บ่อน้ำที่จำชื่อคนตายและชายหนุ่มที่ลงไปแล้วขึ้นมาพร้อมกับสิ่งที่ไม่ได้ตามมา
หรือวันที่พู่กันหนึ่งอันเขียนคำร้องให้คนที่ไม่มีปากและชายผู้ไม่เชื่อในสิ่งที่มองไม่เห็นได้ยินสิ่งที่เขาไม่ควรได้ยิน
"มีคำบางคำที่ต้องใช้ปากคนอื่นพูดมีเื่บางเื่ที่ต้องใช้มือคนอื่นเขียน และมีชีวิตบางชีวิตที่ต้องรอคนอื่นมาจำก่อนที่มันจะได้รับอนุญาตให้จากไปได้
พู่กันหนึ่งอัน หมึกหนึ่งหยด ไม่ใช่เื่ของความสามารถแต่เป็เื่ของใจ ที่ยังเปิดรับแม้เวลาโลกบอกว่าอย่า"
ใบไม้ผลิแห่งการเริ่มต้น [The Originated Spring]
เราเป็ผู้เขียน เธอเป็ผู้ร้องก็ล้วนแล้วแต่เป็ทำนองที่กลั่นกรองด้วยรัก
หมู่บ้านเสี่ยวหยุนในฤดูที่หมอกหนาเกินกว่าจะเห็นเส้นทาง
หมู่บ้านเสี่ยวหยุนรุ่งสางของวันที่สามเดือนที่สี่
หมอกในตอนเช้าของเสี่ยวหยุนนั้นไม่เหมือนหมอกที่ไหนในโลก
ไม่ใช่หมอกที่บางและจางเมื่อแสงมาแต่เป็หมอกที่นั่งทับอยู่กับทุ่งนาราวกับว่าตัวมันเองก็เหนื่อยล้าและ้าพักผ่อนห่มคลุมต้นข้าวที่ยังอ่อน ปิดบังทางเดินจิ้นจิ้นหลี่ที่ตัดผ่านหมู่บ้านและทำให้ควันจากครัวที่เริ่มลอยขึ้นในตอนสี่โมงเช้านั้นดูเหมือนเส้นเงินที่ใครสักคนวาดขึ้นไปบนผืนผ้าไหมสีเทา
เป็หมอกที่คนเสี่ยวหยุนรู้จักดี เรียกว่า หมอกหลงทาง (迷霧 — หมีหวู่)
เพราะมันไม่รู้ว่าตัวเอง้าไปไหนแค่นั่งอยู่ที่นั่น
"เหมือนกับคนบางคนในหมู่บ้าน"
ซูจื่ออัน ตื่นขึ้นก่อนไก่ขัน
นั่นไม่ใช่เื่แปลกเขาตื่นก่อนไก่ขันมาั้แ่อายุสิบห้าั้แ่คืนที่ออกมาจากบ่อน้ำวัดเก่าด้วยร่างกายที่เปียกชุ่มและหัวใจที่เต็มไปด้วยเสียงที่ไม่มีที่มา
เขานอนอยู่บนเสื่อฟางในห้องเล็กๆของบ้านไม้สองชั้นที่เขียวขึ้นเป็สีน้ำตาลแล้วั้แ่ตรงไหนก็ไม่รู้หลังคามุงด้วยหญ้าคาที่ซ่อมแซมหลายต่อหลายครั้งจนดูเหมือนผ้าปะมีรอยรั่วตรงมุมซ้ายที่เขาแก้ไม่ได้คนเดียวและวางกะละมังดักน้ำไว้แทน
ข้างๆ เสื่อ พู่กันสี่อัน หมึกแท่งหนึ่งกระดาษม้วนเก็บในกระบอกไม้ไผ่และหนังสือบันทึกเล่มหนาที่ปกหนังวัวเก่าซีดจนอ่านชื่อแทบไม่ออก
ซูจื่ออันเอื้อมมือออกไปหยิบพู่กันอันแรกโดยยังไม่ลืมตาสนิทดี
เขาจับมันในแบบที่คนจับสิ่งที่รู้สึกว่าปลอดภัย
รูปร่างของซูจื่ออันนั้นไม่ตรงกับสิ่งที่ชาวบ้านเรียกว่า"บัณฑิต"
