ตอนที่109 ข้อแลกเปลี่ยนของหยางอัน
หยางจุ้นพยักหน้าเข้าใจเขากล่าวเสริมเพื่อให้ทุกคนสบายใจว่า
“ฉันไม่ได้กดดันแต่ฉันแค่สงสัยว่าร่างกายเธอกำลังทำอะไรกับบางอย่าง มันดูมีแบบแผนชัดเจนเกินไปหากเธอยังเป็นอีกและเป็นเหมือนที่ฉันวิเคราะห์ไว้ แสดงว่าพวกเราคงทำได้แค่รอให้ช่วงเวลาทรมานของเธอจบสิ้นลง”
จ้าวลี่หงและทีมแพทย์พยาบาลต่างถอนหายใจด้วยความโล่งอกเมื่อได้รับฟังคำอธิบายเพิ่มเติมจากหยางจุ้น
สักพักหนึ่งเมื่อครบเวลาสิบห้านาทีเสิ่นลี่อิงหัวใจหยุดเต้นอีกครั้ง ทว่าคราวนี้หยางจุ้นไม่ได้ส่งเสียงร้องบอกใครอีกเพราะจ้าวลี่หงและทีมแพทย์ต่างมายืนประจำตำแหน่งพร้อมโดยสายตาแต่ละคนต่างจ้องมองสลับไปมาระหว่างนาฬิกาและเครื่องตรวจวัดสัญญาณชีพอัตโนมัติ
ติ๊ด ! ติ๊ด ! ติ๊ด !
เสียงแจ้งเตือนสัญญาณชีพเข้าสู่สภาวะวิกฤติของเสิ่นลี่อิงดังขึ้นอีกครั้งจ้าวลี่หง หวางจ้าน และพยาบาลเตรียมอุปกรณ์ไว้พร้อมสรรพแล้วทุกคนต่างช่วยกันทำซีพีอาร์หรือฟื้นคืนชีพในทันที
หยางจุ้นจ้องมองนาฬิกาและการช่วยเหลือของทีมแพทย์ด้วยความสนใจพอตัวเลขนาฬิกาของวินาทีเลื่อนไปยังตัวเลขที่บ่งบอกว่าครบเวลาสี่นาทีสี่สิบวินาทีมีเสียงของจ้าวลี่หงดังขึ้นด้วยความดีใจทันทีว่า
“กลับมาแล้วสัญญาณชีพเธอกลับมาแล้ว”
จ้าวลี่หงและทุกคนในห้องต่างจ้องมองหยางจุ้นเป็นจุดเดียวกันเขาเอ่ยให้ทุกคนได้รับฟังร่วมกันอย่างมั่นใจว่า
“สี่นาทีสี่สิบวินาทีพอดีไม่ขาดไม่เกิน”
“แสดงว่าเจี่ยเจียกำลังทำอะไรอยู่หรือครับทำไมพี่ผมหัวใจหยุดเต้นบ่อยนัก?”
