บทที่ 6 เมืองอวี้เฉิง
ณ เมืองอวี้เฉิง
เมืองอวี้เฉิง นครใหญ่กลางหุบเขาลึก โอบล้อมด้วยเทือกเขาสูงชันและสายน้ำเชี่ยวกราด ราวกับป้อมปราการธรรมชาติที่ไม่มีผู้ใดกล้าบุกย่ำ กำแพงหินสูงตระหง่านล้อมรอบทั้งสี่ทิศดั่งปราการเหล็กแห่ง์
ภายในเมืองถูกแบ่งออกเป็6 เขตหลัก ร้อยเรียงชีวิตหลากหลายเข้าด้วยกันดั่งผืนพรมแห่งโชคชะตา
เขตจวนสูงศักดิ์ ดินแดนแห่งอำนาจและเกียรติยศจวนของตระกูลผู้ปกครองและตระกูลใหญ่ตั้งเรียงราย กำแพงสูง ลานกว้างผู้คนยำเกรงแม้เพียงชื่อ
เขตสามัญชน บ้านเรือนนับพันเรียงร้อยเป็ตรอกซอยควันไฟยามเช้าคละคลุ้ง กลิ่นข้าวปลาอบอุ่นดั่งความหวังของผู้ใช้แรง
เขตตลาดโบราณ ย่านเก่าแก่ที่ไม่เคยหลับไหลเสียงหาบเร่ ขันหมากเรียกแขก โรงเตี๊ยม โรงฝิ่น ตำหนักโอสถ ศาลาการค้าสลับเสียงเจรจาค้าขายลั่นตรอก
เขตศาสนสถานและศาลเ้า เสียงสวดมนต์ดั่งคลื่นแ่หอเทียนธูปของวัดเ้าแม่หยกขาว และศาลเ้าัมารตั้งตระหง่านเคียงคู่ศรัทธาและมรดกแห่งจิติญญา
เขตฝึกยุทธ์ ลานประลองกึกก้องไม่เคยสงบ ผู้ฝึกยุทธ์มากหน้าหลายตาต่างก็มาใช้พื้นที่แห่งนี้
เขตป่าไผ่หลังเมือง เงียบงัน แฝงเร้นป่าไผ่ทอดตัวไปสุดสายตา เป็แหล่งลับของนักพรต และลานฝึกของผู้ไม่้าเปิดเผยตัว
⛰️⛰️⛰️
เขตตลาดโบราณ
เมื่อโม่เฉินก้าวเข้าสู่เขตตลาดโบราณ สิ่งแรกที่กระทบััของเขาไม่ใช่สิ่งใดอื่นนอกจาก กลิ่น
กลิ่นของเนื้อย่างบนเตาถ่านกลิ่นหอมฉุนของเครื่องเทศ กลิ่นหวานอ่อนของน้ำชา กลิ่นควันธูปจากศาลเ้าข้างทาง
ทั้งหมดหลอมรวมกันจนยากแยกแยะแต่กลับตราตรึงประสาทััอย่างน่าประหลาด
เสียงก็ไม่ได้น้อยหน้า
เสียงตีเหล็กดัง “เคร้ง! เคร้ง!”จากร้านช่างตีอาวุธ เสียงไม้ตีกลองงิ้วของคณะเร่ เสียงคนโต้เถียงราคาและเสียงะโโฆษณาสินค้าราวกับเกี้ยวเสียงจากทุกทิศทาง
“โอสถแก้พิษสูตรโบราณ! ใช้ครั้งเดียวขับพิษได้ทุกชนิด!”
“กระบี่เหล็กดำ! ผ่านพิธีชุบหินสายฟ้า!แค่ถือไว้พลังยังเพิ่ม!”
“ขนมเกาลัดหอมใหม่! เพิ่งอบร้อน ๆจากเตา!”
