การตัดสินใจ 3/3 (จบ)
เงาร่างกายตรงหน้าสวมใส่อาภรณ์ที่งดงามแปลกตาแต่ทว่ากลับคุ้นเคยอยู่ไม่น้อย หนิงอ้ายลอบสังเกตจนมั่นใจเเล้วว่าเงาร่างที่ปรากฏตรงหน้าของตนนั้นก็คือเ้าของร่างตัวจริงนั่นเอง ซึ่งเ้าตัวก็สวมใส่ชุดตัวโปรดที่เขาจำได้ว่าครั้งที่ตอนตนได้ตื่นลู่ซีได้หยิบเสื้อตัวดังกล่าวออกมาจากตู้ให้ เเต่ตนปฎิเสธที่จะสวมใส่เนื่องจากมันเป็สีฟ้าอ่อนที่เเม้จะดูสวยงามเเละเนื้อดีเพียงใดเเต่เขานั้นไม่้าที่ใส่สักเท่าไหร่
เพราะว่าในโลกเดิมนั้นตนคุ้นชินกับการใส่ชุดสูทสีสุภาพขาวดำในการออกงานสังคมต่างๆรวมไปถึงเวลาทำงานเป็นักฆ่าก็ล้วนใส่เสื้อผ้าสีดำหรือสีเข้มๆซึ่งเหตุผลไม่มีอะไรมากเพียงเเค่หนิงอ้ายคิดว่าหากสวมใส่เสื้อสีพื้นๆหากเปื้อนเพียงนิดก็สามารถเห็นได้โดยง่าย เเต่หากเป็เสื้อสีเข้มต่อให้จะเปื้อนมากเเค่ไหนหรือมีรอยเืก็จะไม่เป็ที่สังเกตเท่าไหร่นัก...
''เ้า้าร่างกายของเ้าคืนใช่หรือไม่??''หนิงอ้ายเอ่ยถามออกไปซึ่งเป็คำถามที่ตนคอยถามกับตนเองเสมอว่าเ้าของร่างเดิมจะกลับมาเอาร่างคืนไปตอนไหน
''ท่านพี่..ในที่สุดเราก็เจอกันเสียทีนะขอรับ''ร่างิญญาของเด็กหนุ่มไม่เลือกที่จะตอบคำถามเเต่เด็กหนุ่มเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ดีใจอย่างปิดไม่มิดพร้อมกับรอยยิ้มที่งดงามสามารถรับรู้ได้ถึงคลื่นอารมณ์ของความสุข
''นั่นสินะข้าก้ได้เเค่คิดอยู่เช่นกันว่าจะได้เจอเ้าบ้างไหม...แล้วที่นี่เป็ที่ใดกันใช่โลกของิญญาหรือไม่??''หนิงอ้ายเอ่ยออกมาเพื่อความเเน่ใจ
''ใช้คำนั้นได้เช่นกันขอรับ...สถานที่เเห่งนี้มีเพียงจิติญญาที่ได้รับการยอมรับเท่านั้นจึงจะเข้ามาได้''ร่างโปร่งเเสงของเด็กหนุ่มเอ่ยขึ้นพร้อมกับยกยิ้มเล็กน้อย
''เข้าใจเเล้วว่าเเต่เ้ามาพบข้าเพื่ออะไรหรือ้าเอาร่างนี้คืนไป''หนิงอ้ายเอ่ยถามขึ้น
''ไม่เลยขอรับ...ในโลกนี้เวลาของข้าได้หมดลงเเล้วต่อจากนี้ข้าขอมอบร่างกายนี้ให้เเก่ท่านข้าหวังว่าท่านจะรักและดูเเลท่านเเม่ของเราให้ดีที่สุดทั้งชีวิตข้ามีเพียงท่านเเม่เท่านั้นเเละขอฝากลู่ซีบ่าวรับใช้คนสนิทของข้าด้วยนะขอรับเขาก็เป็อีกคนที่คอยอยู่เคียงข้างข้าเสมอข้าไม่เห็นเขาเป็บ่าวเขานั้นเปรียบเสมือนสหายที่ข้าสนิทมากที่สุด...''
