เสียงฝนกระทบหลังคาเก่าของโรงพยาบาล ดังก้องเป็จังหวะเดียวที่แทรกผ่านความเงียบอันยาวนาน ทุกครั้งที่เม็ดฝนตกกระทบหลังคา เสียงนั้นเสมือนตีกรอบเวลาของการตัดสินใจครั้งสำคัญ ห้องอาหารที่เคยใช้หลบภัยกลับมืดมน หลอดไฟกะพริบเป็ระยะ ส่งแสงสลัวเพียงเล็กน้อย ความหนาวเหน็บไม่ได้มีแค่ความชื้นในอากาศ แต่ยังสะท้อนจากบรรยากาศที่ห่อหุ้มด้วยความวิตกกังวลในการเลือกเส้นทางชีวิต
ผู้รอดชีวิตนั่งเรียงรายอยู่รอบโต๊ะไม้เก่า มุมหนึ่งของห้อง ท่ามกลางเศษอาหารและฝุ่นละอองที่เกาะคลุม พวกเขาแสดงออกด้วยท่าทางจริงจัง ราวกับความเงียบที่ปกคลุม กลายเป็บทพิพากษาของชะตากรรมแล้ว
ชิดตะวันและปลายฟ้านั่งนิ่งสงบ แม้จะซ่อนความกังวลไว้ในแววตา ทว่าใบหน้ากลับไม่แสดงอาการใด ส่วนลมหนาวกับชัญญานั่งเงียบ มีแต่ความขึงขังในท่าทางของพวกเธอ
ฝนยังคงกระหน่ำลงมาไม่หยุด ราวกับจะย้ำเตือนถึงความหนาวเหน็บที่กัดลึกถึงขั้วหัวใจ เสียงฝนกระทบพื้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า เปรียบเสมือนะุพุ่งตรงเข้าสู่จุดเปราะบางในจิตใจ การตัดสินใจครั้งนี้้าความมั่นใจและความเด็ดเดี่ยว ความหวังที่เหลืออยู่ดูเลือนรางลงทุกขณะ ทุกความคิด ทุกการเลือก ล้วนเกี่ยวพันกับชีวิตของพวกเขาทั้งสิ้น
การย้ายฐานที่ถูกหยิบยกขึ้นมา ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนสถานที่หลบภัย หากแต่เป็การเปิดประตูสู่อนาคตที่ไม่มีใครรู้ว่าจะเป็อย่างไร ศูนย์วิจัยเป็ทางเลือกเดียวในตอนนี้ อาจนำพวกเขาไปสู่คำตอบที่เฝ้าตามหา หรือกลายเป็จุดเริ่มต้นของหายนะที่ร้ายแรงกว่าเดิม
ท่ามกลางเสียงฝนที่กระหน่ำหนักขึ้น เวลากลับเดินช้าลงอย่างไม่รู้ตัว เพราะเมื่อการตัดสินใจเกิดขึ้นแล้ว ย่อมไม่มีวันย้อนกลับ
“เราไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว” ชิดตะวันเอ่ยเสียงต่ำ ดวงตาจ้องผ่านหน้าต่างที่ถูกม่านฝนบดบัง เธอยืนนิ่ง ขอบปากเม้มแน่น มือข้างหนึ่งยึดกับขอบโต๊ะ คล้ายพยายามยึดความมั่นใจเอาไว้ไม่ให้สั่นคลอน
“ศูนย์วิจัยคือทางเดียวที่เราจะมีโอกาสรอด” เธอกล่าวต่อ พลางหันกลับมามองพวกเขา สีหน้าแสดงออกถึงความหนักใจ และความหวังริบหรี่ราวกับเปลวเทียนกลางสายฝน
“แต่มันเสี่ยงเกินไป” ชัญญาแย้งทันควัน น้ำเสียงเด็ดเดี่ยวสะท้อนความไม่เห็นด้วย ร่างของเธอเหยียดตรง มุมปากกระตุกเล็กน้อยขณะเปล่งคำพูด สายตาแหลมคมมองทั้งสามคนอย่างพินิจ คล้ายกำลังค้นหาคำตอบที่ตนไม่อยากยอมรับ
“ถ้าเราตัดสินใจไปที่นั่น ก็ไม่ต่างอะไรกับคนบ้า พวกคุณคิดจริง ๆ เหรอว่ามันปลอดภัย? ที่จะเอาชีวิตไปเสี่ยงกับสิ่งที่เราแทบไม่รู้จัก” เธอกดเสียงต่ำ ท่าทางสั่นไหวเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยต่อ
“มันไม่ใช่ทางเลือกที่ดีเลย” น้ำเสียงของหญิงวัยกลางคนยังคงกร้าวแน่น แม้จะพยายามสะกดกลั้นอารมณ์ไว้ แต่ทุกถ้อยคำกลับเต็มไปด้วยความกังวล ท่าทางยืนกอดอกของเธอ คิ้วขมวดแน่นราวกับกำลังพยายามต่อต้านความคิดนี้ทุกวิถีทาง
