เส้นทางอสุรา

    บทที่ 39 เบี้ยพลิกกระดาน

    บทที่ 39 เบี้ยพลิกกระดาน


    จินเยว่ส่งกระแสเสียงอธิบายต่อไป

    “โดยขั้นแรกจะเรียกว่า ขั้นผสานจิตวิญญาณ เป็นขั้นการผสานเชื่อมโยงพลังจิตวิญญาณของตนเข้ากับพลังจิตวิญญาณสรรพสิ่งแห่งอาวุธคู่กาย ช่วยเพิ่มพูนพลังการโจมตีและใช้พลังปาฏิหาริย์รูปแบบต่างๆ จากอาวุธคู่กายแต่ละชนิดเพื่อโจมตีออกไปในระยะไกลได้ ยกตัวอย่างที่เจ้าเห็น บุรุษชุดคลุมเขียวที่ใช้กระบี่เป็นอาวุธคู่กาย มันผู้นี้ยังผสานจิตวิญญาณกับกระบี่ไม่ได้ ยังเพียงใช้อาวุธคู่กายในขั้นพื้นฐาน การจะฟันกระบี่แต่ละครั้งจึงต้องฟันให้ถูกตัวศัตรูเพียงอย่างเดียว เพราะพลังจิตวิญญาณสรรพสิ่งจำเพาะบนตัวกระบี่ไม่สามารถควบคุมให้แผ่พุ่งออกมาในขั้นพื้นฐาน ผิดจากผู้ที่สามารถผสานจิตวิญญาณได้อย่างเช่นบุรุษถือทวนที่เจ้ากำลังสู้อยู่นี้ ก็อย่างที่เจ้าเห็น แม้มันจะตวัดฟันทวนในระยะที่ไกลห่าง แต่พลังจิตวิญญาณของมันและพลังจิตวิญญาณสรรพสิ่งของอาวุธที่ผสานกันอยู่จะเคลื่อนตัดผ่านอากาศแผ่พุ่งออกมาในระยะไกลได้ และก่อเกิดพลังปาฏิหาริย์ที่รุนแรงร้ายกาจขึ้นอีกระดับอย่างยากคาดเดา ทั้งการผสานจิตวิญญาณนี้ทำให้บุรุษที่ถือทวนซึ่งมีพลังจิตวิญญาณสามัญระดับสิบ มีพลังการต่อสู้ที่อาจเทียบเทียมพลังจิตวิญญาณเหนือสามัญระดับหนึ่งได้"


    เฉินซือหยางผงกศีรษะ พลางครุ่นคิดในหัว

    “ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ มิน่าเล่าทุกครั้งที่มันใช้ทวน สภาวะพลังโจมตีของมันจึงดูหนักแน่นน่ากลัวกว่าการที่มันตวัดเตะหรือชกหมัดนำพาพลังจิตวิญญาณตนเองห่อหุ้มออกมา… การมีอาวุธคู่กายนับว่ามีประโยชน์อย่างมากแล้ว แต่หากเข้าถึงขั้นการผสานจิตวิญญาณกับอาวุธคู่กายได้ยิ่งนับว่ามีประโยชน์มากกว่า”


    จินเยว่ถ่ายทอดกระแสเสียงต่อ

     “นั่นก็ยังไม่ถือว่าเป็นประโยชน์สูงสุดหรอกนะ เพราะขั้นที่เหลืออีกสามขั้น หากเชื่อมโยงเสริมประสานเข้าถึงได้ยิ่งจะเพิ่มพูนพลังจนยากจะจินตนาการ แต่จากที่ข้าสัมผัสพบเจอมา แดนดาราของพวกเจ้า ไม่ว่าจะเป็นบิดาเจ้า น้องชายเจ้า อาวุโสสูงสุด หัวหน้าคนสวน หัวหน้าพ่อครัว เถ้าแก่หวัง หรือแม้แต่บุรุษที่ใช้ทวนผู้นี้ คนส่วนใหญ่ยังอยู่ในขั้นการผสานจิตวิญญาณเท่านั้น ยังไม่ปรากฏผู้ที่เข้าถึงการประสานเชื่อมโยงในขั้นถัดไปได้...เช่นนั้น เอาเป็นว่าข้าบอกข้อมูลที่จำเป็นเท่านี้ไปก่อน”