หนิงอ้ายเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกราวกับว่าถูกฝากฝังสิ่งที่สำคัญที่สุดของอีกฝ่ายไว้ ซึ่งสิ่งที่ิญญาเด็กหนุ่มเรียกร้องนั้นไม่ได้หนักหนาเลยสักนิดเเม้เขาจะอยู่ในร่างนี้ได้ไม่นานเเต่ก็ััได้ถึงความรักที่ตนได้รับจากมารดาอีกทั้งมิตรภาพเเละการดูเเลที่ได้รับจากลู่ซีโดยเฉพาะลู่ซีนั้นไม่ใช่เป็เเค่บ่าวคนสนิทเเต่เป็เพื่อนสนิทคนเเรกในโลกนี้ของเขาเสียด้วยซ้ำ
''ข้ารับปากและข้าจะดูเเลคนที่รักเ้าให้ดีที่สุดเ้าไม่ต้องเป็กังวลสิ่งใดๆข้าจะลบคำสบประมาททั้งหมดที่ในชีวิตเ้าได้เจอและจะทำให้ทุกคนจดจำนามของเ้าหนิงอ้ายข้าสัญญา...''หนิงอ้ายเอ่ยตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่มั่นคงราวกับคำสัตย์สัญญาว่าจะทำจนกว่าจะสำเร็จนั่นเอง
''ถึงเวลาที่ข้าต้องไปในที่ที่สมควรเเล้วหวังว่าซักวันหนึ่งเราทั้งสองจะได้พบกันอีกนะขอรับ''ทันทีที่กล่าวจบใบหน้างดงามยิ้มออกมาราวกับว่าได้ปลดค้างสิ่งที่อยู่ในใจไปเสียสิ้น
ทันใดนั้นร่างิญญาของเด็กหนุ่มพลันปรากฏเป็เเสงสีขาวสว่างจ้าอีกครั้งเเต่ครานี้แสงรัศมีดังกล่าวได้หมุนนวนอยู่รอบตัวของหนิงอ้ายทันใดนั้นเขาััได้ถึงพลังที่เเข็งแกร่งและััได้ถึงความอบอุ่นอีกทั้งยังััได้ว่าระดับพลังิญญาของตนในตอนนี้ได้เพิ่มขึ้นอีกขั้นเเล้ว
''จากนี้ไปท่านก็คือข้าและสามารถใช้นามว่าหนิงอ้ายได้อย่างสมบูรณ์รวมไปถึงร่างกายนี้เเละจะถูกกล่าวขานว่าเป็ตัวท่านตลอดไป...''เเว่วเสียงของเด็กหนุ่มดังขึ้นก่อนที่สติของหนิงอ้ายนั้นจะดับวูบไปโดยไม่ทันตั้งตัว
เเสงสีขาวนวลเลือนลางกลายเป็กลุ่มหมอกควันขาวลอยไปทั่วบริเวณและบางส่วนล่องลอยโอบล้อมไปทั่วทั้งตัวของหนิงอ้ายและร่างิญญาของเด็กหนุ่ม ไม่ถึงชั่วจิบชาเท่านั้นก็พลันเลือนหายไปสิ้น บริเวณพื้นที่ดังกล่าวเหลือเพียงเเต่สถานที่อันมืดมิดสุดสายตาไร้ที่สิ้นสุดราวกับว่าเหตุการณ์เมื่อครู่นี้ไม่เกิดขึ้น ซึ่งเื่ราวที่เกิดขึ้นต่อไปนับจากนี้ หนทางจะเป็อย่างไรต่อไป ล้วนเป็หนิงอ้ายเป็ผู้ขีดเขียนขึ้นมาใหม่ทั้งสิ้น เเต่ใครเล่าจะรู้ ในวันข้างหน้าโชคชะตาจะตลกร้ายมากเพียงใด....
