ศิลาที่ไปยืนต่อแถวยาวเหยีดหันมองไปรอบตัวด้วยบรรยากาศที่ดูคล้ายกับเป็นตอนกลางวันเสียแต่วาสายลมที่พัดโชยมันมีกลิ่นอายคาวเลือดพลังเวทมนต์อ่อนๆลอยมาตามสายลม
“คุณศิลาใช่ไหมครับ”
ทหารยามแต่งกายด้วยชุดจอมเวทย์สีน้ำตาลเดินตรงมายังเขาพร้อมกับเอ่ยถามเพื่อความแน่ใจ โดยศิลาเองก็มีสีหน้างุ่นงงเล็กน้อย
“ครับ ผมศิลา”
“เชิญทางนี้เลยครับคุณมาส่ง
ภารกิจพิเศษไม่ต้องต่อแถวครับท่านเจ้าให้ผมมานำทางคุณครับ”
“อ๋อครับ”
ศิลาเดินตามทหารจอมเวทย์ไปทันทีพร้อมกับคิดในใจว่ามนตรารู้ได้อย่างไรว่าเขามา ศิลามองไปรอบด้านตามจุดต่างเพ่งสมาธิจิตส่งคลื่นพลังปราณไปยังสายตา
“ผู้เล่นศิลา ปฏิบัติบรรลุตามเงื่อนไข ได้รับทักษะเนตรมาร ระดับ1...3...5”
ศิลามองไปรอบๆด้วยทักษะเนตรมารก็พบเข้ากลับทหารเวทมนต์ที่มีความสามารถล่องหนยืนตามจุดต่างๆบ้างเดินไปมาคล้ายวิญญาณ
ทำให้เขาทราบได้ทันทีว่าพวกนั้นคงรายงานให้มนตราทราบหรือคงเพราะมนตราได้สั่งพวกเขาไว้แล้วว่าให้จับตาดูเขาถ้าเกิดเขาเข้าเมืองมา
พร้อมกับศิลาที่ปรายตาอ่านความสามารถใหม่
พบว่ามันสามารถตรวจสอบค่าสถานะของศัตรูได้รวมถึงอ่านพลัง
เวทมนต์คล้ายๆกับการก็อปเวทมนต์ไม่ใช่แค่เวทมนต์อย่างเดียวรวมถึงพลังต่างๆกระบวนท่าเคล็ดวิชาเมื่อถูกมองผ่านเนตรมารเขาก็สามารถเรียนแบบได้ทันที
คล้ายๆกับเนตรวงแหวนเลยทีเดียว
ศิลาเดินเข้าไปยังเต๊นที่มีทหารคุ้มกันหนาแน่นมากที่สุดเมื่อเข้ามาเขาก็พบกับบานประตูคล้ายกับประตูไปไหนก็ได้ของโดเรม่อนหากแต่มันมีลวดลายอักษรเวทมนต์ทั่วทั้งบานสีขาวสว่าง
“เชิญครับ”
ทหารจอมเวทย์เปิดประตูให้ศิลาทันที เมื่อผ่านประตูศิลาก็พบทางเดินยาวที่แสนคุ้นตาซึ่งเขาเคยผ่านมันมาแล้วตอนรับภารกิจเวทมนต์
“มาแล้วหรอมนตราเอ่ย เราไม่คิดว่าท่านจะทำสำเร็จจริงๆ”
มนตราที่นั่งรออยู่กลางห้องโดยทีคัมภีร์เวทมนต์หลากสีลอยไปมาเอ่ยขึ้นท่ามกลางแสงสลัวๆจากแทงเวทมนต์คล้ายเสาร์ทั้งเจ็ดต้น
“คนมันเก่งทำไงได้”
“เราไม่เถียงเจ้าเก่งจริงๆ ไหนล่ะของจากภารกิจ”
มนตราหรี่ตาลงพร้อมกับยื่นมือมารับของจากภารกิจศิลาเองก็ส่งให้โดยไม่พูดหรือถามอะไร
ซึ่งได้แก่ ขวดสีส้มมีน้ำโลหิตคล้ายลาวาของนกฟีนิกซ์ อีกขวดคือน้ำอัมฤทธิ์ และสุดท้ายผลึกคล้ายกับเพชรสีดำกระจ่างดาวรูปหยดน้ำครบทั้งสามไอเท็ม
แต่ทว่าศิลาเองถึงกับต้องเบิกตา
กว้างเมื่อมนตราได้ยืนหัวใจแห่งภูติคืนกลับมาให้เขาจนศิลาถึงกับเอ่ยถามพร้อมความสงสัย
“อ่าว มันเป็นไอเท็มภารกิจไม่ใช่หรอ”