สองข้างทางแน่นขนัดด้วยร้านค้าที่เบียดกันแนบชิดตัวอาคารเป็ไม้เก่าที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายสิบปี
หลังคามุงกระเบื้องหยักที่มีเถาวัลย์เกาะเกี่ยวเงาโคมแดงที่แขวนเรียงรายไหวเบา ๆ ตามแรงลมดั่งจะพาความทรงจำโบราณล่องลอยอยู่กลางตลาดนี้
โม่เฉินแทรกตัวผ่านฝูงชนอย่างระมัดระวังดวงตาสำรวจรอบด้านอย่างเงียบงัน เขาเห็นผู้คนทุกชนชั้น
ชายชราเผือดหน้าแบกเกี้ยวหม้อโอสถ
สาวงามในชุดไหมฟ้าซื้อดอกไม้แห้งจากแม่ค้าเร่
ศิษย์ยุทธ์หนุ่มเืร้อนต่อรองราคาคัมภีร์เก่ากับพ่อค้า
เสียงล้อเกวียน เสียงฝีเท้า เสียงผ้าสะบัดเสียงเหรียญในถุงเงินกระทบกันเป็จังหวะ ทั้งหมดหลอมรวมเป็ความมีชีวิตที่ไม่เคยหลับใหลของเขตตลาดโบราณแห่งอวี้เฉิง
.
.
เขาเดินลัดเลาะไปตามตรอกคดเคี้ยวของเขตตลาดโบราณฝีเท้าเบาแต่มั่นคงแต่ละก้าวที่เหยียบย่างราวกับประสานเข้ากับจังหวะของชีวิตรอบข้างโดยไม่รู้ตัว
ในย่านลึกของตลาดเสียงเจรจาค้าขายของเหล่าผู้ฝึกยุทธ์เริ่มชัดเจนขึ้น
ณ แผงผ้าใบหลังหนึ่งชายหนุ่มในชุดสีน้ำเงินเข้มประจำสำนักกระบี่หิมะกำลังจับจ้องไปยังกระบี่เล่มหนึ่งที่วางอยู่บนผ้ากำมะหยี่สีดำ
“เ้าแน่ใจหรือกระบี่เล่มนี้สร้างจากเหล็กน้ำค้างพันปี?”
เขาถามพลางยกกระบี่ขึ้นอย่างระมัดระวัง
พ่อค้าชุดเขียวหัวเราะในลำคอเสียงแหบเล็กน้อยแต่แฝงด้วยเล่ห์
“กระบี่เล่มนี้ข้าได้มาจากดินแดนเหนือสุดแห่งหุบเขาหิมะเร้นลับ ครั้นจะกล่าวว่าเป็ของแท้ก็ไม่ผิดนักถ้าไม่จริงข้ายอมคืนเงินพร้อมจ่ายเพิ่มอีกเท่าตัว!”
ชายหนุ่มทำหน้าครุ่นคิด ทันใดนั้นศิษย์หญิงสวมชุดสีม่วงของสำนักพฤกษาพิรุณ ซึ่งยืนอยู่ใกล้ ๆ ก็เอ่ยแทรกขึ้น
“เหล็กน้ำค้างพันปีของจริงจะไม่มีเสียงสะท้อนเมื่อสั่น หากยังมีเสียงเหมือนโลหะทั่วไปก็เป็แค่ของเทียมเท่านั้น”
สิ้นคำหญิงสาวยกกระบี่ขึ้นมาเพียงปลายนิ้วสั่นไหว เสียงแ่สะท้อนกลับทันที
ติ้ง!!!
พ่อค้าหน้าเหยเกในพริบตา ก่อนรีบพูดแก้
“เอ่อ... เล่มนี้อาจ... เป็กระบี่จำลอง...ฮ่า ๆ ยังดีนะเ้าเชี่ยวชาญถึงเพียงนี้!”
.
.
อีกด้านหนึ่ง ใต้ซุ้มไม้ไผ่มีผู้ฝึกยุทธ์กลุ่มเล็ก ๆ กำลังพูดคุยกันอย่างเคร่งเครียด
“โอสถพิษสลายิญญาขวดนั้น เ้าขายเท่าใด?”
ชายร่างสูงในชุดดำสนิทเอ่ยเสียงต่ำเขาสวมหน้ากากครึ่งหน้า ปิดบังฐานะอย่างชัดเจน
หญิงชราผู้เป็เ้าของร้านหรี่ตาจ้องดูชายตรงหน้า ก่อนยิ้มกว้าง
“ขวดละ 60 เหรียญเงิน หากเ้าซื้อสองขวดข้าจะลดให้”
“แพงไป...”