    นัยน์ตาของเฉินซือหยางทอแววสำนึกขอบคุณ

    “ข้อมูลเท่านี้ก็นับเป็นประโยชน์แก่ข้ามากพอแล้ว อย่างน้อยข้าก็เริ่มจะเข้าใจและมองสิ่งเหล่านี้ได้กระจ่างชัดยิ่งขึ้น”


    “มัวแต่พึมพำล่อหลอกอะไรของเจ้า สู้อย่างกล้าๆ กลัวๆ เช่นนี้ เสื่อมเสียเกียรติและศักดิ์ศรีสิ้นดี!”

    สู้มาพักใหญ่แต่เซี่ยงเซี่ยกลับยังมิอาจเอาชนะชายหนุ่มลงได้ มันจึงยิ่งมีโทสะและความร้อนใจ มันไม่เกรงกลัวว่าจะแพ้บุรุษหนุ่มที่มีดีแต่เพียงพละกำลังและความรวดเร็ว สิ่งที่มันกำลังรู้สึกหวาดกลัวคือเวลา เวลาที่ซุนหลงจะฟื้นตัวกลับมาต่างหาก!


    แต่เฉินซือหยางก็มิได้ใส่ใจ ฝ่ายตรงข้ามจะกล่าวอะไรก็ช่าง ในเมื่อมันรู้ถึงหลักสำคัญของพลังจิตวิญญาณและพลังจิตวิญญาณสรรพสิ่งของอาวุธคู่กายมากขึ้นแล้ว การระวังตัวและการต่อสู้ของมันจึงต้องยิ่งเพิ่มพูนเป็นพิเศษ ต่อหน้าผู้ที่สามารถผสานจิตวิญญาณได้ รูปแบบพลังปาฏิหาริย์ที่ส่งออกมาย่อมยากคาดเดาและยากที่จะรับมือด้วยอาศัยพลังทางกายภาพเพียงอย่างเดียว


    ก่อนหน้าที่จะรู้เกี่ยวกับเรื่องอาวุธคู่กาย เฉินซือหยางมันมีความมั่นใจในพลังทางร่างกายของตนเองจนไร้ความหวาดกลัวหรือกริ่งเกรงต่อผู้ใด ยิ่งเอาชนะกองกำลังทหารม้านับหลายสิบนายซึ่งเป็นผู้มีพลังจิตวิญญาณมันยิ่งได้ใจ ดีที่จินเยว่ถ่ายทอดเรื่องราวชี้แนะมันก่อน นี่จึงเป็นการเตือนสติมิให้มันลำพองในพลังทางกายภาพที่เหนือมนุษย์ของตนจนเกินไป เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว มันอาจจบสิ้นเพราะพลังปาฏิหาริย์ที่ยากคาดเดาจากบุรุษที่ร่ายรำเพลงทวนอย่างดุดันผู้นี้


    ชายหนุ่มจึงเลือกที่จะสู้ไปพลางถอยไปพลาง ทั้งหาโอกาสตอบโต้จากช่องว่างเป็นระยะๆ พร้อมกันนั้นมันยังดึงจังหวะหวังให้เถ้าแก่หวังมีโอกาสได้ลอบลงมือ


    หวังเถาเมื่อเห็นเหล่าทหารม้าเกราะเงินสิ้นท่ามิอาจคุกคามสหายมันได้อีก ในใจก็ตื่นตะลึงในความสามารถด้านการต่อสู้รวมถึงพลังทางกายภาพที่เกินหยั่งถึงของบุรุษหนุ่ม แต่ความตื่นตะลึงก็ยังเจือไปด้วยความเป็นกังวลและเป็นห่วงในตัวของเฉินซือหยาง เพราะตลอดเวลาที่ชายหนุ่มได้ต่อสู้กับบุรุษฉกรรจ์ซึ่งถือทวนบนหลังม้าผู้นั้น ก็เป็นฝ่ายชายหนุ่มที่ถูกรุกไล่จนอาจพลาดพลั้งได้ทุกเมื่อ หวังเถามันจึงจับจ้องเหตุการณ์อยู่ทุกลมหายใจ เมื่อเห็นช่องเปิดเล็กๆ มันค่อยทะยานร่วมวงต่อสู้


    “ให้ข้าช่วยเจ้า"


    ตอนนี้หวังเถานับว่าได้ฟื้นฟูอาการบาดเจ็บและพลังขึ้นมาบ้างแล้ว อย่างน้อยมันก็สามารถเคลื่อนกายใช้พลังได้อีกหนึ่งครา!


