แสงจันทร์สีนวลส่องผ่านรอยแตกของหลังคากระท่อม ตกกระทบลงบนใบหน้าซีดเซียวของหลี่ฟานที่กำลังนั่งขัดสมาธิอยู่กลางห้อง เบื้องหน้าของเขามีถ้วยใส่น้ำขุ่นๆ วางอยู่ และข้างๆ กันนั้นคือถุงผ้าที่เลอะคราบดำสกปรก ซึ่งภายในบรรจุ "ขี้เถ้า" จากกากยาพิษที่เขาไปเก็บมาเมื่อหัวค่ำ
"ตลาดมืดคือสถานที่รวมพวกเสือสิงห์กระทิงแรด..."
หลี่ฟานพึมพำกับตัวเอง พลางใช้นิ้วแตะขี้เถ้าในถุงขึ้นมาดม กลิ่นเหม็นไหม้ฉุนกึกตีขึ้นจมูกจนเขาต้องเบ้หน้า
"ด้วยพลังปราณขั้นสามกระจอกงอกง่อยอย่างข้า ถ้าเดินดุ่มๆ เข้าไปขายยาเกรดกลาง มีหวังโดนดักปล้นั้แ่ปากทางเข้า ดีไม่ดีอาจจะโดนฆ่าหมกป่า เอาศพไปทำปุ๋ย"
ดวงตาของเด็กหนุ่มฉายแววคมกริบ เขาไม่มีเงินซื้อหน้ากากปกปิดตัวตน ไม่มีศัสตราวุธป้องกันตัว สิ่งเดียวที่เขามีคือ "ความจนตรอก" และ "ขยะรอบตัว"
"ถ้าสู้ไม่ได้ ก็ต้องทำให้พวกมันไม่กล้าสู้... ในยุทธภพนี้ คนอ่อนแอที่ทำตัวลีบเล็กมักตายก่อนเพื่อน แต่คนบ้าหรือคนประหลาด มักจะทำให้ยอดฝีมือลังเลเสมอ"
หลี่ฟานตัดสินใจเสี่ยงดวงอีกครั้ง เขาเทขี้เถ้ากากยาพิษลงในถ้วยน้ำ คนจนเป็เนื้อโคลนสีดำข้นเหนียว จากนั้นจึงกลั้นใจป้ายมันลงไปบนใบหน้าและท่อนแขน
ฉ่า!
"ซี้ดดดด..." หลี่ฟานสูดปากด้วยความแสบ ิัของเขาเริ่มแดงเถือกและปวดแสบปวดร้อนราวกับถูกน้ำร้อนลวก แต่นี่คือสิ่งที่เขา้า พิษอ่อนๆ ในขี้เถ้าทำปฏิกิริยากับิั ทำให้มันดูเหี่ยวย่น ด่างดวง และบวมเป่งคล้ายกับคนที่เป็โรคเรื้อนหรือโดนพิษร้ายแรงสะสมมานานปี
เขาส่องกระจกทองแดงบานเก่าที่มัวหมอง ภาพที่สะท้อนกลับมาไม่ใช่เด็กหนุ่มชาวสวนผู้ใสซื่ออีกต่อไป แต่เป็ "ซากศพเดินได้" ที่มีิัเน่าเฟะน่าสะอิดสะเอียน
"เยี่ยม... ใครเห็นสภาพนี้คงไม่อยากเข้าใกล้ข้าในระยะสามวาร"
หลี่ฟานแสยะยิ้ม รอยยิ้มบนใบหน้าอัปลักษณ์นั้นดูสยดสยองยิ่งกว่าผี เขาหันไปจัดการเื่เครื่องแต่งกายต่อ ผ้าคลุมเตียงสีเทาผืนเก่าที่ใช้ปูรองนอนมาหลายปีถูกกระชากออกมา เขาใช้มีดทื่อๆ กรีดชายผ้าให้ขาดรุ่ย แล้วนำไปคลุกฝุ่นและขี้เถ้าเพิ่มเติม ก่อนจะนำมาคลุมทับร่างผอมโซของตัวเอง
กลิ่น... คือส่วนประกอบสุดท้ายที่สมบูรณ์แบบ
กลิ่นเหม็นไหม้ของขี้เถ้ายา ผสมกับกลิ่นอับของผ้าเก่า และกลิ่นตัวที่ไม่ได้อาบน้ำมาสามวัน สร้างรัศมีแห่งความเน่าเหม็นที่รุนแรงจนแม้แต่แมลงวันยังต้องบินหนี
"โฮก... แค่กๆๆ..."