.........................
ด้านหลังของหนิงอ้ายพลันปรากฏวงแหวนสีเขียวซ้อนด้านหลังหนึ่งชั้นเปล่งประกายรัศมีโดยรอบตัวหยอกล้อไปกับแสงและเงาที่เล็ดลอดลงมาตามเเนวของใบไผ่ที่เอนลู่ไปตามสายลมพี่พัดมาเบาๆ ในยามสาย ครั้นเมื่อแสงของดวงตะวันนั้นตกกระทบไปยังโดยรอบของวงแหวนิญญาพลันปรากฏเป็ภาพที่มีความงดงามแปลกตาไม่น้อยอีกทั้งยังสามารถผสมผสานเข้ากันกับความรู้สึกอันเเข็งแกร่งได้อย่างน่าประหลาดใจยิ่งนักสำหรับวงแหวนิญญาดังกล่าวนั้นแสดงให้เห็นว่าในตอนนี้ระดับพลังิญญาของหนิงอ้ายสามารถเลื่อนระดับได้สำเร็จเป็ผู้ฝึกตนระดับจักรพรรดิขั้นสามัญเเล้ว ซึ่งนับได้ว่าเป็สิ่งที่น่าใเเละน่ายินดีเป็อย่างมาก
ต้องบอกว่าโดยปกติผู้ฝึกตนนั้นหลังจากที่ทำการปลุกพลังิญญาเเล้วสำเร็จหนทางสำหรับการเพิ่มระดับพลังิญญานั้นมีให้เลือกได้อย่างหลากหลายวิธีอาทิเช่นสามารถเพิ่มระดับได้ด้วยการดูดซับพลังปราณที่อยู่ในฟ้าดินหรือตามหุบเขาเซียนต่างๆ บ้างก็เป็การดูดซับจากแก่นพลังธาตุโดยตรงซึ่งสามารถดูดซับได้ทุกธาตุอยู่เเล้วเนื่องจากร่างกายของผู้ฝึกตนเเต่ละคนนั้นย่อมมีพื้นฐานจากธาตุทั้งสี่ เเต่หาก้าผลลัพธ์ที่รวดเร็วเเละดีที่สุดควรดูดซับแก่นพลังธาตุที่ตนนั้นสามารถใช้ธาตุดังกล่าวได้ อีกทั้งยังรวมไปถึงผลึกอสูรระดับต่างๆ ซึ่งผู้ฝึกตนต่างก็สามารถดูดซับผลึกอสูรเหล่านี้ประสานเข้ากับร่างกายของผู้ฝึกตน นอกจากจะเป็การเพิ่มระดับขั้นพลังิญญาได้เเล้ว ยังสามารถใช้พลังหรือจุดเด่นของอสูรดังกล่าวที่ตนนำมาประสานร่างกายได้เช่นกัน
เเต่เเล้วอย่างไรเล่า...ลิขิตจากฟ้าหรือจะสู้กับมานะตนแม้ว่าจะมีไม่น้อยที่เมื่ออายุครบเจ็ดปีตามกำหนดในการปลุกพลังิญญานั้นจะทำสำเร็จ สามารถเข้าสู่วิถีของผู้ฝึกตนรวมไปถึงสามารถใช้พลังธาตุได้ เเต่หากไม่แสวงหาหนทางความก้าวหน้าของระดับพลังิญญา หากไร้ซึ่งความขยันหมั่นเพียร อุตสาหะ ก็จะอยู่ในระดับพลังิญญาขั้นก่อเกิดเท่านั้นซึ่งในโลกของผู้ฝึกตนหนทางย่อมไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ สำหรับการเป็ที่ยอมรับหาใช่เกิดจากเื่ของฐานะของตระกูลหรือความาุโของอายุเเต่ในโลกของผู้ฝึกตนนั้น ย่อมต่างยอมรับนับถือผู้ที่เเข็งแกร่งเเละมีฝีมือเสียมากกว่า