เขาสูงพอสมควร แม้จะเติบโตมาด้วยการช่วยแม่แบกผ้าไปตลาดแต่หุ่นก็ยังบางสมส่วนมีกล้ามเนื้อพองามแม้ตลอดชีวิตจะนั่งทำงานกลางแจ้งบ่อยครั้งแต่ผิวก็ขาวซีดคล้ายร่างที่ตายแล้ว ชุดผ้าสีขาวซีดเฝื่อนๆไม่ใหม่ที่มักมัดหลวมๆ ด้วยเชือกที่หักเป็ชิ้นเล็กชิ้นน้อยแล้วต่อกันไปดวงตาสีน้ำตาลอ่อนที่เมื่อมองใครก็มองตรงๆในแบบที่คนที่ไม่เคยเรียนมารยาทราชสำนักจะมอง
ไม่ใช่หล่อแบบที่ทำให้คนหัวใจหยุด แต่หล่อน่ารักแบบที่ทำให้คนรู้สึกว่าอยู่กับคนนี้แล้วสบายใจไม่มีพิษมีภัยและหน้าตายังเด็กนัก
ซึ่งในชีวิตจริงนั้น ดีกว่ามาก
เขาลุกขึ้น พับเสื่อ เปิดหน้าต่างไม้บาน
หมอกลอยเข้ามาทันที เย็นและชื้น
"วันนี้มีคน้าจดหมายห้าฉบับ" เขาพูดกับตัวเองเบาๆ นับนิ้ว "ชายแก่เฉินกง้าส่งข่าวไปหาลูกชายในเมืองหญิงสาวหลินเหมย้าเขียนหนังสือหย่ากับสามี ท่านเฒ่าอู่้าทำพินัยกรรมและ—"
เขาหยุด
มองออกไปที่หมอก
"และมีอีกคนที่ไม่ใช่คนเป็ที่รอมาสองวันแล้ว"
ก่อนลงไปข้างล่างเขาหยิบหนังสือบันทึกขึ้นมาเปิด
หน้าล่าสุดที่เขียนเมื่อคืนตัวอักษรที่เรียงกันอย่างงดงาม สวยกว่าที่คนในหมู่บ้านนี้ควรจะเขียนได้ราวกับว่ามีสิ่งหนึ่งในมือเขาที่รู้ว่าตัวอักษรแต่ละตัวมีน้ำหนักเท่าไหร่
"คืนนี้ มีเสียงมา พูดว่ารอมาสองวันแล้วรอไม่ได้แล้ว บอกชื่อว่าจ้าวอาเหลียน ตายเมื่อสามปีก่อนาแยังไม่ได้รับการชำระ"
ซูจื่ออันปิดสมุด วางพู่กันลงในกล่องไม้ไผ่
"ข้ารู้แล้ว" เขาพูดกับอากาศเสียงที่สงบราวกับพูดกับคนที่นั่งอยู่ตรงหน้า "วันนี้จะไปหาข้าวเช้าก่อนแล้วจะฟัง"
ในมุมห้อง อากาศหนาวขึ้นเล็กน้อย
ตลาดเช้าและสิ่งที่ขายไม่ได้
ตลาดเช้าเสี่ยวหยุน สี่โมงเช้า
ตลาดเช้าของเสี่ยวหยุนนั้นไม่ใหญ่ แต่มีชีวิต
แผงผักที่เรียงกันสองแถว ผักตามฤดูกาลผักกาดขาว บวบ ฟักทองส้มสุก ถั่วฝักยาวที่ยาวจนต้องม้วนหัวไชเท้าที่ใหญ่เกินหน้าเด็ก กองขิงที่กลิ่นฉุนลอยไปถึงปลายตลาด
แผงปลาจากแม่น้ำเฉิงเหอที่อยู่ห่างออกไปสองลี้ปลาตะเพียน ปลาช่อน กุ้งฝอยที่ยังเขียวกระดิกหนวด
แผงขนมจีบทอดและเต้าหูทอดของป้าหวังที่จัดขึ้นจากตระกร้าไม้ไผ่สองอย่างนั้นคือสิ่งที่ซูจื่ออันซื้อทุกเช้าเป็ค่าตอบแทนที่ป้าหวังให้เขาเขียนจดหมายฟรีสองฉบับต่อเดือน
"อันอัน!" ป้าหวังเห็นก่อนใครเสียงดังข้ามตลาด "มาแล้ว วันนี้มีขนมจีบสูตรใหม่นะ ใส่เห็ดหูหนูด้วย ลองดู!"
