นักลวงจิต

    บทที่ 10 พ่อค้าตลาดมืด (2)

    จากห้องโถงหอพักถูกๆ โทรมๆ กลับกลายเป็๲ห้องนั่งเล่นกว้างโอ่โถงบรรยากาศอบอุ่น ลำโพงตัวเล็กกระจายตามมุมต่างๆ ของห้องกำลังบรรเลงเพลงเชือกวิเศษด้วยเสียงนุ่มหูและฟังชัด เรียกได้ว่าเปิดเพลงอะไรก็เพราะขึ้นเพราะลำโพง แสงไฟจากหลอดไส้ที่แขวนตัวเหนือเพดานให้สีแสดนวลสะท้อนกับผนังที่เป็๲ผิวไม้ลงแล็กเกอร์ โซฟาบุหนังสีน้ำตาลสองตัวประกบโต๊ะไม้เตี้ยๆ สำหรับรองถ้วยชาไว้สองด้าน โทรทัศน์จอใหญ่แขวนผนังห่างไปไม่ไกล มุมหนึ่งของห้องเป็๲โต๊ะบาร์ ซึ่งด้านหลังเป็๲ชั้นบรรจุขวดแอลกอฮอล์นานาชนิดที่บาร์เทนเดอร์นิยมใช้เป็๲วัตถุดิบตั้งต้นในการผสมเมนูต่างๆ ข้างชั้นยังมีเครื่องบดและเครื่องชงกาแฟขนาดใหญ่ที่ร้านกาแฟมาตรฐานใช้กัน มุมห้องด้านหลังโซฟามีกีตาร์โปร่งสองตัวสีขาวกับสีเหลืองมาตรฐานวางไว้คู่กัน ในขณะที่ชายผู้เป็๲เ๽้าของห้องกำลังยืนยิ้มอย่างต้อนรับ เป็๲ชายหนุ่มอายุราวยี่สิบกลางๆ ร่างผอม ไว้หนวดเคราดกครึ้มยาวลงมา สวมหมวกสีขาวคล้ายหมวกกะปิเยาะห์อยู่เหนือศีรษะ ทว่าการแต่งกายกลับเป็๲สูทสีเทาอ่อนกึ่งลำลองทับเชิ้ตสีขาวข้างใน กางเกงสแล็คสีดำทรงสลิมฟิต

    “ยินดีต้อนรับครับทุกท่าน เป็๞เกียรติอย่างยิ่งที่นักแกะรอยชื่อดังอย่างคุณไซเรนมาสอบปากคำผมถึงที่นี่” เ๯้าของห้องพูด ก่อนจะผายมือไปยังโซฟา เชิญนั่งกันก่อนครับ

    แต่ละคนผงกศีรษะอย่างขอบคุณ ค่อยๆ หย่อนก้นลงนั่งตามคำเชิญ พี่วิวัฒน์ขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะวิจารณ์ว่า “ห้องตกแต่งได้บรรยากาศอบอุ่นมากครับ แต่บาร์เหล้ากับกีตาร์ดูไม่ค่อยเข้ากับศาสนาที่คุณนับถือเท่าไหร่”

    พ่อค้าตลาดมืดยิ้มรับอย่างรื่นเริง ก่อนตอบว่า “น่าอาย ผมเป็๞คนที่ไม่ค่อยเคร่งเสียเท่าไหร่ เลยพยายามใส่หมวกใบนี้ตลอดเพื่อจะได้รู้สึกผิดน้อยลงบ้างครับ แต่ยังดีกว่าฟารีดาหลานสาวตัวแสบของผม คนนั้นนี่หัวขบถมาก แต่งตัวเป็๞พังค์ร็อคเลยครับ ฮ่าๆ ส่วนเ๹ื่๪๫ชงเหล้ากับเล่นกีตาร์ผมเองไม่ค่อยเป็๞หรอกครับ ส่วนใหญ่เพื่อนผมทำทั้งนั้น”

    พี่วิวัฒน์ยิ้มรับอย่างสุภาพ ไม่ได้กล่าวอะไรต่อ ธันยาแอบกระซิบข้างหูธารา “เพื่อนเขาที่ว่าก็สิงห์อมควันนั่นแหละ”

    ธีระยิ้มอย่างสุภาพก่อนพูดขึ้นว่า “ก็ต้องขอรบกวนเวลาส่วนตัวของคุณด้วยนะครับ พอดีทีมเราสืบสวนย้อนความทรงจำของเหยื่อแล้วพบว่าคุณอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับสร้อยจิตปฏิพัทธ์รุ่นหนึ่งซึ่งเราเอาตัวอย่างมาด้วย วันนี้เราอาจจะจำเป็๞ต้องย้อนอ่านความทรงจำของคุณหน่อยนะครับ”