“การเดินทางไปที่นั่นมันเสี่ยงเกินไป ศูนย์วิจัยนั้นร้าง...เราไม่มีทางรู้เลยว่าจะต้องเจอกับอะไรกับบ้าง” ชัญญาถอนหายใจยาว คล้ายพยายามข่มอารมณ์
ลมหนาวหันไปมองเธอด้วยสายตาเรียบเฉย ภายใต้แววตานั้น คล้ายมีบางอย่างกำลังกล้ำกลืนอยู่ ทว่าท่าทางของเธอยังสงบนิ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“เรารู้ดีว่ามันเสี่ยง แต่ถ้าไม่ทำอะไรเลยก็ไม่มีทางรอดออกไปจากที่นี่ เราต้องเสี่ยงเพื่อหาทางรอด”
หญิงวัยกลางคนเงียบไปครู่หนึ่ง คล้ายกำลังไตร่ตรองคำพูดของหญิงสาว
“เรารู้ดี” หญิงสาวกล่าวเบา ๆ คิ้วขมวดเข้าหากันเล็กน้อย แววตาเต็มไปด้วยความพยายามจะเข้าใจในความกังวลในตัวชัญญา
“แต่เราไม่มีทางเลือกอีกแล้ว ที่นี่ไม่ปลอดภัยอีกต่อไป” เสียงของหญิงสาวดังก้อง “ถ้าคุณยังคิดว่าที่นี่จะปกป้องเราได้นาน...คุณกำลังหลอกตัวเองอยู่” ทุกคำที่หลุดจากริมฝีปาก เสมือนเป็การตอกย้ำถึงความจริงอันโหดร้าย ว่าเส้นทางข้างอาจเป็เพียงทางเดียวที่เหลือให้เลือก
“อย่าพูดเหมือนเรามีทางเลือกมากมายนักเลย!” ชัญญาตะคอกเสียงดัง สายตากวาดมองรอบโต๊ะด้วยความไม่พอใจ ความเครียดฉายชัดในสีหน้าและแววตา เธอกำลังต่อสู้กับความคิดของตัวเอง พยายามไขว่คว้าทางออกจากสถานการณ์ที่บีบคั้น
“คนในค่ายหลายคนป่วยหนัก ทรัพยากรก็ร่อยหรอ อาหารกับน้ำแทบไม่พอให้เดินทางไปถึง ยังไม่นับพวกซอมบี้ที่อยู่ข้างนอก...และถ้าระหว่างทางเราเจอกับพวกมันล่ะ? ถ้าพวกมันตามเราไปจนถึงที่หมายจะทำยังไง?” เธอเค้นคำพูดออกมา เสมือนเป็การปลดเปลื้องความหวาดกลัวในใจ ท่าทีที่กำลังพยายามยอมรับความจริงอันโหดร้าย ขณะเดียวกันก็้าหาทางออกจากความเป็จริงที่เลวร้ายไปด้วย
ปลายฟ้าหันไปมองชัญญา เธอพยายามคัดเลือกถ้อยคำที่เหมาะสมกับสถานการณ์ตรงหน้า ก่อนจะเอ่ยน้ำเสียงนุ่มคล้ายปลอบประโลมไปในที
“พวกเรารู้ว่ามันไม่ง่าย แต่การอยู่ที่นี่ไม่มีอนาคตอีกแล้ว ถ้ายังอยากรอด เราจำเป็ต้องไปที่นั่น” เธอเอื้อนเอ่ยความหวังเลือนราง วาดภาพความจริงที่แม้จะยากยิ่งต่อการยอมรับ แต่ทว่าก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ หากมีความหวังจะก้าวต่อ
“ไม่...” ชัญญาเอ่ยเสียงเบาลง ยังคงดื้อดึงยึดติดกับความคิดของตัวเอง ก่อนจะเหลือบมองคนทั้งสามด้วยแววตาวิตก
“คุณเข้าใจไหม? เรากำลังจะย้ายไปยังสถานที่ที่ไม่มีหลักประกันใด ๆ ทั้งสิ้น” ชัญญาเอ่ยขึ้น
“การย้ายไปที่นั่นไม่ใช่คำตอบ หากศูนย์วิจัยกลายเป็ฝันร้าย เราจะเสียทุกอย่างที่มีไปกับมัน” ความไม่แน่นอนทำให้ทุกถ้อยคำ กำลังถักทอด้วยเส้นด้ายแห่งความหวาดหวั่น การตัดสินเพียงครั้งเดียว อาจนำไปสู่หายนะที่ไม่มีวันย้อนกลับ
ลมหนาวนิ่งเงียบ รับฟังอย่างตั้งใจ ดวงตาคู่นั้นทอดมองหญิงวัยกลางคน ราวกับกำลังชั่งน้ำหนักความเ็ปที่ซ่อนอยู่ในถ้อยคำ ก่อนจะหันไปกล่าวกับหล่อน