    เมื่อมีหวังเถาสอดมือ การรุกไล่ของเซี่ยงเซี่ยก็พลันชะงักลง มันต้องเบี่ยงสภาวะเพลงทวนพลางตวัดฟันส่งพลังปาฏิหาริย์ที่คมกริบออกไปต้านรับพลังรูปทรงกลมที่ถล่มทลายออกมาจากลูกคิดราวกับทำนบแตก สองพลังปะทะกันอย่างหนักหน่วง เสียงกระหึ่มสะท้อนก้องไปทั่วอาณาบริเวณ พลังจิตวิญญาณของหวังเถาที่ผสานกับพลังจิตวิญญาณสรรพสิ่งของลูกคิดยังอ่อนด้อยกว่าของเซี่ยงเซี่ยระดับหนึ่ง จึงเป็นพลังอันคมกริบจากปลายทวนที่ตัดผ่าทำลายพลังรูปทรงกลมจนหมดสิ้น


    “ก็แค่สุนัขจนตรอกรวมฝูง ใยจะทำอะไรพยัคฆ์อย่างข้าได้"


    เซี่ยงเซี่ยเมื่อทำลายพลังของฝ่ายตรงข้ามอย่างย่อยยับ มันก็คำรามข่มเข้าใส่ในทันที แต่แล้วมันก็รู้สึกเสียวแปลบที่แผ่นหลัง ก่อนจะบังเกิดแรงกดดันอันมหาศาลที่กดข่มเข้ามา ยังมิทันได้มีปฏิกิริยาตอบโต้อันใด เหงื่อกาฬก็พลันหลั่งจนชุ่มโชกเต็มแผ่นหลัง พลังจิตวิญญาณบนร่างถูกใช้ออกสุดกำลังแรงเกิดเท่าที่จะเร่งเร้าออกมาได้  มีแต่ต้องใช้วิธีนี้ เพราะทวนในมือของมันถูกใช้ออกไปก่อนหน้ามิอาจรั้งคืนกลับมาได้ทันแล้ว


    ที่เบื้องหลังของเซี่ยงเซี่ย ดาบจรดใต้หล้าพร้อมกับดาบสีดำสนิทได้พุ่งฝ่าอากาศจนเกิดเสียงกรีดลากฟาดฟันลงช่วงไหล่ของมัน

    “อย่าได้ประมาทสุนัขจนตรอก เพราะพวกมันล้วนมีเขี้ยวเล็บเช่นกัน!”


    เฉินซือหยางอาศัยจังหวะการลงมือของเถ้าแก่หวัง พลังจากลูกคิดนั่นเปิดช่องให้แก่มัน ขอเพียงคมทวนถูกดึงรั้งออกไป ขอเพียงวัดพลังทางกายภาพกับพลังจิตวิญญาณของฝ่ายตรงข้ามเพียวๆ มันค่อนข้างแน่ใจว่าดาบสองเล่มที่มันฟาดฟันพร้อมกันนี้ จะสร้างความมีเปรียบเหนือศัตรูได้


    “ย่าห์!”

    เฉินซือหยางคำรามก้องพร้อมกดข้อมือเหวี่ยงดาบสุดกำลัง เสียงดาบคู่กรีดอากาศตัดเข้าหาพลังจิตวิญญาณบนกายที่ทอดออก สองมือของชายหนุ่มสะท้านอย่างรุนแรงราวกับมีคลื่นพลังอันมหาศาลกระทบท่อนแขน ทว่ามันยังคงกัดฟันกดดาบให้มุ่งไป ส่งดาบให้ตัดฝ่าพลังจิตวิญญาณที่กระแทกออกมานี้ มันต้องจัดการบุรุษถือทวนภายในโอกาสเดียว นี่ก็คือโอกาสอันเหมาะสม 