หลี่ฟานดัดเสียงในลำคอ ฝึกไอโขลกๆ ให้ฟังดูแหบแห้งเหมือนคนปอดพัง "ยาดี... ใครเอายา... แค่กๆ" เสียงของเขาฟังดูเหมือนเป็ดแก่ที่กำลังจะขาดใจตาย แต่นั่นแหละคือเสน่ห์ของ 'ยอดฝีมือสันโดษ' ในจินตนาการของเขา
เมื่อการปลอมตัวเสร็จสิ้น หลี่ฟานคว้ากิ่งไม้แห้งๆ ท่อนหนึ่งมาจากกองฟืน ใช้มันต่างไม้เท้าค้ำยันร่าง แล้วหยิบผ้าดิบผืนเล็กขึ้นมา ใช้ถ่านฟืนเขียนข้อความลงไปหวัดๆ ด้วยลายมือที่ดูบ้าคลั่ง
"ขายวาสนา ไม่ขายคนตาย"
เขาอ่านทวนข้อความนั้นแล้วพยักหน้าอย่างพอใจ มันฟังดูกวนประสาท ลึกลับ และดูหยิ่งยโส ซึ่งเป็คุณสมบัติที่พ่อค้าหน้าเืในตลาดมืดมักจะเกรงใจ
"เอาล่ะ... ต้นทุนการปลอมตัวเท่ากับศูนย์ แต่ผลลัพธ์ประเมินค่าไม่ได้"
เฒ่าอัปลักษณ์นามสมมุติค่อยๆ เดินกะเผลกออกจากกระท่อม ย่างเท้าแต่ละก้าวดูโงนเงนเหมือนคนใกล้ตาย แต่ทว่าทุกจังหวะการลงเท้ากลับแ่เบาจนแทบไร้เสียง — ผลจากการฝึกฝน ย่างก้าวเมฆาฉบับดัดแปลง ที่เขาฝึกจนชำนาญยิ่งกว่าเพลงดาบ เพราะสำหรับศิษย์สายนอกจนๆ การวิ่งหนีให้เร็วคือหนทางเดียวที่จะรักษาชีวิต (และรักษาเงินในกระเป๋า)
เป้าหมายคือหุบเขาจันทราดับ สถานที่ที่เขาจะไปขุดทองคำก้อนแรก และเริ่มสร้างตำนานของ "เฒ่าหน้าผี" ผู้ลึกลับ
ท่ามกลางความมืดมิด หลี่ฟานกำขวดหยกในอกเสื้อแน่น หัวใจเต้นรัวแรงไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เพราะความตื่นเต้นที่จะได้เห็น 'เงิน' ไหลเข้ากระเป๋า
"รอก่อนเถอะเ้าพวกสุนัขรับใช้... วันนี้ข้าเป็ขอทาน แต่วันหน้า ข้าจะเป็คนที่พวกแกต้องคุกเข่าขอซื้อยา!"
