สภาพสะบักสะบอมดูไม่ได้ บักโผนปาดน้ำตาร้องห่มร้องไห้
พูดฟ้องถึงการกระทำที่เกินไป ในลักษณะผู้ใหญ่รังแกเด็ก
โดยมีตาแก่คนหนึ่ง ซึ่งบังเอิญเจอเข้าระหว่างทาง
บงการผีเด็กคู่ รัก ยม ให้รุมเล่นงาน จนมันปวดแสบปวดร้อนทั่วสรรพางค์กาย
“พาพ่อไปเบิ่ง หน้ามันแหน่”
เป็แค้นกับผู้ท้าทาย มังคลาถึงขั้นอยากเห็นขึ้นมา
เป่ามนตรารักษาให้แล้ว กุมารทองอาสาจะพาพ่อแก้แค้น
“ซุมมัน อยู่บ่ไกลดอก”
กุมารทองเจ็บใจจะเอาคืนฝั่งรักกับยม
ถือว่าเป็คู่อริจึงบอกจุดแหล่งประสบภัย
พอถึงเวลาพากันบุก มังคลาขี่ม้าจากคุ้มท่าหลวง
มายังชุมชนประตูชัย ใกล้ที่พำนักบริเวณติดค่ายทหารกั้นด้วยป่ารก
กลางวันแสกๆกุมารทองเป็แค่หุ่นปั้น ยัดไว้ในห่อผ้า
จากพรตพราหมณ์ ผลัดมานุ่งห่มให้กลมกลืนกับชาวบ้าน
ปลอมตัวเพื่อปลอดสายตาผู้คน ผูกล่ามม้าไว้กับต้นตาล
กระชับดาบที่คาดบ่าขยับก้าว ตามเสียงพรายกระซิบบักโผนผีเลี้ยง
“ม่องนี่หละ อีพ่อ”
มันฝังใจขั้นจำต้นรัง ตรงที่ตาแก่นั่งสมาธิได้
จะเดินลึกเข้าไปอีก จังหวะเด็กหัวจุกสองตัวนั่งบนกิ่งไม้ห้อยขาทักพูด
“อ้าว! บักท้องปุง มึงพาไผมานำน้อ”
ความอ้วนท้วนของบักโผน ถูกรักกับยมเอามาพูดล้อเรียกสนุกปาก
โกรธที่เมื่อคืนโดนทำร้าย กุมารทองไม่ยอมง่ายวันนี้กลับมาใหม่
“พ่อกูสิมาจับพวกมึงขึงยันต์ ยังบ่ฮู้อีกเบาะ”มันสบประมาท
ฝ่ายรักยมจึงเตรียมรับมือ แต่ก่อนอื่นต้องแจ้งต่อตาลุนผู้เป็พ่อที่ปลุกเสกสร้างขึ้นมา
“ฟ้าว ๆ ไปบอกเฒ่าพ่อเด้อมึง บักยม”
จัดแจงแบ่งงานกัน เหมือนรู้ว่าผู้มาเยือนมีเจตนาสะสางคดี
“ไส บักได๋คึกล้าแท้”
ปล่อยให้เด็กคุยกัน คราวประเดิมมังคลาล้วงย่ามเปิดฝาไหเรียกิญญา
สวดคาถาสะกดแรงดึงดูดมหาศาล ต้านพลังไม่ได้
มวลสารไหลลงก้นไห บักรักนั่งหมดอาลัยคงเป็ผีไร้ญาติ
...ไม่นึกว่ากุมารทองที่ก่อกวนในยามราตรี จะย้อนมาอีกรอบ พร้อมกับพ่อมันตามคำอาฆาตไว้
คิดเพียงตักเตือนให้รู้สัมมาคารวะ จากนั้นตาลุนไม่ใส่ใจ
เพิงซุ้มชั่วคราวกะอยู่ไม่ถาวร เนื่องคอยฟังข่าวองค์เลอสรวง
จะทำตามที่ทรงดำริตรัสหรือไม่ เลยรอสักระยะเพื่อความแน่ใจ
มวลบรรดามาด้วยกันจึงยังไม่แยกย้ายไปไหนทั้งนั้น
ใช้วัวแลกม้ามอบงานให้เสือหาญ ติดต่อสมุนยังตักสิลาเมืองสารคาม
ชุมชนบ้านกู่ภารแอ่นอีกทาง สำหรับยุติเส้นสายอาชญากรรม
เพราะวัตถุแหวนเสริมชะตาที่แลกเปลี่ยนกับคำสัญญา
เท่ากับว่าบักลายสือละทิ้งตัวตน ผู้วิเศษแถนหนุนนำ ได้หมดวาสนาลงแล้ว
ท้องฟ้าอากาศดูแปลก อาถรรพ์แดดสลับครึ้ม
ขนลุกตั้งชัน ตาลุนขณะนั่งเหลาไผ่ใช้เป็เครื่องมือดักปลา
“ควมเกิดแล้ว เฒ่าพ่อ!”
