ตอนที่ 17 นายรังเกียจฉันไหม
เขาได้แต่ใช้เวลาตลอด่เช้าท่ามกลางบรรยากาศอันแปลกประหลาดนี้
…
“เฮ้อ…”
กู้ชวนมองเด็กหนุ่มที่คิ้วขมวดเป็ปมตรงหน้านับั้แ่ที่กินข้าวเมื่อครู่นี้ อีกฝ่ายก็ถอนหายใจเป็ครั้งที่ห้าเข้าไปแล้ว
“กู้ชวน ทำยังไงดี! ฉันไม่อยากกลายเป็เพื่อนร่วมโต๊ะของสวี่กู้”
เจียงฉือพูดด้วยความท้อใจ ใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่ยินยอม
ได้ยินคำตอบของเด็กหนุ่ม กู้ชวนก็ผ่อนคลายลงเขายังคิดว่าอีกฝ่ายเองก็อยากนั่งกับสวี่กู้ซะอีก ถึงอย่างไร ในสายตาของคนอื่นหมอนั่นดีเลิศเสียขนาดนั้น ไม่ว่าจะครูหรือนักเรียนก็ล้วนแล้วแต่ชอบเขา
“งั้นนายรังเกียจฉันไหม” อยู่ๆ กู้ชวนก็เอ่ยขึ้นมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยทำให้เจียงฉือตะลึงไป เขามองดูเด็กหนุ่มที่มีลักษณะเคร่งขรึมตรงหน้า ก่อนจะตอบกลับไปทันทีว่า“แน่นอนว่าไม่รังเกียจอยู่แล้ว!”
กู้ชวนเห็นเจียงฉือส่ายหน้าราวกับเป็กลองป๋องแป๋งก็ยื่นมือออกไปลูบศีรษะของเขาเบาๆ แล้วเอ่ยอย่างเอ็นดู “โอเคฉันรู้แล้ว”
เจียงฉือเห็นว่าใบหน้าของกู้ชวนเต็มไปด้วยรอยยิ้มตนเองก็เลยยิ้มตามไปด้วย จากนั้นจึงปัดเื่แถวที่นั่งออกไปจากสมอง แล้วก็กินข้าวในชามที่ถูกตัวเขาเองบี้บดจนละเอียดเป็โจ๊กอย่างมีความสุข…
ตกบ่าย กู้ชวนบอกว่าตัวเองมีธุระนิดหน่อยเลยจะไม่ไปโรงเรียนแล้วเจียงฉือจึงถามเขาว่า้าให้เขาลาเรียนให้ไหม
กู้ชวนบอกกับเขาโดยที่สีหน้าไม่เปลี่ยนว่า“ไม่ต้อง แค่ให้นายรู้ไว้ก็พอแล้ว”
ทว่าประโยคนี้กลับก่อให้เกิดคลื่นลูกใหญ่ขึ้นในใจของเจียงฉือ
พูดคุยกันจบทั้งสองก็แยกกันไปคนละทาง…
…
บนถนนกว้างมีคนสัญจรไปมา…
“หลิงเอ๋อร์ แม่นี่แหละที่พูดต่อหน้ารุ่นพี่หลิน ว่าเธออาศัยที่บ้านตัวเองมีเงินก็เลยรังแกคนอื่นไปทั่ว”
ที่หน้าประตูร้านสะดวกซื้อแห่งหนึ่งผู้หญิงหลายคนยืนล้อมรอบเด็กสาวคนหนึ่งซึ่งบนหลังสะพายกระเป๋านักเรียนอยู่เอาไว้ตรงกลางเด็กสาวคนนั้นผมเผ้ายุ่งเหยิง ใบหน้าบวมแดงเล็กน้อย เนื้อตัวสั่นเทา
สวี่หลิงเอ๋อร์มองผลงานชิ้นเอกของตัวเองก่อนจะพูดเยาะเย้ยเด็กสาว “เป็ยังไงบ้าง ฉันยังอาศัยอำนาจรังแกคนอื่นอยู่ไหม”พูดจบก็เชิดหน้าอย่างลำพองใจ แล้วสายตาก็บังเอิญเหลือบไปเห็นชายหนุ่มที่หล่อเหลาไร้ที่เปรียบที่อยู่ไกลๆ
เมื่อเห็นว่าแผ่นหลังของชายหนุ่มยิ่งไกลออกไปเรื่อยๆสวี่หลิงเอ๋อร์ก็ไม่สนใจกลุ่มคนที่อยู่ตรงหน้าอีก เธอวิ่งเหยาะๆ ตามเขาไป