"ขอบคุณป้าขอรับ" นิ้วเรียวยาวผิดกับคนที่ทำงานหนักมาตลอดของซูจื่ออันรับห่อกระดาษน้ำมันที่ยังร้อนอยู่ยิ้ม
ยิ้มที่ทำให้มุมตาหยักขึ้นในแบบที่หลายคนในตลาดมองตามโดยไม่รู้ตัว
เขาเดินต่อ หยุดที่แผงผัก
"สวัสดีขอรับอาเฉิน" เขาพูดกับชายอายุห้าสิบที่นั่งพักข้างแผง
"อันอัน" ชายชราพยักหน้า "วันนี้ว่างไหมลูกข้าจะส่งจดหมายกลับบ้าน อยู่ในเมืองหยุนเฉิง ต้องใช้สำนวนดีๆ หน่อยเขียนว่าจะกลับบ้านเชงเม้ง เพื่อบอกให้ข้าทำข้าวมากๆ"
"ได้ขอรับ บ่ายนี้มาได้เลย"
"แล้วราคา—"
"ฟักทองหนึ่งลูกก็พอ" ซูจื่ออันพูดชี้ไปที่ฟักทองสีส้มลูกงามที่วางอยู่ข้างหน้า
อาเฉินยิ้ม หยิบฟักทองส่งให้
ซูจื่ออันเดินกลับบ้านพร้อมขนมจีบ เต้าหูทอดฟักทอง และถุงขิงที่ป้าหวังแถมมาให้ เพราะ "เดี๋ยวหน้าฝนมาอย่าลืมต้มขิงกินด้วยนะเจ็บป่วยแล้วใครจะเขียนจดหมายให้ทุกคน"
เขาเดินผ่านต้นไทรแก่ที่ขึ้นอยู่กลางหมู่บ้านรากที่หย้อยลงมาเป็ม่านบางๆ ใบที่เขียวเข้มและเงาในแสงเช้า
บนรากต้นไทรต้นนั้นมีเด็กผู้หญิงอายุประมาณแปดขวบนั่งอยู่ ชุดขาวที่ซีดจนไม่มีสีแล้วเท้าที่แกว่งไปมาไม่ถึงพื้น ดวงตาที่มองมาที่ซูจื่ออัน
ซูจื่ออันยิ้มให้เธอ
"สวัสดีน้องหลิน" เขาพูดเบาๆ "วันนี้เร็วมากเลย"
เด็กหญิงไม่พูดแค่มองเขาด้วยดวงตาที่ใสแต่เปล่า ในแบบที่ดวงตาของคนเป็ไม่เปล่าแบบนั้น
"รอก่อนนะ กินข้าวก่อนแล้วจะมาคุย"
เด็กหญิงพยักหน้า
ใบไทรสะบัดเบาๆ ทั้งที่ไม่มีลม
ชาวบ้านที่เดินผ่านต้นไทรในตอนนั้นไม่เห็นอะไรแค่เห็นซูจื่ออันพูดกับตัวเองและยิ้มให้อากาศ ซึ่งทุกคนชินแล้ว
"อันอันพูดกับผีอีกแล้ว" ลุงเว่ยที่เดินตามหลังพึมพำ "เด็กคนนั้นแปลก"
"ก็เขาเป็แบบนั้นมาั้แ่ตกบ่อ" ป้าเหมาตอบ "แต่จิตใจดีนะจดหมายเขียนดีด้วย ลูกสาวข้าได้สามีดีก็เพราะอันอันเขียนจดหมายสารภาพรักให้เลยนะ"
"นั่นก็จริง"
ิญญาที่รอมาสามปีและจดหมายที่ไม่มีคนรับ
บ้านของซูจื่ออัน หลังอาหารเช้า
หลังกินขนมจีบหมดครึ่งห่อ เต้าหูทอดหมดสามชิ้นและวางฟักทองไว้บนโต๊ะเพื่อทำแกงในตอนเย็น
ซูจื่ออันหยิบพู่กันขึ้น เปิดสมุดบันทึกใหม่วางกระดาษสองแผ่นไว้ข้างหน้า
"ตอนนี้ฟังแล้ว" เขาพูด เสียงที่สงบ "ชื่อจ้าวอาเหลียนใช่ไหมบอกได้เลย ข้าจดทุกอย่าง"
อากาศในห้องเย็นลง
แล้วมีเสียง ไม่ใช่เสียงที่หูได้ยินแต่เป็สิ่งที่ซูจื่ออันรู้สึกได้ในส่วนที่ลึกที่สุดของศีรษะเหมือนเสียงที่ผ่านน้ำมา เหมือนเสียงที่กรองผ่านอะไรบางอย่างหลายชั้นก่อนจะถึงเขา
"สามปี...รอมาสามปีแล้ว..."
