ตอนที่100
โดนหาเรื่อง
หลังจากได้รู้เรื่องสหายของสำนักไป๋เหอทำเพียงปล่อยวางในเมื่อเข้ามาแล้วย่อมรับผลนั้น ตอนนี้เขาอาศัยอยู่ในกระท่อมหลังเล็กๆพื้นที่ภายในไม่ได้ใหญ่มากพอจะเป็นที่นอนและมีพื้นที่ใช้สอยนิดเดียว
“ข้าไม่รู้ว่าการจะมาอยู่ที่นี่จะส่งผลให้ข้ามีความเติบโตได้สูงเท่าไหร่ข้าไม่อาจเดาได้แต่ก็จะพยายามเพราะข้ามีความแค้นและสิ่งที่ต้องทำ”
นอกจากคิดถึงเรื่องการฝึกฝนตนเองแล้วเขายังคงคิดถึงน้องสาวที่ยังไม่รู้ชะตากรรมในตอนนี้ไม่รู้ว่านางไปอยู่ตำหนักธาตุอะไร จะต้องเริ่มต้นค้นหาที่ใดก็ยังไม่รู้เขาคิดไม่ออกเลยแล้วบรรดาคนที่เข้าร่วมเดินทางกับเขาในช่วงทดสอบพวกเขายังมีชีวิตอยู่ไหมหากยังรอดมาได้ก็ยังคิดว่าพออาศัยพวกเขาช่วยตามหาน้องสาวอีกแรง
หลังพักผ่อนเต็มที่ไป๋เหอที่ได้นอนเต็มอิ่มก็รู้สึกสดชื่นเขาเปลี่ยนชุดเป็นชุดที่ได้รับมาจากศิษย์พี่เป็นชุดสีเทาคล้ายๆกันกับพวกเขา ก่อนจะได้ยินเสียงฝีเท้าดังมาแต่ไกลเขาเพ่งมองออกไปก็ได้พบกับเงาร่าง2 คนกำลังเดินมาทางฝั่งนี้และคิดได้ทันทีว่าจะต้องมาปลุกตนก่อนชายคนหนึ่งจะเคาะประตูขึ้น
“ไป๋เหอเจ้าตื่นเหรอยัง พวกเราต้องออกไปทำงานกันแล้วนะ”
เสียงนั้นมันทำให้เขาต้องเดินลงจากเตียงมาเปิดประตูเมื่อรู้ว่าผู้มาเยือนคือใคร
“คารวะศิษย์พี่เนี่ยเฟิงและศิษย์พี่เซียวเทียนขอรับ”
“ไม่ต้องมากพิธีอะไรหรอกพูดกันธรรมดาข้าเพียงแต่จะพาเจ้าไปดูสวนสมุนไพรที่เจ้าจะต้องรับผิดชอบ” เนี่ยเฟิงกล่าวขึ้นมองศิษย์น้องด้วยแววตาเอ็นดู
“ขอรับ”
ไป๋เหอขานรับแล้วออกเดินตามหลังศิษย์พี่ทั้งสองใจเขาไม่กระตือรือร้นอะไรคิดเพียงแต่ว่ามันเป็นสิ่งที่น่าเบื่อหน่าย ยอมเดินตามหลังไปเรื่อยๆ แต่โดยดี เมื่อถึงที่หมายมันกลับทำให้เขาประหลาดใจอย่างยิ่งเมื่อมองเห็นแปลงสมุนไพรมากมายที่ตั้งตระหง่านอยู่ด้านหน้าพื้นที่กว้างขวางเลยไปถึงยอดเขา เขาถึงกับเบิกตากว้างอย่างตกตะลึงพอมองไปไกลๆก็ได้พบกับศิษย์พี่ทั้งหมดอยู่ที่นี่แล้วพวกเขากำลังรดน้ำด้วยท่าทางบางอย่างโดยการใช้พลังลมปราณเคลื่อนย้ายน้ำจากแหล่งน้ำมารด