สิ่งที่เราพูดถึง ไม่ใช่แค่การย้ายฐานเพื่อหาที่หลบภัยเท่านั้น” น้ำเสียงของเธอถูกเค้นออกมาอย่างระมัดระวัง
“ศูนย์วิจัยแห่งนั้น...มีข้อมูลที่เรา้ามากกว่าแค่ที่พักพิง” หญิงสาวเอ่ยน้ำเสียงเคร่งขรึม
“มันมีข้อมูลที่เราต้องได้ ข้อมูลเกี่ยวกับการทดลองบางอย่างที่อาจช่วยชีวิตคนป่วยในค่ายได้” เธอหยุดเล็กน้อย ก่อนจะมองสบทุกคนรอบโต๊ะ
“PM 2.5 ไม่ใช่แค่มลพิษทั่วไปอย่างที่เราคิด มันเกี่ยวข้องกับภูมิคุ้มกันจากไวรัสที่พวกเรากำลังเผชิญอยู่ ที่นั่นอาจมีคำตอบที่เรา้า” คำพูดของเธอคล้ายจะเปิดเผยบางสิ่งที่ไม่เคยเอ่ยมาก่อน การย้ายฐานไม่ใช่เพียงเพื่อความอยู่รอดอย่างเดียว ทว่าเป็เดิมพันกับความหวังของมนุษย์
ชัญญาหันขวับไปมองหญิงสาวด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะหลุดหัวเราะออกมาอย่างเหนื่อยหน่ายและขื่นขม ราวกับหัวเราะให้ชะตากรรมที่เล่นตลกกับพวกเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“มลพิษงั้นเหรอ? เธอคิดจริง ๆ หรือว่าเราจะรักษาไวรัสนี่ได้?” เธอเอ่ยน้ำเสียงประชดประชัน ราวกับพยายามปัดเป่าความหวังนั้นทิ้งเสียให้พ้นตัว ทว่าเมื่อสายตาสบเข้ากับดวงตาของหญิงสาว ความมั่นใจที่เคยมีกลับสั่นคลอน ความดื้อรั้นค่อย ๆ หลอมละลายกลายเป็ความลังเล แววตาคู่นั้น แฝงไว้ด้วยบางสิ่งที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน
“เธอหมายถึง...ตัวเองรู้อะไรบางอย่างที่พวกเราไม่รู้งั้นหรือ?” คำถามที่เอ่ยออกไปไม่ใช่เพียงเพื่อเอาคำตอบ แต่เสมือนถูกดึงดูดเข้าสู่ความลับบางอย่าง
“ก็แค่บางส่วนเท่านั้น” หญิงสาวตอบเสียงนิ่ง แววตาแข็งกร้าวดั่งเหล็กกล้า ทว่าแฝงไว้ด้วยความมุ่งมั่น
“สิ่งที่พวกเขาเคยทำที่นั่น...อาจเป็กุญแจสำคัญที่เราตามหาอยู่ก็ได้” เธอเปล่งเสียงออกจากลำคอโดยไม่ลังเล ก่อนจะหันกลับไปสบตาชัญญา
“เราต้องหาหนทางเพื่อให้คนในค่ายปลอดภัย และนี่คือวิธีเดียวที่พอจะทำได้” เธอถอนหายใจยาว แผนนี้ไม่ง่าย ทว่าก็ไม่อาจยอมถอยได้
ชิดตะวันยกยิ้มบาง ตอบรับความทุ่มเทของลมหนาว รอยยิ้มนั้นอบอุ่น สะท้อนความเชื่อมั่นที่พยายามส่งผ่านไปยังสมาชิก ก่อนจะเอ่ยเสียงนุ่ม เพื่อยืนยันความตั้งใจของเธอเอง
“มันคุ้มค่าที่จะเสี่ยง” เธอเงยหน้าขึ้น สบตามองทั้งสามคน
“เราต้องมีความหวัง เพราะนั่นคือสิ่งเดียวที่มี หากไม่ลองเสี่ยง...เราก็จะไม่มีอะไรเลย” คำพูดเปรียบเสมือนคำประกาศที่ไม่มีทางให้หันหลังกลับ
ปลายฟ้าพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ ก่อนจะกล่าวเสริม
“ความหวัง...คือสิ่งเดียวที่ผลักดันให้เรายังก้าวต่อไป” น้ำเสียงของเธอทรงพลัง เสมือนคำพูดนั้นถูกขัดเกลามาจากความเ็ปที่ซ่อนอยู่ในใจ “ที่นั่นอาจจะเป็ทางออกเดียวที่เรามี”
ชัญญาถอนหายใจเฮือกใหญ่ คล้ายกับระบายความหนักอึ้งที่เก็บไว้มานาน คิ้วขมวดเข้าหากันจนเห็นได้ชัด ใบหน้าเต็มไปด้วยความกังวลจนไม่อาจปิดบังได้