ซูจื่ออันเขียน
เื่ที่ออกมาทีละชิ้นทีละตอนนั้นไม่ซับซ้อนแต่หนักพอที่จะกดคนคนหนึ่งให้ค้างอยู่ไม่ยอมไป
จ้าวอาเหลียนหญิงอายุยี่สิบสามที่แต่งงานกับลูกชายเ้าของโรงสีหลี่ หลีต้าจ้างชายที่หน้าตาดีแต่ใจต่ำกว่าก้นบ่อ เธอตายจากอุบัติเหตุ "พลัดตกบ่อน้ำ"เมื่อสามปีก่อน แต่ไม่มีใครรู้ว่าเธอถูกผลักลงไป และไม่มีใครจะรู้เพราะพยานคนเดียวคือแมวของเธอที่หายไปในคืนเดียวกัน
สามปีที่ผ่านมาหลีต้าจ้างแต่งงานใหม่ได้ภรรยาคนที่สองที่รวยกว่า ร้านค้าโรงสีเจริญขึ้นและไม่มีใครสนใจว่าหญิงสาวคนหนึ่งตายอย่างไร
"ท่าน้าอะไร" ซูจื่ออันถามเมื่อฟังจบเสียงที่นุ่มและตรง "้าให้ใครรู้ความจริง หรือ้าแค่ให้มีคนฟัง"
ความเงียบ
"อยากให้คนรู้ เขา...เขายังมีชีวิตอยู่ยังสบายดี ไม่ยุติธรรม"
ซูจื่ออันหยุดเขียน
นั่งนิ่งสักพักหนึ่งด้วยใบหน้าที่สงบแต่ดวงตาที่หนักลงเล็กน้อย
"ได้" เขาพูด "ข้าจะไปหาเ้าหน้าที่"
ผลที่ได้จากการไปหาเ้าหน้าที่นั้นคาดเดาได้
ซูจื่ออันเดินกลับบ้านพร้อมรอยแดงที่แขนข้างซ้ายจากการที่เ้าหน้าที่คว้าและลากออกมาก้าวเดินที่ช้าลงเล็กน้อย และกระดาษที่เขาเขียนไว้ทั้งหมดที่ถูกขยำทิ้งต่อหน้าเขา
"ไปบอกว่าหลี่ต้าจ้างฆ่าภรรยา?" เ้าหน้าที่หัวเราะ "แล้วพยานคือใคร ิญญาเหรอ ไอ้เด็กบ้า!"
