“ปักปิ่นแล้วถือว่าไม่เด็กแล้ว”ทว่าอีกคนกลับพูดสวนขึ้น
เออ ก็จริงโลกนี้สิบห้าเข้าพิธีปักปิ่นก็ถือว่าเป็นผู้ใหญ่แล้ว แต่งงานได้แล้วนี่หว่า
แต่เฮ้ยไม่ได้สิ! อย่าไขว้เขวๆ
ซูเจินท่องคำนี้ไว้ในใจอยู่หลายรอบ “ข้าคิดว่ามันยังเร็วเกินไปหน่อยบอกตามตรงข้ายังมีสิ่งที่อยากทำอีกมาก”
“ต่อให้แต่งแล้ว ข้าก็จะไม่จำกัดอิสระของเจ้าไม่ว่าเจ้าอยากจะทำอะไรก็ได้ทั้งสิ้น” ฮุ่ยชินอ๋องยังคงพูดต่อใบหน้าจริงจังมากขึ้น
ซูเจินถอนหายใจ “ฮุ่ยเว่ย ขอให้ท่านเชื่อใจข้าท่านถูกข้าหมายหัวเอาไว้ตั้งแต่วันนั้นแล้ว อย่างไรท่านก็หนีข้าไม่พ้นหรอกหวังเพียงเมื่อวันนั้นมาถึงท่านจะยังคงจำคำที่ท่านพูดในวันนี้ได้”
ฮุ่ยชินอ๋องจ้องมองนางเงียบๆรอยยิ้มบนใบหน้าพลันเลือนหายไป
“นะ” ซูเจินยิ้มสบตากับเขา โดยไม่สนใจตัวประกอบสองคนด้านหลังที่ยังคงยืนอยู่ไม่ออกไปด้านนอก
ฮุ่ยชินอ๋องใจอ่อนยวบ ก่อนจะพยักหน้าเบาๆซูเจินยิ้มกว้างขึ้น ลอบถอนหายใจกับตัวเองเงียบๆ พ่อยักษ์ของนางงอนเป็นกับเขาด้วยยังดีที่ไม่ง้อยาก
“แล้วเรื่อง...”ซูเจินเอ่ยปากขึ้นในเรื่องที่ยังไม่ได้คำตอบ
“ข้าจะพาเจ้าไปเอง แต่คงไปได้แค่เจ้าคนเดียวก่อนหน้านั้นยังต้องไปเจอน้องชายของข้าสักหน่อย”
“เรื่องนั้นไม่เป็นปัญหาเลย” ซูเจินตอบเสียงสดใส“แล้วในระหว่างนี้จนกว่าประตูสุสานบรรพกาลจะปรากฏข้ากับเขาสองคนขออยู่ที่วังตะวันออกของท่านจะได้หรือไม่?ถ้าจะให้ดีข้าขอห้องที่เงียบๆ ไม่มีใครมารบกวนสักสองสามห้องนะ”
“ตามใจเจ้า” ฮุ่ยชินอ๋องพูดคิดอยู่แล้วเชียวว่าออดอ้อนขนาดนี้ต้องมีสิ่งใดแน่แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังคงให้คนจัดเตรียมให้ตามที่นางต้องการ
นางกำนัลสองคนเข้ามาบอกว่าเรือนทางปีกซ้ายได้จัดเตรียมเรียบร้อยแล้วซูเจิน จือเหลียงและเหลียงจือเดินตามไปยังที่พัก เมื่อบุรุษทั้งสองคนเดินไปกันหมดแล้วซูเจินก็ชะงักหมุนตัววิ่งกลับเข้ามาในห้อง ปลายเท้าเขย่งขึ้นจนสุดทว่าอย่างไรก็ยังไม่ถึงคนที่ลุกขึ้นยืนทำหน้างงอยู่
ซูเจินหันมองไปรอบๆ แล้วยกเก้าอี้ใกล้ๆมาวางตรงหน้าอีกคนก้าวเท้าขึ้นยืนแล้วก็ยื่นหน้าไปใกล้อ๋องหนุ่ม
จุ๊บ
“ขอบคุณนะ” ซูเจินพูดเสียงเบาพูดเสร็จก็กระโดดลงจากเก้าอี้วิ่งหนีออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว
ฮุ่ยชินอ๋องยืนตัวแข็งค้าง ผ่านไปหลายนาทีจึงค่อยๆยกแขนขึ้นปลายนิ้วแตะที่มุมปากเบาๆ ทว่าหัวใจของพระองค์กลับเต้นระรัวใบหน้าขึ้นสีแดงก่ำจนถึงใบหู
แม่จิ้งจอกน้อยหลอกกินเต้าหู้!