ชายอีกคนในชุดนักพรตสีเทาพูดแทรก
“ที่เมืองไป๋หลง ข้าซื้อมาขวดละ 48เหรียญเท่านั้น”
“หึ!เมืองไป๋หลงมีแต่ยาปลอมปนเปื้อนผงตะไคร้ทะเลทรายเ้าอย่าเอายาไร้คุณภาพมาเทียบกับของแท้จากหุบเขาดารา!”
บรรยากาศภายในตลาดดูจะมีสีสันและเปี่ยมไปด้วยแรงกดดันในเวลาเดียวกัน
การค้าขายในเขตตลาดโบราณแห่งนี้ ไม่ใช่เพียงแลกเปลี่ยนเงินทองและวัตถุแต่ยังเป็สนามประลองแห่งไหวพริบ สายตา และพลังอำนาจ
.
.
โม่เฉินเดินทอดกายไปตามแนวร้านค้าเรื่อย ๆสายตากวาดมองสิ่งของต่าง ๆ ที่วางขายเรียงรายทั้งโอสถ สมุนไพร อาวุธ วัตถุดิบหายากและคัมภีร์มากมาย
ทุกสิ่งล้วนแพงเกินกำลังของเขาแต่นั่นไม่ได้ทำให้เขาหวั่นไหว
เขาเพียง้า “เรียนรู้”
แม้ไม่อาจซื้อ ก็ยังสามารถ “จดจำ” เอาไว้ได้
ขณะเดินผ่านแผงลอยเก่าซอมซ่อแผงหนึ่งที่ตั้งอยู่ใกล้ทางเข้าตรอกเงียบ
ไม่มีชื่อร้าน ไม่มีป้ายไม้ไม่มีคนยืนเรียกลูกค้า
บนโต๊ะไม้ผุพัง วางของกระจัดกระจายมีแต่ของไร้ค่าปะปนกัน ทั้งเหรียญเก่า เครื่องรางแตกร้าว หินหยกสีซีดและเศษอาวุธหัก
โม่เฉินเกือบเดินผ่านไปอยู่แล้วหากไม่ใช่เพราะสายตาเขาสะดุดเข้ากับ กล่องไม้ดำ เล็ก ๆ กล่องหนึ่งที่วางอยู่อย่างไม่โดดเด่น
มันไม่มีอะไรพิเศษ เพียงกล่องไม้ธรรมดาผิวด้าน มีตราประทับซีดจางคล้ายรอยอักขระโบราณที่ลบเลือนไปแล้ว
แต่เขากลับรู้สึกแปลก เหมือนบางอย่างกำลังเรียกหาเขาจากภายในกล่อง
เขาหยิบมันขึ้นมาเบา ๆ
กล่องนั้นเย็นเฉียบแต่พอลูบผ่านด้วยปลายนิ้ว มันกลับอุ่นวาบประหนึ่งชีพจรของสิ่งมีชีวิต
ชายแก่เ้าของแผงลอยโผล่มาจากเงาไม้ราวกับภูตเงา
ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยย่นและฝ้าขาวบนตาซ้าย
“เ้าหนุ่ม สนใจรึ?”
เขาพูดเสียงแหบพร่า แต่แฝงด้วยรอยยิ้มบางๆ
โม่เฉินพยักหน้าเล็กน้อย
“ของสิ่งนี้ มีอะไรอยู่ข้างใน?”
ชายชราเพียงยักไหล่
“ไม่รู้ข้าได้มันมาจากหุบเขาร้างทางเหนือเมื่อสิบกว่าปีก่อนั้แ่นั้นมาก็เปิดไม่ออกสักที”
โม่เฉินรู้สึกแปลกใจ แต่ก็ถามราคากับชายชรา
“งั้นท่านจะขายมันเท่าไร?”
ชายชราหัวเราะเบา ๆ
“เ้าให้เท่าไรล่ะ?”
โม่เฉินมองเหรียญเงินในมือที่เหลืออยู่น้อยนิดก่อนจะค่อย ๆ ยื่น เหรียญทองแดงสามเหรียญ ให้
“ข้ามีเท่านี้…”
ชายชราไม่พูดอะไร
รับเหรียญทองแดงไปเงียบ ๆ แล้วผงกศีรษะ
“ของแบบนี้ไม่ได้เลือกเ้าของด้วยราคา...”