“ถ้าเราไปแล้ว... มันไม่เป็อย่างที่คิดล่ะ?” น้ำเสียงเธอสั่นเครือเล็กน้อย แม้จะพยายามกลั้นไว้ ทว่าก็อดไม่ได้ที่จะไม่ได้ที่จะเปล่งคำถามนั้นออกมา
“ถ้าสิ่งที่รอเราอยู่ไม่ใช่ความหวัง แต่คือความตายแทนล่ะ?” เสียงของเธอดังขึ้น การท้าทายแรงศรัทธาที่ทุกคนพยายามยึดมั่น เพื่อทดสอบว่าความหวังนั้น แข็งแกร่งพอจะต้านทานความจริงอันโหดร้ายได้หรือไม่
หญิงสาวตัวเล็กนิ่งเงียบชั่วครู่ เธอกำลังรวบรวมความคิดหลายก้อนในหัว ก่อนจะเงยหน้าขึ้นแล้วเอ่ย
“ถ้าไม่ทำอะไรเลย...เราก็จะตายอยู่ที่นี่ พวกคุณคงไม่้าให้การตายของเราทุกคน จบลงอย่างไร้ความหมายใช่ไหม?” คำพูดนั้นไม่ใช่แค่การเตือนสติ หากแต่เป็การตัดสินใจที่มีความกล้าหาญ
ชัญญากวาดสายตามองพวกเขาทีละคน ภายใต้เสียงฝนที่กระหน่ำอยู่ด้านนอก สะท้อนถึงความหนักหน่วงในใจของเธอ
“ถ้าเราตัดสินใจไปที่นั่น...” เธอเว้นจังหวะกลั่นกรองอย่างรอบคอบ ก่อนจะเอ่ยต่อ
“ทุกคนต้องทำใจยอมรับว่า เรากำลังจะก้าวเข้าสู่สิ่งที่ไม่มีใครรู้ปลายทาง ไม่ใช่แค่ตามหาทรัพยากรหรือที่หลบภัย...แต่หมายรวมถึงชีวิตของพวกเราทุกคนด้วย” เธอไม่ได้พยายามปฏิเสธความจริง หรือบั่นทอนความหวัง แต่ทว่า้าให้ตระหนักถึงสิ่งที่กำลังจะเผชิญ
ชิดตะวันยิ้มบางให้กับคำพูดของชัญญา รอยยิ้มนั้นแฝงไว้ด้วยความเข้าใจ และน้ำหนักของการตัดสินใจที่แต่ละคนกำลังแบกรับไว้
“เราทุกคนต่างก็กลัว แต่ชีวิตมันต้องเดินหน้าต่อ” เธอหยุดชั่วครู่เพื่อเรียบเรียงถ้อยคำ “หาก้ามีชีวิตอยู่ต่อ ก็ต้องยอมรับความเสี่ยงที่มาพร้อมกับมัน”
ลมหนาวเหลือบตามองชัญญา สายตานิ่งแน่วแล้วเอ่ย “การย้ายฐานครั้งนี้ไม่ใช่การหลีกหนีจากสิ่งที่เราเคยรู้...แต่มันคือการเลือกอนาคตของพวกเราด้วยตัวเอง” น้ำเสียงของเธอดังกังวานท่ามกลางความเงียบ
“เราต้องเลือกด้วยหัวใจที่มั่นคง และพร้อมรับทุกความเสี่ยงที่อาจมาพร้อมกับมัน”
ความกดดันหนักหน่วงจนทำให้การตัดสินใจหนักอึ้ง พวกเขานั่งนิ่ง ภายใต้บรรยากาศตึงเครียด ชัญญาหลับตาลงครู่หนึ่ง ก่อนจะลืมตาขึ้นพร้อมกับคำตัดสินในใจที่สุกงอมแล้ว
“ถ้าพวกคุณเชื่อจริง ๆ ว่านั่นคือหนทางเดียว...ฉันก็จะไป” เธอกล่าวอย่างระมัดระวัง คิ้วบางขมวดแน่นบนใบหน้า แววตาฉายความกังวลไม่ต่างจากก่อนหน้า
“แต่ขอให้มันเป็การตัดสินใจของพวกเราทุกคน ไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง”
ooooo
ก่อนออกเดินทาง
สมาชิกแต่ละคนเตรียมความพร้อมอย่างเคร่งเครียด ลมหนาวตรวจสอบปืนสไนเปอร์และะุอย่างพิถีพิถัน ดวงตาจับจ้องกลไกทุกชิ้น ราวกับมันคือเส้นบาง ๆ ระหว่างความเป็ความตาย
ขณะชิดตะวันควงคาตานะในมือเพื่อทดสอบน้ำหนักและสมดุลของใบมีด แสงโลหะวาบสะท้อนผ่านบรรยากาศอึมครึม ดั่งประกาศถึงความพร้อมเงียบ ๆ ของนักรบ ไทซันกระชับปืนลูกซอง ตรวจสอบะุทีละนัดด้วยความรอบคอบไม่ต่างกัน