“รางวัลอีกชิ้นหนึ่งของท่านต่างหากเอาล่ะถึงเวลาท่านเลือกที่เรียน
เวทมนต์แล้ว”
ศิลาเอ่ยขึ้นพร้อมกับในมือท่อแสงสว่างสลับไปมาทั้งเจ็ดสีตามแต่ละสีธาตุต่างๆ วินาทีต่อมาพลัน
ปรากฎคัมภีร์เวทมนต์แปดเล่ม
โดยเล่มที่แปดเป็นสีม่วงปนดำพร้อมกับมีตราสัญญาลักษณ์กรงล้อ
“ท่านสามารถเลือกเรียนได้ทั้งเจ็ดเล่มตามแต่ละธาตุแต่ละขั้น แต่หากท่านเลือกคัมภีร์เล่มที่แปดท่านจะไม่สามารถเรียนเวทมนต์อีกเจ็ดเล่มเจ็ดธาตุนี้ได้”
“หมายความว่าถ้าผมเลือกคัมภีร์เล่มนี้ผมจะไม่สามารถใช้เวทมนต์ธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ อะไรพวกนั้นได้งั้นเหรอ”
ศิลาเอ่ยถามพร้อมกับยื่นมือไปหยิบคัมภีร์สีม่วงดำมันมีภาษาโบราณเขียนเอาไว้หน้าปกบอกถึงชื่อเวทมนต์ซึ่งศิลาที่อ่านภาษาโบราณได้จึงรู้ว่ามันคือเวทมนต์แห่งสูญ
“ถูกต้องตามนั้น”
มนตรารับคำสั้นๆ ส่วนภายในลึกก็แอบหวังไม่อยากให้ศิลาเลือกเรียนเวทมนต์จากคัมภีร์เล่มที่แปด ต้องบอกว่าเขาไม่อยากจะเอามันออกมาด้วยซ้ำแต่มันคือรางวัลภารกิจเขาจึงเลี่ยงไม่ได้
“ผมเรียนเล่มนี้”
ศิลาเอ่ยพร้อมกับยกคัมภีร์เวทมนต์แห่งสูญขึ้นมา ทำเอามนตราเบิกตา
กว้างปนสงสัยพร้อมลอยยิ้มหรือแท้จริงใจลึกๆของเขาอยากให้ศิลาเลือกคัมภีร์เล่มนั้นก็เป็นได้
“ทำไมท่านถึงเลือกเล่มนั้นล่ะ”
มนตราถาม
“ผมมีสกิลอ่านภาษาโบราณ ซึ่งมันเขียนว่าสูญ ที่แปลว่าล่มสลายสูญสลาย ซึ่งพลังของผมเองตอนนี้ก็หลอมรวมกันทั้งหมดเกิดเป็นพลังแห่งศูนย์”
“อ๋อ ชื่อมันคล้ายกันท่านเลยเลือกงั้นหรือ”มนตราถามต่อ
“คงแบบนั้นผมคิดว่า ทุกสรรพสิ่งเริ่มต้นจากศูนย์เเละจบลงที่ศูนย์ ศูนย์คือทุกสิ่งทุกสิ่งคือศูนย์ เมื่อทุกอย่างกลับสู่ศูนย์ก็คล้ายกลับสูญสลายแตกดับ ก่อนจะเริ่มต้นใหม่อีกครั้งตามวัฏสงสาร แล้วหน้าปกนี่มันก็คือสัญญาลักษ์วัฏสงสารเวียนว่ายตายเกิดไม่จบสิ้นคล้ายกลับกงล้อแห่งกรรม”
“ฮ่า...ฮ่า...ฮ่า...ลึกซึ่งเจนจัดเฉียบคมถูกของท่านนั้นคือความหมายของเวทมนต์บทนั้น เวทมนต์นั้นสามารถทำให้ทุกอย่างสูญสลายได้ตามพลังความสามารถของท่าน ในทางกลับกันมันก็สามารถสร้างทุกสรรพสิ่งได้ตามความสามารถพลังของท่าน”
พูดจบมนตราก็ทำการร่ายเวทมนต์พร้อมกับคำภีร์สีดำอมม่วงแตกกระจายเป็นละอองแสงคล้ายสระเกล็ดดาวสีม่วงดีดำนับแสนดวงสว่างกระจายไปทั่วห้อง
ก่อนจะค่อยๆหมุนวนเคลื่อนตัวคล้ายกระแสน้ำและเพิ่มความเร็วขึ้นเป็นภาพที่งดงามเกินบรรยายศิลาเองก็จ้องมองเหตุการณ์ด้วยใจละทึก
วูบบ....