โดยเฉพาะงานประลองของเเคว้นที่มักจะเกิดขึ้นในทุกสี่ปีกล่าวกันว่าแม้จะมีชาติกำเนิดที่ธรรมดาเเต่หากติดอันดับต้นๆ ในการประลองเเม้ว่าจะมีชาติกำเนิดที่ต่ำต้อย เเต่หลังจากนั้นจะได้รับการยอมรับนับถือไม่ต่างจากตระกูลใหญ่เลยทีเดียว ด้วยเหตุนี้ในการประลองของแคว้นในเเต่ละครั้งย่อมมีผู้คนสนใจเข้าร่วมเป็จำนวนมาก เพราะหวังว่าการเข้าร่วมการประลองเเคว้นของตนนั้นจะสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตให้ไปในทิศทางที่ดีขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่ชนะเป็อันดับหนึ่งของการประลองจะถูกกล่าวขานว่าเป็จ้าวแห่งพรหมยุทธ ซึ่งนอกจากจะเป็ผู้ที่ชนะของการประลองเเล้วนั้นต่างมีอำนาจในมือไม่ต่างกับตระกูลใหญ่หรือราชวงศ์เสียด้วยซ้ำอีกทั้งผู้ชนะทั้งห้าอันดับเเรก สี่คนที่เหลือของการประลองของแคว้นจะถูกเรียกขานว่าเสาหลักของยุทธภพซึ่งมีความสำคัญอย่างถึงที่สุด
อาจจะฟังดูเเล้วว่าหนทางดังกล่าวเพียงเเค่มีกำลังสนับสนุนในเื่ของเงินทองหรือชาติตระกูลต่างก็สามารถก้าวเข้าสู่จุดนั้นได้โดยง่าย ซึ่งความจริงหาเป็เช่นนั้นไม่หลายคนที่เข้าสู่วิถีของผู้ฝึกตน บางคนอาจจะอยู่ในระดับก่อเกิดตลอดชีวิต บ้างอาจจะใช้เวลาในการทุ่มเทฝึกฝนรวมไปถึงดูดซับพลังธาตุต่างๆ เเต่ก็ไม่สามารถเลื่อนเป็ระดับสูงได้ก็มีให้เห็นเช่นกัน เเต่อย่างไรเเล้วสำหรับคนธรรมดาทั่วไปต่างมีคำเรียกเฉพาะของผู้ฝึกตนว่าเป็ชาวยุทธภพเเม้จะไม่ได้มีระดับพลังิญญาที่สูงส่งเเต่ก็ไม่ควรไปมีเื่ด้วยเท่าไหร่นัก
