ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 3 บทที่ 63 ขอเป็นคนชั่วสักครั้ง

            คนที่เดินนำหน้ามานั้นคือชายวัยกลางคนที่มีอายุประมาณสี่สิบกว่าปี แววตาโกรธเกรี้ยว สีหน้าเคร่งเครียดเครื่องแต่งกายของเขาดูดีแต่ไม่หรูเกินไป แสดงให้เห็นถึงฐานะพ่อบ้านของเขา เขาคือพ่อบ้านจ้าวที่นายทหารรักษาการณ์เพิ่งพูดถึงเมื่อครู่จ้าวเฉิน นั่นเอง

            ด้านหลังของจ้าวเฉินนั้นมีกลุ่มคนสิบกว่าคนเดินตามหลังมาด้วยพวกเขาก็คือเหล่านักรบของคฤหาสน์จ้าว ซึ่งหลินหยางที่ใช้วิชาเนตรเพลิงสุพรรณมองไปที่พวกเขาแล้วก็พบว่าหนึ่งในนั้นมียอดฝีมือระดับเซียนเทียนขั้นต้นที่ทำหน้าที่เป็นครูฝึกด้วย

            เมื่อเทียบกับตระกูลเวินแล้วทั้งตระกูลเวินนั้นมียอดฝีมือระดับเซียนเทียนอยู่แค่สี่คนเท่านั้นอีกทั้งยังมีฐานะเป็นถึงผู้อาวุโสด้วย แต่ที่ราชอาณาจักรโล่ยื่อแห่งนี้แค่ระดับครูฝึกของตระกูลระดับสามก็มีความสามารถระดับเซียนเทียนแล้วความแตกต่างด้านพลังของทั้งสองอาณาจักรนั้นไม่ใช่น้อยๆ เลย

            จ้าวเฉินแต่เดิมนั้นจะพาคนมุ่งหน้าไปทางประตูใหญ่ของคฤหาสน์แต่ตอนที่กำลังเดินผ่านสวนอยู่นั้นก็มองไปเห็นสวี่เหยากับชายหนุ่มแปลกหน้าคนหนึ่งกำลังนั่งอยู่บนก้อนหินสีหน้าของเขาก็เคร่งขรึมขึ้นมากกว่าเดิมทันที

            คฤหาสน์จ้าวแห่งนี้มีกฎระเบียบที่ค่อนข้างจะเข้มงวดในตอนที่สวี่เหยาหนีออกไปนั้น ตัวเขาเองก็โดนลูกหลงถูกลงโทษไปด้วยพอรู้ว่าสวี่เหยากลับมา ก็กำลังนึกหาวิธีที่จะจัดการกับอีหนูนั่นอยู่พอดี แต่มันกลับเข้ามานั่งเล่นในคฤหาสน์อย่างสบายใจเฉิบเสียอย่างนั้น

            บ้าบอสิ้นดี!

            ดูท่าทางอีหนูนี่พอได้ออกไปข้างนอกมานานปีกว่าแล้วจะรู้สึกคันเนื้อคันตัวอยากโดนหวดดจนทนไม่ไหวแล้วสินะ!!

            จ้าวเฉินนำคนทั้งหมดเข้าไปที่กลางสวนสายตากวาดมองไปทางหลินหยางและหั่วเอ๋อร์ทีหนึ่งแต่ด้วยระดับพลังของเขาแล้วไม่มีทางเห็นถึงความแปลกประหลาดใดๆ ได้แน่นอนจากนั้นเขาก็หันมามองทางสวี่เหยาด้วยแววตาเย็นชา

            “อีหนู!”

            ในตอนนี้เองที่เขาเพิ่งจะเริ่มสังเกตสวี่เหยาแบบละเอียดอีกครั้ง

            เขาคาดไม่ถึงเลยว่า สวี่เหยากลับมาคราวนี้จะดูเปลี่ยนไปจากเดิมมากขนาดนี้

            ถ้าหากเปรียบเทียบสวี่เหยาเมื่อก่อนหน้านี้กับดอกไม้แล้วละก็ นางเป็นแค่ดอกเดซี่ที่อาจจะดูมีเสน่ห์แอบแฝงอยู่บ้างแต่ก็ไม่โดดเด่นนักแต่มาวันนี้ นางกลับเต็มไปด้วยเสน่ห์ของหญิงสาวอันน่าดึงดูด นางได้เติมโตกลายไปเป็นดอกโบตั๋นอันสูงส่งงดงาม ล้ำค่า และเปล่งประกายอย่างสมบูรณ์แล้ว