ส่วนปลายฟ้าเหน็บมีดสั้นไว้ที่เข็มขัด ก่อนสะพายเป้ใบใหญ่ที่บรรจุเวชภัณฑ์และเสบียงจำเป็ไว้ พวกเขาแบ่งหน้าที่กันชัดเจน ผู้แบกสัมภาระ ผู้เป็แนวหน้า หรือผู้คอยระวังหลัง ทุกการเคลื่อนไหวถูกวางแผนล่วงหน้าอย่างละเอียด
สมาชิกบางส่วนที่เคยไม่เห็นด้วยกับการรับชิดตะวันเข้ามา ยังคงยืนแยกออกไป สีหน้าพวกเขาเต็มไปด้วยความลังเล ทว่าท้ายที่สุด ก็ตัดสินใจไม่ร่วมเดินทางไปด้วย เลือกอยู่ในค่าย แม้กำลังคนจะลดลง แต่สมาชิกที่เหลือกลับตระหนักชัดว่า การเดินทางครั้งนี้ ้าเพียงผู้ที่พร้อมเผชิญกับทุกความเสี่ยงทุกรูปแบบ
บัวตองนั่งเงียบอยู่ ณ มุมหนึ่งของค่าย สายตาเหม่อมองผ่านหน้าต่างบานเก่าที่เต็มไปด้วยหยดฝน ท่าทางสงบนิ่งกว่าที่เคย ดวงตามีประกายชีวิตมากกว่าที่เคย แม้ร่างกายจะยังอ่อนแรงจากพิษไข้ แต่สัญญาณการฟื้นตัวเริ่มปรากฏชัด อาการอ่อนล้าทุเลาลง ยาที่พวกเขาเสี่ยงชีวิตไปหามานั้นได้ไม่สูญเปล่า นั่นเป็สิ่งเดียวที่บ่งบอกว่าความพยายามของทุกคนมีความหมาย
หญิงวัยกลางคนหันมองรอบค่าย ก่อนสายตาจะสบตาเข้ากับชัญญา ซึ่งกำลังจัดเก็บสัมภาระเตรียมตัวออกเดินทาง แม้ไม่มีคำพูดใดเอื้อนเอ่ย แต่ในแววตาที่สบกัน กลับบอกเล่าความรู้สึกได้มากกว่าคำพูด บัวตองยกมืออ่อนแอของตัวเองัับางเบาข้างตัวหล่อน คนข้างกายชะงักไปชั่วขณะ ความอบอุ่นจากปลายนิ้วสะกดทุกความเร่งรีบในเสี้ยววินาที ก่อนจะสูดลมหายใจลึก แล้วส่งรอยยิ้มบางเบาให้
วันเดินทาง
เมื่อพวกเขาก้าวพ้นรั้วค่าย เส้นทางเบื้องหน้ากลับทอดยาว ไร้จุดสิ้นสุด ถนนแตกร้าวเต็มไปด้วยซากรถถูกทิ้งร้าง หลุมบ่อและเศษซากอาคารที่พังทลาย กลายเป็อุปสรรคให้ต้องฝ่าฟัน กลิ่นเหม็นเน่าของศพเก่าคละคลุ้งในอากาศจนหายใจลำบาก ท่ามกลางความมืดมนของเมืองที่ล่มสลาย แสงฟ้าแลบวาบขึ้น สาดแสงวูบเดียวลงกระทบผิวดินในระยะไกล เผยให้เห็นเส้นทางเบื้องหน้า
กระนั้น ความมืดมิดของเมืองที่พังทลาย ก็ไม่อาจหยุดยั้งพวกเขาให้ก้าวเดินไปต่อได้ แม้เสบียงจะเหลือน้อยนิด ทว่าความหวังกลับเป็เชื้อไฟหล่อเลี้ยงจิตใจให้เข้มแข็ง การเดินทางครั้งนี้อาจเต็มไปด้วยภัยร้ายที่คาดไม่ถึง แต่ ณ จุดหมายปลายทาง อาจมีคำตอบที่สามารถเปลี่ยนแปลงทุกสิ่ง
เสียงฝีเท้าแ่เบาของกลุ่มคนจำนวนสิบกว่าคน กลืนหายไปกับเสียงฝนที่โปรยปรายกระทบหลังคา ฟ้าแลบแปลบปลาบเป็ระยะ ตามมาด้วยเสียงฟ้าคำรามดังกึกก้อง สะท้อนกังวานทั่วเมืองร้าง สายลมเย็นพัดกระโชกแรง นำพาความชื้นและไอเย็นซึมซาบเข้าสู่เนื้อผ้า บรรยากาศอึมครึม ถูกปกคลุมด้วยเงามืดของตึกสูงที่พังครึ่ง
เสียงคำรามของซอมบี้ดังแว่วมาแต่ไกล สอดประสานกับเสียงฝนและฟ้าร้อง ทุกย่างก้าวจึงต้องอาศัยความระมัดระวัง อากาศเย็นะเื ประกอบกับเสื้อผ้าชื้นแฉะ ทำให้ทุกก้าวเดินยิ่งชวนให้เหนื่อยล้า ทว่าพวกเขาทำได้เพียงกัดฟันเดินต่อไป ฝ่าพายุฝนที่ไม่มีทีท่าจะสิ้นสุด