สำหรับหนิงอ้ายนั้นด้วยความที่เริ่มทำการปลุกพลังิญญาเเละเข้าสู่วิถีผู้ฝึกตนเเม้ระยะเวลาจะเพียงแค่หนึ่งปีเท่านั้น เเต่ในตอนนี้ระดับพลังิญญากลับอยู่ในระดับจักรพรรดิขั้นสามัญซึ่งน้อยคนนักที่จะอยู่ในระดับพลังิญญาขั้นนี้ จะมีเพียงเเต่เหล่าบรรดาคุณชายของตระกูลใหญ่ต่างๆรวมไปถึงบรรดาเหล่าเชื้อสายองศ์ชาย เหตุด้วยเพราะทรัพยากรในการเพิ่มระดับิญญานั้นค่อนข้างหายากและมีราคาสูง ดังนั้นผู้ที่มีระดับพลังิญญาสูงๆ นั้นมักจะเป็เหล่าผู้ที่เกิดจากตระกูลใหญ่เสียมากกว่า ถึงเเบบนั้นก็ใช้เวลาอย่างน้อยก็สิบปีขึ้นไปจึงจะอยู่ในระดับพลังขั้นจักรพรรดินี้ได้ซึ่งหากมีคนรู้ว่าตัวเขานั้นใช้เวลาเเค่หนึ่งปีก็สามารถนำตัวเองมายังจุดนี้ได้ ย่อมถูกเรียกขานว่าอัจฉริยะอย่างเเน่นอน
เเต่ในกรณีของหนิงอ้ายนั้นด้วยความที่ตัวเขาเองเป็ผู้ที่ขยันชื่นชอบที่จะเรียนรู้ อีกทั้งยังชอบเอาชนะในเื่ที่ท้าทายเเละมักจะชอบทดสอบขีดจำกัดของตัวเองอยู่เสมอ อีกทั้งยังได้ศึกษาเคล็ดวิชาระดับเซียนซึ่งนั้นคือเคล็ดวิชาสยบอัสนีเมฆาที่เป็เคล็ดวิชาลับประจำตระกูลหวัง เมื่อหนิงอ้ายมีความเข้าใจในรูปแบบการวางรูปแบบของบทเวทย์เเล้วนั้น ตัวเขามักที่จะปรับเปลี่ยนบทเวทย์ต่างๆ ที่ตนมีอยู่ให้ยกระดับเป็บทเวทย์ระดับเซียนทั้งสิ้น
อีกทั้งเวลาว่างๆหนิงอ้ายมักจะคิดค้นบทเวทย์ใหม่อยู่เสมอนอกจากจะมีบทเวทย์ระดับเซียนเนตรเเห่ง์เเล้วนั้นบทเวทย์ระดับเซียนบทที่สองที่ตนพึ่งเขียนได้สำเร็จเมื่อไม่กี่เดือนนานมานี้นั้นคือ บทเวทย์ระดับเซียนทวีจิตะอนันต์ ซึ่งเป็บทเวทย์สำหรับการใช้บทเวทย์พร้อมกันสองบทเวทย์ซึ่งโดยปกตินั้นการใช้พลังเวทย์จะสามารถทำได้เพียงทีละครั้ง ซึ่งเท่ากับว่าหากตัวคนออกบทเวทย์ป้องกันนั้นจะไม่สามารถใช้บทเวทย์ต่อสู้ในขณะเดียวกันได้ เเต่บทเวทย์ที่หนิงอ้ายได้เขียนขึ้นมานี้นอกจากจะทำลายกฏดังกล่าวเเล้ว ยังสามารถนำมาปรับใช้ได้อย่างหลากหลายซึ่งตัวของหนิงอ้ายนั้นมักจะใช้บทเวทย์นี้ในตอนที่ตนนอนหลับนั้นคือการใช้บทเวทย์เนตรเเห่งสรรค์ เพื่อสังเกตความเป็ไปที่เกิดขึ้นรอบตัว อีกทั้งยังทำการดูดซับพลังปราณฟ้าดินด้วยพร้อมกันเพื่อที่ตนจะได้สามารถดูดซับพลังปราณได้ตลอดเวลานั่นเอง
ฟิ้ว! ฟิ้ว! ฟิ้ว!
ชิ้ง! ชิ้ง!