* * *
ทางเดินลัดเลาะไปตามหุบเขาด้านหลังสำนักนั้นมืดมิดและเต็มไปด้วยรากไม้ระเกะระกะ แสงจันทร์ถูกบดบังด้วยยอดไม้หนาทึบ ทำให้บรรยากาศวังเวงราวกับโลกิญญา แต่นั่นกลับเป็สิ่งที่หลี่ฟานปรารถนา
ในร่างของ "เฒ่าหน้าผี" ชายชราอัปลักษณ์ผู้มีกลิ่นตัวเหม็นเน่า เขาลากขาข้างหนึ่งเดินกะเผลกไปตามทางอย่างเชื่องช้า แต่ทว่าดวงตาภายใต้หนังตาที่ตกหย่อนกลับกวาดมองรอบทิศอย่างระแวดระวัง ทุกก้าวที่ย่ำลงบนใบไม้แห้งถูกคำนวณน้ำหนักไว้อย่างดีเยี่ยม เพื่อไม่ให้เกิดเสียงกรอบแกรบที่ดังเกินจำเป็ นี่ไม่ใช่แค่การเดิน แต่มันคือศาสตร์แห่งการเอาตัวรอดที่เขาฝึกฝนมายิ่งกว่าวิชากระบี่
เสียงฝีเท้าแ่เบาของผู้ฝึกตนคนอื่นๆ ดังแว่วมาเป็ระยะ เงาร่างในชุดคลุมสีดำเดินผ่านเขาไปอย่างรวดเร็ว บ้างสวมหน้ากากเหล็ก บ้างสวมหมวกสานปิดบังใบหน้า ทุกคนมุ่งหน้าสู่จุดหมายเดียวกัน... ถ้ำลึกลับที่ซ่อนตัวอยู่หลังม่านเถาวัลย์ั์
ปากทางเข้า "ตลาดมืดหุบเขาจันทราดับ"
เบื้องหน้าของหลี่ฟานคือปากถ้ำขนาดใหญ่ที่มีคบเพลิงไฟิญญาสีเขียวมรกตลุกโชนอยู่สองข้างทาง แสงไฟิญญานั้นไม่ร้อน แต่มันแผ่ความเย็นะเืที่ชวนให้ขนลุก ยามเฝ้าประตูรูปร่างกำยำสองคนยืนขวางทางอยู่ ทั้งคู่สวมชุดเกราะหนังหนาและมีกระบี่คาดเอว ระดับพลังของพวกมันอยู่อย่างน้อยที่ขอบเขตปราณแรกเริ่มขั้น 5... แข็งแกร่งกว่าเขาในตอนนี้ชนิดคนละชั้น
"หยุด!"
เสียงตะคอกดังขึ้นเมื่อหลี่ฟานเดินเข้าไปในระยะประชิด ยามคนทางขวายกมือขวางหน้าอกเขา สายตาเหยียดหยามกวาดมองสภาพซอมซ่อของชายชราตรงหน้าอย่างเปิดเผย
"กฎของตลาดมืด... จ่ายค่าธรรมเนียมเข้า 10 ทรายิญญา หรือซื้อหน้ากากอำพรางใบหน้าจากพวกเรา ราคา 20 ทรายิญญา" ยามกล่าวเสียงห้วน "ถ้าไม่มีปัญญาจ่าย ก็ไสหัวกลับไปนอนรอความตายที่บ้านซะ ตาแก่!"
หลี่ฟานชะงักฝีเท้า ในใจพลันสบถด่าบรรพบุรุษของยามผู้นั้นเจ็ดชั่วโคตร
สิบทรายิญญา? ไอ้พวกหน้าเื! สิบทรายิญญาซื้อซาลาเปากินได้เป็เดือน! นี่มันปล้นกันชัดๆ ไอ้พวกสุนัขเฝ้าบ้านเอ้ย
ในกระเป๋าของหลี่ฟานตอนนี้ว่างเปล่าชนิดที่ว่าเขย่าแล้วมีแต่เสียงลม หากเลี้ยวกลับตอนนี้ ยายอดเยี่ยมที่อุตส่าห์เดิมพันชีวิตปรุงมาก็จะเป็เพียงขยะ แต่ถ้าจะให้ฝ่าเข้าไป... เขาก็คงโดนกระบี่ฟันขาดสองท่อนก่อนจะได้ชักจอบ
ทางเลือกเดียวคือการแสดงละครตบตา!