            ในแววตาของจ้าวเฉินพลันปรากฏให้เห็นถึงบาปราคะที่ก่อตัวขึ้นโดยไม่รู้ตัว

            เขาพลันนึกถึงวิธีลงโทษที่เรียบง่ายที่สุดแบบหนึ่งขึ้นเขาจะลงโทษยายผู้หญิงที่มีสิ่งที่ผู้ชายปรารถนาครบถ้วนสมบูรณ์คนนี้บนเตียงนอนอย่างหนักหน่วงรุนแรงให้ถึงที่สุดจะทำให้มันต้องครวญคราง จะทำให้มันต้องอ้อนวอนร้องขอชีวิต...

            อืม แบบนี้ก็ดี!

            พอจ้าวเฉินคิดได้อย่างนั้นก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำว่า “อีหนูสวี่เจอพ่อบ้านอย่างข้าแล้วยังไม่ทำความเคารพอีก! กฎระเบียบของที่นี่เป็นอย่างไรบ้างเจ้าลืมไปหมดแล้วใช่ไหม!”

            แต่สวี่เหยาตอนนี้ไม่ใช่หนูน้อยผู้อ่อนแอเหมือนในวันนั้นอีกต่อไปแล้วนางที่ผ่านสมรภูมิการค้าอันหนักหน่วงที่เมืองอวิ๋นเฉิงมาแล้วนั้นทำเพียงแค่ขยิบตาและยิ้มรับเท่านั้น นางในตอนนี้ได้หลุดพ้นจากตัวตนอันต่ำต้อยกลายเป็นสาวงามมากความสามารถไปนานแล้ว

            นางค่อยๆ ลุกขึ้นยืน “ยินดีที่ได้พบค่ะท่านพ่อบ้านจ้าว ไม่ได้พบกันเสียนานพ่อบ้านจ้าวดูท่าทางสบายดีนะคะ”

            มารดามันเถอะ!

            นางแพศยา!

            จ้าวเฉินถูกน้ำเสียงอันนุ่มนวลของสวี่เหยาเย้ายวนจนรู้คันยุบยับไปทั้งหัวใจจนแทบจะทนไม่ไหว

            เขาพยายามข่มอารมณ์โกรธเอาไว้แต่ในตอนที่เขากำลังจะทวงถามความผิดจากสวี่เหยานั่นเอง นางก็พูดขึ้นมาต่อทันทีว่า “ที่สวี่เหยากลับมาในวันนี้ก็เพื่อจะแนะนำให้ประมุขจ้าวท่านได้รู้จักกับแขกกิตติมศักดิ์ท่านหนึ่ง”

            ประมุขจ้าว?

            คนของตระกูลจ้าวนิ่งอึ้งไปทันที

            อีหนูนี่มันบ้าไปแล้วหรือเปล่า มันกล้าเรียกเจ้านายแบบนี้ได้อย่างไร?

            สีหน้าของจ้าวเฉินเคร่งเครียดมากขึ้นเรื่อยๆเพลิงพิโรธในใจเขาลุกโชนอย่างเกรี้ยวกราด

            “สวี่เหยา เจ้าคงลืมไปแล้วสินะว่าตัวเองเป็นใครถึงได้บังอาจเรียกนายท่านแบบนั้น แถมยังคิดจะแนะนำแขกด้วยอย่างนั้นหรือ? เจ้าที่มีฐานะเป็นแค่พวกขอทานเร่ร่อนอย่างนั้นนี่นะ? ต่อให้เจ้าจะแต่งตัวดูเป็นผู้เป็นคนแค่ไหนก็ตาม แต่คนที่เจ้าพามามันจะมีฐานะแค่ไหนกันเชียว?”

            ซีดด...

