เพราะความบกพร่องบนริมฝีปากที่มีมาแต่กำเนิด หลินกั๋วอันจึงถูกรังแกมาตั้งแต่เด็ก แม้โตขึ้นมาจะไม่มีใครกล้ารังแกเขาซึ่งๆ หน้าแล้ว แต่ก็ยังคงมีการเยาะเย้ยและดูถูกถากถางต่างๆ นานาอยู่เสมอ
หากไม่นับความบกพร่องบนริมฝีปากแล้ว หน้าตาของหลินกั๋วอันก็จัดว่าดีไม่น้อย เขาและหลินกั๋วผิง มีหน้าตาเหมือนย่าหลิน ส่วนรูปร่างนั้นสูงโปร่งเหมือนปู่หลิน
หน้าตาของย่าหลินนั้นเรียกได้ว่าไม่มีใครในหมู่บ้านละแวกนั้นเทียบได้ หากจะพูดถึงข้อเสียของย่า ก็คือตัวเตี้ยเกินไป สูงเพียงเมตรห้าสิบกว่าๆ เท่านั้น เมื่อยืนอยู่หน้าปู่หลินที่สูงหนึ่งเมตรเจ็ดสิบสามเซนติเมตร ก็จะเห็นภาพส่วนสูงที่แตกต่างกันอย่างน่าเอ็นดู ลูกชายทั้งสองคนที่เธอให้กำเนิดมานั้น ส่วนสูงเหมือนพ่อ หน้าตาเหมือนแม่ หากไม่ใช่เพราะความบกพร่องบนริมฝีปากของหลินกั๋วอันแล้ว ป่านนี้เขาคงหาภรรยาได้นานแล้ว
ในพื้นที่ชนบทอันกว้างใหญ่ก่อนเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 สัดส่วนชายหญิงยังไม่ถึงกับเสียสมดุลเป็นพิเศษ จุดสำคัญที่สุดคือมีเด็กผู้หญิงน้อยมากที่สามารถออกจากชนบทได้ ไม่เหมือนกับในยุคหลังที่เด็กผู้หญิงส่วนใหญ่สามารถออกไปเรียนหนังสือหรือทำงานข้างนอก ทำให้พวกเธอหาคู่ครองจากต่างถิ่น ส่งผลให้สัดส่วนชายหญิงในท้องถิ่นไม่สมดุลอย่างรุนแรง
ดังนั้นการแต่งงานของชายหญิงส่วนใหญ่จึงเป็นการจับคู่กันในท้องถิ่น คนในหมู่บ้านเดียวกันแต่งงานกันเอง หรือคนในหมู่บ้านแต่งกับคนหมู่บ้านใกล้เคียง หลายครั้งจึงเกิดกรณีที่พี่น้องผู้หญิงสองคนแต่งงานเข้าหมู่บ้านเดียวกันหรือตระกูลเดียวกัน
ด้วยเหตุนี้ ชายโสดอายุมากในชนบทจึงมีไม่มากนัก คนที่เหลืออยู่มักเป็นพวกที่ชอบกินแต่ขี้เกียจทำงาน หรือบ้านจนชนิดที่หนูเดินผ่านยังต้องร้องไห้ หรือไม่ก็คือผู้ที่ร่างกายพิการ
ตระกูลหลินไม่ได้ยากจนเป็นพิเศษ และหลินกั๋วอันก็ไม่ใช่คนเกียจคร้าน นิสัยใจคอของเขาก็ดีเยี่ยม ที่เขายังโสดมาจนถึงตอนนี้ก็เป็นเพราะความบกพร่องบนริมฝีปากที่มีมาแต่กำเนิดนั่นเอง และเพราะความบกพร่องนี้ ประกอบกับอายุที่มากขึ้นแต่ยังไม่ได้แต่งงานเสียที ทำให้หลินกั๋วอันรู้สึกต่ำต้อยมากขึ้นเรื่อยๆ