เสิ่นลี่หยางรู้สึกเศร้าใจที่จะต้องทนเห็นพี่สาวหัวใจหยุดเต้นครั้งแล้วครั้งเล่าถึงแม้ว่าทีมแพทย์จะสามารถช่วยให้เธอกลับมามีสัญญาณชีพดังเดิมได้ทุกครั้งก็ตาม
เขากลับรู้สึกหดหูใจที่ต้องทนเห็นพี่สาวถูกขย่มกระแทกหน้าอกร่วมกับใช้เครื่องช็อตไฟฟ้ากระตุ้นหัวใจซึ่งเขาคาดเดาว่าคงทำให้เธอเจ็บปวดอย่างแน่นอน
หยางจุ้นเข้าใจความรู้สึกผูกพันระหว่างพี่น้องเป็นอย่างดีเขาเดินเข้าไปตบบ่าเด็กหนุ่มเพื่อปลอบใจ พร้อมเอ่ยถึงสิ่งที่เขาคาดเดาว่า
“ทำไมเสี่ยวหยางไม่คิดในมุมกลับกันละ? หากอิงเอ๋อร์กำลังทำอะไรบางอย่างซึ่งทำให้เธอแข็งแกร่งขึ้น เธออาจฟื้นขึ้นมาในเร็ว ๆ นี้ก็เป็นได้การฝึกฝนบางอย่าง.....อาจต้องแลกมาด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส”
หยางจุ้นอธิบายให้เด็กหนุ่มฟังคล้ายกับบอกเล่าเรื่องราวการฝึกฝนของตนเองเหตุเพราะเขาก็ผ่านการฝึกฝนที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดเพื่อให้มีพลังจิตอันแข็งแกร่งขึ้นมาในเวลาอันรวดเร็วเช่นกัน
เสิ่นลี่หยางเงยหน้าสบตาหยางจุ้นด้วยความรู้สึกหลากหลายทว่าหนึ่งในนั้นเขาสัมผัสได้ถึงความจริงใจที่ชายหนุ่มมอบให้ จึงพยักหน้าตอบรับพลางสอบถามหัวหน้าด้วยความอยากรู้แฝงความมุ่งมั่นว่า
“เข้าใจแล้วครับหัวหน้ามีวิธีฝึกพลังจิต ให้แข็งแกร่งแบบเร่งด่วนไหมครับ?หากต้องแลกด้วยความเจ็บปวด ผมก็พร้อมฝึกตามแนวทางนั้นครับ”
เขาจ้องมองหยางจุ้นเพื่อแสดงความตั้งใจจริงอย่างไม่หวั่นเกรงเขาไม่สามารถทนเห็นพี่สาวต้องมารับเคราะห์แทนได้อีกต่อไป
หยางจุ้นสัมผัสได้ถึงความมุ่งมั่นจากเด็กหนุ่มซึ่งเขาเคยเป็นมาก่อนเมื่อครั้งที่น้องชายเสียชีวิตใหม่ ๆจึงเข้าใจความรู้สึกของลูกน้องเป็นอย่างดี
เขาพยักหน้าตอบตกลงอย่างผ่อนคลายโดยสร้างเงื่อนไขสำคัญเพื่อทดสอบอีกฝ่ายก่อนที่จะแนะนำการฝึกพลังจิตอันหฤโหดให้เด็กหนุ่มรับรู้ว่า
“อันที่จริงมันก็มีอยู่นะถ้าพรุ่งนี้อาการบาดเจ็บดีขึ้นแล้ว หากวิ่งรอบสนามกีฬาหน้ากองกำลังได้ครบห้าสิบรอบภายในเวลาไม่เกินหนึ่งชั่วโมง ฉันจะรับไว้พิจารณา”
คำตอบของหยางจุ้นทำให้เสิ่นลี่หยางและผู้คนในห้องวิกฤติกต่างจ้องมองชายหนุ่มเป็นจุดเดียวกันอย่างไม่เชื่อสายตาจ้าวลี่หงยิ้มแห้งทันทีเมื่อพบว่าหัวหน้ากลับมาเป็นคนเดิมที่เข้มงวดและเหี้ยมโหดอีกครั้ง
อย่างไรก็ตามทุกคนในห้องต่างอึ้งตะลึงไปอย่างไม่เชื่ออีกครั้งเมื่อได้ยินคำตอบจากเสิ่นลี่หยางที่เอ่ยตอบหยางจุ้นด้วยน้ำเสียงแสดงความมั่นใจไม่มีเปลี่ยนแปลงว่า
“ตกลงครับ! หากผมทำได้จริงหัวหน้าอย่าลืมที่รับปากไว้นะครับ”
หยางจุ้นเหลือบมองเห็นแววตาที่มั่นคงและตั้งใจจริงเขาพยักหน้าตอบรับพร้อมเอ่ยยืนยันอย่างจริงจังว่า
“ฉันไม่เคยผิดคำสัญญาหากนายทำได้จริง ฉันยินดีช่วยให้นายมีพลังจิตอันแข็งแกร่งได้”
จ้าวลี่หงและคนอื่นต่างพากันมองสบตาแล้วยิ้มแห้งให้กันอย่างด้วยความกังวลใจแทนเสิ่นลี่หยางเนื่องจากเงื่อนไขหฤโหดของหยางจุ้นนั้น ยากนักที่จะมีคนทำได้จริงกลายเป็นเงื่อนไขที่เพ้อฝันจนเกินไป
หลังจากนั้นเสิ่นลี่อิงเข้าสู่ภาวะวิกฤติเป็นระยะจนกระทั่งครบสิบสามครั้งในเวลาเกือบรุ่งเช้า โดยที่ไม่มีใครได้นอนพักผ่อน
สักคน
หยางจุ้นกุมมือแฟนสาวไว้อย่างอ่อนโยนเขาเฝ้าอยู่ข้างเตียงไม่ห่างกาย ดวงตาแดงก่ำเพราะอดนอนและระวังตัวเพื่อให้รับรู้ควาผิดปกติของแฟนสาวได้ทันท่วงทีทำให้สภาพร่างกายของเขาไม่เอื้ออำนวยอีกต่อไป
อย่างไรก็ตามชายหนุ่มยังคงฝืนร่างกายที่อ่อนล้าด้วยความห่วงใยเสิ่นลี่อิงเขากลัวว่าเธอจะมีเหตุวิกฤติที่หนักหนากว่าเดิม จึงไม่ยินยอมไปพักผ่อน
..........
รุ่งเช้าเสิ่นลี่หยางโทรไปแจ้งโรงแรมเพื่อสื่อสารกับสององครักษ์เขารู้สึกโล่งอกที่สององครักษ์กลับมาถึงโรงแรมด้วยความปลอดภัยตั้งแต่เมื่อคืน
“คุณชายครับนายท่านอยู่ที่ไหน นายท่านเป็นยังไงบ้าง?”เต๊รสสอบถามเสิ่นลี่หยางด้วยความกังวลใจ
“เจี่ยเจียไม่เป็นอะไรแล้วพวกนายรออยู่ที่โรงแรมนั่นแหละ ตอนนี้เจี่ยเจียนอนพักผ่อนอยู่ที่ทำงานที่นี่พวกนายเข้ามาไม่ได้ อีกไม่นานพวกเราก็กลับไปแล้ว”
เสิ่นลี่หยางจำเป็นต้องโกหกเพื่อไม่ให้สององครักษ์ต้องกังวลใจแล้วทำให้เรื่องราวของพี่สาวบานปลายไปมากกว่าเดิมพลางพูดปลอบใจพวกเขาเท่าที่ตนเองนึกได้
“เข้าใจแล้วครับหากคุณชายมีข่าวอะไร แจ้งพวกเราด้วยนะครับ พวกเราติดต่อนายท่านไม่ได้เลย”
กั้วโต๊ระกล่าวตอบเสิ่นลี่หยางด้วยความเข้าใจแต่เขายังคงห่วงใยเจ้านายและต้องการรับรู้สถานการณ์เกี่ยวกับเธอบ้าง
เพื่อให้พวกเขาได้เตรียมพร้อมรับทุกเหตุการณ์
“โอเค แค่นี้นะฉันต้องเตรียมตัวไปฝึกแล้ว” เสิ่นลี่หยางรับปากอย่างไม่แน่ใจ
เขาจำเป็นต้องกลับมาสนใจเงื่อนไขของหยางจุ้นต่อโดยมีเวลาเริ่มต้นของการทดสอบในเวลาแปดนาฬิกา เพื่อไม่ให้แดดร้อนจัดจนเกินไป
เสิ่นลี่หยางวางหูจากสององครักษ์ด้วยความผ่อนคลายที่สามารถช่วยเหลืองานของพี่สาวได้บ้างจากนั้นเขาไปเตรียมตัวโดยการตรวจสอบลู่วิ่งรอบสนามฟุตบอลที่อยู่ข้างอาคารสำนักงานของกองกำลังพิเศษ
..........
เวลาเจ็ดนาฬิกาผู้บัญชาการหยางอันรับรู้ข่าวเกี่ยวกับภารกิจลับของทีมมังกรดำที่มีลูกชายเป็นกัปตันทีมพร้อมกับรับทราบเรื่องราวที่เกิดขึ้น เขาเร่งรุดมาเยี่ยมว่าที่สะใภ้ด้วยความห่วงใย
พอได้เห็นหน้าลูกชายที่นั่งเฝ้าข้างเตียงของเสิ่นลี่อิงเพียงลำพังเขาเดินเสียงเบาเข้าไปตบบ่าให้กำลังใจลูกชายพลางเอ่ยขึ้นมาโดยไม่ได้สนใจว่าลูกกำลังฟังอยู่หรือไม่ว่า
“เสี่ยวจุ้นวันก่อนหลินอี้จางมาหาพ่อ เขาพูดถึงงานหมั้นของแกกับเฟยเอ๋อร์พ่อเสนอเงื่อนไขไม่ให้เขามายุ่งวุ่นวายกับแกในเรื่องนี้อีกพ่อถึงได้ส่งทีมมังกรขาว ไปช่วยค้นหาเหตุระเบิดในโรงงานที่ต้าเสิ้งพ่อรู้ว่าแกไม่มีวันเปลี่ยนใจไปชอบเฟยเอ๋อร์ได้แน่ แกยังมีความหวังอยู่นะขอแค่อิงเอ๋อร์ฟื้นขึ้นมา พ่อจะไม่บังคับแกเรื่องนี้อีก”
หยางจุ้นเงยหน้าขึ้นจากใบหน้าของแฟนสาวเขารับรู้ได้เป็นอย่างดีว่าพ่อยอมเสียสละศักดิ์ศรีเพียงเพื่อให้เขาสมหวังในความรักทำให้เขารู้สึกจุกในลำคอจนพูดอะไรไม่ออก กล่าวได้เพียงคำสั้น ๆ ว่า
“ขอบคุณครับพ่อ”
หยางอันเห็นว่าลูกชายยังคงอยู่ในห้วงแห่งความเศร้าเสียใจแต่แฝงความหวังไว้ด้วยเขาปลีกตัวไปสอบถามอาการของ
เสิ่นลี่อิงกับหวางจ้านด้วยความห่วงใยว่า
“เจ้าหน้าที่หวางอาการของเจ้าหน้าที่เสิ่นเป็นยังไงบ้าง?”
“รายงานครับผมตอนนี้อาการยังทรง ๆ อยู่ แต่ที่ผ่านมาก็ใจหายใจคว่ำเลยละครับเจ้าหน้าที่เสิ่นหยุดหายใจทั้งหมดสิบสามครั้ง แต่พวกเราช่วยฟื้นคืนชีพได้สำเร็จทุกครั้งครั้งล่าสุดเมื่อเวลาสี่นาฬิกานี่เอง ตอนนี้อาการโดยรวมยังดีอยู่หากอาการยังทรงเหมือนเดิม คาดว่าสาย ๆ จะตรวจละเอียดอีกครั้งครับ”
หวางจ้านกล่าวรายงานต่อผู้บัญชาการหยางอันอย่างเป็นทางการเขาปล่อยให้จ้าวลี่หงนอนพักผ่อนไปก่อน ส่วนเขาจะไปนอนพักผ่อนในอีกหนึ่งชั่วโมงข้างหน้าเนื่องจากไม่มีใครกล้าปล่อยปละละเลยในการช่วยเหลือเสิ่นลี่อิงไปได้
“ดีแล้วทำหน้าที่ต่อไป หากมีเหตุฉุกเฉินที่ต้องการให้กองอำนวยการเข้ามาช่วยสามารถรายงานได้ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง”
หยางอันแจ้งให้หวางจ้านรับรู้ถึงความช่วยเหลือจากกองอำนวยการใหญ่ที่เขาเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดที่นั่นโดยเขาพร้อมให้การช่วยเหลือเสิ่นลี่อิงอย่างเต็มที่
“ครับผม!”หวางจ้านและพยาบาลอีกหนึ่งคนทำความเคารพพร้อมขานรับคำสั่งจากผู้บัญชาการหยาง
หยางอันถอนหายใจด้วยความห่วงใยทั้งลูกชายและว่าที่สะใภ้เขาเดินออกไปจากห้องวิกฤติในเขตพื้นที่รักษาพยาบาลพลางคิดว่าเขาเลือกทำในสิ่งที่เหมาะสมกับลูกชายแล้ว