การเดินทางดำเนินมาถึงเกือบครึ่งทางแล้ว ทว่าฝนยังคงกระหน่ำลงมาไม่หยุดหย่อน ความเหนื่อยล้าสะสมเริ่มกัดกร่อนจิตใจ ควบคู่ไปกับความหวังที่เริ่มเลือนหาย ก่อนที่พวกเขาจะทันได้หยุดพัก หายนะใหม่กลับปรากฏเบื้องหน้า สิ่งที่เลวร้ายกว่าซอมบี้
ผู้รอดชีวิตกลุ่มอื่น
ย่านอุตสาหกรรมร้าง
อาคารเก่าซึ่งครั้งหนึ่ง เคยคลาคล่ำด้วยเสียงเครื่องจักรและผู้คน บัดนี้เป็เพียงหลุมฝังศพของความรุ่งเรืองที่พังทลาย กลุ่มผู้รอดชีวิตสิบกว่าคนค่อย ๆ เดินฝ่าความเงียบเข้าไปในซูเปอร์มาร์เก็ตร้าง ค้นหาอาหารและน้ำสะอาดที่อาจหลงเหลืออยู่ตามซอกมุม
แต่แล้ว ความเงียบก็ถูกขัดจังหวะ เมื่อชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่งปรากฏตัวจากมุมมืด พวกเขาสวมเสื้อผ้าเก่ามอมแมม เปรอะเปื้อนคราบเืและดินโคลน าแกับรอยขีดข่วนประทับอยู่ทั่วใบหน้าและแขน เสมือนเครื่องหมายแห่งความดิบเถื่อน อาวุธในมือหลากหลาย ทั้งปืน ค้อนขนาดใหญ่ มีดปลายแหลม รวมไปถึงกระบองเหล็กที่ผ่านการใช้งานมานับไม่ถ้วน
แววตาเ่าั้มีแต่ความกระหายและไร้ปรานี ดวงตาที่ไม่เพียงแต่หิวโหยอาหาร หากแต่ยังหิวโหยความเ็ป คำพูดหรือการขอร้องใด ๆ คงไม่สามารถหยุดยั้งการกระทำของกลุ่มชายเหล่านี้ได้ เสมือนว่าพวกเขานั้นล่าเพื่อความพอใจมากกว่าการเอาชีวิตรอด
“วางของพวกนั้นลงซะ!” ชายร่างสูงคนหนึ่งเอ่ยด้วยเสียงเยือกเย็น ดวงตาจ้องมองตรงมายังพวกเธอ ราวกับเขาคือเ้าของพื้นที่นี้
“เราจะปล่อยพวกแกไป ถ้าไม่ขัดขืน”
สมาชิกในกลุ่มยืนนิ่ง ทุกคนััได้ถึงอันตรายที่แผ่ซ่านเข้ามาทันที ลมหนาวเหลือบสายตามองชิดตะวันที่ยืนใกล้ ๆ ทั้งคู่สบตากันเพียงเสี้ยววินาที ทว่าเพียงพอจะถ่ายทอดความเข้าใจโดยไม่ต้องใช้ถ้อยคำ บุคคลกลุ่มนี้ไม่ใช่แค่มาปล้นเสบียง แล้วจากไปอย่างละเว้น แต่คือผู้ล่าที่ไม่เคยปล่อยให้เหยื่อรอดชีวิต
ดวงตาของชายร่างสูงตรงหน้า เปล่งประกายโเี้ และความกระหายบางอย่างแสดงออกมาชัดเจน ความตึงเครียดในอากาศส่งผลให้ทุกการเคลื่อนไหว กลายเป็สิ่งที่อันตรายเกินกว่าจะเสี่ยง
“เรามีไม่มากพอจะแบ่งให้ใคร” ปลายฟ้าเอ่ยเสียงเรียบ มือกำสายกระเป๋าแน่น คล้ายกับมันคือหลักยึดสุดท้ายที่หล่อเลี้ยงสติ ดวงตาของเธอสบกับชายร่างสูงโดยไม่หลบเลี่ยง ไร้ซึ่งความหวาดกลัว ขณะเดียวกันก็ประเมินสถานการณ์และความเป็ไปได้ไว้ล่วงหน้าแล้ว
“งั้นพวกแกก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องมีชีวิตอยู่” อีกฝ่ายแสยะยิ้ม แล้วทุกอย่างก็ะเิขึ้นในวินาทีต่อมา
เสียงปืนดังสนั่นทันทีที่ลมหนาวเหนี่ยวไก ะุพุ่งทะลุไหล่ชายผู้เป็หัวหน้า กลุ่มศัตรูแตกกระเจิงในพริบตา ขณะเดียวกัน ชิดตะวันพุ่งตัวเข้าไปพร้อมคาตานะ ฟาดฟันเข้าใส่แขนศัตรูที่ถือปืนจนมันร่วงลงกระแทกพื้น
ไทซันกระชับปืนลูกซอง แล้วยิงเป่าท้องอีกคนจนร่างปลิวกระเด็น ปลายฟ้าฉวยจังหวะฝ่าสายฝน พุ่งแทงมีดสั้นเข้าลำคอของชายที่กำลังจะเข้าถึงตัวเธอ เืสีแดงฉานสาดกระเซ็นท่ามกลางสายฝน
