ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    ๓๓. บทที่ ๑๓ ความลับของคู่ชิงชัย (๒)


            ชายหนุ่มเริ่มรู้สึกร้อนผ่าวที่ใบหน้ารับรู้ถึงเม็ดเหงื่อพรายที่ผุดซึมออกมาตามลำคอตนเป็นครั้งแรกที่สำนึกว่าลำคอแห้งผากกระหายน้ำ.. เจ้าทิพรู้ดีแม้ไม่มีใครถามออกมาตอนนี้ตนจำเป็นต้องมีคำอธิบายแล้ว ทว่า...


            “ข้าพเจ้าไม่มีคำใดจะอธิบายทั้งไม่ทราบว่าเหตุไฉนท่านพราหมณ์จึงสามารถรู้เพลงอาวุธของพระมหาเถระถึง ๗๗ ท่าจู่โจมและไม่เคยรู้มาก่อนด้วยว่าท่าจู่โจมมีอยู่ทั้งสิ้น ๘๑ ท่า.. เนื่องเพราะตลอดเวลาท่านพราหมณ์ให้ข้าพเจ้าฝึกฝนอาวุธและให้เก็บเป็นความลับห้ามแจ้งกับผู้ใด ดังนั้นตลอดเวลาข้าพเจ้าจึงไม่เคยได้สนทนาเรื่องอาวุธหรือวิชาการต่อสู้กับผู้ใดเลยถ้าการที่ข้าพเจ้าได้ล่วงรู้วิชาอันเป็นสิ่งจำเพาะที่พระมหาเถระทรงมอบไว้แก่เมืองปตานีจะเป็นโทษก็สุดแต่ท่านขุนพลจะพิจารณาตามสมควรเถิด”


            ขุนพลสิงหลเห็นอาการของเจ้าทิพครั้นตรองแล้วจึงกราบทูลพระเจ้าปตานีว่า

            “ขอเดชะเรื่องนี้ข้าพระองค์เห็นว่าควรมีรับสั่งไปยังท่านพราหมณ์กุณฑกัญจให้มาเข้าเฝ้าด้วยตนเองเป็นการด่วนเพื่ออธิบายข้อสงสัยทั้งปวงหากแม้นท่านพราหมณ์มีใจบริสุทธิ์คงไม่ขัดพระบัญชาหลบหนีไปอย่างแน่นอน พระเจ้าค่ะ”

            พระเจ้าฤทธิเทวาทรงมีรับสั่งเห็นชอบตามที่ขุนพลใหญ่เสนอมาและทรงมอบให้อำมาตย์วาสุธีเป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการ

             

            “เจ้าทิพ แม้ว่าท่านจะเอาชนะสิงขรด้วยท่าไอยราเสือกงาคู่ซึ่งเป็นท่าจู่โจมที่ ๙ ของกระบวนเพลงไอยราออกศึก แต่สิ่งที่ทำให้ท่านรุกไล่และควบคุมการเคลื่อนไหวของสิงขรไว้ได้ทั้งหมดคือมิติความเร็วที่เหนือกว่า.. เราเคยรู้มาว่ายอดขุนศึกศรีวิชัยมีวิชาปิดปราณเปลี่ยนมิติหรือที่ท่านใช้ต่อสู้กับสิงขรจะเป็นวิชาดังกล่าว”

            “เป็นวิชาปิดปราณเปลี่ยนมิติจริงแต่ข้าพเจ้าเพียงฝึกได้ขั้นเริ่มต้น”

            “อืม.. แนววิชาของศรีวิชัยใช้หลัก ๔ธาตุซึ่งมีธาตุน้ำเป็นศูนย์กลาง ใช้ธาตุไฟควบคุมจังหวะ ใช้ธาตุดินคุมความแข็งแกร่งและใช้ธาตุลมคุมความเร็ว.. วิชาปิดลมปรานเปลี่ยนมิติ ใช้ภาวะจิตตั้งแต่ขั้นที่ ๙ซึ่งเป็นขั้นเริ่มต้นของภาวะภวังค์สำนึกควบคุมลมหายใจออก กำหนดให้ผ่อนช้าลงยิ่งช้าทุกอย่างรอบกายก็จะยิ่งช้าตาม แต่ตัวเจ้าของปราณกลับบรรลุความเร็วขึ้นจากตรงกลางภายใน”


            “แล้ววิชาของปตานีล่ะ กำกับขับเร่งความเร็วกันอย่างไรทำไมสิงขรจึงไม่นำออกมาใช้” พระเจ้าศรีมหาราชตรัสถามขึ้นด้วยความสนพระทัย