ซูจื่ออันเก็บกระดาษขึ้นมาจากพื้นแผ่นที่ยับแล้วสี่แผ่น
ออกมาข้างนอก ยืนอยู่กลางแดดบ่ายที่ร้อน
ถอนหายใจ
"ต้องหาวิธีอื่น" เขาพูดกับอากาศเบาๆ "อดทนอีกหน่อยนะ"
วันที่สาม และชายที่เดินทางผ่าน
หน้าคุกเมืองเล็กติดหมู่บ้าน บ่ายวันที่สาม
เื่ของลูกชายป้าเจิ้งนั้นอื้อฉาวกว่า
เจิ้งต้าหนิง อายุยี่สิบถูกจับในข้อหาฆ่าเ้าของที่ดิน โฮ่วฝ่าหลิน ที่พบศพในยุ้งข้าวของเขาเองหลักฐานคือรอยเืบนรองเท้าเจิ้งต้าหนิงและการที่เขาอยู่ในละแวกนั้นในคืนเกิดเหตุ
ิญญาที่มาหาซูจื่ออันเมื่อคืนก่อนไม่ใช่ิญญาของผู้ตายแต่เป็ิญญาของ แม่เจิ้งต้าหนิง ที่ตายจากอาการหัวใจวายสองวันหลังจากได้ยินข่าวว่าลูกชายถูกจับ
เธอบอกทุกอย่างที่รู้
ว่าคืนนั้นลูกชายเธอไม่ได้อยู่ในละแวกที่ว่าเขาอยู่ที่บ้านป้าเมิ่งซึ่งป่วยหนัก เขาไปช่วยดูแลเพราะป้าเมิ่งไม่มีลูกเขาอยู่ที่นั่นทั้งคืน มีพยาน
แต่ป้าเมิ่งเองก็ป่วยหนักและตอบคำถามไม่ได้และรอยเืบนรองเท้านั้นก็จริงเพียงแต่เป็เืไก่ที่เจิ้งต้าหนิงเชือดเพื่อทำซุปให้ป้าเมิ่ง
"สามวัน" ิญญาแม่เจิ้งบอก "อีกสามวันจะตัดสินช่วยลูกข้าด้วย"
ดังนั้นซูจื่ออันจึงพบตัวเองยืนอยู่หน้าคุกเมืองเล็กในตอนบ่ายถือกระดาษม้วนสี่แผ่น พยายามพูดกับยามที่ประตูว่าเขามีหลักฐาน
"หลักฐานคือิญญา" ยามพูด
"ใช่ขอรับแม่ของเจิ้งต้าหนิงบอกว่า—"
"ออกไป"
"แต่ถ้าฟังก่อนแค่—"
"ออกไปก่อนข้า0tเอาไม้ตี!"
ซูจื่ออันถูกผลักออกมาสะดุดขั้นบันไดสูงหน้าคุก หกล้มไปกองบนจิ้นจิ้นหลี่ กระดาษกระเด็น
เขานั่งอยู่อย่างนั้น เก็บกระดาษทีละแผ่น
ไม่โกรธแต่ใบหน้าที่ปกติยิ้มง่ายนั้นหนักลงเล็กน้อย
"ต้องมีวิธีอื่น" เขาพูดกับตัวเอง หยิบพู่กันขึ้นมาเปิดสมุดบันทึก เริ่มเขียนทบทวนหลักฐานทุกอย่างที่มีั้แ่ต้น
"เอกสารนั้น"
เสียงมาจากด้านหลัง เย็น ตรง ไม่มีอารมณ์แต่ดังพอที่จะทำให้ซูจื่ออันยกหัวขึ้น
ชายยืนอยู่บนถนนดินข้างๆ คุกแต่งกายด้วยชุดเทาเข้มเรียบง่ายที่ดูธรรมดาแต่ผ้าไม่ธรรมดา มีดาบสั้นแขวนที่เอว ข้ามัดสูงด้วยสายผ้าสีดำ
ใบหน้าที่คมและเย็น ดวงตาสีดำเข้มที่มองลงมาที่ซูจื่ออันในแบบที่คนประเมินสิ่งต่างๆมอง
ซูจื่ออันยังนั่งอยู่บนพื้นดิน มองขึ้นไป
"ฮ่ะ" เขาตอบ
"ให้ข้าดู"
ซูจื่ออันมองชายแปลกหน้าสักพักด้วยดวงตาที่ตรงและไม่กลัว
ในชีวิตยี่สิบสองปีที่ผ่านมาเขาพบกับิญญาหลายสิบดวง บางตัวน่ากลัวกว่าชายคนนี้มาก
เขาลุกขึ้น ปัดดินออกจากกางเกง ยื่นกระดาษให้