นี่เขาพึ่งเคยพบเห็นครั้งแรกจนรู้สึกตื่นเต้นในแววตา
เนี่ยเฟิงมองเห็นความตกตะลึงของศิษย์น้องเขาถึงกับหลุดขำก่อนจะกล่าวขึ้น
“เจ้าคงไม่เคยเห็นสินะวิธีเช่นนี้เพราะไม่เคยมีใครทำไง วิชานี้อาจารย์พวกเราสอนนี่ก็ถือว่าเป็นข้อดีอย่างหนึ่งที่อาจารย์เรามี”
เนี่ยเฟิงกล่าวอย่างภาคภูมิใจเขาใช้วิธีนี้จนชินแล้วสามารถปรับเปลี่ยนทิศทางน้ำไปในแบบที่ต้องการได้
“ศิษย์พี่ดูเหมือนว่าวิธีนี้มันจะทำให้เราเปลืองพลังลมปราณไปมากเลยนะขอรับ”
ไป๋เหอมองเห็นพลังลมปราณที่ไหลเวียนทั่วร่างของศิษย์พี่แล้วถึงกับขมวดคิ้วมุ่น
“เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องนี้พลังลมปราณแม้จะหมดแต่ก็ยังมียาช่วยเพิ่มลมปราณได้พวกเราทุกคนจะถูกแจกจ่ายจากท่านอาจารย์คนละ 2 เม็ดจะรับมันทุกช่วงเช้าแล้วออกมาทำงานกัน”
“อาจารย์ก็หลอมเม็ดยาเพิ่มพลังลมปราณได้ด้วยเหรอขอรับ”
ไป๋เหอได้ยินศิษย์พี่บอกเมื่อวานว่าอาจารย์ไม่ได้เก่งกาจมากจึงได้เอ่ยถามขึ้น แม้จะรู้ว่าเม็ดยาชนิดนี้ไม่ได้หลอมยากเย็นอะไรแต่แค่สงสัย
“ใช่แล้วก็พอหลอมได้นะยาเพิ่มลมปราณระดับ3 เพราะตอนนี้อาจารย์พวกเราเป็นนักเล่นแร่แปรธาตุอยู่ในขั้นที่ 3 แม้ว่าอาจารย์จะไม่เก่งมากแต่พวกเราก็นับถืออาจารย์กันทุกคนเพราะอาจารย์ใจดี”
เซียวเทียนกล่าวขึ้นบ้างเขาอยู่ที่นี่อย่างสุขสบายแต่ข้อเสียอย่างเดียวก็คือวรยุทธชั้นพลังไม่สูงเท่านั้นเอง
ไป๋เหอพอได้ฟังแล้วก็คิดว่าอาจารย์ผู้นี้ยังพอมีฝีมืออยู่บ้าง
“เอาล่ะเจ้าอย่ามัวแต่สงสัยอีกเลยมาทำงานของเราให้เสร็จกันก่อนดีกว่าแล้วข้าจะบอกพื้นที่ที่เจ้าจะต้องรับผิดชอบต่อจากนี้ทุกเช้า”
เนี่ยเฟิงกล่าวขึ้นดูจากท่าทางศิษย์น้องคงมีเรื่องที่ยังไม่เข้าใจที่นี่อีกมากมายถ้าจะอธิบายก็คงไม่จบวันนี้
การทำงานช่วงเช้าไป๋เหอพึ่งจะเรียนรู้วิธีการรดน้ำสมุนไพรจากการสอนของศิษย์พี่เซียวเทียนช่วงแรกยังไม่ถนัดเริ่มไปเรื่อยๆเขาก็สามารถปรับทิศทางการส่งน้ำได้ตามเป้าหมาย