            จ้าวเฉินนี่ปากปีจอเหลือเกิน

            แต่นั่นก็เป็นเพราะเขาดูถูกตัวตนของสวี่เหยาอยู่ก่อนแล้วเลยพาลเหยียดหยามพวกหลินหยางไปด้วย มาถึงก็ด่าฉอดๆ ด้วยวาจาหยาบคายอย่างเดียวเลย

            สีหน้าของสวี่เหยาเองก็เริ่มเปลี่ยนไปบ้างแล้ว

            แต่ไม่ใช่เพราะว่านางทนคำด่าไม่ไหว แต่เป็นเพราะนางเป็นห่วงหลินหยางต่างหาก

            ตระกูลจ้าวนั้นเป็นครอบครัวการค้าที่เริ่มต้นมาจากชนชั้นล่างค่อยๆสร้างตัวขึ้นมา พวกเขายังเป็นรุ่นแรกที่กำลังเก็บเกี่ยวประสบการณ์กันอยู่เลยดังนั้นไม่ว่าจะเป็นตัวผู้นำหรือเหล่าข้ารับใช้ต่างๆ จึงยังคงมีท่าทีแบบของชาวเมืองชั้นล่างอยู่ไม่อย่างนั้นพวกเขาคงไม่จับสวี่เหยาไปใช้เป็นเครื่องมือทางการค้าหรอก

            ‘หลินอี้คงไม่โมโหจนอาละวาดหรอกนะ...’

            แต่สวี่เหยาคงจะกังวลผิดคนไปเสียหน่อยเพราะมีคนที่อารมณ์ร้อนยิ่งกว่าหลินหยางอยู่ด้วย

            หั่วเอ๋อร์นั้นถลึงตาใส่จ้าวเฉินไปที “เฮ้ย เจ้าหลินอี้น้อยเจ้ามนุษย์นี่มันน่ารังเกียจเสียจริง ข้าขอกินมันได้ไหมนี่?”

            หืม?

            ผู้คนเพิ่งจะสังเกตเห็นนกกระจอกขนสีแดงตัวนี้คำพูดสุดโอหังของมันนั้นทำเอาผู้คนทั้งหมดในบริเวณนี้ถึงกับหน้าเปลี่ยนสี

            หั่วเอ๋อร์นั่นนอกจากมีขาข้างเดียวแล้วก็ไม่มีอะไรอย่างอื่นที่พิเศษอีกพอมันพูดจาอวดดีแบบนี้ก็ทำให้ผู้คนทั้งหมดโมโหขึ้นมาทันที

            ภายในลูกตาของจ้าวเฉินนั้นมีเปลวไฟดวงเล็กๆ สั่นไหวอยู่พอเขาโบกมือ คนรอบข้างก็เข้าไปโอบล้อมพวกของหลินหยางอย่างรู้งานทันที

            เขาพูดจาข่มขู่ว่า “พวกเจ้าเป็นใครถึงได้กล้ามาพูดจาโอหังในคฤหาสน์ตระกูลจ้าวแบบนี้! ข้าจะนับถึงสามเท่านั้นนะสวี่เหยาเจ้ารีบสั่งให้เพื่อนของเจ้าคุกเข่าลงแต่โดยดี ไม่อย่างนั้นพวกเจ้าก็อย่าหวังจะได้ก้าวเท้าออกไปจากคฤหาสน์แห่งนี้อีกเลย!”

            เหล่านักรบของตระกูลจ้าวที่โอบล้อมพวกของหลินหยางเอาไว้นั้นปล่อยจิตสังหารออกมาข่มขู่แล้วแต่พวกเขาดูถูกหลินหยางมากเกินไปในที่สุดพวกเขาก็กำลังจะถูกลงโทษจากความประมาทนั่น

            สวี่เหยาและหั่วเอ๋อร์หันไปมองทางหลินหยางที่ไม่ได้ส่งเสียงอะไรออกมาเลย

            หั่วเอ๋อร์ขยับปีกของตัวเองอย่างหงุดหงิด “เฮ้ย เจ้าหลินอี้น้อย พูดอะไรบ้างสิ? ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวข้าลงมือจัดการให้เจ้าฟรีๆ ก็ได้...”

            ในที่สุด หลินหยางก็เปิดปากพูดแล้ว

            “อัดได้ ห้ามกิน”

            “เชอะ น่าเบื่อ”

            คำพูดของหนึ่งคนหนึ่งนกนี่ทำเอาคนรอบข้างถึงกับโมโหจนแทบทนไม่ไหวแล้ว

            อัดได้ กินไม่ได้นั่นมันอย่างไรกัน

            จะดูถูกกันเกินไปแล้ว!

            ทหารรักษาการณ์คนที่ยืนอยู่หน้าประตูเมื่อครู่นี้พุ่งเข้าใส่พวกหลินหยางทันทีเขาเงื้อมหมัดขึ้นเล็งไปที่หน้าของหลินหยางโดยตรง

            “เอานี่ไปก...”