บักยมแจ้นถลามาบอกล่วงหน้า ว่ามีคนมาหาเื่ถึงที่นี่กับตาลุน
ชะงักหยุดชั่วครู่ เกรงจะทำให้แตกตื่น มองรอบลานดิน
เงาร่มไม้นั่งรวมกลุ่มกำลังขะมักเขม้น สานตะกร้า ชะลอม เอาไปผันขายในตลาด
บ้างก็ทำเกือกหนังรองเท้า หาเบี้ยใช้ซื้อข้าว อาหาร ประทังเลี้ยงปากท้องหลายชีวิต
ตาลนคว้ามีดพร้าเอ่ยพูดลอย ๆ
“คึสิได่หาลำไผ่ตืม”ปลีกลัดเดินออกมาลำพัง
“ถ่าข่อยแหน่”บักพองขอตามแต่ถูกปฏิเสธ
“กูสิฟ้าวไปฟ้าวมา จักสิแลนนำเฮ็ดหยัง”
ตัดบทอันไม่อยากให้พากันใ จะแก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง
ไม่จำเป็ต้องรอนาน ตาลุนใช้*วิชาย่นระยะทาง
สายลมพัดวูบ ปราดเดียวมายืนยังจุดที่บักยมแจ้งเหตุ
“นี่หละ บักโตการใหญ่”
ได้ทีบักโผนเป่าหูใส่ไฟเพิ่ม“มันว่า เชิญฮอดพ่อมึงมาโลดกะบ่ญ่าน”
ส่วนมากศึกษาพระเวทธรรมคัมภีร์ ตามขนบลัทธิพราหมณ์
พอหมดบุญผู้เป็บิดา มังคลารับ่ตำแหน่งปุโรหิต ดั่งต้นตระกูลสืบทอด
จิตซึ่งทะเยอทะยานต่างหาก บ่มเพาะเชื้อเลวร้าย ยิ่งได้ตำราซาตานพลอยกระตุ้นให้
ผู้หมดจดด้วยกิจวัตรดีงาม ต้องด่างพร้อยเปื้อนมลทิน
จากการคิดทรยศเ้านายองค์เลอสรวง ทำทุกวิถีทาง
ขั้นมุสาสร้างเื่แปลงชะตา ปั่นหัว ให้พ่อกับลูกกำจัดเข่นฆ่ากันเอง
ครรลองนักบวชเสื่อมเสีย สุดจะยากทนต่ออำนาจความอยากแสวงหาจุดยืนสูงสุด
ไสยศาสตร์ที่ลอบฝึกฝน วันนี้เหมือนมังคลาจะได้ใช้
“บอกกูมา มึงเป็ไผ?”