ความรู้สึกต่ำต้อยแบ่งออกเป็นสองประเภท ประเภทแรกคือแบบหลินกั๋วอัน ที่ไม่กล้าเชิดหน้าเผชิญหน้ากับผู้อื่นและตนเองอยู่เสมอ ความรู้สึกต่ำต้อยอีกประเภทหนึ่งคือการที่ต้องการเอาชนะมากเกินไป อ่อนไหวเกินไป การมีทิฐิที่สูงเกินไปก็เป็นการแสดงออกของความรู้สึกต่ำต้อยเช่นกัน ตัวอย่างเช่น หลินไต้หยกในเรื่อง "ความฝันในหอแดง" เธอมีทิฐิสูง อ่อนไหวเกินควร ทั้งหมดนี้ล้วนมาจากความรู้สึกต่ำต้อยในก้นบึ้งของหัวใจเธอ
ปมด้อยคือความเจ็บปวดเงียบงัน มองไม่เห็น สัมผัสไม่ได้ แต่กลับทำให้คนเจ็บปวดจนแทบจะร้องไห้ออกมาเป็นสายเลือด
ชั่วพริบตาก็ถึงวันที่หลี่กุ้ยจือและหลินกั๋วอันนัดดูตัวกัน
วันนี้เป็นวันอาทิตย์ ไม่ต้องไปโรงเรียน ทิงเสวี่ยจึงไปหาหลินกั๋วอันแต่เช้าตรู่ เธอตั้งใจจะช่วยอาสามแต่งตัวให้หล่อเหลา
"อาสามต้องสระผม แล้วก็โกนหนวดด้วยค่ะ" เมื่อเห็นว่าหลินกั๋วอันยังไม่ได้โกนหนวด ผมเผ้าก็ยังยุ่งเหยิงเล็กน้อย ทิงเสวี่ยก็ร้อนใจมาก
หลินกั๋วอันจึงต้องทำตามที่เด็กหญิงบอก สระผมและโกนหนวดอย่างเชื่อฟัง
พอหลินกั๋วอันสระผมเสร็จ ทิงเสวี่ยก็ให้เขานั่งยองๆ ลง ทันทีที่เขานั่งลง ทิงเสวี่ยก็ฉีดอะไรบางอย่างลงบนผมของเขา
"เสียวเสวี่ย หนูฉีดอะไรใส่ผมอา?" หลินกั๋วอันถามเสียงอ่อย
ทิงเสวี่ยบอกว่า "หนูฉีดน้ำหอมให้อาสามนิดหน่อยค่ะ แบบนี้ตัวอาสามจะได้หอมๆ น้ากุ้ยจือได้กลิ่นหอมๆ จากตัวอาสามจะต้องชอบแน่ๆ ค่ะ"
หลินกั๋วอัน "..."
น้ำหอมในมือของทิงเสวี่ยเป็นของที่ย่าหลินทิ้งไว้ให้ ย่าเป็นคนพิถีพิถัน แม้ว่าจะเปลี่ยนจากคุณหนูลูกผู้ดีมาเป็นชาวนาที่หลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน เธอก็ยังไม่ทิ้งนิสัยบางอย่างของตัวเองไป ย่ามักจะประหยัดอดออมเพื่อเก็บเงินซื้อครีมบำรุงผิวและน้ำหอม เวลาอยู่ที่บ้านเธออาจจะไม่ทาอะไรเลย แต่ถ้าจะออกไปข้างนอก จะต้องแต่งตัวดูแลตัวเองให้ดูดีเรียบร้อยเสมอ
เก้าโมงเช้ากว่าๆ หลินกั๋วอันก็ไปรอหลี่กุ้ยจือที่บ้านของจางเสี่ยวเสียแล้ว เนื่องจากหลินกั๋วผิงไปขายซาลาเปาที่ตลาดนัด ทิงเสวี่ยจึงมาอยู่เป็นเพื่อนอาสามที่นี่
เมื่อเห็นหลินกั๋วอันสวมเสื้อผ้าชุดใหม่ รองเท้าใหม่ โกนหนวดแล้ว ผมก็หวีเรียบแปล้ จางเสี่ยวเสียอดไม่ได้ที่จะเอ่ยชม "น้องสาม วันนี้แกดูดีขึ้นจริงๆ!"
หลินกั๋วอัน "..."
