- บทที่ 1 -
สามชั่วโมงก่อนวันสิ้นโลก
ต้นข้าวยืนนิ่ง ราวกับร่างกายถูกแช่แข็งโดยบางสิ่งที่มองไม่เห็น ลมหายใจของเขาขาดห้วง หัวใจเต้นกระหน่ำอยู่ในอกจนแทบทะลุออกมา
ตรงหน้านั้น—
จอม…
เด็กหนุ่มร่างสูงที่คุ้นเคย เพื่อนสนิทที่เคยอยู่เคียงข้างกันเสมอในทุก่เวลา ทั้งเสียงหัวเราะ การหยอกล้อ ความทรงจำทั้งหมดถาโถมเข้ามาราวกับเกลียวคลื่นซัดกระหน่ำ แต่เหนือสิ่งอื่นใด จอมคือเพื่อนคนเดียวที่ต้นข้าวไม่เคยลืม และไม่มีวันลืม—เพราะเขาคือคนที่ต้นข้าวสูญเสียไปเมื่อสี่ปีที่แล้ว
ทว่าตอนนี้...
จอมกำลังยืนอยู่ตรงหน้า มองเขาด้วยแววตาเอือมระอาแบบที่ต้นข้าวเคยเห็นนับครั้งไม่ถ้วน สีหน้าเรียบเฉยคุ้นตานั้นเต็มไปด้วยความรู้สึกที่เดาได้ไม่ยาก— ‘อีกแล้วเหรอวะ?’
ทุกอิริยาบท ทุกการเคลื่อนไหว ทุกสายตา มันเหมือนเดิมทุกอย่าง...
ไม่ต่างจากเมื่อสี่ปีก่อน…
แต่เป็ไปได้ยังไง?
ต้นข้าวรู้ดีว่าจอมจากไปแล้ว จากไปนานแสนนาน และเขาก็ผ่านความเ็ปนั้นมาได้แล้ว…ไม่ใช่เหรอ?
แต่ร่างที่อยู่ตรงหน้านี้…คือจอมจริงๆ
จอมที่ยังมีชีวิต
ต้นข้าวกำมือแน่น หัวใจเหมือนถูกบีบด้วยแรงมหาศาล ความหนาวเย็นไล่ขึ้นมาจากปลายนิ้วจนถึงอก ทุกอย่างดูเหมือนจริงเกินไป และนั่นเองที่ทำให้ความกลัวบางอย่างแล่นวาบขึ้นมาในหัว—
"จอม...?" เสียงของเขาแหบพร่า ไม่มั่นคง และเต็มไปด้วยคำถามที่ไม่มีคำตอบ
ดวงตาของจอมจับจ้องมาที่เขา ก่อนจะกระตุกยิ้มมุมปาก "อะไรของมึงวะ? ทำหน้าใขนาดนั้น"
ต้นข้าวเม้มริมฝีปากแน่น สมองพยายามประมวลผลในขณะที่ความรู้สึกปั่นป่วนตีตื้นขึ้นมาอีกครั้ง นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่…?
มือทั้งสองข้างของต้นข้าวสั่นระริก ขณะที่เขาค่อย ๆ เอื้อมไปแตะแขนของคนตรงหน้าอย่างไม่แน่ใจ ความอบอุ่นจากผิวเนื้อที่ปลายนิ้วััได้ทำให้หัวใจของเขาเต้นกระหน่ำรุนแรง มันเป็ความรู้สึกที่ปะปนกันระหว่างความใ สับสน และความยินดีอย่างที่สุด
ปลายนิ้วของเขาค่อย ๆ ไล่ขึ้นจากแขนไปยังไหล่ ก่อนจะแตะััเข้ากับใบหน้าของอีกฝ่ายเบา ๆ ดวงตาของต้นข้าวพร่ามัวไปด้วยม่านน้ำตาที่เริ่มเอ่อคลอ—นี่มัน…เื่จริงใช่ไหม? มีหลายคำที่อยากจะบอกกับเพื่อนรักตรงหน้ามากมายเหลือเกิน อยากจะขอบคุณที่ปกป้องกัน แต่ก็อยากจะถามว่าทำไมถึงยอมสละชีวิตตัวเองขนาดนั้นเพื่อเขา
จอมมองท่าทีของต้นข้าวด้วยความฉงน ก่อนจะขมวดคิ้วแล้วโวยวายขึ้นมาทันที
"เห้ย เมื่อคืนมึงนอนไม่พอหรอ? อย่ามาแอบแต๊ะอั๋งนะกูว้อย ขนลุก"
เสียงทุ้มที่เต็มไปด้วยความขี้เล่นดังขึ้นพร้อมกับร่างของจอมที่รีบขยับถอยห่างจากเขาอย่างรวดเร็ว เ้าตัวทำสีหน้าขนลุกขยะแขยงทั้ง ๆ ที่ในสายตามีแววหยอกล้อเจืออยู่ ต้นข้าวชะงัก ก่อนที่หยดน้ำใส ๆ จะไหลรินลงมาตามแก้มอย่างช้า ๆ
เขาไม่ได้ฝันไป…
นี่คือความจริง—
จอมยังอยู่ตรงหน้าเขา ด้วยร่างกายที่มีชีวิต มีลมหายใจ และเป็ 'จอม' คนเดิมที่เขารู้จักทุกอย่าง
จอมที่เห็นน้ำตาของต้นข้าวก็ยิ่งขมวดคิ้วแน่นขึ้นอีก เขาอ้าปากเหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็ปิดมันลง ก่อนจะยกมือขึ้นเกาหัวแกรก ๆ ด้วยความงุนงง
"เดี๋ยว ๆ มึงร้องไห้เหรอ? เป็อะไรเปล่าวะ?" จอมถามด้วยสีหน้ากังวลปนใ นี่เป็ครั้งแรกที่เขาเห็นต้นข้าวร้องไห้
ั้แ่เด็กจนโต คนคนนี้ไม่เคยแม้แต่จะสะอื้นให้เห็น ต่อให้ต้องวิ่งลุยฝนจนไข้ขึ้น หรือต้องโดนอาจารย์ตีเพราะทำงานไม่ทัน ต้นข้าวก็ยังทำหน้าเรียบเฉยเสมอ แต่ตอนนี้…
"หรือว่าเพราะเมื่อเช้ากูไม่ยอมปลุกมึง เลยโดนรุ่นพี่ทำโทษไปขัดส้วม?"
ต้นข้าวหลุดหัวเราะเบา ๆ แม้ว่าเสียงหัวเราะนั้นจะสั่นเครือเต็มไปด้วยอารมณ์ที่สับสน
"เปล่า…" เขาสูดหายใจเข้าลึก ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเพื่อนสนิทอีกครั้ง "แค่รู้สึกเหมือนฝันอยู่"
"ฝัน?" จอมเลิกคิ้วสูง "กูยอมใจมึงเลยว่ะ ยืนหลับไปได้ไง?"
ต้นข้าวชักงักไปครู่หนึ่ง ดวงตาสั่นไหวเล็กน้อยก่อนจะเบิกกว้างขึ้นมาทันทีเมื่อบางสิ่งผุดขึ้นมาในหัวของเขา
คำพูดของจอมเมื่อครู่—
"เมื่อกี้มึงพูดว่าอะไรนะ?" เสียงของเขาแ่เบา แต่เต็มไปด้วยความร้อนรน จอมเลิกคิ้วมองอย่างงุนงง ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงปกติ
"ห๊ะ? ก็...บอกว่ามึงยืนหลับไปได้ไงน่ะหรอ?"
ต้นข้าวส่ายหัวเล็กน้อย ราวกับ้าปัดเป่าความคิดฟุ้งซ่านออกไป
"ไม่ใช่ อันก่อนหน้านั้น"
"ว่าโดนรุ่นพี่ทำโทษ?"
ต้นข้าวเงียบลงทันที คำพูดนั้นเหมือนสายฟ้าที่ผ่าลงมากลางใจ ทุกอย่างรอบตัวดูเหมือนจะเงียบลงทันที เสียงหัวเราะของเพื่อนร่วมค่าย เสียงใบไม้ไหว เสียงสายลมพัดผ่าน ทุกสิ่งทุกอย่างราวกับถูกดูดกลืนเข้าสู่ความว่างเปล่า
หัวใจของเขากระตุกวูบ รู้สึกเหมือนถูกบีบแน่นจนหายใจแทบไม่ออก
นี่มัน…
นี่มันเหตุการณ์เมื่อสี่ปีก่อน—วันที่ทุกอย่างเริ่มต้น วันที่เขายังไม่รู้เลยว่าโลกที่เขารู้จักกำลังจะพังทลายลงในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า
ก่อนที่ข่าวการระบาดของไวรัสจะถูกประกาศออกมาเป็ครั้งแรก…
ต้นข้าวพยายามสงบจิตอารมณ์ของตัวเอง ถ้าเป็่นั้นจริง ๆ แสดงว่าอีกไม่กี่ชั่วโมงค่ายรับน้องนี้จะพังพินาศในไม่ช้าแน่ ๆ ต้นข้าวเงยหน้าขึ้นทันที ดวงตาสั่นไหวแต่เต็มไปด้วยความร้อนรน ก่อนจะโพล่งถามด้วยน้ำเสียงเร่งร้อน
"วันนี้วันที่เท่าไหร่!" เสียงที่ดังขึ้นกะทันหันทำให้จอมที่ยืนอยู่ข้าง ๆ สะดุ้งเฮือก เขาขมวดคิ้วด้วยความงุนงง ก่อนจะเผลอตอบออกมาด้วยสัญชาตญาณ
"16 มีนา ปี 64 ครับ!!" น้ำเสียงดังฟังชัดเสียจนเพื่อน ๆ ที่อยู่ใกล้ ๆ หันมามองด้วยสีหน้าสงสัย ก่อนจะพากันหัวเราะ
"ให้ตายดิ! นึกว่าเข้าค่ายทหาร!" จอมบ่นใส่ต้นข้าว
ต้นข้าวแสดงสีหน้าเครียดทันที ดวงตาของเขาจับจ้องอยู่ที่นาฬิกาข้อมือของจอม มือเรียวคว้าแขนอีกฝ่ายไว้แน่น ก่อนจะดึงเข้ามาดูเวลาทันที
10:15 น.
—เหลืออีกแค่สามชั่วโมง…
ต้นข้าวเมื่อรับรู้เวลาก็ยิ่งเครียดทันที แสดงว่าพวกเราเหลือเวลาอีกแค่สามชั่วโมงก่อนที่ซอมบี้จะเริ่มบุกเข้ามา แม้ว่าค่ายนี้จะตั้งอยู่ในหุบเขาอันห่างไกลจากตัวเมือง แต่ก็ไม่มีอะไรรับประกันได้เลยว่า ซอมบี้จะไม่บุกมาถึงที่นี่…
ต้นข้าวรู้ดี ว่าหากปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปตามเดิม คนที่เขารัก…จะต้องตาย
ทันใดนั้น ชื่อของใครบางคนก็ผุดขึ้นมาในหัว เขาหันขวับไปหาจอม ก่อนจะถามเสียงร้อนรน
"ฟางล่ะ! ฟางอยู่ไหน!?"
จอมขมวดคิ้วมองเพื่อนที่จู่ ๆ ก็มีท่าทีแปลกไป แต่ก็ยอมตอบ
"ถ้าฟาง ตอนเช้าเห็นบอกว่าจะไปออกกำลังกายที่โรงยิม"
โรงยิม…
แย่แล้ว!
ต้นข้าวจำได้ดีว่าหลังจากการระบาดเริ่มขึ้น โรงยิมเป็หนึ่งในสถานที่แรก ๆ ที่ถูกโจมตี ถ้าหากไม่รีบไปหาเธอ ฟางจะต้องติดอยู่ในนั้นแน่ ๆ!
เขากำลังจะหมุนตัวเตรียมวิ่งไป แต่ก็ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะหันกลับไปหาจอม ถ้าจะรอดจากนรกที่กำลังจะมาถึงให้ได้ เขาต้องเตรียมตัวให้ดีที่สุด และจอม…เป็หนึ่งในตัวแปรสำคัญที่สามารถช่วยให้แผนการนี้เป็ไปได้
ต้นข้าวสูดหายใจเข้าลึก ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"เดี๋ยวกูอธิบายที่หลังนะ ตอนนี้ช่วยทำตามที่บอกหน่อยสิ"
จอมกระพริบตาปริบ ๆ มองเขาด้วยสีหน้าสงสัย "ได้ดิ อะไรล่ะ?"
ต้นข้าวขบฟันแน่น ก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างเด็ดขาด
"กูรู้ว่าบ้านมึงรวย บอกคนที่บ้านมึงรีบซื้ออาหารแห้งตุนไว้หน่อยได้ไหม ขอแบบโครตเยอะเลยนะ เอาให้อยู่ได้สิบปีเลยยิ่งดี"
"ห๊ะ!?"
เสียงร้องของจอมแทบจะดังทะลุฟ้า เขามองเพื่อนสนิทอย่างอึ้ง ๆ "มึงเป็บ้าไปแล้วเหรอ!? อยู่ดี ๆ จะให้กุซื้อตุนข้าวสารสิบปีมึงคิดว่าบ้านกุเป็โกดังหรือไงวะ!?"
"ไม่ใช่แค่ข้าวสาร…" ต้นข้าวพูดเสียงหนักแน่น น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความเด็ดขาด
"มึงเหมาทุกอย่างในห้างมาเลยก็ได้นะ ของใช้จำเป็ เช่น กระดาษชำระ สบู่ มาม่า น้ำเปล่า—"
"เดี๋ยวๆ เดี๋ยว! นี่มึงจริงจัง?"
จอมยกมือขึ้นราวกับจะเบรกคำพูดบ้าบอที่กำลังพรั่งพรูออกมาจากปากของเพื่อนสนิท เขามองต้นข้าวด้วยสายตาตกตะลึง เพื่อนของเขากำลังพูดเื่อะไรกันแน่!?
ต้นข้าวสบตากับจอมตรง ๆ แววตาของเขาทอประกายร้อนรน แต่นั่นไม่ใช่แค่ความวิตกกังวลธรรมดา…มันเป็แววตาของคนที่กำลังเผชิญหน้ากับความจริงที่หนักหนาสาหัสเกินกว่าที่ใครจะเข้าใจ—สายตาของคนที่กำลังเตรียมพร้อมเพื่อความเป็ความตาย
"กูจริงจังสุด ๆ"
เสียงของเขาหนักแน่นกว่าครั้งไหน ๆ ไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวของการล้อเล่นในน้ำเสียงนั้น จอมมองหน้าเพื่อนสนิท ริมฝีปากอ้าค้างเหมือนอยากจะพูดอะไร แต่กลับพูดไม่ออก… เพราะสีหน้าของต้นข้าวในตอนนี้มันจริงจังเสียจนทำให้เขาขนลุกไปหมด
นี่มันเื่บ้าอะไรกันวะ?
ต้นข้าวกำลังพูดเหมือนกับว่า…โลกกำลังจะแตกไม่มีผิด
"ซื้อของมาให้เยอะที่สุดเลยนะ! ไปกู้เงินมาหลายร้อยพันล้านเลยก็ได้—"
"หยุด!!" เสียงร้องของจอมดังลั่นจนทำให้สายตาหลายคู่หันมามอง ต้นข้าวยังไม่ทันพูดจบ มือหนาของจอมก็พุ่งมาปิดปากเขาแน่นทันที
"กูจะซื้อให้ตามที่ขอ แต่กู้นี่ไม่ได้นะเว้ย!!"
จอมกระซิบลอดไรฟัน น้ำเสียงเต็มไปด้วยความใปนเอือมระอา ไอ้ต้นข้าวเป็บ้าไปแล้วหรือไง!? ดวงตาของเขาเบิกกว้างมองเพื่อนสนิทตรงหน้าที่เอาแต่พูดจาเพ้อเจ้อเหมือนโลกจะล่มสลายอย่างไรอย่างนั้น
ต้นข้าวพยายามดึงมือของจอมออก สายตาของเขาเปี่ยมไปด้วยความร้อนรนและกดดัน จอมเห็นแล้วถึงกับใจสั่น—นี่มันไม่ใช่แค่การพูดเล่นแน่ ๆ
"กู้ก็ได้แท้ ๆ จะกลัวอะไร เดี๋ยวเงินก็ไร้ประโยชน์แล้ว เอ่อ! ซื้ออาวุธมาด้วยก็ดีนะ!"
"เฮ้ย!! หยุดเลยนะไอ้ต้นข้าว!!"
จอมแทบอยากเอาหัวโขกกำแพงเมื่อได้ยินประโยคสุดท้ายของเพื่อนสนิท กูว่าแล้วเชียวว่าแม่งต้องเพี้ยน! นี่มันอะไรกันวะ? อยู่ ๆ ก็มาขอให้ซื้อเสบียงทีเป็สิบ ๆ ปี แถมยังให้ไปหาอาวุธมาอีก!
"มึง...มึงเป็อะไรรึเปล่า? ไปโดนอะไรมารึเปล่า?" จอมลดเสียงลง สีหน้าฉายแววกังวลอย่างเห็นได้ชัด "หรือว่าเมื่อเช้ามึงขัดส้วมจนหลอน!?"
ต้นข้าวกำคอเสื้อเพื่อนแน่น แรงบีบของเขาทำให้จอมรู้สึกได้เลยว่าไอ้นี่มันซีเรียสสุด ๆ
"กูไม่ได้บ้า! เดี๋ยวกูจะเล่าทุกอย่างให้ฟัง แต่ตอนนี้มึงรีบทำตามที่กูขอที เสร็จแล้วไปตามหาฟางด้วย กูจะรอที่โรงอาหาร!"
เขารู้ดีว่าต่อให้พูดอะไรออกไปตอนนี้ มันคงฟังดูเพ้อเจ้อเหมือนหลุดออกมาจากหนังไซไฟสักเื่ แต่เขาไม่มีเวลามากพอจะมาโน้มน้าวให้ใครเชื่ออย่างค่อยเป็ค่อยไป ต้นข้าวพูดจบก็หันหลังวิ่งไปทันที ไม่ปล่อยให้จอมมีเวลาตั้งคำถามหรือลังเลแม้แต่วินาทีเดียว ราวกับว่าทุกวินาทีที่ผ่านไปคือะเิเวลาที่กำลังนับถอยหลังสู่หายนะ
จอมยังคงยืนอึ้งอยู่ที่เดิม สมองของเขาพยายามประมวลผลสิ่งที่เพื่อนสนิทเพิ่งพูดไป อะไรวะ... มึงบอกให้กูซื้อของมาตุนไว้สิบปี? อาวุธ? น้ำท่วม? หรือต้นข้าวแม่งคิดว่าโลกจะแตก?
แต่เมื่อจอมมองตามแผ่นหลังของต้นข้าวที่วิ่งหายไป เขากลับรู้สึกถึงอะไรบางอย่างที่หนักอึ้งในอก... ความรู้สึกที่บอกว่า ต้นข้าวไม่ได้พูดเล่น
"เฮือก! ช่างแม่งก่อน ต้องรีบทำตามที่มันสั่ง"
จอมก้าวฉับ ๆ ออกจากตรงนั้นอย่างรวดเร็ว เขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเพื่อนสนิทของเขา แต่สภาพของต้นข้าวตอนนี้—ทั้งแววตาตื่นตระหนก ไหนจะใช้น้ำเสียงที่จริงจัง —บงบอกชัดเจนว่าอีกฝ่ายไม่ได้ล้อเล่น
จอมควักโทรศัพท์ออกจากกระเป๋ากางเกง หยิบโทรศัพท์ออกมาอย่างเร่งรีบ ปลายนิ้วกำลังจะกดโทรแต่เมื่อสายตาเหลือบมองที่มุมจอ เขาชะงักทันที
ไม่มีสัญญาณ...
"ให้ตายสิ! ไอ้ข้าวเอ้ย! อยู่กลางเขาแบบนี้จะไปมีสัญญาณได้ไง..เมื่อกี้ก็ลืมบอกเลย"
เขาพึมพำ กวาดตามองรอบตัวอย่างรวดเร็ว ความคิดพลุ่งพล่านไปหมด สัญญาณโทรศัพท์ที่นี่แย่เกินกว่าจะใช้โทรออกได้ ตอนนี้เขายืนอยู่กลางทางเดินลานฝึก แต่ที่นี่ถูกล้อมรอบด้วยต้นไม้สูงและูเา ทำให้สัญญาณโทรศัพท์แทบไม่มี
ต้องไปที่ศูนย์ติดต่อของค่าย... ที่นั่นมีวิทยุสื่อสารและโทรศัพท์ผ่านดาวเทียม
จอมตัดสินใจในเสี้ยววินาที ก่อนออกตัววิ่งไปยังอาคารศูนย์กลางของค่าย—ศูนย์ติดต่อ ตั้งอยู่ไม่ไกลจากลานฝึกซ้อม แต่สำหรับตอนนี้ ทุกก้าวของเขากลับรู้สึกว่ายืดยาวเกินไป
เมื่อไปถึง จอมผลักประตูไม้เก่า ๆ เปิดเข้าไป ด้านในเป็ห้องเล็ก ๆ ที่มีโต๊ะทำงาน ชั้นวางเอกสาร และแผนที่ค่ายที่ติดไว้บนผนัง เ้าหน้าที่ประจำศูนย์ติดต่อ ซึ่งเป็ชายวัยกลางคนเงยหน้าขึ้นจากเอกสาร ก่อนเลิกคิ้วมองเด็กหนุ่มที่ดูร้อนรนผิดปกติ
"มีอะไรหรือเปล่า?"
"ผมอยากขอใช้ระบบสื่อสารด่วนครับ! จะวิทยุสื่อสารหรือโทรศัพท์ดาวเทียมก็ได้!"
เ้าหน้าที่ขมวดคิ้ว มองเขาด้วยสายตาสงสัย
"เกิดอะไรขึ้น? ทำไมถึงต้องใช้?"
จอมกำหมัดแน่น เขารู้ดีขืนบอกไปแค่ว่า 'เพื่อนเขาบอกให้รีบตุนของ' มันฟังดูไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย แต่เขาไม่มีเวลามาโน้มน้าวมากขนาดนั้น
"ผมขอร้องล่ะครับ! ผมต้องติดต่อที่บ้านด่วนจริง ๆ!"
ดวงตาของเขาฉายแววหนักแน่นและร้อนรนจนอีกฝ่ายรับรู้ได้ เ้าหน้าที่นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจและพยักหน้า
"เข้าไปข้างใน เดี๋ยวฉันช่วยติดต่อให้"
จอมแทบจะผ่อนลมหายใจด้วยความโล่งอก ก่อนรีบก้าวเข้าไปในห้องที่มีเครื่องวิทยุและโทรศัพท์ดาวเทียมตั้งอยู่ เขาไม่รู้ว่าต้นข้าวรู้เห็นอะไรมา แต่สัญชาตญาณของเขาบอกว่า มันต้องเป็เื่ใหญ่แน่ ๆ —และเขาจะไม่เสี่ยงปล่อยให้เื่นี้เลยตามเลยเด็ดขาด!
เสียงสัญญาณดังขึ้นเพียงไม่นาน ก่อนที่ปลายสายจะรับ เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยดังแทรกผ่านคลื่นสัญญาณ เสียงนั้นฟังดูแปลกไปเล็กน้อย อาจเพราะระบบสื่อสารของโทรศัพท์ดาวเทียมที่ยังมีคลื่นแทรกอยู่บ้าง แต่ถึงอย่างนั้น น้ำเสียงราบเรียบที่แฝงแววสงสัยก็ยังคงชัดเจน
"คุณจอม? โทรมามีอะไรหรือเปล่าครับ?"
"น้าพี! ฟังดี ๆ นะ ผมมีเื่ด่วนมาก!"
จอมลดเสียงลงอย่างระแวดระวัง ดวงตากวาดมองไปรอบ ๆ แม้ว่าศูนย์ติดต่อของค่ายจะเงียบสงัดและไม่มีใครอยู่ใกล้พอจะได้ยิน แต่เขาก็ยังถอยไปอีกสองก้าวเพื่อให้มั่นใจว่าคำพูดของเขาจะไม่รั่วไหล ลมหายใจของเขากระชั้นขึ้นเล็กน้อยขณะพยายามเรียบเรียงคำพูดในหัว
"ช่วยซื้อของใช้จำเป็ให้หน่อยสิ! อาหารแห้งด้วย เอาที่แบบใช้ตอนน้ำท่วมอ่ะ! เอาให้เยอะที่สุดเท่าที่จะขนมาได้ ตุนไว้ให้ถึงสิบปีเลย! ยิ่งเยอะยิ่งดี!"
ปลายสายเงียบไปชั่วขณะ มีเพียงเสียงซ่าจากสัญญาณโทรศัพท์ดาวเทียมดังแทรกเข้ามาเป็ระยะ ราวกับว่าคำพูดของเขามันเกินกว่าที่ปลายสายจะเข้าใจได้ ก่อนที่เสียงของน้าพีจะดังกลับมา น้ำเสียงงุนงงปนใอย่างเห็นได้ชัด
"ครับ? เอ่อ... คุณจอมพูดจริงเหรอครับ? ซื้ออาหารตุนสิบปีเลยเหรอ?"
"จริง! จริงโคตร ๆ! ผมไม่ได้เล่น! รีบไปเหมาทุกอย่างในห้างมาเลย ยิ่งด่วนยิ่งดี!" จอมเร่งเร้าเสียงกระชั้นขึ้น แต่ปลายสายยังคงเงียบไปอีกครั้ง ราวกับลังเล ขณะเดียวกันจอมก็กัดฟันแน่นด้วยความกดดัน
เขายังไม่ลืมสิ่งสุดท้ายที่ต้นข้าวสั่งไว้...