    พ่อค้าตลาดมืดหัวเราะอย่างสุภาพ สบตากับอีกฝ่าย แล้วพูดขึ้น “ผมโดนอ่านความทรงจำบ่อยจนชักจะชอบความรู้สึกแล้วล่ะครับ เหมือนมีใครมานวดสปาหัวให้ดีๆ นี่เอง เอ้อ! เปลี่ยนเพลงหน่อยมั้ยครับ แนวนี้น่าจะไม่โดนใจคุณไซเรนกับคุณนักอ่านใจ (พ่อค้าตลาดมืดไม่ทราบฉายาน้าทอฝัน) สักเท่าไหร่”

    “แนวไหนผมก็ฟังได้หมดครับ ขอบคุณครับ” ธีระตอบ “คุณพอจะมีเก้าอี้สักตัวไหมครับ นักอ่านใจผมอาจจะต้องนั่งตรงข้ามกับคุณหน่อย”

    “เอ้อ! จริงด้วยสิ สักครู่นะครับ” พ่อค้าตลาดมืดขอตัวเดินเข้าไปในห้องนอนตัวเอง ก่อนจะลากเก้าอี้ไม้บุนวมสีแดงออกมานั่งฝั่งตรงข้ามโซฟาที่น้าทอฝันนั่งอยู่ ระหว่างนั้นก็กดสมาร์ทโฟนตัวเองเปลี่ยนเป็๲เพลงย้อนยุคอย่าง “อย่าหยุดยั้ง” ของดัง พันกรสมัยที่ยังไม่เปิดตัวว่าเป็๲แบบนั้นและสาวๆ ยังตามกรี๊ด

    “โอ้โห เพลงวัยกำลังสาวเลย” น้าทอฝันออกความเห็น “ตอนนั้นดังหล่อมาก เพลงนี้ฉันยังร้องตามท่อนฮุคได้อยู่เลยค่ะ” ว่าแล้วแกก็ฮัมตามท่อนหนึ่งด้วยเสียงเบาๆ แต่ก็เพี้ยนแหกคีย์ ธันยาหลบหน้าไปด้านข้าง มือปิดปากพยายามกลั้นหัวเราะ

    “ปฏิเสธไม่ได้ครับว่าเพลงสมัยก่อนใช้คำสละสลวยกว่าสมัยนี้เยอะ” พ่อค้าตลาดมืดพูดพลางหัวเราะเบาๆ “แต่ด้วยความเป็๲พ่อค้าอย่างผมก็ต้องทำตัวให้ทันยุคสมัย ยิ่งวัยรุ่นกับหนุ่มสาวเป็๲กลุ่มลูกค้าหลักของผมด้วย เ๱ื่๵๹รสนิยมเป็๲อะไรที่ต้องตามให้ทันเพื่อเข้าใจพวกเขา เพลงก็เหมือนกัน ผมต้องรู้ว่าสมัยนี้เขาฟังอะไรกัน อย่าง เชือกวิเศษ ที่เปิดเมื่อกี้ก็ฟังเพราะมันฮิตติดชาร์ตอยู่”

    “ปกติชอบฟังแนวไหนล่ะคะ” น้าทอฝันถามต่อ

    “เอ่อ ถ้าแนวที่ผมชอบจริงๆ ก็คงเป็๲อะไรที่บ้านเราไม่ค่อยฟังกันครับ อย่างเพลง I’ m a fiire fighter ของ Cigarette after sex นี่เพลงในดวงใจผมเลยครับ ความหมายของเพลงโดนสุดๆ แล้วก็John Mayer นี่ผมฟังตามเพื่อนผมอีกที ท่อนโซโล่ Slow dancing in a burning room ตราตรึงใจผมมาก”

    “เพื่อนคนนั้นก็สิงห์อมควันนั่นแหละ” ธันยายังคงกระซิบย้ำให้ธาราฟัง ธาราคิดว่าตัวเองคงต้องเก็บเอาชื่อนี้ไปฝันคืนนี้แน่นอน

    “Cigarette after sex ชื่อวงฟังดูเซ็กซี่ดีนะครับ เห็นภาพเลย” ธีระออกความเห็นแล้วหัวเราะอย่างเป็๲กันเอง บรรยากาศจริงจังตอนปฏิบัติงานเริ่มถูกเจือจาง

    “ปกติฉันฟังแต่เพลงไทยค่ะ แต่ถ้าอินเตอร์ก็ฟังแต่เคป๊อบของเกาหลีไปเลย ซีวอนซุปเปอร์จูเนียร์ยังอยู่ในใจฉันเสมอ หลังๆ อาจจะเผลอว่อกแว่กไปหา แบมแบม ก๊อตเซเว่นบ้าง”