            “ขอเดชะ แนววิชาของปตานีแม้เป็นหลัก๔ ธาตุเช่นกัน แต่กำหนดธาตุลมเป็นศูนย์กลาง ใช้ธาตุดินควบคุมความแข็งแกร่งใช้ธาตุน้ำคุมจังหวะ และใช้ธาตุไฟคุมความเร็ว.. การจะกำหนดธาตุไฟให้ถ่ายเทในร่างจนเกิดภาวะแห่งมิติความเร็วต้องฝึกจิตจนบรรลุถึงขั้นที่ ๙ เป็นต้นไปเช่นกัน ภาวะจิตของสิงขรนั้นอยู่ในขั้นที่๘ ยังไม่หลุดพ้นจากภาวะจิตเหนือสำนึก จึงไม่อาจกำหนดธาตุไฟเร่งมิติได้ พระพุทธเจ้าข้า”

            “ถ้าเป็นเช่นนั้น สิงขรคงต้องพ่ายแพ้แน่นอนแล้วสิ”

            “อาจเป็นเช่นนั้นจริง พระพุทธเจ้าข้า..แต่อย่างไรก็ควรได้ชมนักสู้ทั้งสองประลองแทงทวนบนหลังม้าและของ้าวบนคอช้างต่อไปแม้เจ้าทิพจะได้เป็นฉลูนักษัตร ข้าพระพุทธเจ้าก็หมายจะได้เห็นฝีมือของเขา เผื่อจะเห็นข้อบกพร่องใดที่ควรแก้ไขฝึกฝนเพิ่มเติมสำหรับการประลองชิงตำแหน่งราชาสิบสองนักษัตรในอีก๓ เดือนข้างหน้า พระพุทธเจ้าข้า”

            พระเจ้าแผ่นดินแห่งเมืองนครศรีธรรมราชทรงพยักพระพักตร์แย้มพระสรวลด้วยพอพระทัย ทรงดำริขึ้นว่าเมืองปตานีนี้ได้ขุนพลดี แม้บุตรชายของตนจะพ่ายแพ้อัปยศแต่ก็หวังถึงประโยชน์ของชาติบ้านเมืองเป็นสำคัญ


            “เจ้าทิพ ท่านช่วยบอกเราอีกหน่อยเถิดนอกจากเพลงอาวุธทั้งสามและการฝึกภาวะจิตแล้ว เจ้าได้เรียนรู้สิ่งใดมาอีกบ้าง”

            ขุนพลใหญ่ยังคงซักไซ้ถึงพื้นฐานความรู้ของชายหนุ่มไม่เลิกส่วนหนึ่งเพราะไม่เคยรับรู้มาก่อนว่าเจ้าทิพเชี่ยวชาญวิชาการต่อสู้และอีกส่วนเพื่อช่วยเตรียมการฝึกฝนในส่วนที่ขาดต่อไป

            แต่คำตอบของชายหนุ่มกลับคล้ายดาบสองคมต่อตนเองสร้างความหวั่นวิตกต่อผู้ที่ถือมั่นในคำนายแห่งหายนะของบ้านเมือง..

            “ข้าพเจ้าได้เรียนรู้กับท่านพราหมณ์เรื่องศาสตร์การรบพุ่งและการปกครองท่านสอนข้าพเจ้าทั้งพิชัยสงครามการรบพุ่งทางเรือและริมฝั่งทะเล การรบบนที่ราบและภูเขาอีกทั้งศาสตร์การปกครองและจัดตั้งหัวเมืองทั้งสี่ชั้นสี่ทิศในคัมภีร์ไตรเภท..”

             

            --------------------------------------------------


            การประลองในภาคเช้ายุติลงแล้วทุกคนต่างแยกย้ายออกจากสนามเพื่อไปพักผ่อนและรับอาหารมื้อเที่ยงก่อนจะกลับมาชมการประลองบนหลังม้าและหลังช้างกลางลานประลองด้านนอกทางทิศเหนือ

            องค์ชายอัศวเมฆทรงแยกพระองค์เสด็จมายังห้องพักใต้อัฒจันทร์ด้านทิศใต้ทรงแจ้งพระบิดาว่าขอมาดูอาการของสิงขร เมื่อมาถึงหมอหลวงเพิ่งตรวจรักษาอาการบาดเจ็บของสิงขรเสร็จลงพระองค์จึงทรงให้ทุกคนออกไปเสีย เหลือลำพังพระองค์กับสิงขร

            ร่างที่นั่งซึมเซาอยู่บนแคร่ ทรงตัวยืนขึ้นแต่มิได้ตั้งตรง ยังคงก้มหน้านิ่ง

            “ดีที่เป็นดาบสำหรับการประลองคมก็ไม่มี ปลายแหลมก็ถูกฝนให้มน.. หาไม่คงแทงทะลุเกราะหนังชำแรกถึงกระดูกไหล่จนท่านพิการไปแล้ว”

            สิงขรยังคงยืนเงียบ ปิดปากสนิท


            “ตอนยามสาย เป็นเราที่คร่ำครวญเจ็บช้ำมาบัดนี้ยังไม่ทันถึงเที่ยงวัน คนที่เตือนและให้สติเรากลับมานั่งทอดอาลัยสิ้นหวังเสียเอง..ช่างน่าขันเสียจริงๆ.. ” รับสั่งพลางทรงหัวเราะออกมา