หลี่ฟานไม่ตอบรับคำขู่นั้น เขาเพียงแค่แสยะยิ้มกว้างจนเห็นฟันเหลืองๆ รอยยิ้มนั้นดึงรั้งิัที่ทาด้วยขี้เถ้าและโคลนจนดูบิดเบี้ยวเหมือนแผลเป็ที่กำลังปริแตก
"แค่ก! แค่กๆๆ! โฮกกก..."
เสียงไอแห้งๆ ดังโหยหวนขึ้นมาจากลำคอ ร่างผอมโซของหลี่ฟานสั่นเทิ้มอย่างรุนแรง เขาจงใจก้มหน้าเข้าหาใบหน้าของยาม แล้วพ่นลมหายใจแรงๆ ออกมาหนึ่งเฮือก ผงขี้เถ้ากากยาพิษที่เขาตบแต่งไว้บนใบหน้าและเสื้อผ้าฟุ้งกระจายเป็ละอองฝุ่นสีเทาจางๆ ลอยคลุ้งเข้าใส่จมูกของยามผู้โชคร้าย
"พ่อหนุ่ม..." หลี่ฟานดัดเสียงให้แหบพร่ายิ่งกว่าเสียงใบไม้แห้งสีกัน เขาค่อยๆ ยื่นมือที่สั่นระริกซึ่งเต็มไปด้วยรอยด่างดำน่าขยะแขยงออกไป ราวกับจะยัดเยียดบางอย่างใส่มือยาม "ข้าไม่มีเงินทองติดตัว... แต่ข้ามี 'ของดี' แบ่งให้... แค่ก! อยากลองชิม 'โรคระบาด' จากบึงมรณะดูหน่อยไหม? มันกัดกินปอดได้รสชาติดีนักเชียว..."
กลิ่นเหม็นไหม้ฉุนกึกผสมกับกลิ่นเน่าของโคลนตลบอบอวล ยามคนนั้นผงะถอยหลังไปสองก้าวด้วยสัญชาตญาณ ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความรังเกียจและความหวาดกลัว
ในโลกผู้ฝึกตน สิ่งที่น่ากลัวกว่ากระบี่คือพิษและคำสาป โดยเฉพาะโรคประหลาดจากพวกผู้เฒ่าพเนจรที่ดูเหมือนศพเดินได้เช่นนี้ ใครจะรู้ว่าตาแก่นี่ไปโดนพิษอะไรมา? หากติดเชื้อขึ้นมา ค่ารักษาอาจแพงกว่าค่าธรรมเนียม 10 ทรายิญญาร้อยเท่า!
"ถอยไป! ถอยไปให้ห่างข้า!" ยามคนนั้นะโลั่น รีบเอามือปิดจมูกแล้วโบกมือไล่เหมือนกำลังไล่แมลงวันสกปรก "บ้าเอ้ย! กลิ่นศพหึ่งขนาดนี้ ยังจะกล้าเสนอหน้ามาอีก!"
"แล้วค่าผ่านทาง..." หลี่ฟานถามย้ำ แสร้งทำท่าจะเดินเข้าไปจับแขนยามเพื่อเจรจา ยิ่งทำให้ผงฝุ่นบนตัวเขาร่วงกราวลงพื้น
"ไม่เอา! ไม่ต้องจ่าย! จะเข้าไปก็รีบไป! อย่ามายืนแพร่เชื้อตรงนี้!" ยามอีกคนรีบะโแทรก เขาไม่อยากให้ตัวประหลาดนี่มายืนแพร่เชื้ออยู่หน้าประตูนานเกินไป เดี๋ยวจะพาลทำให้ลูกค้าคนอื่นหนีหมด "เข้าไป! แล้วอย่าไปตายขวางทางใครข้างในล่ะ ไป๊!"