            ตูม!

            เขายังพูดไม่ทันจบดีก็มีลำแสงสีแดงสายหนึ่งวูบผ่านไปจากนั้นตัวเขาก็ปลิวลอยไปข้างหลังเป็นเส้นตรง พุ่งไปตกลงในบ่อน้ำบ่อหนึ่งแล้วค่อยๆจมลงไปช้าๆ

            อะไรกัน?

            ไม่มีใครรู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้น

            แสงไฟนั่นเริ่มบินว่อนไปทั่วทั้งสวน

            ฝันร้ายของจ้าวเฉินกำลังเริ่มขึ้นแล้ว

            เมื่อแสงไฟนั่นบินไปตรงไหนเหล่านักรบที่อยู่ตรงนั้นก็จะปลิวกระเด็นไปคนละทิศละทางทันที

            บ้างก็กระเด็นราบกับพื้นเป็นเส้นตรง

            บ้างก็หมุนเป็นวงกลมสามร้อยหกสิบองศาเลยก็มี

            นักรบสิบกว่าคนถูกซัดปลิวไปหมดไม่เหลือสภาพเลยสักคน

            โดยที่ทั้งหมดนี้เกิดจากนกกระจอกขนสีแดงเพียงตัวเดียวเท่านั้น

            แม้แต่ครูฝึกที่มีฝีมือระดับเซียนเทียนสุดแข็งแกร่งนั่นยังถูกซัดปลิวในการโจมตีครั้งเดียว

            ซึ่งหั่วเอ๋อร์เตรียมท่ากระเด็นที่ยากที่สุดไว้ให้เขาโดยเฉพาะนั่นก็คือซัดให้หมุนเป็นวงกลมไปบนอากาศยี่สิบรอบเป๊ะๆ จากนั้นก็ร่วงไปเกี่ยวอยู่บนภูเขาปลอมในสวนแบบพอดี

            เรื่องทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้นๆ น้ำชาในถ้วยยังไม่ทันหายร้อนเลยด้วยซ้ำ

            จ้าวเฉินถึงกับหลั่งเหงื่อเย็นๆ ออกมาจนเปียกปอนไปทั้งตัว...

            “ค...ใครก็ได้ ช่วยด้วย!”

            จ้าวเฉินที่เพิ่งได้สติกลับมาในที่สุดก็เข้าใจแล้วว่าคนที่สวี่เหยาพากลับมานั้นเป็นบุคคลสุดแกร่งจนน่ากลัวที่ตัวเขาไม่ควรไปยุ่งด้วยแม้แต่น้อยแต่ดูท่าทางเขาก็ยังประเมินหลินหยางและหั่วเอ๋อร์ต่ำเกินไปอยู่ดี

            เขาพยายามตะโกนขอความช่วยเหลืออย่างสุดเสียงจนดังสะท้านไปทั่วคฤหาสน์

            เขาเชื่อว่า ต่อให้จะเก่งแค่ไหน แต่แค่หนึ่งนกกับอีกหนึ่งคนอย่างไรก็ไม่มีทางต่อกรกับคนทั้งตระกูลได้หรอก

            แต่น่าเสียดาย เขาคิดผิด

            หลินหยางพยุงตัวลุกขึ้นยืน มองไปทางจ้าวเฉินด้วยสีหน้าเรียบเฉย“หยุดแหกปาก”

            เพียงแค่สามพยางค์และหนึ่งแววตาก็ทำให้จ้าวเฉินรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างมาอุดกล่องเสียงเอาไว้ไม่กล้าส่งเสียงต่อสักคำ

            บรรยากาศอันน่าเกรงขามรอบตัวของเจ้าหนุ่มนี่มันเทียบเท่ากับพวกคนใหญ่คนโตของเมืองฮุยยื่อที่จ้าวเฉินเคยเห็นได้เลย

            “ข้ามาวันนี้แค่อยากจะพบกับประมุขตระกูลจ้าวเท่านั้น เจ้าเข้าใจใช่ไหม?”