    เซี่ยงเซี่ยเห็นคมดาบยังเคลื่อนตัดผ่าพลังจิตวิญญาณของตนได้ มันก็พลันเบิกตาอย่างตื่นตระหนก ยิ่งพอคมดาบสองเล่มจรดลงที่ผิวกายจนเริ่มปรากฏบาดแผล จิตใจของมันก็ยิ่งเตลิด ดาบที่ไร้พลังจิตวิญญาณนี้กลับสามารถตัดทะลวงพลังจิตวิญญาณของมันได้ นี่นอกจากจะน่าเหลือเชื่อแล้ว มันยังน่าหวาดหวั่นถึงขั้นคุกคามชีวิต


    เซี่ยงเซี่ยมิอาจเร่งเร้าพลังจิตวิญญาณบนกายได้มากกว่านี้ เพราะนี้คือที่สุดของพลังของมันแล้ว มันจึงต้องรีบตวัดปลายทวนวกกลับมา มีเพียงการใช้อาวุธคู่กายส่งเสริมจึงจะมีหนทาง ทว่าสุนัขจนตรอกที่มันพึ่งดูถูก สุนัขตัวนั้นกลับมีความกล้าที่จะแลกชีวิต เช่นนั้นแม้พลังจากลูกคิดถูกทำลาย มันก็ยังใช้ร่างกายโจนทะยานขัดขวางทวนมิให้วกกลับได้ หวังเถากลับใช้ร่างของตนกระโดดโอบด้ามทวนเหนี่ยวรั้งไว้มิให้เซี่ยงเซี่ยรั้งกลับได้โดยง่าย


    แม้ปลายทวนจะเฉือนร่างไป แต่หวังเถาก็ยังกัดฟันเหนี่ยวรั้งทวนเล่มนี้ไว้ เป็นเหตุให้การใช้ทวนชะงักงันเสียจังหวะอีกรอบ จะตวัดทวนคืนกลับหลังให้ทันท่วงทีย่อมไม่ได้ เมื่อรู้ตัวว่าพลาดท่า เซี่ยงเซี่ยก็คำรามออกมาอย่างตื่นกลัว


    “เจ้าพวกขี้ขลาดมีดีแค่กลุ้มรุม!”


    เฉินซือหยางที่ฟันดาบอย่างหนักหน่วง มันไม่สนคำด่าทอดูแคลน มันกลับรู้สึกสาสมใจมากกว่าเพราะก่อนหน้านั้นเป็นฝ่ายตรงข้ามที่ใช้คนมากกลุ้มรุมคนน้อย ชายหนุ่มจึงยิ้มเย็นเยือกออกมา ปากก็กล่าวเสียงแข็ง

    “ดาบนั้นคืนสนอง… ย่าห์!”


    เฉินซือหยางกดดาบในมือคู่นั้นลงอย่างรุนแรง ประกายตาของชายหนุ่มฉายแววมืดดำวูบหนึ่งพร้อมด้วยประกายสีดำที่เจือจางจากตัวดาบจนยากจะมองเห็นภายใต้คืนเดือนมืด พละกำลังของชายหนุ่มคล้ายเพิ่มขึ้นอย่างบอกไม่ถูก ได้ยินเสียงฉับเดียว พลังจิตวิญญาณของเซี่ยงเซี่ยก็พลันแตกซ่าน โลหิตสีแดงสดสาดกระเซ็นกลางอากาศ ร่างของมันถูกผ่าตั้งแต่ไหล่ซ้ายจรดเอว รองแม่ทัพทหารม้าเกราะเงินแห่งแคว้นหมื่นขุนเขาผู้นี้สิ้นชื่อภายใต้คมดาบคู่ของตัวตนที่ไร้พลังจิตวิญญาณผู้หนึ่ง!


    หวังเถาที่แม้ถูกปลายทวนเฉือนร่างจนบาดเจ็บเพิ่มพูน แต่มันก็ยังอดตื่นตะลึงต่อภาพที่ปรากฏให้เห็นมิได้ ร่างบุรุษหนุ่มในชุดคลุมดำสะพายกล่องอาวุธที่บรรจุดาบห้าเล่ม มันยืนตะหง่านท่ามกลางฝนโลหิตที่พร่าพรม ราวกับเป็นภาพของเทพแห่งความตายก็มิปาน ไม่คิดว่าเด็กหนุ่มที่มีความสามารถด้านการต่อรองและค้าขายผู้นั้น จะมีความสามารถด้านการต่อสู้เอาชีวิตรอดได้ถึงเพียงนี้