“ศิษย์น้องเจ้าเก่งกว่าศิษย์พี่เนี่ยเฟิงอีกเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว รู้ไหมว่าเจ้านั่นกว่าจะทำได้คล่องต้องใช้เวลาถึง 10 วันเชียวนะ เจ้าถือว่ามีพรสวรรค์ชั้นเลิศ”
เซียวเทียนกล่าวชมส่วนเขานั้นใช้เวลาถึง9 วัน พอเห็นไป๋เหอที่เขาพึ่งสอนเพียงครั้งเดียวก็ทำได้อย่างรวดเร็วเช่นนั้นเขาถึงกับตกตะลึงไม่คิดว่าไป๋เหอจะมีความสามารถเช่นนี้และนึกเสียดายที่เขาจะต้องอยู่ที่นี่ด้วยทรัพยากรที่สำนักให้มีน้อยกว่าที่อื่นเขามองเห็นแววความเก่งของไป๋เหอออกแล้วนึกเสียดายแทน
ไป๋เหอเพียงยิ้มหลังจากได้ลองเรียนรู้เขาค้นพบว่าวิชานี้ค่อนข้างใช้ลมปราณมากหากมีชั้นพลังที่ต่ำคงหมดพลังลมปราณอย่างรวดเร็วแต่ไม่ใช่เขาทั้งหมดที่เขาใช้เพียง 1 ส่วนเท่านั้นเขาไม่รู้ว่าศิษย์พี่เซียวเทียนจะค้นพบเหรอไม่แต่ขอให้ไม่พบความลับในตัวเขาที่มีมากซึ่งไม่ต้องการให้ใครรู้
พอหลังจากทำงานเสร็จพวกศิษย์พี่ก็พาไปโรงอาหารที่มีเหล่าศิษย์มากมายมารวมตัวกันที่นี่เมื่อกินข้าวเสร็จก็จะพาไปพบอาจารย์ต่อ
“ไป๋เหอหากเจ้าได้ยินใครพูดจาอะไรเจ้าไม่ต้องไปตอบโต้นะเพียงทำเป็นไม่ได้ยินแล้วเดินไปข้างหน้าอย่างเดียวไม่ต้องไปมองหน้าพวกเขาจำไว้นะ”
ศิษย์พี่ถังซานที่เดินใกล้สุดกระซิบอยู่ข้างๆ เขาไม่ต้องการให้ไป๋เหอโดนรังแกพวกเขาชินแล้วในคำพูดนั้นจึงไม่ได้สะทกสะท้าน
“ข้ารับทราบแล้ว”
เขาพยักหน้าเบาๆพอได้ฟังคำเตือนก็รับรู้ทันทีว่าจะต้องมีคนรังแกพวกเขาและศิษย์พี่ก็น่าจะชินแล้วส่วนเขาไม่เคยพบย่อมที่อยากจะรู้ว่าจะโดนรังแกยังไง
ในขณะที่พวกเขาทั้ง8 คนเดินเข้าไปในโรงอาหารนั้น พลันปรากฏสายตามากมายจับจ้องมองมาทางพวกเขาบางสายตาก็แสนจะดูถูกบางสายตาก็มองอย่างเฉยชาบางกลุ่มก็หัวเราะเยาะ ราวกับพวกเขาเป็นตัวตลกและสายตาคนส่วนมากจับจ้องไปยังอีกคนซึ่งพวกเขาไม่เคยเห็นมาก่อนนี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาเจอและมีเหล่าบรรดาศิษย์หญิงที่มองไป๋เหอถึงกับตื่นตะลึงด้วยรูปร่างที่ดูดีมีราศีบางอย่างเปล่งประกายออกมาจากตัวเขามันทำให้ดึงดูดเพศตรงข้ามอย่างพวกนางให้มองอย่างไม่ละสายตาราวกับว่าเขาเป็นเทพหนุ่มรูปงามแต่พลันสายตาก็หยุดมองลงรู้สึกเสียดายที่ไม่น่าเป็นคนตกต่ำเช่นนี้อนาคตไม่มีความก้าวหน้า