รออยู่ครู่หนึ่ง หลี่กุ้ยจือก็มาถึง เธอไม่ได้มาคนเดียว น้าสะใภ้ของจางเสี่ยวเสียซึ่งก็คือป้าแท้ๆ ของหลี่กุ้ยจือก็มาเป็นเพื่อนเธอด้วย
หลี่กุ้ยจือสวมเสื้อแขนสั้นสีขาวพิมพ์ลายดอกไม้เล็กๆ สีฟ้า ท่อนล่างเป็นกระโปรงสีดำยาวคลุมเข่า เท้าสวมรองเท้าแตะสีขาว ในยุคสมัยนี้ หญิงชาวบ้านน้อยคนนักที่จะใส่กระโปรง จากการแต่งกายของหลี่กุ้ยจือ ทิงเสวี่ยก็รู้ได้ทันทีว่านี่คือผู้หญิงที่รักสวยรักงามมากคนหนึ่ง
จางเสี่ยวเสียรีบแนะนำพวกเขาทั้งสองให้รู้จักกัน "เจ้าสาม นี่คือน้องกุ้ยจือ ลูกพี่ลูกน้องที่ฉันเคยพูดถึงบ่อยๆ เธออายุไล่เลี่ยกับแก เกิดทีหลังไม่นาน แกต้องเรียกเธอว่าน้องสาวนะ"
"น้องกุ้ยจือ นี่คือเจ้าสามบ้านเรา หลินกั๋วอัน"
"น้องกุ้ยจือ สวัสดีครับ!" เพราะความตื่นเต้น เสียงของหลินกั๋วอันจึงสั่นเล็กน้อย เขาไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมองเต็มที่ตลอดเวลา
หลี่กุ้ยจือมองสำรวจชายหนุ่มที่ดูประหม่าอยู่ตรงหน้าตนเองเล็กน้อย เทียบกับท่าทีอายม้วนของหลินกั๋วอันแล้ว หลี่กุ้ยจือดูเป็นธรรมชาติกว่ามาก "อ้อ พี่สามบ้านหลินนี่เอง ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ"
จากนั้นน้าสะใภ้ของจางเสี่ยวเสียและหลี่กุ้ยจือก็นั่งลง จางเสี่ยวเสียรีบไปชงชา
ระหว่างนั้น หลินกั๋วอันเอาแต่ก้มหน้า ไม่ได้พูดอะไรกับหลี่กุ้ยจือเลย
ทิงเสวี่ยกับหลินหงเหมย และหลินหงจวินเล่นกันอยู่ข้างนอก แต่พวกเขาก็คอยสังเกตความเคลื่อนไหวในห้องโถงอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะทิงเสวี่ย เรียกได้ว่าลุ้นจนตัวโก่งเลยทีเดียว อาสามอุตส่าห์มีโชคเรื่องความรักกับเขาสักที อย่าให้มันล่มไปเสียล่ะ!
หลังจากจางเสี่ยวเสียชงชาเสร็จ ก็นำกาน้ำชามาวางไว้หน้าหลินกั๋วอัน "เจ้าสาม รีบรินชาให้น้าสะใภ้กับน้องกุ้ยจือสิ"
หลินกั๋วอันรับคำ "ครับ" คำหนึ่ง แล้วก็ยกกาน้ำชาขึ้นรินให้แขกทีละคน ระหว่างนั้นเขาก็ยังคงไม่ได้พูดคุยกับหลี่กุ้ยจือ และไม่ได้มองหน้าอีกฝ่ายอย่างจริงจังเลยแม้แต่น้อย
ท่าทางของหลินกั๋วอันทำให้จางเสี่ยวเสียและน้าสะใภ้ของเธอร้อนใจเป็นอย่างมาก ด้วยความจนปัญญา น้าสะใภ้ของจางเสี่ยวเสียจึงต้องช่วยหาหัวข้อสนทนาให้คนทั้งสอง "กั๋วอัน น้าสะใภ้ได้ยินพี่สะใภ้แกบอกว่าบ้านแกเลี้ยงแม่หมูไว้ตัวหนึ่ง ใกล้จะคลอดลูกหมูแล้วใช่ไหม?"