"ช้าชื่อซูจื่ออัน" เขาพูด "เขียนจดหมายและบันทึกเื่ราวให้ชาวบ้าน"
ชายแปลกหน้ารับกระดาษไปอ่าน ไม่บอกชื่อตัวเอง
ซูจื่ออันก็ไม่ถาม
หลิงซั่ว อ่านกระดาษสี่แผ่นในเวลาสั้นมาก
เขาเดินทางผ่านเสี่ยวหยุนในฐานะ"พ่อค้าผ้าจากเมืองหยุนเฉิง"ซึ่งเป็ตำแหน่งที่สะดวกสำหรับคนที่ไม่้าให้ใครรู้ว่าเขาคือใคร
คดีโฮ่วฝ่าหลินไม่ใช่เป้าหมายที่เขามาเสี่ยวหยุนแต่เขาเห็นชายหนุ่มนั่งอยู่บนดินหน้าคุกกับกระดาษกระจัดกระจายใบหน้าที่ไม่โกรธแต่นั่งคิดเปิดสมุดบันทึกและเขียนต่อราวกับว่าการล้มไม่ใช่เื่สำคัญ
ทำให้เขาชะลอก้าวลงโดยไม่รู้ตัว
กระดาษที่อ่านอยู่ตอนนี้สรุปรายละเอียดของคดีอย่างชัดเจน ระบุเส้นทางพิสูจน์ความบริสุทธิ์เป็สามทางมีคำถามที่ตั้งไว้แปดข้อที่แต่ละข้อตรงจุด
เขียนโดยคนที่ไม่ได้เรียนกฎหมายแต่คิดชัดเจนกว่าเ้าหน้าที่ครึ่งหนึ่งที่เขาเคยทำงานด้วย
"คนแปลก"
"พยานที่ว่าคือป้าเมิ่งยืนยันได้ไหม" หลิงซั่วถาม
"ป้าเมิ่งป่วยหนัก พูดไม่ออกแต่ถ้าถามในแบบที่พยักหน้าได้ก็น่าจะยืนยันได้" ซูจื่ออันตอบ "และรองเท้าที่มีรอยเืถ้าตรวจดูดีๆ จะรู้ว่าเป็เืไก่ไม่ใช่เืคนริ้วเืไก่ต่างจากเืคนตรงที่—"
"ข้ารู้" หลิงซั่วพูดตัด
ซูจื่ออันหุบปาก
"แล้วทำไมถึงไม่พูดั้แ่แรกว่าเป็เืไก่" หลิงซั่วถาม
"พูด แต่ไม่มีใครฟัง" ซูจื่ออันพูดตรง ไม่มีความแค้นแค่เป็ความจริง
หลิงซั่วพับกระดาษคืนให้ คิดอยู่สักพัก
คดีนี้ไม่ใช่หน้าที่ของเขา
เขามีธุระที่เสี่ยวหยุนอย่างอื่นไม่ใช่เื่นี้
แต่มีบางอย่างในรายละเอียดที่ซูจื่ออันเขียนไว้ที่ทำให้เขารู้สึกว่าถ้าไม่จัดการ คนผิดคนหนึ่งจะรอดและคนถูกคนหนึ่งจะตาย และเขาอยู่ตรงนี้พอดี
"สามวัน" เขาพูด
"ฮ่ะ"
"พาข้าไปหาป้าเมิ่ง"
ซูจื่ออันมองเขาสักพัก
"ท่าน ได้โปรดช่วยด้วย" เขาพูด เสียงที่ตรงและไม่แต่งเติม
"ยังไม่รู้ว่าจะช่วยหรือเปล่า" หลิงซั่วพูด "ไปดูก่อน"
ซูจื่ออันพยักหน้า เก็บสมุดบันทึกเดินไปข้างหน้า
หลิงซั่วเดินตาม
ห่างออกไปสามก้าวในแบบของคนที่ยังไม่ตัดสินใจว่ากำลังไปกับใครหรือแค่เดินทิศทางเดียวกัน
"หลอกตัวเอง" เขาคิดในใจ แต่ไม่เปลี่ยนก้าวเดิน
ป้าเมิ่ง รอยเืไก่ และคืนที่หนาวผิดฤดู
บ้านป้าเมิ่ง เย็นวันเดียวกัน
ป้าเมิ่งอายุเจ็ดสิบนอนอยู่บนเตียงไม้ที่ขาสั้นมาก หน้าต่างในห้องไม่มีผ้าม่านมีแค่กระดาษสาที่ขึงไว้ซีดจนแสงบ่ายลอดผ่านได้
หลิงซั่วเข้าไปในห้อง ตรวจสอบทุกอย่างโดยไม่พูดสายตาที่วิ่งรับข้อมูลอย่างเป็ระบบ