            หงึกหงึกหงึก

            จ้าวเฉินรีบพยักหน้ารับทันที

            “เจ้าพาข้าไปหาหน่อยได้ไหม”

            หงึกหงึกหงึก

            คงมีแต่คนโง่เท่านั้นแหละที่จะกล้าปฏิเสธในเวลาแบบนี้

            “อย่างนั้นก็ไปเถอะ”

            หลินหยางเริ่มก้าวเท้าออกไปจ้าวเฉินรีบล้มลุกคลุกคลานไปเดินนำหน้าทันที

            สวี่เหยานั้นกำลังกะพริบตาปริบๆ มองไปทางหลินหยาง

            การใช้วิธีรุนแรงแบบนี้ตอบโต้ตระกูลจ้าวนั้น สำหรับนางที่เคยมีความทรงจำอันเจ็บปวดในที่แห่งนี้ไม่มีอะไรสะใจได้มากยิ่งกว่านี้แล้ว

            พอเดินตามหลินหยางแล้ว...มักจะได้พบกับเรื่องที่น่าตื่นเต้นและน่าสนุกอยู่เสมอ

            แต่สำหรับจ้าวเฉินนั้นคงไม่ต่างอะไรกับการตกอยู่ในขุมนรกอันหนาวเหน็บ

            เขาที่เดินนำอยู่หน้าหลินหยางนั้นดวงตาทั้งสองข้างกลิ้งกลอกไปมา

            หลังจากเดินไปได้แค่ไม่กี่ก้าว ด้านหน้าเขาก็มีกลุ่มคนอีกกลุ่มเดินมาคนที่เดินนำอยู่หน้าสุดสามคนนั้นก็คือครูฝึกของตระกูลจ้าวทั้งสามล้วนมีความสามารถระดับเซียนเทียนขั้นต้นด้านหลังพวกเขายังนักรบเดินตามอยู่ด้วยอีกยี่สิบกว่าคน

            พอคนเหล่านี้เห็นจ้าวเฉินและหลินหยางแล้ว ก็โมโหขึ้นมาทันทีแต่ละคนล้วนตะโกนออกมาอย่างดุดันว่า

            “ไอ้โจรชั่วบังอาจบุกรุกคฤหาสน์ของเรารึยังไม่รีบปล่อยพ่อบ้านจ้าวอีก!”

            หลินหยางก็ยังคงตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ว่า “ข้าแค่อยากพบกับประมุขตระกูลจ้าวเท่านั้นไม่อยากทำร้ายคน”

            “ถ้ายังไม่ปล่อยคนอีกละก็แกไม่มีทางได้ก้าวเท้าออกไปจากที่นี่แน่!”

            ผลก็คืออีกฝ่ายไม่ฟังอะไรเลย พูดข่มขู่ตามๆ กัน แบบเดียวกันเป๊ะ

            และที่น่าหัวเราะยิ่งกว่าก็คือจ้าวเฉินที่เห็นพวกของตัวเองมาช่วยแล้ว ก็เปลี่ยนท่าทีจากหน้ามือเป็นหลังเท้าทันทีเขารีบพุ่งไปหากลุ่มคนข้างหน้าอย่างกับหมากลั้นอึทันทีสีหน้าเองก็เปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน

            เขาหันกลับมาชี้หน้าใส่พวกของหลินหยางอย่างเกรี้ยวกราด “จับมันซะ รีบจับพวกมันเอาไว้ซะแล้วกระทืบมันให้เละไปเลย!”

            รับทราบ!

            เหล่านักรบผู้น่าสงสารทั้งหลายพอหัวร้อนขึ้นมาก็ลงมือทันที

            ส่วนจ้าวเฉินนั้นก็คิดจะใช้โอกาสนี้หนีเข้าไปด้านในคฤหาสน์เพื่อไปเชิญเหล่าผู้อาวุโสสุดแข็งแกร่งมาช่วย

            แต่เขาออกวิ่งได้แค่ไม่กี่ก้าว ก็มีเสียงเรียบๆ ของหลินหยางดังขึ้นตามหลัง“ถ้าเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีกครั้งเจ้าก็เตรียมโดนแบบเดียวกับพวกมันได้เลย...”

            ซวยแล้ว!!

            จ้าวเฉินแทบจะฉี่เล็ดออกมาแล้ว

            พอหันหลังกลับมาดูเหล่านักรบที่ตามมาช่วยทั้งหมดก็ถูกจับแขวนอยู่บนต้นไม้ไปแล้ว พอลมพัดก็ร่วงตกลงมาบนพื้นทันที

            เหลือแค่หั่วเอ๋อร์ที่ยืนทำความสะอาดขนของตัวเองบนไหล่ของสวี่เหยาในปากยังคงพึมพำว่ากินไม่ได้ กินไม่ได้ ด้วยท่าทางเบื่อหน่ายอยู่อย่างนั้น

            ส่วนสวี่เหยานั้นมองไปทางจ้าวเฉินพร้อมกับกลั้นยิ้มเอาไว้ เหมือนกับว่านางกำลังมองไปที่เจ้าลิงเผือกที่ทำตัวเหมือนจะฉลาด

            คิดหนี?