เห็นกันแวบแรกกรรโชกถามไถ่ดุจไพร่ทาสชั้นต่ำ
ไม่สงสัยสันดานกุมารทองที่เลี้ยงไว้คงคล้ายกัน ตาลุนนึกประมาณนั้น
“เกิดใหม่ใหญ่นำหลัง เว้าม่วน ๆ กะได่ดอกบักหล่า”
ประโยคพูดตอบคล้ายแฝงจะสอนมวย เปรียบรุ่น มังคลาฉุนขาด
“ป๊าดโธ่! มึงคึสิบ่ฮู้จักกูดี”
ศิษย์มีครูทุกคน ตาลุนรำลึกถึงอาจารย์ะ ผู้ครบทั้งกิริยา วาจา เหมาะสม
เลยมักนิยมความอ่อนน้อมถ่อมตน ของคนวัยอ่อนกว่า
และทั้งคำพูดคำจาควรให้เกียรติซึ่งกัน นั่นคือผู้เจริญ
“มีหยังกะว่ามา อย่าเสียขี้แข่วถิ่มซือ ๆ”
เมื่อเจรจากันดี ๆ ไม่ได้คงตัดสินตรงศาสตร์เวท
ต้องรีบแล้ว ตาลุนสื่อถึงเสียงร้องขอให้ช่วย จากบักรักที่ถูกกักขังหน่วงเหนี่ยว
“จังซั่น กะตายซะมึง”
ไม่ธรรมดามังคลาเสกกงจักรอวตาร คว้างหมุนพิฆาตหวังผล
อาศัยไหวพริบ มองหากอหญ้าคาพุ่มใกล้ตัว ตาลุนน้อมจิตบรรจงเด็ดใบมาลงคาถา
“โอม กุส อิทธิรา สำแดง สวาหะ”คลื่นถี่บาลีสวด
พลันปลายยอดหญ้าแข็ง แปลงเป็หอกกายสิทธิ์ พุ่งชนกงจักรแหลกสลาย
ถึงคราวตาลุนงัดกลถนัดขึ้นมาใช้ รูดใบมะขามใกล้มือ
เสกฝูงแตนจำนวนมาก บินเข้าหาฝั่งตรงข้าม
ตะลึงกับการต่อกรด้วยอาคมพื้นบ้าน ตั้งสติมังคลาระวังขึ้น
ฝ่ายพราหมณ์ถนัดกับการบูชาเพลิง ย่อลงนั่งกำดินในมือ
ร่ายอักขระจาก*คัมภีร์อาถรรพเวท ทันใดธุลีกลายเป็ไฟครอกเผาแมลงมีพิษ วอดวาย
“กูประมาทมึงไป”พอรู้สูสีด้านมังคลาอ่านอริใหม่
ถือเป็ผู้หนึ่งในวงการ ตาลุนชำนาญมนต์พิสดาร
“วา โธ โน อะ มะ มะ วา วา”แก้ลำด้วยคาถานะจังงัง
ส่งผลให้ถูกตรึงอยู่กับที่ ปากไม่สามารถขยับท่องสวดแก้
“อึ้ย!”พยายามขัดขืน มังคลาจจวนสิ้นท่า
ระยะอีกคนย่างสามขุมเข้ามาใกล้
“เป็จังได๋แหน่?”จิตใจไม่ใช่ผู้ร้าย
ตาลุนกะจะพอแค่นี้ จึงแย่งไหในถุงย่ามมาทุบจนแตกเพื่อให้บักรักเป็อิสระ
“บาดหนิฮู้แล้วบ่ อย่าสิยโสหลาย”
พูดสั่งท้ายก่อนเดินจากไป ชนิดไม่เหลียวแล
รวบรวมเฮือกพลัง มังคลาเจ็บแน่นในอกอันถูกลูบคม
“สมุหะเนยยะ สมุหะคะติ สมุหะคะตา พัทธะเสมายัง เอวัง เอหิ นะเคลื่อน โมถอน พุทคลอน ธาถอน ยะหลุด”
ภาวนาถอนสะกดจึงพ้นคลายครอบ จากอำนาจมนต์
แพ้หนนี้เก็บไว้เป็บทเรียน ถอยคืนไปตั้งหลักขึ้นขี่ม้าพาตัวเองออกจากตรงนั้น
ตัวบักพองมองสำรวจตาลุน ซึ่งกลับมามือเปล่าไม่เหมือนที่เคยบอกไว้
“ไสหล่ะ ลำไผ่?”
พอจะนึกขึ้นได้ ตาลุนหาข้ออ้างเดินหนีพิรุธ
“ฮ่วย! เฒ่าแล้วกะเป็จังซี่ตั๊วหนิ หลง ๆ ลืม ๆ”
นี่ถ้าบักพองมีตาวิเศษคงเห็น รักกับยมสองิญญาเด็ก ยืนกลั้นหัวเราะข้าง ๆ มันแน่
...คืนเรือนด้วยความโมโห มังคลาเมื่อจะเดินทางสายดำ
ด้วยตำราซาตานก็ต้องผิดหวัง มาเพลี่ยงพล้ำให้ตาแก่คนนั้น
“ห่าเอ้ย!”
ทั้งสถบด่าที่ได้มา เห็นว่าไม่ได้ช่วยอะไรเลยเผลอปัดตกจากหิ้ง
อาละวาดใส่ข้าวของล้มระเนระนาด มือโดนพุ่มพานแพธูปเทียนปาดเอาจนได้เื
“กูบ่เอาแล้ว ของจังซี่”ในเมื่อไม่มีประโยชน์คิดจะเผา
สั่งบริวารเอาอ่างทองเหลืองมาให้ ก่อนไล่พ้นห้อง
จับโยนสมุดลงแล้วจุดเผา มังคลาสาดเกลือสาปแช่งไปด้วย
“ไสคึว่าอาถรรพ์คัก”เจือถ้อยประโยคดูถูก
ปกหนังแห้งกรัง ตรงรอยเปื้อนคราบโลหิตดั่งถูกกระตุ้น
“พรึบ!”