เมื่อโม่เฉินรับกล่องไม้มาถือไว้ในมือเขารู้สึกถึงแรงเต้นบางอย่างในกล่อง ราวกับคลื่นปราณบางเบาไหลวนอยู่ภายในแต่กลับไม่อาจแผ่พลังออกภายนอก
“อย่าเปิดต่อหน้าฝูงชน...”
ชายชรากระซิบทิ้งท้ายก่อนจะหายลับเข้าไปหลังผ้าผืนหนึ่ง
และเมื่อโม่เฉินมองกลับไปอีกครั้ง แผงลอยนั้นก็หายไปแล้ว
ราวกับไม่เคยมีอยู่แต่แรก...
โม่เฉินขมวดคิ้ว สองตาก้มมองกล่องในมือก่อนเก็บมันไว้ในเสื้อ
“ของสิ่งนี้… ต้องมีอะไรบางอย่างเป็แน่”
เขาไม่รู้ว่าสิ่งที่ได้มาคืออะไร แต่ลึกลงมีเสียงบางอย่างกำลังตื่นขึ้นจากการหลับใหล
.
.
โม่เฉินเดินออกมาจากเขตตลาดโบราณงท่ามกลางหิมะขาวโปรยปรายทั่วเมืองอวี้เฉิง
เขาเดินมุ่งหน้าไปยังย่านเขตสามัญชนที่ซึ่งอยู่ระหว่างเขตจวนสูงศักดิ์และเขตตลาดโบราณ
ตรอกสายหนึ่งทอดยาวเป็รูปโค้งรอบข้างเป็อาคารไม้ชั้นเดียวหลังคาเก่า ผนังปูนบางหลุดร่อนบางจุดแต่กลับดูอบอุ่นอย่างประหลาด
ที่หน้าป้ายไม้เรียบง่าย เขาเห็นคำว่า
“โรงเตี๊ยมหยกหมอกจันทร์”
ที่พักเล็ก ๆ ไม่มีความหรูหรา แต่ดูสงบไม่สะดุดตา
หญิงชรารูปร่างท้วมผู้ดูแลโรงพักยิ้มรับโม่เฉินอย่างสุภาพ
“เด็กหนุ่ม เดินทางมาคนเดียวหรือ? ้าพักนานแค่ไหนกันจ๊ะ?”
“ขอพักห้าวันขอรับ ขอเป็ห้องที่ไม่มีคนรบกวนด้วยนะขอรับ”โม่เฉินกล่าวเรียบ ๆ
หญิงชราหัวเราะเบา ๆ
“ได้เลยจ๊ะ ที่ชั้นสองห้องริมสุด เป็ห้องพักเดี่ยวเหมาะจะฝึกฝนหรือนั่งสมาธิอย่างยิ่ง”
หลังจ่ายค่าห้องอย่างพอประมาณโม่เฉินก็ได้กุญแจและขึ้นไปบนห้องทันที
เมื่อเขาเปิดประตูเข้าไป สิ่งแรกที่ััได้คือความเงียบสงบ
แสงแดดยามสายลอดผ่านหน้าต่างไม้กระทบผ้าคลุมเตียงสีหม่น เก้าอี้ไม้และโต๊ะหมากรุกวางอยู่ในมุมห้อง กลิ่นชาเก่า ๆยังหลงเหลือจากแขกคนก่อน
“ที่นี่…เหมาะดี”
เขาวางสัมภาระลงอย่างเป็ระเบียบก่อนนั่งลงขัดสมาธิกลางห้อง ปล่อยลมหายใจผ่อนช้า เริ่มเข้าสู่ภาวะลมหายใจมารจักรพรรดิ
เขารู้ เวลาที่เหลือ 4 วันต่อจากนี้อาจดูสั้น
แต่หากใช้ให้คุ้มค่า มันอาจเพียงพอให้เขา“เปลี่ยนชะตา”
งานคัดเลือกศิษย์ประจำปีของสำนักจิ้งจอกเหมันต์จะจัดขึ้นให้อีก4 วันข้างหน้า