กลุ่มศัตรูไม่ได้อ่อนแอเสียทีเดียว พวกเขาตอบโต้กลับด้วยอย่างดุเดือด ะุปืนพุ่งเฉียดตัวพวกเธอไปมา ขณะที่บางคนพุ่งเข้ามาพร้อมอาวุธในระยะประชิด หญิงสาวตัวเล็กเล็งปืนยิงด้วยความแม่นยำ สังหารเป้าหมายทีละคนด้วยความรวดเร็วไม่มีพลาด ด้านร่างสูงและไทซันต่างเข้าประแนวหน้า รับมือกับการโจมตีอย่างไม่หวั่นไหว สายฝนที่โหมกระหน่ำ และฟ้าร้องกึกก้อง กลายเป็ฉากหลังของความโกลาหล การเคลื่อนไหวมีแต่ความตึงเครียด ราวกับชีวิตและความตายผูกติดกันอยู่ในเสี้ยววินาที
จำนวนของศัตรูลดลงอย่างต่อเนื่อง กลุ่มที่เหลืออยู่เริ่มมองเห็นทิศทางของศึกที่ไม่เป็ใจ ก่อนตัดสินใจล่าถอย ทิ้งร่างของพวกพ้องที่ล้มตายไว้เื้ัอย่างไร้เยื่อใย
พวกเธอยืนหอบหายใจท่ามกลางร่างไร้ิญญา ก่อนจะรวบรวมเสบียงจากศพของศัตรู ความจริงอันโหดร้ายเริ่มปรากฏชัด การต่อสู้ครั้งนี้ไม่ได้แค่เพื่อเอาชีวิตรอด หากแต่กำลังเปลี่ยนเป็ผู้ที่ต้องฆ่าเพื่ออยู่รอด สิ่งเดียวที่ผลักดันพวกเขาให้ไปต่อ คือความหวัง ความหวังว่าศูนย์วิจัยที่ปลายทาง จะมีคำตอบที่ตามหา
ooooo
หลังจากการเดินทางเป็เวลาหลายวัน ท่ามกลางลมฝน พวกเธอก็เข้าใกล้จุดหมายปลายทางเสียที ศูนย์วิจัยที่เคยถูกกล่าวขานว่าเป็ความหวังสุดท้ายของมนุษยชาติ
ในระยะสายตาที่ทอดยาว พวกเธอมองเห็นอาคารหลักตั้งตระหง่านอย่างชัดเจน โครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กขนาดมหึมา ผนังภายนอกแตกร้าวเป็เส้นสายและคราบเขม่าสีดำ บ่งบอกถึงการต่อสู้ที่เคยเกิดขึ้นในอดีต หน้าต่างบางบานแตกกระจาย ขณะที่บางบานถูกปิดสนิทด้วยแผ่นโลหะหนา ดาดฟ้ามีเสาอากาศหักพังกับไฟสัญญาณที่มอดดับมานาน บริเวณรอบอาคารกระจัดกระจายด้วยซากยานพาหนะที่ถูกทิ้งร้าง บางคันขึ้นสนิม บางคันพรุนไปด้วยรอยะุ
ทุกย่างก้าวที่เข้าใกล้ ทำให้ััถึงบรรยากาศอันหนักอึ้ง ความน่าสะพรึงที่จับต้องได้ ความรู้สึกไม่มั่นคงแผ่ซ่านไปทั่วร่าง สมาชิกบางคนเร่งฝีเท้า เมื่อโครงสร้างของอาคารปรากฏชัดในสายตา หัวใจเต้นแรงด้วยความตื่นเต้น หรือความหวาดหวั่นที่ก่อตัวขึ้นในอก
ตลอดเส้นทางที่ผ่านมา พวกเขาต้องฝ่าฟันฝูงซอมบี้ สัตว์ป่าดุร้าย และอุปสรรคนานัปการ ความเหนื่อยล้าสะสมจนปรากฏชัดบนเรือนร่าง เสื้อผ้าฉีกขาด เปรอะเปื้อนด้วยเืและฝุ่นดิน าแจากการต่อสู้แต่งแต้มิัจนไม่เหลือรอยเดิม บางคนเดินโซเซเนื่องจากความอ่อนล้า แม้ภายในจะอาบด้วยความกลัว ทว่าพวกเขาก็ยังยึดมั่นในความหวังเพียงหนึ่งเดียว ว่าศูนย์วิจัยจะเป็สถานที่ปลอดภัย ที่ซึ่งพวกเขาจะได้เริ่มต้นชีวิตใหม่
ยิ่งเข้าใกล้ตัวอาคาร บรรยากาศรอบข้างกลับเงียบสงัด มีเพียงเสียงฝีเท้าของพวกเขาเองที่ก้องสะท้อนในความเงียบนั้น ทำให้ต้องเพิ่มความระมัดระวัง ทุกคนกระชับอาวุธแน่นขึ้นโดยสัญชาตญาณ ดวงตาเพ่งมองไปยังอาคารสูงใหญ่เบื้องหน้า