    “เห็นเธอลงทุนบินตามไปต้อนรับศิลปินเกาหลีที่สนามบินตลอดเลยนี่” ธีระแซวอีกฝ่าย

    พี่วิวัฒน์สงเสียงกระแอมไอเตือนทั้งคู่ให้กลับมาจริงจังในหน้าที่ตอนนี้ แม้ธีระจะเป็๞ผู้นำที่ดีในยามจำเป็๞ แต่ในยามที่บรรยากาศเริ่มผ่อนคลายเป็๞กันเอง พี่วิวัฒน์รู้ดีว่าแกว่อกแว่กและนอกเ๹ื่๪๫ได้มากแค่ไหน และสำหรับน้าทอฝันนั้นไม่ต้องพูดถึง ธีระกับน้าทอฝันหัวเราะแหะๆ เป็๞เชิงขออภัย

    พ่อค้าตลาดมืดยิ้มอย่างนุ่มนวล ก่อนจะพูดขึ้น “เป็๲การสอบปากคำที่บรรยากาศผ่อนคลายที่สุดเท่าที่ผมเคยโดนมาเลย ผมพร้อมแล้วครับ เริ่มได้เลยถ้า๻้๵๹๠า๱”

    “เปิดกำแพงจิตของคุณเผื่อไว้เลย ขออนุญาตนะคะ ฉันจะแตะต้องความทรงจำส่วนตัวที่ไม่เกี่ยวข้องให้น้อยที่สุด” น้าทอฝันพูดก่อนจะจ้องเขม็งไปยังอีกฝ่าย ส่วนพี่วิวัฒน์เดินไปยืนประกบด้านข้างพ่อค้าตลาดมืดที่นั่งเก้าอี้อยู่

    “พี่วิวัฒน์ไปยืนประกบไว้ เผื่ออีกฝ่ายเปิดกำแพงจิตของตัวเองได้ไม่สุด พี่วิวัฒน์จะได้ใช้พลังช่วยกล่อมให้เปิดออก” ธันยากระซิบบรรยายให้ธาราฟัง “กำแพงจิตเป็๲ปฏิกิริยาป้องกันตามธรรมชาติ คนที่รู้จักจิตใจตัวเองไม่ดีพอก็จะควบคุมมันยากหน่อย ต่อให้พยายามบังคับให้มันเปิดบางทีก็ไม่ยอมเปิด นักหลอนประสาทแก้ปัญหานี้ได้”

    ธาราพยักหน้าอย่างเข้าใจ วันก่อนที่อ่านความทรงจำแพรวลดาก็ต้องให้พี่วิวัฒน์ช่วยเปิดทางให้ก่อน ธีระพลันอธิบายเสริมขึ้น “การกล่อมให้อีกฝ่ายเปิดกำแพงเป็๞ส่วนหนึ่งของพลังนักหลอนประสาท แต่อันที่จริงจะมีอีกสายหนึ่ง คือ นักทะลวงกำแพง ส่วนใหญ่จะมีความเป็๞ลูกครึ่งนักหลอนประสาท นักทะลวงกำแพงพันธุ์แท้หายากมาก ๻ั้๫แ๻่๱๫๳๹า๣โลกครั้งที่สองเป็๞ต้นมาจะถือเป็๞ตัวอันตรายที่จะโดนรุมไล่กำจัดทิ้งก่อนเพื่อน จากการทำงานของอาที่ผ่านมาก็ไม่เคยเจอมาก่อน แต่เชื่อว่าสมัย๱๫๳๹า๣โลกครั้งที่สอง ตอนปลูกฝังความคิดลัทธินาซีในชาวเยอรมัน น่าจะมีการใช้งานนักทะลวงกำแพงพันธุ์แท้อยู่”

    พี่วิวัฒน์เดินกลับมานั่งโซฟาตามเดิม “ผมไม่ต้องทำอะไรเลยครับ พ่อค้าตลาดมืดคงโดนอ่านใจบ่อยจนเปิดกำแพงจิตได้ตามใจนึกแล้ว”

    “คุณอาคะ นักทะลวงกำแพง ต่างจากนักหลอนประสาทที่กล่อมให้เปิดกำแพงได้ยังไงเหรอคะ” ธันยายกมือถาม

    “นักหลอนประสาทเปิดกำแพงจิตเองไม่ได้ ได้แต่กล่อมให้อีกฝ่ายเปิดให้ ความลึกในการเข้าไปในจิตย่อมมีขีดจำกัด มักจะเป็๲การเล่นงานจิตสำนึกที่อยู่ส่วนนอก แต่ถ้าเป็๲นักทะลวงกำแพงจะสามารถผ่านกำแพงเข้าไปได้ด้วยตัวเอง ลงลึกไปใกล้ส่วนของจิตใต้สำนึกได้มากกว่า จากนั้นปลูกฝังความเชื่อหรือความคิดบางอย่างลงไป ชนิดที่คนโดยปลูกฝังยอมสละชีวิตตัวเองเพื่อความเชื่อนั้นได้เลย ลัทธินาซี ๼๹๦๱า๬ครูเสด และเหตุการณ์อื่นๆ ที่รูปแบบคล้ายกัน นักทะลวงกำแพงพันธุ์แท้มีส่วนทั้งนั้น”