“หลิงเอ๋อร์ หลิงเอ๋อร์” เด็กสาวหลายคนที่อยู่ข้างหลังะโเรียก…
กู้ชวนในตอนนี้กำลังเดินมุ่งหน้าเตรียมจะไปโรงพยาบาลพร้อมผ้าพันคอที่เจียงฉือพันให้ตนเองเมื่อเช้าแต่อยู่ๆ ก็ถูกคนขวางเอาไว้เสียก่อน
“สวัสดี ฉันชื่อสวี่หลิงเอ๋อร์ ก่อนหน้านี้เราเคยพบกันแล้ว ยังจำฉันได้ไหม”เด็กสาวเอ่ยยิ้มๆ
สวี่หลิงเอ๋อร์นั้นสวยและเป็คนประเภทที่มีเสน่ห์มากผมที่ม้วนเป็คลื่นลูกใหญ่คลอเคลียอยู่ที่หัวไหล่ หุ่นสวยได้รูปสอดรับกับกระโปรงสั้นสีแดงริมฝีปากบางเซ็กซี่เผยอเล็กน้อย
หัวคิ้วของกู้ชวนขมวดแน่นเขาขยับย้ายตัวไปด้านข้างด้วยความรังเกียจ
สวี่หลิงเอ๋อร์มองมือที่ยกค้างเก้อของตนเองทว่าไม่ได้รู้สึกโกรธเลยแม้แต่น้อย ทั้งยังพูดต่ออีกว่า “ฉันชอบนายมาเป็แฟนฉันได้ไหม”
“ไปให้พ้น”
น้ำเสียงเ็าของเด็กหนุ่มดังขึ้นแม้แต่เศษเสี้ยวสายตาก็ไม่ได้บริจาคมาให้เธอเลย จากนั้นเขาก็เดินไปข้างหน้าต่อ
สวี่หลิงเอ๋อร์ตะลึงไปชั่วขณะได้แต่มองเงาแผ่นหลังที่ห่างออกไป
ริมฝีปากบางอ้าออกเล็กน้อย“ยังไม่เคยมีใครปฏิเสธฉันได้เลยนะ เรามารอดูกันเถอะ…‘พี่ชายคนดี’ ของฉัน”
…
ไม่นานกู้ชวนก็มาถึงโรงพยาบาลและพบว่าอาการของคุณแม่ดีขึ้นมาก พอฟ้าใกล้มืด เขาก็ถามหมออีกสองสามประโยค แล้วถึงได้จากไปอย่างวางใจ
นอกอาคาร ลมหนาวพัดแรงจนหนาวเสียดถึงกระดูกคนที่เดินบนถนนดึงคอเสื้อให้กระชับแน่น พร้อมทั้งเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น ความหนาวเย็นและความแห้งแผ่กระจายไปทั่วทุกที่ในอากาศ
ภายในอะพาร์ตเมนต์ กู้ชวนนั่งอยู่ที่โต๊ะและหยิบหนังสือเรียนวิชาคณิตศาสตร์ที่ไม่ได้แตะมานานออกมา เมื่อพลิกเปิด ตัวอักษรสวยสง่าก็ประทับเข้ามาในม่านตากู้ชวนจำได้ว่านั่นคือลายมือของเจียงฉือ ก่อนหน้านี้ตอนที่ตนผ่านโต๊ะของเขา ก็บังเอิญไปอ่านลายมือของเขาโดยไม่ได้ตั้งใจแต่แค่ครั้งเดียวที่ผ่านสายตา เขาก็จดจำมันไว้ในสมอง
กู้ชวนจ้องหนังสือเรียนอย่างใจลอยอยู่นานมากมือก็เขียนชื่อของเจียงฉือลงไปข้างๆ ชื่อของตัวเองโดยไม่รู้ตัว
‘ตือดึ๊ง’ เสียงสั่นของโทรศัพท์มือถือดังขึ้นขัดความรู้สึกของเด็กหนุ่มกู้ชวนจึงได้สติกลับมา ก่อนจะส่ายหัว
“แกคิดอะไรของแก คนดีๆ แบบนั้น ไหนเลยจะเป็คนที่แกสามารถคิดไขว่คว้าได้ยิ่งไปกว่านั้นเขาเองก็คงยอมรับแกไม่ได้หรอก” กู้ชวนคลึงหว่างคิ้วอย่างหงุดหงิดก่อนจะหยิบมือถือที่อยู่ข้างโต๊ะขึ้นมา