            เป็นเสียงสรวลที่แฝงรอยเย้ยหยัน

            “กระหม่อมเพียงไม่คิดว่าเจ้าทิพจะมีฝีมือสูงกว่ากระหม่อมปานนี้”คำพูดแม้กล่าวถึงฝีมือที่เหนือกว่าของคู่แข่งขัน แต่น้ำเสียงหาได้มีแววจะยอมรับไม่

            “ท่านจะยอมให้เกียรติยศของตำแหน่งราชาสิบสองนักษัตรหลุดลอยไปหรือ..จากรุ่นพ่อสู่รุ่นลูกต่างปราชัยในด่านฉลูนักษัตร.. นั่นคงเป็นสิ่งชวนขันที่ชาวปตานีจะจดจำไปชั่วลูกชั่วหลานแน่..”รับสั่งไปก็ทรงหัวเราะไป แต่แทงเจ็บลึกเข้าถึงใจของสิงขร

            “แพ้ก็คือแพ้จะให้กระหม่อมกระทำเยี่ยงใดได้” ขบฟันกรอด ทูลกลับไป

            “เรามีวิธีจะทำลายเจ้าทิพและมีวิธีช่วยให้เจ้ารอดพ้นพระอาญาหลังจากท่านคว้าชัยชนะ”

            “ทำลายเจ้าทิพ.. ช่วยกระหม่อมพ้นพระอาญา..ด้วยเรื่องอันใด” สิงขรเงยหน้าขึ้นมองพักตร์องค์ชายด้วยความสงสัย

            “ฝีมือเจ้าทิพเกิดจากภาวะจิตที่เป็นสมาธิแน่วแน่จะทำลายเจ้าทิพต้องทำลายที่ใจ.. เรื่องนี้เรามีช่องทางอยู่ ปล่อยให้เป็นธุระของเราและพระมารดา..หึหึ..”


            ทรงหัวเราะแล้วรับสั่งต่อด้วยเรื่องที่ทำให้ผู้รับฟังต้องตื่นตระหนก..

            “ส่วนท่าน.. คงไม่ต้องเก็บงำวิชาที่ไปแอบเรียนรู้มาจากพวกโจฬะทมิฬ..จงใช้มันเพื่อกำจัดเจ้าทิพออกจากการประลองในครั้งนี้”

            “พระองค์ทรงรู้..” เสียงสิงขรอุทานลั่น

            ...สิงขรบุตรชายของขุนพลใหญ่แห่งปตานี ถึงกับมีความลับที่ไม่อาจเปิดเผย


            “ท่านเพียงใช้มันพิชิตเจ้าทิพแล้วเราจะหาทางช่วยเหลือไม่ให้ท่านต้องได้รับโทษทัณฑ์.. แต่หากท่านไม่ใช้มันออกมาเราจะเปิดเผยต่อผู้คน.. คิดว่าแม้แต่ท่านขุนพลที่เป็นบิดาก็คงไม่ละเว้นท่านเป็นอันขาด”

            สิงขรสะท้านเฮือกคล้ายเห็นเหตุการณ์ร้ายล่วงหน้า.. ทุกคนรับรู้ความจริง และตนกำลังถูกไต่สวนลงทัณฑ์อย่างแสนสาหัส..

            “เรื่องนี้.. กระหม่อม..” ปากทูลคำได้เท่านี้ใจถูกบีบคั้น ไม่รู้สมควรจะกระทำเยี่ยงใด

            “ที่ท่านยอมไปเรียนวิชาจากพวกโจฬะทมิฬก็เพราะต้องการขึ้นสู่ตำแหน่งราชาสิบสองนักษัตรอัญเชิญองค์ตุมพะทะนานทองกลับคืนสู่เมืองปตานี.. หรือนี่ไม่ใช่ความตั้งใจของท่านเสียแล้ว..”


            สิงขรได้แต่ก้มหน้านิ่งทุกอย่างดูมืดมนไปหมด

            สำหรับราชองครักษ์หนุ่มแม้รู้ว่าวันหนึ่งต้องเปิดเผยความลับนี้.. แต่เมื่อเหตุการณ์มาถึงเฉพาะหน้าความหวั่นวิตกต่างๆ กลับประดังเข้ามา.. หรือเราจะยอมละทิ้งทุกอย่างไป.. ไม่สิองค์ชายคงไม่ทรงปล่อยเราแน่ พระองค์ทรงกระทำทุกอย่างเพื่อกำจัดเจ้าทิพ และคงจะทรงปฏิบัติเช่นเดียวกันกับเราหากไม่ยอมร่วมมือกับพระองค์..

            หรือว่าทางข้างหน้าของเรา.. มีแต่ฝากชีวิตไว้กับองค์ชายว่าที่รัชทายาทแห่งปตานีแล้ว

             

            --------------------------------------------------



    คล้ายกับเรื่องราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย ที่คุณอ่าน