หลินกั๋วอันตอบ "ใช่ครับ อีกไม่ถึงสองอาทิตย์ก็จะคลอดแล้ว"
น้าสะใภ้ของจางเสี่ยวเสียจึงหันไปพูดกับหลานสาว "กุ้ยจือ เธอบอกว่าอยากจะซื้อลูกหมูมาเลี้ยงไม่ใช่เหรอ พอดีเลย แม่หมูบ้านพี่กั๋วอันของเธอกำลังจะคลอดแล้ว เธอก็ซื้อของเขาเลยสิ เป็นญาติกัน ราคาก็คงคุยกันง่าย"
หลี่กุ้ยจือย่อมรู้ดีถึงความปรารถนาดีของป้าแท้ๆ ของตน เธอรีบวางถ้วยชาในมือลง "แม่หมูของพี่กั๋วอันยังไม่คลอดเลยค่ะ หนูตั้งใจว่าจะซื้อลูกหมูสองตัวเดือนหน้า อ้อ จริงสิ ไว้มีโอกาสค่อยซื้อหมูของพี่กั๋วอันแล้วกันค่ะ"
เห็นได้ชัดว่าหลี่กุ้ยจือกำลังบอกปัด เธอไม่ได้ชอบหลินกั๋วอัน
หลินกั๋วอันกับหลี่กุ้ยจือไม่มีอะไรจะพูดคุยกันจริงๆ แต่เขาก็ยังพอมีไหวพริบอยู่บ้าง เมื่อเห็นว่าน้ำชาในถ้วยของหลี่กุ้ยจือหรือน้าสะใภ้ของจางเสี่ยวเสียพร่องลง เขาก็จะรีบยกกาน้ำชาขึ้นมาเติมให้ทันที
"เสียวเสวี่ย เธอว่าน้ากุ้ยจือจะได้เป็นอาสะใภ้สามของเราไหม?" หลินหงเหมยกระซิบถาม
ทิงเสวี่ยถอนหายใจเบาๆ พูดอย่างหมดแรงว่า "เป็นไปได้น้อยมาก"
หลินหงเหมยเบ้ปาก "น้ากุ้ยจือสวยขนาดนั้น จะมาชอบอาสามของเราได้ยังไง อาสามของเราจะไปคู่กับเขาก็เหมือนคางคกอยากกินเนื้อหงส์นั่นแหละ"
"หลินหงเหมย เธอพูดจาเหลวไหลอะไร? ใครเป็นคางคก? ใครเป็นหงส์? เธอเข้าข้างใครกันแน่?" ทิงเสวี่ยโกรธจนตัวสั่น อารมณ์เดือดขึ้นมา อยากจะชกหลินหงเหมยสักหมัด
คนอื่นดูถูกอาสามก็ช่างเถอะ แต่หลินหงเหมยเป็นหลานสาวแท้ๆ กลับพูดจาน่าโมโหแบบนี้ออกมาได้
หลินหงเหมยไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไรกับท่าทีโกรธจัดของทิงเสวี่ย "ฉันพูดผิดตรงไหน? อาสามปากแหว่ง พูดไม่ชัด นี่คือเรื่องจริงใช่ไหมล่ะ แถมยังชอบก้มหน้าก้มตาอยู่เรื่อย ดูน้ากุ้ยจือสิ สวยขนาดนั้น รูปร่างก็ดี ผิวก็ขาว แถมยังแต่งตัวสวยอีก ฉันว่านะ เขาสวยกว่าแม่ของเธอซะอีก"
"หลินหงเหมย เธอยังจะพูดอีก ยังจะพูดอีก!" คราวนี้ทิงเสวี่ยทนอารมณ์โกรธของตัวเองไม่ไหวอีกต่อไป จึงปล่อยหมัดชกไปที่หลินหงเหมยทันที
หลินหงเหมยไม่ใช่คนที่จะยอมถูกทำร้ายฝ่ายเดียวอยู่แล้ว แถมเธอยังแก่กว่าทิงเสวี่ยตั้งสองปีกว่า ตัวก็สูงกว่าทิงเสวี่ยด้วย ทั้งสองคนจึงเริ่มต่อสู้กัน
หลินหงจวินที่อยู่ข้างๆ ตกใจมาก รีบวิ่งเข้าไปในห้องโถงเพื่อฟ้อง "แม่ครับ พี่สาวกับพี่เสียวเสวี่ยตีกันแล้วครับ!"