ซูจื่ออันยืนอยู่ที่ประตู ไม่เข้าไปก่อน รอ
"ถามได้" หลิงซั่วพูด
ซูจื่ออันเดินเข้าไป นั่งลงข้างเตียงเอาท่าทางที่นุ่มลง ไม่ใช่การแกล้งทำแต่เป็การปรับตัวเองให้อยู่ในระดับเดียวกับหญิงชรา
"ป้าเมิ่ง" เขาพูดเบา "ข้าชื่อซูจื่ออันลูกชายของป้าเจิ้งที่ป้ารู้จัก เจิ้งต้าหนิงน่ะ ตอนนี้เขามีปัญหา ป้ารู้ไหม"
ป้าเมิ่งขยับเบาๆ
ดวงตาที่เปิดออกมาขุ่นมัวแต่ยังมีความรู้สึก
"ป้าพยักหน้าหรือส่ายหัวได้ไหมขอรับไม่ต้องพูด"
พยักหน้าช้าๆ
ซูจื่ออันถามสามคำถาม ป้าเมิ่งพยักหน้าทุกครั้ง
หลิงซั่วเก็บทุกอย่างลงในหัวโดยไม่เขียน
หลิงซั่วออกจากบ้านป้าเมิ่งก่อน ยืนอยู่ข้างนอกมองทิวฟ้าสีส้มที่เริ่มเข้มขึ้น
ซูจื่ออันออกมา ยืนข้างๆ
"ป้าเขาจะเป็พยานได้ไหม" เขาถาม
"ไม่ในสภาพนี้" หลิงซั่วพูด "แต่ข้าไม่้าพยาน้าหลักฐาน"
"รองเท้าน่ะ ถ้าตรวจสอบ—"
"รู้แล้ว" หลิงซั่วพูด "พรุ่งนี้เช้าข้าจัดการ"
"ท่านทำได้ยังไงท่านไม่ใช่เ้าหน้าที่—"
"ข้ามีเื่ส่วนตัวของตัวเอง" หลิงซั่วพูดตัด ไม่อธิบายเพิ่ม
ซูจื่ออันพยักหน้า ไม่ถามต่อ
ซึ่งทำให้หลิงซั่วแปลกใจเล็กน้อยคนส่วนใหญ่จะถามต่อ
"ท่านจะกินข้าวเย็นที่ไหน" ซูจื่ออันถามแทน เสียงที่เรียบ
"ที่โรงเตี้ยม"
"โรงเตี้ยมในเสี่ยวหยุนอาหารไม่ดี" ซูจื่ออันพูดตรง ไม่โกหก "ถ้าไม่รังเกียจข้าทำข้าวได้ มีฟักทองที่ได้มาในตอนเช้าพอดี ต้มกับกระดูกหมูน่าจะดี"
หลิงซั่วมองเขา
สายตาที่อ่านคนออก
ชายตรงหน้าไม่ได้ขอบคุณไม่ได้พยายามสร้างความสัมพันธ์ ไม่ได้้าอะไรเป็พิเศษ แค่รู้ว่าอาหารโรงเตี้ยมในหมู่บ้านเล็กๆอย่างนี้ไม่ดีและบอกตรงๆ
"ได้" หลิงซั่วพูด สั้นๆ
"บ้านข้าอยู่ตรงถนนจิ้นจิ้นหลี่ต้นไทรใหญ่ บ้านไม้สองชั้น หลังคาหญ้าคา ไม่ต้องขอบคุณ ข้าทำข้าวสองที่อยู่แล้วทำสามที่ก็ไม่ต่างกัน"
ซูจื่ออันเดินไปก่อน
หลิงซั่วยืนอยู่สักพัก ก่อนจะเดินตาม
"คนแปลกอะไรแบบนี้" เขาคิดในใจแต่ยังเดินตาม
"พู่กันหนึ่งอันเขียนชื่อคนตายเพื่อให้ชื่อนั้นไม่ถูกลืม
มีดหนึ่งเล่มตัดเชือกที่มัดคนผิด เพื่อให้ความจริงออกมา
ทั้งสองสิ่งนั้นทำงานต่างกัน แต่ไปในทิศเดียวกัน
และในเช้าวันหนึ่งที่หมอกหนาจนมองไม่เห็นสองคนที่ไม่รู้จักกันเดินมาอยู่ในแสงเดียวกัน โดยไม่มีใครตั้งใจ แต่ก็ไม่มีใครเดินหนี"
"ผู้ที่ถือพู่กันไม่จำเป็ต้องรู้ว่าเขียนเพื่ออะไร ผู้ที่ร้องเพลงไม่จำเป็ต้องรู้ว่าร้องเพื่อใคร แค่ลงพู่กัน แค่เปิดปาก ฤดูใบไม้ผลิก็มาเอง"
..สุสาส์นราคะ..