            หนีป้าเจ้าสิ!

            จ้าวเฉินแทบจะร้องไห้ออกมาอยู่แล้วเจ้าหนุ่มนี้มันเย็นชาเกินไปแล้ว ส่วนเจ้านกกระจอกขนแดงนั่นก็แข็งแกร่งจนน่าใจหาย

            เขาทำได้แค่ดึงหน้านำทางให้กับพวกของหลินหยาง

            พอเดินมาอีกประมาณร้อยเมตร

            ก็มีคนมาเพิ่มอีกห้าสิบกว่าคน

            “พวกเจ้าเป็นใคร รีบปล่อยตัวพ่อบ้านจ้าวซะ!”

            “ตายซะเถอะ ไอ้โจรชั่ว!”

            คนกลุ่มนี้นิสัยมุทะลุรุนแรง มาถึงก็พุ่งเข้าใส่ทันที

            “เดี๋ยว อย่าเพิ่ง!”

            จ้าวเฉินหยุดไว้ไม่ทัน เพียงส่งเสียงไปนิดเดียวลำแสงสีแดงนั่นก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง จากนั้นก็ตามมาด้วยเสียงร้องโอดครวญดังระงม

            “หยุดได้แล้ว!!”

            ในที่สุดจ้าวเฉินก็เข้าใจสถานการณ์เสียที รีบตะโกนสุดเสียงว่า “รีบไปรายงานท่านประมุขซะให้เขากับเหล่าผู้อาวุโสรอต้อนรับนายน้อยท่านนี้ไว้!!! รีบไปสิ!!”

            ว้ากกก!

            นักรบคนที่เหลืออยู่นั้นก็ถูกหั่วเอ๋อร์หลอกจนแทบจะเสียสติไปแล้ว

            พวกเขาเองก็เห็นถึงความน่ากลัวของหั่วเอ๋อร์แล้ว ถ้าตัวเองขึ้นไปสู้ก็มีแต่จะเป็นหมูให้เขาเชือดแต่ก็ไม่เป็นไร

            ตระกูลจ้าวนั้นมีผู้อาวุโสอยู่ถึงเจ็ดคนแถมหนึ่งในนั้นยังเป็นยอดฝีมือระดับเซียนเทียนขั้นท้ายอีกด้วย

            เจ้าเด็กนี้มันบังอาจทำตัวโอหังขนาดนี้มันไม่มีทางมีชีวิตรอดออกไปได้แน่!!

            หลังจากนี้ก็ไม่มีใครออกมาขัดขวางเพิ่มอีกเดินทางได้ง่ายกว่าเดิม

            หลินหยางนั้นเดินมาด้วยท่าทางเอื่อยเฉื่อยสบายๆในที่สุดเขาก็เดินมาถึงข้างหน้าสิ่งก่อสร้างที่สำคัญที่ตั้งอยู่ในส่วนลึกของคฤหาสน์แห่งนี้

    คล้ายกับเรื่องราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน

    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    นิยาย แฟนตาซี
    161K 179
    เทพกระบี่เงาสังหาร

    เทพกระบี่เงาสังหาร

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    717K 554
    (จบ) Guardian and Demon ข้านี่แหละราชาปีศาจ

    (จบ) Guardian and Demon ข้านี่แหละราชาปีศาจ

    นิยาย แฟนตาซี
    146K 134
    [นิยายแปล] เทพมังกรสงครามอหังการ

    [นิยายแปล] เทพมังกรสงครามอหังการ

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    2.72M 5471
    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    3.72M 1271
    บันทึกตำนานราชันย์สยบฟ้า (แปลจบแล้ว)

    บันทึกตำนานราชันย์สยบฟ้า (แปลจบแล้ว)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.35M 933
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    [จบแล้ว] นครแห่งบาป - City of Sin

    [จบแล้ว] นครแห่งบาป - City of Sin

    นิยาย แฟนตาซี
    282K 1440
    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668
    ความโกรธแค้นของชูร่า

    ความโกรธแค้นของชูร่า

    นิยาย เกมออนไลน์
    2.39M 852