ก่อนจะได้ยินเสียงบุรุษผู้หนึ่งแว่วดังมาแต่ไกล
“นั่นบรรดาศิษย์ชั้นต่ำที่วรยุทธยังอยู่ขั้นรวมจิตไม่ใช่เหรอทั้งที่เข้ามาก่อนแท้ๆยังไปไม่ถึงไหนเลย”
ชายที่กล่าวเยาะเย้ยขึ้นมานั้นเขาอยู่ชั้นพลังขั้นโลหิตระดับ 2 แล้ว มีนามว่า เว่ยเซา อยู่ธาตุดิน ดวงตาจ้องมองมายังกลุ่มหอสมุนไพรที่กำลังเดินเข้ามาในโรงอาหารด้วยแววตาเหยียดหยามหากเจอกลุ่มนี้เมื่อไหร่เขามักจะพูดจาดูถูกและคนพวกนี้ก็เป็นเต่าหัวหดไม่กล้าสู้จึงมักถูกกลุ่มของเขากลั่นแกล้งอยู่เป็นประจำ
“ศิษย์พี่เว่ยเซาข้าได้ยินมาว่าคนที่ถูกจับตัวคุมขังไว้ด้วยความเข้าใจผิดก็อยู่ในกลุ่มนี้เช่นกัน นั่นเจ้าเด็กพึ่งมาใหม่ผู้นั้นแน่นอนนึกว่าจะเก่งเห็นคนที่ถูกเขาเคยช่วยเหลือไว้ในซากโบราณพูดว่าเขามีความสามารถมากข้าคิดว่ามันจะดูเกินจริงไปหน่อยไหม เพราะหากเก่งจริงย่อมไม่ตกต่ำมาอยู่กับคนกลุ่มนี้แน่”
ชายผู้นี้มีนามว่าหยางซู่พอชายผู้นี้พูดขึ้นมารอบข้างก็พากันหัวเราะด้วยความคิดว่าเป็นไปไม่ได้เลยเพราะพวกเขาไม่ได้เห็นด้วยตาตัวเองและมีคนไม่กี่คนที่ยังจำไป๋เหอได้ก็ยังสงสัยว่าภาพตรงหน้าจะเป็นเรื่องจริงเหรอด้วยความสามารถของเขาที่มีมากกว่าตนแต่เหตุใดถึงไม่ปรากฏธาตุใดเลยหากใครไม่ปรากฏธาตุย่อมที่จะกล่าวว่าคนผู้นั้นการฝึกฝนจะไม่ได้ก้าวหน้าไกล
ไป๋เหอพอได้ยินเขาก็ไม่อาจจะเดินจากไปได้หากไม่รู้ใบหน้าคนที่กำลังพูดถึงเขาก่อนจะหันหน้าไปยังกลุ่มคนที่กำลังนินทา เพียงสบตาไป๋เหอก็รับรู้ถึงพลังที่ไหลเวียนในร่างกายของคนพวกนั้นชั้นพลังของพวกเขาล้วนต่ำมาก ไม่เหมาะจะเป็นคู่ต่อสู้ของเขาสักนิดก่อนสายตาจะเหลือบมองไปอย่างชายที่เอ่ยกล่าวคราแรกด้วยคนผู้นี้มีชั้นพลังอยู่ขั้นโลหิตระดับ 2จึงมีความกล้าเยาะเย้ยเขานึกว่าตนเองแข็งแกร่งแล้วไม่รู้ว่าเอาความกล้ามาจากไหน ถึงได้กล่าววาจาไม่กลัวตายได้ช่างเป็นกบในกะลาเหลือเกิน