“คุณกู้ เื่ที่พวกเราคุยกันคราวก่อน คุณพิจารณาแล้วคิดว่าเป็ยังไงบ้างครับขอเพียงคุณยอมรับเงื่อนไข…” น้ำเสียงของคนปลายสายนอบน้อม
‘ติ๊ด’ไม่รอให้อีกฝ่ายพูดจบ กู้ชวนก็ตัดสาย แล้วบล็อกเบอร์ไป ก่อนจะก็โยนโทรศัพท์ลงบนโซฟาจากนั้นก็ใช้สมุดคัดลายมือปิดชื่อที่ตนเองเขียนอย่างระมัดระวัง และเริ่มอ่านบทเรียนที่ตนเองเรียนจบไปหลายปีแล้วอย่างตั้งใจ
‘ตู๊ด…ตู๊ด…ตู๊ด’ ด้านปลายสาย ชายคนหนึ่งมองสายโทรศัพท์ที่ถูกตัดแล้วก็กดโทรกลับไปตามความเคยชิน
“อะไรเนี่ย” ชายคนนั้นหันไปมองชายชราที่ยืนอยู่ริมหน้าต่างบานยาวจรดพื้นด้วยสีหน้าตื่นตะลึง
“ท่านเซียวครับ เขาบล็อกผมแล้วครับ” ชายคนนั้นเอ่ยด้วยสีหน้าฝืดเฝื่อน
ชายชราที่อยู่ข้างหน้าต่างหันกลับมาผมสีดอกเลา บนใบหน้าที่อายุใกล้จะเจ็ดสิบแล้วทิ้งร่องรอยแห่งกาลเวลาเอาไว้ แต่กลับไม่ได้ทำให้ดูแก่ทว่ายิ่งเสริมความน่าเกรงขามให้เพิ่มมากขึ้นอีกหลายส่วน ั์ตาเป็ประกายเฉียบคมคู่นั้นเผยให้เห็นรอยยิ้ม
ก่อนจะเห้นว่าชายชราพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ“ไม่เลว คนที่อายุเท่านี้ และมีความสามารถขนาดนี้ ทั้งยังไม่หลงกับเงินทองลาภยศแบบเขานั้นมีไม่มากคุ้มค่ากับความทุ่มเทมากมายของเรา หลิวเหนิง ลำบากนายหน่อยนะ”ชายชรากำชับกับชายวัยกลางคนที่พูดคุยกับกู้ชวนที่บาร์ครั้งก่อนอย่างจริงจังจากนั้นเขาก็พูดขึ้นอย่างหมดหวังว่า “ไม่เหมือนเ้าหลานชายคนนั้นของฉันที่วันๆเอาแต่เอ้อระเหยลอยชาย” ชายชราเอ่ยจบก็ขมวดคิ้วด้วยความโมโห…
“ฮัดชิ่ว~”
ภายในห้องเล่นเกม อยู่ๆ เด็กหนุ่มที่กำลังเล่นเกมอยู่อย่างเมามันก็จามออกมาเด็กหนุ่มนั้นมีใบหน้าที่หล่อเหลา ผมสีบลอนด์ปรกลงมาอย่างเกียจคร้าน
“คุณชายเซียว คุณเป็อะไรไหมครับ” ชายที่อยู่ข้างๆถามขึ้น
“ไม่เป็ไร คันจมูกนิดหน่อย” เซียวอี้ลูบจมูกก่อนจะเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ พลางเล่นเกมต่อ
…
อีกด้านหนึ่ง เจียงฉือเองก็ขยันทบทวนบทเรียนชาติก่อนถึงแม้ผลการเรียนของเขาจะไม่แย่ กอปรกับที่ได้กลับมาเกิดใหม่อีกครั้ง แบบฝึกพวกนี้สำหรับเขาแล้วก็ย่อมรู้สึกว่าง่ายกว่าคนอื่นๆเป็ธรรมดา แต่เขาก็ไม่มั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าจะสามารถสอบได้ดีกว่าสวี่กู้ เพราะถึงอย่างไรก่อนหน้านี้เขาก็เป็ที่หนึ่งของโรงเรียนมัธยมอันดับหนึ่ง
เจียงฉือยิ่งคิดก็ยิ่งกลัดกลุ้มก็เลยโต้รุ่งเสียเลย
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/2950e7d742c903d7a687d9b0ce2dfde8