มวลอิทธิฤทธิ์แล่นพล่านสำแดงเดช ไม่บุบสลายง่าย ๆ
คงเล่มรูปไว้ตามเดิม บังเกิดศักดาแสงเรือง วนลอยจากกองไฟ
“อีหยังหนิ!”
เบิ่งตากว้างสะพรึง มังคลาตะลึงอึ้งชั่วขณะ
พลัน*นิรยอสุรา ดั่งถูกชุบชีพจากขุมนรก
“มึง บังอาจหลาย”
ตราหน้าผู้ประสงค์ให้มอดไหม้ อันหาได้ส่งผลใดเพราะจริตเกรงต่อน้ำกรดเท่านั้น
ผงะหงายหลังใ แน่ชัดแล้วว่าไม่ใช่ตำราธรรมดาทั่วไป
“ไหว้สา ผู้ข้าตาถั่ว”
เจอปาฏิหาริย์ มังคลาลนลานกราบขออภัย
โดนกักขังมายาวนาน อสูรกายซึ่งผองแถนเทวดาลงอาญาผนึกไว้ในคัมภีร์
ข้อหาท้าทายองค์อินทร์แห่ง์ บัดนี้เป็ไทส่อกิริยาแข็งกร้าวปฏิเสธคำขอโทษ
“กูอยากกินเื”
นิรยอสุราเพิ่งตื่น กระหายอาหารหล่อเลี้ยง
ห้วงหวั่นภัย มังคลาเองรักตัวกลัวตายจึงรีบรับปากทำสัญญา
อาสาหาเหยื่อมาสังเวย เลื่อนผ่อนผันชีวิตตนเพื่อความอยู่รอด
“ได่ ๆ ข่อยสิฟ้าวเฮ็ดให้”
ใช้บ่าวทาสในเรือนที่มี ล่อเข้ามายังห้องเชือดบูชาสังเวยแก่ซาตาน
หรือว่าผลแห่งกรรม ซึ่งมุ่งทำลายผู้อื่นย้อนสนองคืน
ปุโรหิตปลิ้นปล้อน โดยใช้วิชาความรู้ที่มีสร้างความเชื่อถือ
ลวงกระทั่งองค์เหนือหัว ให้หลงทำความชั่วอยู่ตั้งนาน
กับการคิดว่าลูกในไส้ เป็กาลกิณีต่อระบบปกครอง
ท้ายแล้วฟ้าย่อมมีตา ทุกคำทำนายเชิงยุยง ไม่สามารถไปต่อได้
เกี่ยวเนื่องบักลายสือเข้าหาบิดา มันตัดสินใจมอบแหวน
เป็หลักประกันใช้ยุติ มวลสิ่งเลวร้ายนั่นเอง
...วรกายหลับไหลแน่นิ่ง อาการอัมพาตส่งผลกับเลอสรวงนับวันทรุดโทรม
บัลลังก์กระสับกระส่าย เพราะขาดผู้นำสักระยะ
ต่างผลักภาระโยนความผิดแก่กันในหมู่รอบข้างพระองค์
บังเกิดสูญญากาศทางการเมือง ฝ่ายเหมือนได้เปรียบ
คือท้าวรณชัยกับเทวีจามร เพราะลอยลำไม่ทิ้งพิรุธใด
ในเื่สารอันตรายซึ่งปนเปื้อน ลงทุนวางยา
เพื่อให้ได้มานั่งเคียงแท่นครองแผ่นดินด้วยกันตามมุ่งหวัง.