ชายที่โดนมองสำรวจถึงกับรู้สึกไม่พอใจด้วยคิดว่าไม่มีใครกล้ามองเขาด้วยสายตาเช่นนี้แต่เจ้านี่ริอาจใช้สายตาเช่นนี้มองเขาถึงกับปล่อยจิตสังหารไปยังเด็กหนุ่มตรงหน้าหวังจะทำร้ายจิตวิญญาณภายในให้ได้รับบาดเจ็บ
ไป๋เหอรับรู้ถึงแรงกดดันที่ถูกปล่อยออกมาจากชายผู้นั้นผลกระทบนั้นกลับเป็นเพียงความว่างเปล่าไม่ได้รับบาดเจ็บแต่ประการใด
เว่ยเซาเมื่อเห็นว่าการกระทำของตนไม่อาจทำอันตรายกับผู้มาใหม่ได้ถึงกับตกตะลึงเห็นชัดๆว่ายังอยู่แค่รวมลมปราณแต่สามารถต้านพลังจากตัวเขาได้มันช่างเหลือเชื่อเกินไปแล้ว
“มันเป็นไปได้อย่างไรกัน!” เขาขมวดคิ้วมุ่นมองอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตาตนเอง
“ศิษย์พี่เป็นอะไรไปมีอะไรอย่างนั้นเหรอ” หยางซู่เอ่ยถามเมื่อเห็นสีหน้าของศิษย์พี่ที่มองเด็กคนนั้นด้วยแววตาความสงสัย
“ไม่มีอะไร”
เว่ยเซาคิดว่าเด็กผู้นั้นน่าจะมีของดีคอยคุ้มครองกายไม่เช่นนั้นคงรับพลังสังหารเขาไม่ได้
เซียวฟานหันมาเห็นการกระทำของไป๋เหอเขาถึงกับหน้าซีดนั่นจะหมายความว่าจะต้องมีเรื่องเกิดขึ้นอย่างแน่นอนอาจจะถึงขั้นไม่ได้กินข้าวจึงรีบดึงแขนเขาให้เดินตามไปไวๆ
เว่ยเซากระซิบเบาๆให้หยางซู่แอบไปทำอะไรบางอย่าง ดวงตาจ้องเขม็งไปยังร่างเด็กหนุ่มที่เดินจากไปเมื่อท้าทายอำนาจของเขาย่อมที่จะไม่ให้อยู่เป็นสุขอย่างแน่นอน
บรรดาเหล่าศิษย์ตำหนักหอสมุนไพรหลังจากรับอาหารกลับมาก็พากันเดินหาที่นั่งกำลังจะพากันนั่งลงแต่ทันใดนั้นพวกเขาก็ต้องหยุดขาลงแล้วหันไปมองตามน้ำเสียงนั้น
“พวกเจ้าไปนั่งที่อื่นตรงนี้ตำหนักธาตุดินของพวกข้าจองแล้ว” ชาย 5คนมายืนล้อมรอบด้วยสีหน้าถมึงทึง
เหล่าบรรดาหอสมุนไพรทั้ง7 คนหันไปมองพวกเขาด้วยความยำเกรงทำได้เพียงข่มอารมณ์เอาไว้ไม่อาจแสดงสีหน้าไม่พอใจออกมาได้ ด้วยพลังชั้นที่ต่ำต้อยทำได้เพียงก้มหน้ายอมที่จะเดินออกไปนั่งที่อื่นยกเว้นไป๋เหอที่ยังคงไม่ขยับร่างกายไปไหนยังมองคนที่คิดหาเรื่องตนด้วยแววตาโกรธแค้นคิดว่าทุกคนมีสิทธิ์ที่จะนั่งตรงไหนก็ได้หากเป็นผู้มาก่อนและพวกเขาเห็นมันก่อนควรจะได้ที่ตรงนี้
“เจ้าเด็กเวรมองข้าอย่างนั้นเหรอเจ้าอยากตายเหรออย่างไร”
เสียงหนึ่งดังขึ้นอย่างไม่พอใจ