หลี่ฟานแสร้งทำท่าผิดหวัง "น่าเสียดาย... ของดีแท้ๆ... แค่กๆ"
เขาค่อยๆ ลากขากะเผลกผ่านด่านตรวจเข้าไป ร่างกายโซเซเหมือนจะล้มแหล่มิล้มแหล่ แต่เมื่อพ้นสายตาของยามและเดินลึกเข้าไปในความมืดของอุโมงค์ถ้ำ มุมปากของหลี่ฟานก็ยกยิ้มพึงพอใจ
ประหยัดไปสิบทรายิญญา... กำไรั้แ่ยังไม่ได้เริ่มขาย!
ดวงตาของเขาวาวโรจน์ในความมืด การแสดงเมื่อครู่ลงทุนเพียงแค่ขี้เถ้ากำมือเดียวกับทักษะการไอจนเจ็บคอ แต่ผลตอบแทนที่ได้คือ 'ค่าผ่านทางฟรี' นี่คือก้าวแรกแห่งชัยชนะ สำหรับหลี่ฟานแล้ว เงินที่ไม่ได้จ่าย ก็มีค่าเท่ากับเงินที่หามาได้
เสียงเซ็งแซ่แ่เบาเริ่มดังขึ้นจากปลายอุโมงค์ แสงไฟสีนวลตาปรากฏขึ้นเบื้องหน้า ตลาดมืดหุบเขาจันทราดับกำลังรอเขาอยู่ และเหยื่อ... เอ้ย ลูกค้าผู้มั่งคั่ง ก็คงกำลังรอเขาอยู่เช่นกัน
* * *
บรรยากาศภายในตลาดมืดหุบเขาจันทราดับนั้นวังเวงสมชื่อ กลิ่นอับชื้นของมอสและกลิ่นสนิมเหล็กลอยปะปนอยู่ในอากาศ แสงสีเขียวจากโคมไฟิญญาที่แขวนอยู่ตามกิ่งไม้ส่องสว่างเพียงสลัวๆ ทำให้ใบหน้าของผู้คนที่เดินผ่านไปมาดูลึกลับและบิดเบี้ยวราวกับภูตผี
หลี่ฟานในคราบ "เฒ่าหน้าผี" เลือกทำเลที่มุมอับที่สุดท้ายซอยตัน มันเป็จุดที่ฮวงจุ้ยดูย่ำแย่ในสายตาพ่อค้าทั่วไป เพราะคนเดินผ่านน้อยและเป็ทางตัน แต่สำหรับหลี่ฟานแล้ว นี่คือทำเลยุทธศาสตร์ ด้านหลังชนกำแพงผาหินไม่ต้องระวังใครแทงข้างหลัง ด้านหน้ามองเห็นศัตรูได้ชัดเจน และที่สำคัญ... ไม่ต้องเสียค่าเช่าที่
เขาปูผ้าเน่าๆ ที่เปื้อนคราบดินลงบนพื้นหินเย็นเฉียบ ก่อนจะหยิบเอา "ขวดหยกแตกๆ" สองใบออกมาวางเรียงกันอย่างบรรจง ภายในบรรจุ "ยารวมลมปราณระดับกลาง" ที่เขาแลกมาด้วยความเสี่ยงตาย
‘การตลาดที่ดีไม่ต้องะโเรียกลูกค้า แต่ต้องสร้างแรงดึงดูด’ หลี่ฟานคิดในใจพลางนั่งขัดสมาธิ หลับตาลงครึ่งหนึ่ง ทำตัวนิ่งสงบราวกับรูปปั้นหิน ท่ามกลางเสียงกระซิบกระซาบต่อรองราคาของร้านรวงรอบข้าง ความเงียบของเขากลับกลายเป็เสียงที่ดังที่สุด
ผ่านไปครู่ใหญ่ เงาร่างทะมึนสายหนึ่งก็ทาบทับลงมาบดบังแสงไฟ
ผู้มาเยือนเป็ชายร่างั์ในชุดศิษย์สายนอกที่คับติ้วเพราะมัดกล้ามเนื้อที่ขยายใหญ่ผิดปกติ ิัแดงระเรื่อราวกับกุ้งต้ม และมีไอความร้อนแผ่ออกมารอบตัวจนหลี่ฟานััได้ ชายผู้นั้นก้มลงมองสินค้าบนผ้าเน่าๆ ด้วยสายตาดูแคลน
มือหนาคว้าขวดหยกใบหนึ่งขึ้นมาเปิดจุกทันทีโดยไม่ขออนุญาต
ฟุ่บ!