หนิงอ้ายกำลังฝึก เคล็ดวิชากระบี่สักกะดาราราย ให้มีความคล่องมือให้มากที่สุดซึ่งเป็อีกเคล็ดวิชาลับของตระกูลหวังที่มีความซับซ้อนของการออกกระบวนท่ารวมไปถึงต้องมีการแฝงพลังปราณธาตุลงไปในกระบี่ยามที่ใช้เคล็ดวิชานี้ให้พอดีไม่มากเกินไปและไม่น้อยจนเกินไปซึ่งก็เป็เคล็ดวิชาระดับเซียนเช่นกัน
เคล็ดวิชากระบี่สักกะดารารายนั้นเเบ่งออกเป็ทั้งหมดสามระดับคือ ขั้นต้น ขั้นกลางเเละขั้นสูงซึ่งหนิงอ้ายสามารถออกกระบวนท่าของเคล็ดวิชากระบี่สักกะดารารายนี้ได้เพียงขั้นต้นเท่านั้นยามที่เขาออกท่าทางฝึกฝนกระบวนท่าเคล็ดวิชาดังกล่าวยังขาดความพริ้วไหวและความเด็ดขาดเหมือนกับว่าในตอนนี้นั้นหนิงอ้ายยังไม่สามารถเเสดงอานุภาพของเคล็ดวิชาดังกล่าวนี้ได้ตามที่ควรจะเป็
อีกทั้งเคล็ดวิชากระบี่สักกะดารารายนั้นขึ้นชื่อในเื่ของความรวดเร็วที่พริ้วไหวดั่งสายลมตลอดจนไปถึงสามารถดึงพลังิญญาของคู่ต่อสู้เข้ามาเสริมความแข็งแกร่งให้มากขึ้นหลายเท่า กล่าวได้ว่าในระหว่างการประลองในสนามหรือยามต่อสู้หากยิ่งทำการใช้เคล็ดวิชากระบี่ดารายนี้ได้นานเท่าใดย่อมได้เปรียบคู่ต่อสู้เเละสามารถเป็ผู้ชนะได้มากขึ้นเท่านั้น หนิงอ้ายรู้ดีว่าในตอนนี้ร่างกายของเขายังไม่เเข็งเเรงมากนักหากเทียบกับร่างเดิมในโลกเก่าของตนสำหรับตัวเขานั้นที่เสพติดความสมบูรณ์เเบบยิ่งว่าสิ่งอื่นใดเเล้วเขาไม่มีทางถอดใจยอมเเพ้จนจะทำได้สำเร็จ
ดังนั้นเด็กหนุ่มจึงตัดสินใจฝึกกระบวนท่าเคล็ดวิชากระบี่สักกะดารารายนี้อีกครั้ง หนิงอ้ายยกกิ่งไผ่เตรียมขึ้นมารวบรวมสมาธินึกถึงเคล็ดวิชานี้เเล้วจึงออกกระบวนท่าของกระบี่ออกมาอย่างคล่องเเคล่วอีกทั้งขยับตัวตวัดกิ่งไม้ไผ่ในมือให้เเน่นมากยิ่งขึ้นโดยครั้งนี้นั้นเขาสามารถร่ายรำกระบวนท่านี้ได้ไม่ติดขัดเป็ที่น่าพอใจไม่น้อยหลังจากออกกระบวนท่าของเคล็ดวิชากระบี่ดารารายนี้ไปราวๆ ประมาณสองเค่อจึงออกครบจบทุกกระบวนท่าวิชาเมื่อหนิงอ้ายนั้นร่ายรำกระบวนท่าดังกล่าวนี้เสร็จสิ้นจึงได้รับเสียงปรบมือจากลู่ซีที่ดังขึ้นจากด้านหลังของเขา
''เ้าสนใจเรียนรู้จากข้าด้วยเลยไหมเล่าลู่ซีข้าว่าเป็เคล็ดวิชากระบี่ที่สามารถสร้างข้อได้เปรียบจากศัตรูมากเลยนะ...''หนิงอ้ายเอ่ยถามลู่ซีอีกครั้ง เนื่องจากตนเห็นว่าเคล็ดวิชานี้ค่อนข้างมีประโยชน์เเละสามารถนำมาปรับใช้ได้อย่างหลากหลาย