วินาทีต่อมาละอองแสงสีม่วงสีดำนับแสนจมหายไปในร่างของศิลาร่างของเขาทอแสงสีม่วงแดงสลับดำไปมาก่อนที่เสียงจากระบบจะดังขึ้น
“ผู้เล่นศิลา ปฏิบัติบรรลุตามเงื่อนไข ได้รับเวทมนต์แห่งสูญ ระดับ1”
“ผู้เล่นศิลาไม่สามารถใช้พลังธาตุทั้งเจ็ดได้
“ผู้เล่นศิลาไม่สามารถใช้พลังเวทมนต์จากธาตุทั้งเจ็ดได้
“ธาตุทั้งเจ็ดของผู้เล่นศิลาพลังทุกอย่างสูญสลายรวมเป็นหนึ่งกลับเวทมนต์แห่งสูญ”
“รางวัลสุดท้ายของเจ้า”
มนตราเอ่ยแต่กลับไม่ปรากฎสิ่งใดจนศิลาต้องเอ่ยถาม
“ไหน ไม่เห็นมีอะไรเลย”
มนตรายิ้มก่อนจะเอ่ยขึ้น
“มันเป็นบทความเราจะพูดครั้งเดียว
หนึ่งบุรุษมุ่งสู่ทิศบูรพาผ่านเหวมังกรเส้นทางยาวเหยีดสุดสายตาเบื้องหน้าคือมหาวิหารอัสนีรังสรรค์ฟ้าเมื่อผ่านพ้น นำพาสองดวงวิญญาณมุ่งสู่ทิศอุดรผ่านผืนสมุทรสีครามแสนกว้างใหญ่ที่เกรี้ยวกราดมุ่งสู่
วังบาดาลวิหารเจ้าสมุทรมัจฉานุ
หากวิญญาณทั้งเจ็ดรวมเป็นหนึ่งจะเบิกเส้นทางสู่สวรรค์หรือนรก มิอาจทราบจิตแห่งธรรมชาติจักษ์จุติรูปธรรม จะเกรี้ยวกราดทำลายทั่วพื้นภพ หรือเมตตาล้นหวนคืนความสุขขี
“เราคิดว่าท่านคงตีความเอาเองได้ท่านจงไปเถิดเราแนะนำให้ท่านรีบไปยังทิศบูรพาเสียโดยเร็ว เมื่อไม่นานมานี้กองกำลังกิลด์สวรรค์สร้างได้รวมกำลังพลไปยังวิหารอัสนีสวรรค์แล้วท่านจะสูญเสีย....ก็เป็นได้”
มนตราเอ่ยขึ้นพร้อมลอยยิ้มที่จริงใจเป็นครั้งแรกพร้อมสีหน้าแสดงถึงความคาดหวังในบางสิ่ง
“ขอบคุณท่านมาก”
ศิลารับคำพร้อมกลับรีบเดินออกไปทันทีพร้อมสีหน้าที่ร้อนรนถึงขีดสุด
“ท่านเจ้าท่านคิดว่าเขาคู่ควรงั้นรึ”
ชายแก่วัยกลางคนหน้าตาเปี่ยมไปด้วยเมตาดวงตาแผ่ความอ่อนโยนถึงขีดสุดแต่งกายด้วยชุดสีทองแบบจอมเวทย์
“เนโร่ เองหรอใช่ข้าคิดเช่นนั้นหากเขาไม่มีดีจริงเทพีแห่งความมืดคงไม่สถิตอยู่กับเขาหลอก”
“หะ เทพี่ภูติแห่งความมืดตัวตนที่เกิดจากจิตวิญญาณแห่งธรรมชาติที่สูงส่งเลือกติดตามเขางั้นหรือไม่อยากจะเชื่อ”
เนโร่เอ่ยพร้อมกับเดินเข้ามานั่งยังโต๊ะกลางในมือถือคฑาสีทองสองอันลวดลายคล้ายกับเขี้ยวเสือ สีหน้าของเนโร่ปั้นยากถึงขีดสุดแสดงถึงความไม่อยากจะเชื่อ
“ใช่แล้วล่ะตอนแรกข้าก็ไม่แน่ใจ แต่ลองเพ่งพลังสัมผัสมันเป็นกระแสพลังอันศักดิ์สิทธิ์แห่งความมืด นางคงสถิตอยู่ในผ้าพันคอของเขานั่นแหละ เว้นเสียแต่เจ้าตัวคงยังไม่รู้”
ศิลากำลังมุ่งหน้าออกมาตามทางเดินใช้เวลาไม่นานเข้าก็โผล่พ้นบานประตูออกมาภายนอกที่เต็มไปด้วยผู้คนอีกครั้ง
ซึ่งตอนนี้ผู้คนมากมายกำลังพูดถึงเรื่องราวเกี่ยวกับการตีชิงเมืองและเรื่องที่เด่นสุดคือกิลด์สวรรค์สร้างกิลด์อันดับสองได้เรียกรวมพลทั่วสารทิศและกำลังเคลื่อนพลไปยังนครอัสนีที่ติดกับเมืองมนตราทางตะวันออก
“กิลด์สวรรค์สร้างมันนน?