    มองร่างที่ยืนตะหง่านของเฉินซือหยางอยู่ครู่ใหญ่ หวังเถาก็ทรุดนั่งลงกับพื้น เป็นเฉินซือหยางที่รีบเข้ามาประคองร่างของมัน

    “เมื่อครู่หากไม่ได้ท่านข้าคงแย่ไปแล้ว"


    หวังเถาส่ายศีรษะ

    “เป็นข้าที่ต้องเอ่ยประโยคนี้"


    “ไม่คิดว่าลูกคิดของท่านจะร้ายกาจเป็นอย่างมาก ข้านึกว่ามันจะใช้ได้เพียงทำการค้าเสียอีก"


    “เป็นข้าอีกเช่นเคยที่ต้องเอ่ยประโยคคล้ายกันนี้กับเจ้า ดาบห้าเล่มของเจ้า รวมถึงร่างกายที่ปานช้างสารนี้ ทำให้ข้าคาดไม่ถึงสุดๆ”


    “ข้าก็แค่โชคดี"


    “นี่มันเกินกว่าคำว่าโชคดีไปไกลแล้ว"


    หวังเถาพอกล่าวคำนี้ออกมาก็พลันมองไปรอบๆ บริเวณ ราตรีกาลในคืนเดือนมืดผ่านพ้นจนใกล้จะรุ่งแล้ว อีกไม่กี่ชั่วยามเช้าวันใหม่ก็คงมาเยือน คืนเดือนมืดที่แสนยาวนานและยากลำบากสำหรับพวกมันคงใกล้จบลง หมากกระดานนี้ของสหายตนคงกลับมามีหนทางอีกครั้งเมื่อผ่านคืนเดือนมืด ทั้งหมดล้วนเกิดจากหมากนอกกระดานที่เหนือความคาดหมายผู้นี้ หวังเถาจึงยื่นมือที่สั่นพร่าตบลงยังบ่าของชายหนุ่ม

    “แต่อย่างไรข้าก็ต้องขอบคุณเจ้าจากใจจริง หากไม่มีเจ้าในวันนี้ คงไม่มีพวกข้าในปฐพีอีกต่อไป”


    เฉินซือหยางเก็บอาวุธคืนสู่กล่องพลางยืนขึ้น

    “เกรงใจเกินไปแล้ว อย่างไรท่านก็คือหุ้นส่วนของข้า ข้าไม่มีทางปล่อยให้อู่ข้าวอู่น้ำในอนาคตสูญสิ้นไปอย่างแน่นอน"


    หวังเถาพลันหัวเราะออกมาอย่างสบายใจ

    “สมกับเป็นหุ้นส่วนของข้าจริงๆ"


    พอกล่าวคำนี้ออกมา สายลมหอบหนึ่งพลันพริ้วผ่าน เสียงทึบหนักดังขึ้นคราหนึ่ง ร่างของเฉินซือหยางก็ลอยละลิ่วราวว่าวที่ขาดจากป่าน ปลิวกระแทกร้านค้าอาวุธที่เก่าโทรมของซุนหลง ได้ยินเสียงครืนใหญ่ ร้านค้าอาวุธแห่งนั้นก็พังลงมาทั้งแถบ!


    หวังเถาได้เห็นเช่นนั้นก็เบิกตาโพลง

    “ซือหยาง!”


    ไม่มีเสียงตอบรับจากบริเวณซากปรักหักพังของร้านค้าอาวุธที่เฉินซือหยางกระเด็นไป มีเพียงเสียงฝีเท้าม้าพร้อมกับรถลากจำนวนสามคันที่เคลื่อนฝ่ากองซากศพของเหล่าทหารม้าเกราะเงินที่ระเนระนาด รถม้าทั้งสามคันเหล่านี้เคลื่อนมาอย่างไม่ช้าไม่เร็ว ดูไม่น่าเกรงขามเท่ากับกองกำลังทหารม้าเกราะเงินเมื่อครู่ แต่ทุกหนึ่งการเคลื่อนที่ที่ใกล้เข้ามา กลับให้ความรู้สึกสะกดข่มจนทำให้คนยากหายใจ!