''ไม่กล้าหรอกขอรับคุณชายเคล็ดวิชานี้เป็สิ่งที่สืบทอดจากตระกูลหวัง...ข้าไม่เหมาะสมคู่ควรที่จะเรียนรู้หรอกขอรับ''ลู่ซีเอ่ยตอบอีกครั้ง เนื่องจากตนมองว่าเคล็ดวิชากระบี่สักกะดารารายนั้นเป็เคล็ดวิชากระบี่ซึ่งถูกส่งต่อแก่ผู้สืบทอดตระกูลหวังเท่านั้นอีกทั้งตนมีเคล็ดวิชากระบี่ที่คุ้นมือเเล้วจึงมองว่าไม่จำเป็ต้องเรียนรู้เคล็ดวิชากระบี่อื่นเพิ่มเติมอีก
''เ้านี่นะเคล็ดวิชาเหล่านี้ล้วนเเต่มีประโยชน์ยิ่งเรียนรู้เคล็ดวิชาเหล่านี้มากเท่าไหร่ก็สามารถนำมาปรับใช้ให้เป็เฉพาะของตนเอง''
''เช่นนั้นเเล้วเ้าอย่าลืมคัดลอกเคล็ดวิชากระบี่ที่เ้าใช้มาเป็ประจำให้ข้าละกัน...ข้าจะได้ยกระดับให้เป็เคล็ดวิชาระดับเซียนให้เ้า''หนิงอ้ายรู้ดีว่าลู่ซีนั้นมักจะเป็คนที่ค่อนข้างขี้เกรงใจอยู่ไม่น้อยเเต่เขาก็เข้าใจได้ว่าในโลกนี้นั้นนายกับบ่าวต่างมีเส้นเเบ่งที่ชัดเจนถึงเเม้ว่าตัวเขานั้นจะมองว่าลู่ซีเป็ดั่งสหายสนิทเเต่ทุกสิ่งอย่างที่เกิดขึ้นในเรือนเล็กนี้ต่างมีผู้พบเห็นไม่น้อยเเม้ว่าจะอยู่ด้วยความเคารพมากเพียงใดก็ไม่อาจพ้นคำนินทาได้อย่างเเน่นอน
''ตอนนี้เจียวซิ่นเป็อย่างไรบ้างขอรับหลังจากกินร่างไร้ิญญาของพวกนักฆ่าเมื่อคืนที่ผ่านมามีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นไหมขอรับ??''ลู่ซีเอ่ยถามขึ้นด้วยความเป็ห่วงจริงอยู่ที่ว่าสัตว์อสูรของคุณชายนั้นจะกินซากสัตว์อสูรเพื่อยกระดับพลังิญญาเเต่กับร่างของผู้ฝึกตนนั้นทั้งตนเเละคุณชายต่างไม่เเน่ใจเท่าใดนักว่าจะเกิดผลดีหรือผลเสียต่อมันเท่าใดเมื่อคิดอย่างนี้เขาจึงเป็กังวลใจไม่น้อย
''ในตอนเช้าข้าลองเรียกเเล้วเเต่เจียวซิ่นไม่มีการตอบกลับมาสงสัยน่าจะต้องใช้เวลาในการปรับสมดุลอยู่ไม่น้อยเพราะเหล่าบรรดาร่างไร้ิญญาของนักฆ่าเ่าั้ต่างมีระดับสูงไม่น้อยเลยทีเดียว''หนิงอ้ายเอ่ยตอบกลับลู่ซีไปถึงเเม้ตนจะเป็กังวลไม่น้อยเเต่เชื่อว่าการกระทำดังกล่าวย่อมส่งผลดีเเก่เจียวซิ่นมากกว่าผลเสียอีกทั้งเขาเองก็คิดว่าหากสามารถดูดซับพลังปราณจากร่างของสัตว์อสูรได้ สำหรับศพของผู้ฝึกตนก็คงให้ผลลัพธ์ที่ไม่เเตกต่างกันเอาเป็ว่าเขาจะคอยตรวจสอบอยู่เรื่อยๆเพื่อความสบายใจอีกทีเเล้วกัน...