กลิ่นหอมสดชื่นของสมุนไพรบริสุทธิ์ลอยฟุ้งออกมาแตะจมูก มันหอมลึกซึ้งและปลอดโปร่ง แตกต่างจากยากลิ่นเหม็นไหม้ที่วางขายเกลื่อนตลาด ชายร่างั์เบิกตาโพลงเล็กน้อย แววตาฉายประกายความโลภวูบหนึ่ง ก่อนจะรีบปรับสีหน้าเป็รังเกียจเดียดฉันท์
"เหอะ... กลิ่นหอมดีนี่ตาลุง" มันแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ พลางปิดจุกขวดแล้วโยนเล่นในมือราวกับเป็ของไร้ค่า "แต่ข้าว่ายาปลอมแน่ๆ ยาดีขนาดนี้จะมาวางขายกับพื้น โดยขอทานสกปรกอย่างเ้าเนี่ยนะ? คงเอาน้ำหอมมาพรมกลบกลิ่นขี้เถ้าล่ะสิ"
หลี่ฟานไม่ตอบโต้ เพียงแค่ลืมตาขึ้นมองช้าๆ ดวงตาภายใต้คราบโคลนดูว่างเปล่าและลึกล้ำ
"ข้าจะช่วยสงเคราะห์รับซื้อไว้ก็แล้วกัน เอาไปล้างคอก็คงพอไหว..." นักเลงร่างั์แสยะยิ้ม โยนถุงเล็กๆ ลงบนผ้า เสียงดัง แปะ! เบาราวกับนุ่น "สิบทรายิญญา... ขาดตัว ห้ามต่อ!"
สิบทรายิญญา!
ในใจของหลี่ฟานกกรีดร้องสาปแช่งบรรพบุรุษของอีกฝ่ายทันที ราคานี้มันซื้อได้แค่ขวดเปล่า! นี่มันคือการปล้นชัดๆ
หลี่ฟานคำนวณถึ่ถ้วนในเสี้ยววินาที สู้ด้วยแรง? เขาตายแน่ หมอนี่อยู่ขอบเขตปราณแรกเริ่มขั้น 5 เป็อย่างต่ำ แถมกล้ามเนื้อนั่นคงทุบหัวเขาแบะได้ในหมัดเดียว จะแย่งขวดคืนก็คงไม่ทัน
‘ต้องใช้สมอง... ถ้ากำลังสู้ไม่ได้ ต้องใช้ความกลัวเข้าสู้’
หลี่ฟานไม่โกรธ ไม่ตื่นตระหนก ตรงกันข้าม เขากลับส่งเสียงหัวเราะแหบพร่าในลำคอ ดังเหมือนเสียงกระดาษทรายถูไม้
"คึ่ก... คึ่กๆๆ..."
เสียงหัวเราะนั้นเย็นะเืจนนักเลงร่างั์ชะงัก คิ้วขมวดเข้าหากัน "หัวเราะอะไรวะไอ้แก่? อยากตายคาตีนรึไง!"