จางเสี่ยวเสีย "..."
เมื่อได้ยินหลินหงจวินบอกว่าทิงเสวี่ยกับหลินหงเหมยตีกัน หลินกั๋วอันเป็นคนแรกที่พรวดพราดออกจากห้องโถงไป ตามด้วยจางเสี่ยวเสียที่รีบตามออกไปเช่นกัน
หลินหงเหมยและทิงเสวี่ยไม่มีใครยอมใคร คนหนึ่งฉีกเสื้อผ้าของอีกฝ่าย อีกคนก็ดึงผมของอีกฝ่าย แต่ทิงเสวี่ยที่อายุน้อยกว่าและตัวเล็กกว่าก็ยังเสียเปรียบ ดูท่าจะถูกหลินหงเหมยจับทุ่มลงกับพื้นอยู่แล้ว
ในจังหวะนั้นเองหลินกั๋วอันก็มาถึง เขาผลักหลินหงเหมยไปข้างหนึ่งทันที "หงเหมย! เธอเป็นพี่ไม่ใช่เหรอ ไม่รู้จักยอมน้องบ้างหรือไง?"
เมื่อเห็นใบหน้าของทิงเสวี่ยมีรอยฝ่ามือของหลินหงเหมยหลายรอย หลินกั๋วอันก็รู้สึกเจ็บปวดใจเป็นอย่างมาก
จางเสี่ยวเสียมักจะเข้าข้างลูกตัวเองเสมอ เธอคิดว่าที่เด็กสองคนทะเลาะกัน ลูกสาวของเธอไม่ใช่คนเริ่มเรื่องแน่ๆ แต่ในบ้านยังมีแขกอยู่ เธอจึงต้องแสดงบทบาทแม่ที่ดีที่รู้จักกาลเทศะ
"หงเหมย! เธอก็เป็นพี่ไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงไม่รู้จักยอมน้องบ้างล่ะ? คราวหน้าถ้าเป็นแบบนี้อีก แม่จะตีให้ดู!"
หลินหงเหมย "..."
"เสียวเสวี่ย ไม่เป็นไรนะ พี่สาวเธอแย่มาก เดี๋ยวป้าจะตีเขาให้เอง หนูรีบกลับบ้านไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเถอะ" จางเสี่ยวเสียพูดกับทิงเสวี่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
คนที่ไม่รู้เรื่องคงคิดว่าพวกเขาสนิทสนมกันมากจริงๆ ท่าทีของเธอทำให้ทิงเสวี่ยรู้สึกขนลุกไปทั้งตัว ทิงเสวี่ยรู้ว่าจางเสี่ยวเสียกำลังแสดงละครให้คนในห้องดู ก็แค่แสดงละคร ใครจะทำไม่เป็นล่ะ
"คุณป้า หนูไม่เป็นไรค่ะ อย่าดุพี่หงเหมยเลยค่ะ เป็นหนูเองที่ไม่ดี หนูไม่น่ารักเองที่ไปยั่วให้พี่สาวโกรธ"
จางเสี่ยวเสีย "..."
หลินหงเหมย "..."
ทิงเสวี่ยยิ้มหวานให้หลินกั๋วอัน "อาสาม หนูไม่เป็นไรแล้วค่ะ อารีบไปอยู่เป็นเพื่อนน้ากุ้ยจือเถอะค่ะ"
หลินกั๋วอัน "ก็ได้" อีกครั้ง ก่อนจะกลับเข้าไปในห้องโถง
เขานั่งลงได้ไม่นาน หลี่กุ้ยจือก็ลุกขึ้นยืน "พี่เสี่ยวเสีย ฉันต้องกลับแล้วล่ะ เผิงเผิงอยู่บ้านคนเดียว ฉันไม่ค่อยวางใจ"
"น้องกุ้ยจือ นั่งอีกสักแป๊บเถอะนะ" เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายจะไป หลินกั๋วอันก็เค้นคำพูดออกมาได้ประโยคหนึ่ง แต่หลี่กุ้ยจือกลับไม่แม้แต่จะมองเขาเลยสักนิด