อาคารศูนย์วิจัยสูงใหญ่และแข็งแกร่ง ท่ามกลางซากปรักหักพังรอบด้าน ทว่าประตูทางเข้าหลักกลับปิดตายแ่า เผยร่องรอยของการเสริมความมั่นคง ราวกับไม่้าให้สิ่งใดเล็ดลอดเข้าไป หรือออกมา สิ่งที่ทำให้ทุกคนต้องหยุดชะงัก คือฝูงซอมบี้จำนวนมากที่รวมตัวกันอยู่หน้าประตู พวกมันยืนนิ่งรอคอยบางสิ่งบางอย่าง บางตัวแสดงอาการการกลายพันธุ์ชัดเจน กล้ามเนื้อฉีกขาด ิัหลุดลอกจนเห็นเนื้อดิบ ดวงตาแดงก่ำเต็มไปด้วยความกระหาย
ความตึงเครียดแผ่กระจายไปทั่วบริเวณ ทางเลือกเดียวในการเข้าสู่อาคารคือการฝ่าฝูงผีดิบเหล่านี้ให้ได้ ทันใดนั้น ซอมบี้ตัวหนึ่งส่งเสียงคำรามต่ำในลำคอ ก่อนเสียงนั้นจะกระตุ้นให้ตัวอื่น ๆ เริ่มเคลื่อนไหว ทั้งฝูงกรูกันเข้ามาหาพวกเขาอย่างรวดเร็ว
ชิดตะวันยกดาบขึ้น เตรียมพร้อมรับมือ ไทซันกระชับปืนแน่น ปลายฟ้าตรวจสอบเวชภัณฑ์อย่างเร่งรีบ เตรียมพร้อมรับสถานการณ์ฉุกเฉิน สมาชิกทุกคนเข้าสู่โหมดต่อสู้เต็มขั้น ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องสู้ จนกว่าจะเปิดทางเข้าสู่ศูนย์วิจัยได้
เสียงปืนดังสะท้อนก้อง คมดาบตวัดฉับ ผ่าแบ่งร่างของซอมบี้ออกเป็สองส่วน เืสีดำสาดกระเซ็นเป็วงกว้าง ความโกลาหลปะทุขึ้นท่ามกลางฝูงปีศาจกระหายเืที่ถาโถมเข้ามาไม่หยุด ร่างสูงเคลื่อนไหวคล่องแคล่ว ฟาดฟันดาบอย่างแม่นยำ กำจัดซอมบี้ตัวแล้วตัวเล่า ขณะที่ไทซันยกปืนขึ้นเล็ง ลั่นไกปืนยิงเป้าหมายที่พุ่งเข้ามาใกล้อย่างไม่ลังเล
แม้ลมหนาวจะไม่ถนัดการต่อสู้ระยะประชิดเท่าคนตัวสูง แต่เธอมีสายตาแม่นยำบวกกับไหวพริบเฉียบแหลม มือเรียวกระชับปืนพกที่ยึดมาได้จากกลุ่มชายฉกรรจ์อย่างมั่นคง ะุทุกนัดที่ถูกลั่นออกไปล้วนผ่านการคำนวณมาอย่างดี ไม่ว่าจะเพื่อเปิดทางให้พวกพ้อง หรือกำจัดภัยคุกคามได้อย่างเฉียบขาด ดวงตาคมจับจ้องเป้าหมายอย่างเยือกเย็น คอยหามุมยิงที่ปลอดภัยและได้เปรียบ เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเปลี่ยนแปลงได้ทุกเมื่อ
ท่ามกลางการต่อสู้อันดุเดือดนั้น ปลายฟ้ารีบพาสมาชิกที่ไม่สันทัดการต่อสู้หลบหลังซากรถ บัวตองโอบเด็กสาวคนหนึ่งไว้แน่น คอยปลอบให้เงียบเสียง ส่วนชัญญาหยิบมีดพร้าเตรียมปกป้องสมาชิก
เสียงคำรามกึกก้องฉีกผ่านความโกลาหล ปรากฏร่างของซอมบี้กลายพันธุ์ตนหนึ่ง ผีดิบร่างใหญ่ผิดธรรมชาติ กล้ามเนื้อบิดเบี้ยว เส้นเืปูดโปนใต้ิัซีดขาว มันเคลื่อนไหวรวดเร็วและทรงพลัง พุ่งตรงเข้าหาพวกเขาอย่างบ้าคลั่ง
ทันใดนั้น ะุปริศนาก็พุ่งตรงมาจากมุมหนึ่งของพื้นที่ เจาะทะลุกะโหลกซอมบี้ั์อย่างแม่นยำ ร่างมหึมาของมันล้มลงกระแทกเสียงดังสนั่นจนพื้นะเื เสียงปืนดังขึ้นอีกนัด ะุนัดที่สองทะลุผ่านศีรษะผีดิบอีกตัวที่กำลังพุ่งเข้าหาชิดตะวัน พวกเขาชะงักชั่วขณะด้วยความตกตะลึง ก่อนจะรีบใช้โอกาสนั้นเร่งกำจัดซอมบี้ที่เหลือด้วยแรงฮึดสุดท้าย เพื่อเปิดทางสู่ศูนย์วิจัยที่เป็ความหวังสุดท้ายของพวกเขา