หลี่ฟานค่อยๆ เงยหน้าขึ้น สบตากับชายร่างั์ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบที่แฝงแววรู้ทัน "สิบทรายิญญา... เ้าเก็บไว้ซื้อยากระจายเืเถอะพ่อหนุ่ม ดูท่าแล้วเ้าคงจำเป็ต้องใช้มันเร็วๆ นี้"
"แกหมายความว่าไง!" ชายร่างั์กำหมัดแน่น ไอความร้อนพุ่งพล่าน
"ลมหายใจสั้น... ่ปลายเสียงมีเสียงหวีดหวิวเหมือนนกหวีด..." หลี่ฟานร่ายยาวเหมือนท่องบทสวด สายตาจับจ้องไปที่หน้าอกของอีกฝ่าย "ขอบตาคล้ำม่วงแต่ผิวหน้ากลับแดงก่ำ นั่นไม่ใช่เพราะเ้าสุขภาพดี แต่เพราะเ้าฝืนฝึกวิชาธาตุไฟที่รุนแรงเกินกว่าเส้นชีพจรจะรับไหว..."
นิ้วเหี่ยวย่นของหลี่ฟานชี้ไปที่จุดหนึ่งบนหน้าอกซ้ายของนักเลง
"่สามราตรีมานี้... ทุกครั้งที่เ้าโคจรลมปราณ เ้าจะรู้สึกเจ็บแปลบที่ใต้ราวนมซ้าย เหมือนมีเข็มร้อนๆ ทิ่มแทง ยิ่งดึกยิ่งปวด จนเ้าต้องตื่นมาแช่น้ำเย็นใช่หรือไม่?"
คำพูดของหลี่ฟานแม่นยำราวจับวาง! มันไม่ใช่การพยากรณ์วิเศษ แต่เป็ความรู้พื้นฐานจากตำราปรุงยาที่หลี่ฟานท่องจำจนขึ้นใจ อาการขอบตาคล้ำสลับแดงคือสัญญาณของ "พิษไฟตีกลับ" ระยะรุนแรง
ใบหน้าของนักเลงร่างั์ซีดเผือดลงทันตาเห็น ความดุดันเมื่อครู่มลายหายไป เหลือเพียงความตื่นตระหนก "จะ... เ้า... เ้ารู้ได้ยังไง!"
"คนตายพูดไม่ได้ แต่คนใกล้ตายมักจะมีโหงวเฮ้งบอกเหตุ..." หลี่ฟานแสยะยิ้มที่มองไม่เห็นภายใต้หน้ากากโคลน ใช้จังหวะที่เหยื่อกำลังไขว้เขวรุกฆาตทันที
"ยารวมลมปราณขวดนี้ ไม่ได้ปรุงขึ้นมาเพื่อเพิ่มพลังโง่ๆ... แต่มันมีความบริสุทธิ์มากพอจะชำระล้างตะกอนไฟในชีพจรของเ้าได้"
หลี่ฟานยื่นมือผอมแห้งออกไป แบมือทวงของคืน หรือไม่ก็รอรับเงิน
"ข้าขาย 5 หินิญญา... จะยอมจ่ายเพื่อรักษาชีวิต แล้วกลับไปฝึกวิชาต่อ หรือจะเก็บเศษเงินของเ้าไว้ซื้อโลงศพ... ก็เลือกเอา"
บรรยากาศรอบกายพลันหนักอึ้ง ชายร่างั์ยืนตัวแข็งทื่อ เหงื่อเม็ดโป้งผุดขึ้นท่วมหน้าผาก มือที่กำขวดยาสั่นระริก สายตาเลิ่กลั่กระหว่างถุงเงินในอกเสื้อกับยาในมือ คำขู่ของ 'เฒ่าพยากรณ์' ตรงหน้าช่างเยือกเย็นและน่าหวาดหวั่นจนเขาไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง