ภายในเรือนสองพี่น้องได้เห็นบุรุษหน้าตาดีนอนหลับไม่ได้สติอยู่บนกองฟาง ส่วนศพของเจียงฮุ่ยหลินก็ถูกคลุมผ้าผืนใหญ่เป็ระเบียบเรียบร้อย ยิ่งทำให้คนทั้งคู่มั่นใจว่าอีกฝ่ายไม่ได้กล่าวคำโกหก หากไม่ใช่ญาติพี่น้องกันจริงแม่นางน้อยผู้นั้นคงไม่เปลืองแรงลากศพกลับมาเก็บไว้ในเรือนเป็อย่างดีเช่นนี้แน่
“พวกเราช่วยกันฝังร่างหลานสาวก่อนแล้วกัน อีกเดี๋ยวข้าจะเข้าไปแจ้งหัวหน้าหมู่บ้านให้ล่วงรู้เอง” จางจิ้งกลืนก้อนสะอื้นลงคอไปอย่างยากเย็น เวทนาชะตากรรมของสองพ่อลูกคู่นี้ยิ่งนัก
“ท่านอา ข้ามีเงินติดตัวอยู่เล็กน้อยรบกวนท่านซื้อเครื่องเซ่นไหว้กับของใช้จำเป็สำหรับพิธีศพให้น้องสาวข้าด้วยเถิดเ้าค่ะ และหากเป็ไปได้ข้าอยากเชิญท่านหมอมาดูอาการสามีข้าสักรอบ” เจียงฮุ่ยหลินเทเงิน 2 ตำลึงเศษจากถุงผ้าของตนเองส่งให้จางจิ้ง
“ไม่รู้ว่าจะพอหรือไม่ สามีข้ายังมีเหลืออีกเล็กน้อย ท่านเห็นควรว่าอย่างไรเ้าคะ”
จางจิ้งและจางิ่วางใจในตัวของสองสามีภรรยาลงอย่างสมบูรณ์ สตรีผู้มาใหม่เทเงินทั้งหมดที่มีส่งให้ตนเพื่อใช้ในเื่การจัดการศพของเจียงฮุ่ยหลิน เท่านี้ก็เพียงพอจะยืนยันได้แล้วว่าเื่ร้ายในครั้งนี้เป็อุบัติเหตุที่นางรู้สึกเสียใจจริงๆ
“น่าจะพอ หรือหากไม่พอข้าก็จะขอความช่วยเหลือจากคนในหมู่บ้านอีกสักหน่อย เงินที่เ้าเหลืออยู่ก็เก็บเอาไว้ใช้ก่อนเถิดยังไม่รู้ว่าอาการของสามีเ้าจะเป็อย่างไรบ้างเลย”
“ท่านอา เช่นนี้แล้ว..” หญิงสาวไม่กล้าพูดต่อ นางกลัวเหลือเกินว่าความคิดฐานฆ่าคนตายนี้จะทำให้ตัวเองต้องติดคุกติดตะราง หากเป็เช่นนั้นจริงไม่สู้นางตายไปเสียเอง ก็จะได้ไม่ต้องทนทุกข์เพียงลำพังเหมือนที่ผ่านมา
“ข้าจะคุยกับหัวหน้าหมู่บ้านให้กระจ่างเอง พวกเ้าสองคนก็เป็ญาติเพียงฝ่ายเดียวของนางแล้ว คงไม่มีผู้ใดมาตามหาผู้รับผิดชอบอีก เ้ารออยู่ที่นี่แล้ววางใจเถิด”
จางจิ้งกับจางิ่ช่วยกันฝังร่างของเจียงฮุ่ยหลินไว้เคียงข้างกับบิดาของนาง โดยมีเจียงฮุ่ยหลินในร่างใหม่คอยช่วยเหลืออยู่ไม่ห่าง พอพวกเขาเดินทางจากไปนางจึงได้กลับมาดูแลบุรุษแปลกหน้าอีกรอบ
……….
กว่าสองพี่น้องจะกลับมาที่กระท่อมชายป่าอีกครั้งก็ล่วงไปถึงยามเซิน (15.00-16.59) บ่งบอกว่าระยะทางจากกระท่อมชายปากของสองพ่อลูกอยู่ห่างจากหมู่บ้านหวงหลิงไม่น้อย
พวกเขาไม่ได้กลับมาที่นี่กันแค่สองคน เจียงฮุ่ยหลินยังเห็นหัวหน้าหมู่บ้าน ภรรยากับลูกๆ ของท่านอาทั้งสองและคนในหมู่บ้านที่เดินทางมาส่งดวงิญญาของตนกันอีกหลายคน และในนั้นก็ยังมีท่านหมอชราจากหมู่บ้านใกล้เคียงร่วมเดินทางมาด้วย
สองพี่น้องสกุลจางพร้อมกับภรรยาของพวกเขาช่วยกันจัดการให้ชาวบ้านได้ไปเคารพหลุมศพของเจียงฮุ่ยหลินพร้อมกับจัดเครื่องเซ่นไหว้เจียงหยี่เสียงไปพร้อมกัน
ภาพนี้ทำให้เจียงฮุ่ยหลินในร่างใหม่น้ำตานองหน้า นางเคยคิดอยู่ในใจเพียงลำพังว่าหากนางตายตามบิดาไปอีกคนจะมีใครรู้หรือไม่ว่านางหายไป ไม่นึกมาก่อนว่าจะมีชาวบ้านมาร่วมส่งดวงิญญาของนางกันหลายคนเช่นนี้
หญิงสาวแสร้งทำเป็ไม่รู้จักกลุ่มคนที่มาเยือนในคราวแรก แต่เมื่อพวกเขาแนะนำชื่อแซ่ของตน เจียงฮุ่ยหลินก็ตอบกลับได้ฉะฉานว่าพวกเขาคือใคร มีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับเจียงหยี่เสียงในระดับไหน โดยอ้างว่านางจดจำมาจากคำบอกเล่าของท่านน้ามารดาของเจียงฮุ่ยหลิน ยิ่งสร้างความมั่นอกมั่นใจให้กับชาวบ้านทุกคนว่านางเป็ญาติฝ่ายมารดาของครอบครัวสกุลเจียงจริงๆ
“เ้าสองคนมีชื่อแซ่ว่ากระไรกันเล่า จะได้เรียกขานกันได้ถูกต้อง” หัวหน้าหมู่บ้านเฉาเหว่ยถาม
เจียงฮุ่ยหลินถึงกับต้องรีบยกถ้วยชาขึ้นมาดื่มอีกใหญ่ นางลืมคิดชื่อแซ่ของพวกตนไว้ล่วงหน้าเวลานี้จึงถือโอกาสตั้งชื่อใหม่ให้กับตนเองและสามีที่ยังไม่รู่้จัก
“สามีข้าแซ่เซี่ยส่วนข้าแซ่เดิมหลินนามเจียอีเ้าค่ะ” หญิงสาวลอบระบายลมหายใจออกมาเล็กน้อยหลังจากผ่านพ้น่เวลาอึดอัดใจมาได้สำเร็จ นางกลัวเหลือเกินว่าสามีตัวดีของนางจะฟื้นขึ้นมาในเวลานี้แล้วความจะแตก
ขอให้เขาอาการดีขึ้นหลังจากทุกคนจากไปก็แล้วกัน เอาไว้นางจะเล่าเหตุการณ์ให้เขาฟังและอธิบายเหตุผลที่ต้องโกหกออกไปภายหลังเอง
กระท่อมหลังเล็กของสองพ่อลูกมีห้องเพียงห้องเดียวก็คือห้องของเจียงฮุ่ยหลิน ยามนี้จางจิ้งและจางิ่ช่วยกันแบกร่างผู้แซ่เซี่ยไปนอนบนเตียงด้านในไว้แล้ว ท่านหมอชรากำลังตรวจอาการให้ชายหนุ่มอยู่ภายในห้อง ทางด้านนอกกลุ่มชาวบ้านจึงให้ความสนใจกับหลินเจียอีเป็พิเศษ
หมู่บ้านหวงหลิงไม่มีคนแปลกหน้าเดินทางเข้ามาเนิ่นนาน อย่างมากก็มีเพียงชายหนุ่มในหมู่บ้านออกไปรับภรรยามาจากหมู่บ้านอื่นเข้ามาไว้ในสกุล สตรีหลายคนพอได้มาอยู่ในหมู่บ้านหวงหลิงที่ห่างไกลก็ทนไม่ไหว แล้วจากไปเหมือนมารดาของเจียงฮุ่ยหลิน สองสามีภรรยาผู้มาใหม่จึงนับเป็คนแปลกหน้าที่เข้ามาในหมู่บ้านในรอบหลายปีเลยทีเดียว
พักใหญ่ท่านหมอที่เข้าไปตรวจอาการของบุรุษแซ่เซี่ยอยู่นานสองนานก็เดินออกจากห้องมาด้วยสีหน้าไม่สู้ดี สายตามองไปยังนางหลินซื่อภรรยาของร่างที่ยังไม่ได้สติ
“ร่างกายมีรอยบอบช้ำหลายแห่งแต่ไม่ถึงกับสาหัส หากพยายามป้อนยากับใช้ยานวดบรรเทาก็หายเป็ปกติได้” ท่านหมอชราเว้น่ไว้ระยะหนึ่งจนทำให้ทุกคนต้องใจสั่น เพราะอาการเจ็บป่วยเท่านี้ยังไม่ได้ตอบคำถามที่ว่าเหตุใดเขาจึงยังไม่ฟื้นคืนสติ
“ที่หนักก็คือบริเวณศีรษะด้านหลังของเขาบวมช้ำ ดวงตามีรอยเส้นเืแตกจนแดงฉานทั้งสองข้างจากการกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง เกรงว่าเขาอาจจะไม่ฟื้นในเร็ววัน ข้าเองก็จนปัญญาแล้ว”
“หมายความว่าเขาจะหมดสติอยู่เช่นนี้ไปตลอด แล้วจะกินดื่มอย่างไรกันเ้าคะ” หลินเจียอี (เจียงฮุ่ยหลิน) แตกตื่นใ ใช่ว่านางต้องดูแลคนผู้นี้ไปตลอดชีวิตหรือไม่?
“เมื่อครู่ข้าลองป้อนยา เขาสามารถกลืนยาได้ด้วยตัวเองคล้ายว่าจะมีสติอยู่บ้างเพียงแต่บังคับร่างกายตัวเองได้ไม่ดีเท่านั้น เ้าคงต้องลำบากหน่อยแล้ว”
“เสร็จจากพิธีศพของน้องสาวเ้า พวกเ้าสองสามีภรรยาก็เดินทางไปหาหมอดีๆ รักษาตัวกันจะดีกว่า คดีความทางนี้ไม่ต้องเป็ห่วง พวกเราจะไม่ทำให้เ้าสองคนต้องเดือดร้อนหรอกเื่นี้มันเป็อุบัติเหตุจริงๆ ข้าจะแก้ต่างให้เอง” หัวหน้าหมู่บ้านเฉาเอ่ยปาก
หลินเจียอีจะร้องก็ร้องไม่ออก จะให้นางจากที่นี่ไปได้อย่างไรในเมื่อนางไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนเองและสามีมาจากไหน
แม้จะมีทรัพย์สินของพวกเขาที่ยังพอจะนำไปขายได้ แล้วหากอาการป่วยของสามีนางรักษาไม่ได้เล่า? เมื่อออกจากหมู่บ้านหวงหลิงไปแล้วนางจะไปอาศัยอยู่ที่ใด จะทำมาหากินอะไรโดยต้องพ่วงผู้ป่วยดูแลตัวเองไม่ได้ไปด้วยอีกหนึ่งคน
"กล่าวตามตรงท่านหัวหน้าหมู่บ้าน ข้าแต่งเข้าสกุลเซี่ยไปนานนับปีแต่ยังไม่มีบุตรเลยสักคนจึงถูกแม่สามีขับไล่ สามีข้าเป็ห่วงจึงหลบหนีจากมาด้วยกัน ข้าจึงนึกถึงครอบครัวของท่านน้าเขยขึ้นมาได้แล้วเดินทางมาที่นี่เ้าค่ะ เราสองไม่มีที่ไปที่ใดอีกแล้ว"
ชาวบ้านถึงกับต้องถอนหายใจไปพร้อมๆ กัน สองพ่อลูกเจียงหยี่เสียงกับเจียงฮุ่ยหลินที่เพิ่งตายจากก็น่าเวทนาพออยู่แล้ว เวลานี้ยังมีสองสามีภรรยาที่ถูกขับไล่ ไร้ที่พักพิง คิดจะมาขอความช่วยเหลือจากญาติ ญาติก็ยังมาด่วนตายจาก ซ้ำสามียังต้องกลายเป็คนพิการเข้าอีก
“หากไม่มีที่ไปเ้าสองคนก็อาศัยอยู่ที่นี่ต่อไปก็แล้วกัน มีอะไรก็เดินไปที่หมู่บ้านทางนั้น หรือไม่เช่นนั้นหากพวกเราผ่านทางก็จะแวะมาเยี่ยมพวกเ้าบ่อยๆ” หัวหน้าหมู่บ้านเฉาก็ไม่รู้จะช่วยเหลืออะไรมากไปกว่านี้ได้นอกจากการเต็มใจต้อนรับคนทั้งคู่เข้ามาเป็สมาชิกใหม่ในหมู่บ้านหวงหลิงเท่านั้น
“แม่นางน้อย เ้าเป็พี่สาวของฮุ่ยหลิน เราสองคนก็จะถือเสียว่าเ้าเป็หลานสาวอีกคน มีอะไรก็บอกกล่าวพวกเราได้ เราคงช่วยได้เพียงเท่านี้ล่ะ” จางจิ้งกับจางิ่เข้ามาสมทบ