จริงด้วยแม่คนนั้นนี่เอง”
ศิลาเดินไปตามทางเดินพร้อมกับใช้ความคิด เขารีบเดินตรงไปยังร้านค้าแผงรอยจัดการซื้อน้ำยาพลังชีวิตรวดเดียว10,000 น้ำยาเพิ่มมานาอีก 40,000 ขวด ก่อนที่เขาจะซ้ายทีขวาทีคล้ายมองหาอะไรบางอย่างเพราะผู้คนมันช่างแน่นตามากมายคล้ายกับเป็นตอนกลางวันบวกกับแสงสลั่วๆจากครพเพลิง
จนในที่สุดเขาก็เจอเข้ากับเด็กหนุ่มหน้าตาเกาหลีแต่งกายชุดพ่อค้าแบบจีนเต็มตัวต่างจากเมื่อก่อนคงเลือกจะยึดอาชีพพ่อค้าเต็มตัว
ศิลาเดินตรงไปยังร้านขายน้ำยาคืนปราณกับน้ำยาคืนพลังจิตทันทีพ่อค้าหนุ่มน้อยนามจีวอนเองก็จำศิลาได้ใครบ่างจะจำลูกค้าที่เคยเหมาหมดไปทั้งร้านไม่ได้ถึงแม้ภายนอกศิลาจะเปลี่ยนไปบ่างก็ตาม
“สวัสดีครับพี่ชาย วันนี้สนใจกี่ขวดดีครับ”
ชายหนุ่มเอ่ยถามพร้อมลอยยิ้มอย่างสดใส่ยังคงไว้ซึ่งความฉะฉานชำนาญงานขายเป็นอย่างดี
“วันนี้พี่รีบด้วยกิลด์สวรรค์สร้างคงไปใกล้จะถึงนครอัสนีแล้วด้วยสิ เหมาหมดเลยขอแบบด่วนเลยนะน้องชาย”
“นี่ครับผมคิดแล้วว่าพี่ต้องมา”
จีวอนยิ้มพร้อมกับยื่นย้ำยาปราณน้ำยาจิตที่จัดเรียงในตะกร้าอย่างดีจำนวนราวๆหมื่นกว่าขวด จากนั้นศิลาจึงรีบจ่ายเงินทันทีแต่ทว่าจีวอนกลับเอ่ยขึ้นกับเขา
“พี่ชายจะไปนครอัสนีใช่ไหมครับ”
“อืมใช่แล้ว” ศิลาพยักหน้าตอบ
“ผมแนะนำให้พี่ไปทางตะวันออกเฉียงเหนือผ่านเหววานรแทนเหวมังกรดีกว่านะครับ ความร้ายกาจของสัตว์อสูรมันต่างกัน แล้วอีกอย่างหากพี่ผ่านเข้าถ้ำวานรจะถึงเร็วกว่าปกติมันคือทางรัดที่พ่อค้าใช้กันโดยไม่บอกนักผจญภัย”
“ขอบใจมากน้องชาย”
พูดจบศิลาก็รีบตรงไปยังตึกของระบบพร้อมกับนำไอเท็มทั้งหมดวางขึ้นระบบประมูลทันทีโดยจำนวน
ไอเท็มทั้งหมดที่ศิลานำขึ้นประมูลในตลาดนั้นมากถึง,200,500ชิ้นเลยทีเดียวแต่ก็มีบางชิ้นที่เขายังเก็บเอาไว้
จากนั้นเขาก็รีบดิ่งไปยังกำแพงเมืองก่อนจะดีดเท้าทะยานร่างข้ามกำแพงสูงราวสามร้อยเมตรแบบสบาย
ศิลามองซ้ายขวาท่ามกลางความมืดเมื่อพบว่าไม่มีคนเขาก็ได้เรียกสัมพาทีออกมา ปรากฎร่างมังกรแดงเลือดขึ้นข้างกายของเขาก่อนที่ศิลาจะกระโดดขึ้นไปยืนบนหลังของสัมพาที
“ตะวันออกเฉียงเหนือสุดตัวไปโรดดด”
แฟกกก
ศิลาเอ่ยสั่งเมื่อจบคำสัมพาทีคำรามลั่นพร้อมกับสะบัดปีกวูบเกิดแรงลมมหาศาลพร้อมร่างทะยานขึ้นฟ้าราวดาวหางสีแดง