"แล้วก็..." จอมสูดหายใจเข้าลึก ก่อนจะพูดประโยคที่ตัวเองยังรู้สึกประหลาดใจอยู่
"หาอาวุธมาให้ด้วย!!"
เสียงของน้าพีเงียบลงไปครู่หนึ่ง มีเพียงเสียงรบกวนของสัญญาณที่ดังขึ้นเบา ๆ ราวกับโทรศัพท์ดาวเทียมเองก็กำลังตกอยู่ในภาวะช็อกเช่นกัน ก่อนที่เสียงของชายวัยกลางคนจะดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เต็มไปด้วยความตกตะลึงอย่างเห็นได้ชัด
"หา!? อาวุธ! คุณจอม...นี่มันอะไรกันแน่ครับ?"
"ไม่มีเวลาอธิบาย! เชื่อผมเถอะ! อะไรก็ได้ที่พอจะใช้ป้องกันตัวได้น่ะ เอาให้มากที่สุด!"
จอมกำโทรศัพท์แน่น ขณะเดียวกันสมองก็ยังคงประมวลผลกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
นี่กูโดนหลอกอยู่รึเปล่าวะ...?
แต่ภาพของต้นข้าวที่ซีดเซียว เสียงของมันที่เต็มไปด้วยความเร่งร้อน แววตาจริงจังที่ไม่ได้ล้อเล่น รวมถึงความกลัวที่ก่อตัวขึ้นในอก—ทุกอย่างบอกเขาว่า นี่ไม่ใช่เื่ล้อเล่น
"โอเคครับ ผมจะไปหาซื้อตามที่คุณจอมบอก แต่ถ้าคุณท่านถาม ผมไม่สามารถแก้ตัวแทนคุณจอมได้นะครับ"
จอมกำโทรศัพท์แน่นขึ้น ลมหายใจยังไม่ทันจะคลายจากความตึงเครียด ตอนนี้เขาต้องรีบตัดบทให้เร็วที่สุด ก่อนที่น้าพีจะถามอะไรไปมากกว่านี้
"ไม่เป็ไร เดี๋ยวโลกก็แตกแล้—เอ้ย! ไม่มีอะไร ผมไปก่อนนะน้าพี!"
เขารีบตัดสายทันทีหลังจากที่เผลอหลุดปาก ราวกับกลัวว่าคำพูดของตัวเองจะทำให้สถานการณ์แย่ลงกว่าเดิม
ไอ้บ้าเอ้ย! จอม! มึงจะเผลอพูดอะไรออกไปเนี่ย! จะบ้าตามต้นข้าวไม่ได้!
เสียงหัวใจเต้นโครมครามจนรู้สึกได้ถึงแรงกระแทกในอก ฝ่ามือที่กำโทรศัพท์ไว้แน่นเริ่มชื้นด้วยเหงื่อ ขณะที่ดวงตากวาดมองไปรอบ ๆ เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีใครได้ยินคำพูดหลุดปากของเขาเมื่อครู่
จากนั้น เขาเดินมาหาเ้าหน้าที่ที่ให้ยืมโทรศัพท์ดาวเทียมด้วยความรู้สึกซาบซึ้ง
"ขอบคุณมากนะครับพี่ ผมเป็หนี้บุญคุณพี่เลย!"
เ้าหน้าที่มองเขาอย่างฉงน แต่ก็พยักหน้ารับ "ไม่เป็ไร แต่รีบคืนโทรศัพท์นะ ห้ามเอาไปใช้เื่ส่วนตัวล่ะ"
"ครับ ๆ! ผมคืนเดี๋ยวนี้เลย!"
จอมยื่นโทรศัพท์คืนก่อนจะยกมือไหว้อย่างจริงใจ ขณะที่ในหัวมีเพียงความคิดเดียว ต้องรีบไปตามหาฟางให้เร็วที่สุด! เมื่อตัดสินใจได้เขาจึงรีบไปยังจุดที่ฟางอยู่ ในหัวเต็มไปด้วยคำถามนับร้อยที่ยังไร้คำตอบ แต่สิ่งเดียวที่เขามั่นใจคือ—อะไรบางอย่างที่ไม่ควรเกิดขึ้น กำลังจะมาถึง...