*การย่นระยะทาง ในพุทธศาสนา (อิทธิวิธี) เป็หนึ่งในฤทธิ์ที่พระพุทธเ้าและพระอรหันต์สามารถทำได้
โดยการแสดงฤทธิ์หลายอย่าง เช่น การหายตัว การเหาะ การเดินบนน้ำ รวมทั้งการย่นระยะทาง
การย่นระยะทางในที่นี้หมายถึง การเดินทางจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง
ได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งไม่ต้องใช้เวลาหรือระยะทางตามปกติ
การย่นระยะทางของพระพุทธเ้าและพระอรหันต์นั้น
เป็เื่ของการแสดงฤทธิ์ อันเป็ความสามารถเหนือธรรมชาติ
ที่มาจากการฝึกจิตและสมาธิอย่างยิ่งยวด ไม่ใช่การเดินทางตามปกติของมนุษย์ทั่วไปทำได้
การย่นระยะทางเป็เพียงหนึ่งในฤทธิ์ 6 ประการ ยกกล่าวถึงในพระไตรปิฎก
*คาถาย่นระยะทาง
สะหัสสะเนตโต เทวินโท เทวะรัชชะ สิรีธะโร สังขิปิตะ วานะตัง มัคคัง ขิปปัง สาวัตถิ มาคะมิ
(คำแปล) ท้าวสหัสนัยจอมเทพ ผู้ทรงไว้ซึ่งความเป็เ้าแห่งเทวดา
ได้ย่นระยะทางมาสู่เมืองสาวัตถี แล้วโดยพลัน
เคล็ดวิชาการย่นระยะทาง ถือหลักพื้นฐานจากวาโยกสิณ
แต่หาใช่วาโยกสิณตัวเดียวเท่านั้น ลักษณะของการย่นระยะทางได้ ต้องเป็ผู้ชำนาญในกสิณ
สามารถเพ่งเพียรภาวนา ขั้นกำหนดลมปราณการหายใจ
บวกกับกำลังของอภิญญาผสานกสิณอธิษฐาน แล้วถึงจะเป็ไปตามนั้น
*ยุคพระเวท เป็ยุคแห่งการรวบรวมเวท ซึ่งกระจัดกระจายตามที่ต่าง ๆ
ประกอบด้วย 3 คัมภีร์หลัก คือ ฤคเวท ยชุรเวท และสามเวท
ส่วนอาถรรพเวท คัมภีร์ที่ 4 ถูกประพันธ์ขึ้นมาภายหลัง
ประกอบด้วยบทสวด คาถาเกี่ยวกับไสยศาสตร์ พิธีบูชายัญ
*นิรยอสุรา ได้แก่ สัตว์นรกซึ่งเรียกว่าอสูร
แหล่งของสัตว์พวกนี้ อยู่ที่โลกันตริกนรก
ตั้งอยู่ระหว่างกลางของจักรวาลทั้งสาม เขตเชื่อมติดต่อตรงช่องว่างภูมิแต่ละชั้น
ภายในมืดมิด มีน้ำเย็นจัดรองรับ ถ้าสัตว์นรกตนใดตกลงไป
ร่างกายจะละลายทันที ด้วยถูกน้ำกรดอย่างแรงกัดกร่อน
สัตว์ในโลกันตริกนรกนี้ มีความเป็อยู่เหมือนฝูงค้างคาว อาศัยเกาะอยู่ตามฝาผนังถ้ำ
หิวกระหายเป็กำลัง ขณะกำลังไต่ไปมา หากััตัวอื่น
จะเข้าใจว่าเป็อาหาร ต่างะโเข้ากัดกินกันทันที
่ขณะต่อสู้ แย่งชิง ย่อมปล่อยมือจากการเกาะคลายแน่น
ทำให้หล่นลงไปในน้ำกรด อันเย็นจัดละลายตัวเองจนหมด
เมื่อตายแล้วประหลาดนัก ฟื้นคืนชีวิตกลับมาเกาะอยู่ตามเดิมอีกครั้ง
หมุนเวียนอย่างไม่มีสิ้นสุด คล้ายกับชดใช้เวรกรรมเก่า
สัตว์เหล่านี้ขนาดกายใหญ่โตมหึมาราวกับูเา แม้จะมีอยู่จำนวนมากมายเท่าใด
ยังไม่สามารถมองเห็นซึ่งกันและกันได้เลย เพราะภูมิที่อยู่ในความมืดมิดตลอดกาล
อกุศลกรรมที่เป็เหตุให้ไปเกิดในอสุรกายภูมิ มาจากโมหะ เป็ส่วนใหญ่
ขาดปัญญาพิจารณาใคร่ครวญในสิ่งต่าง ๆ พอเมื่อมีทรัพย์ มีอำนาจ จึงมักใช้ไปในทางผิด ๆ
โดยบุคคลใดเป็ผู้มีคุณงามความดี สมควรยกย่องสรรเสริญ กลับกระทำกดขี่ ข่มเหง ดูถูก ติเตียน
ส่วนคนเลวประพฤติทุจริต ผิดศีลธรรม ตรงข้ามเห็นเป็ดีงาม กลับได้รับการสนับสนุน
(อ้างอิงจากวิกิพีเดีย)