ข้าเป็นชายาของท่านอ๋องขนปุย (แปลจบแล้ว)

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 49 ไม่เหลือหนวดโสมไว้แม้แต่เส้นเดียว

            ความประหลาดใจเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน เหยาเชียนเชียนอุ้มแมวดำขึ้นมาและจูบมันไปหนึ่งที

             “เสี่ยวไกวไกว เจ้ามาได้อย่างไร มากินปลาแห้งหรือ?”

             ไม่ใช่...

             “เฮ้อ” เหยาเชียนเชียนทอดถอนใจแผ่วเบา “แต่ที่เจ้าอยากกินมันหมดแล้วนี่สิ ยามที่ชิงผิงอ๋องมาครั้งที่แล้ว เขาไม่ได้เอาไปแค่เงิน ข้าเพิ่งมาพบทีหลังว่าแม้แต่ปลาแห้งและตับไก่ก็ถูกเขาเอาไปด้วย”เขาต้องผิดปกติเป็นแน่

             แมวดำเลียอุ้งเท้าอย่างสบายใจ นั่นเป็นเพราะเปิ่นหวังมองการณ์ไกล ในอนาคตห้ามซื้อของแปลกประหลาดพวกนั้นมาอีก

             ความเงียบเข้าปกคลุมกะทันหัน เหยาเชียนเชียนนึกถึงเรื่องที่นางสูญเสียทรัพย์สินขึ้นมาอีกครั้ง สภาพจิตใจของนางดิ่งลงอย่างเห็นได้ชัดด้วยตาเปล่า จากนั้นนางก็กอดแมวดำไว้พลางพูดร่ำไร

             “รังทองของเจ้าถูกชิงผิงอ๋องยึดไปแล้ว ไม่มีอัญมณีใช้ปูเป็นพรมและไม่มีไข่มุกใช้ห่มนอนอีกต่อไปแล้ว”

             มุมปากของแมวดำกระตุก เดิมทีมันก็ไม่ต้องการของเช่นนั้นอยู่แล้ว

             เหยาเชียนเชียนลูบหัวแมวดำ นางดูโศกเศร้าขึ้นมากอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้านี้ แมวดำโน้มเข้าไปเลียคางของนาง และนั่นทำให้แววตาของเหยาเชียนเชียนปรากฏรอยยิ้มได้อย่างง่ายดาย

             “ครั้งแรกที่ได้เจอเจ้า เจ้าไม่ยอมให้ข้าอุ้มเสียด้วยซ้ำ อีกทั้งยังข่วนข้าอีกหลายครั้ง”

             เหยาเชียนเชียนอิงหน้าผากกับหัวเล็กๆ ของมัน ความอ่อนโยนในดวงตาของนางทำให้แมวดำละสายตาไม่ได้ไปชั่วขณะ

             “อุตส่าห์สนิทกับเจ้าได้ทั้งที จวนแห่งนี้ก็จะมีคนเข้ามาใหม่อีกแล้ว”

             เหยาเชียนเชียนถอนใจเบาๆ แต่กลับทำให้ดวงตาของแมวดำสว่างวาบ

             ซ่งอีอีกำลังจะเข้าจวน นางก็คงทำดีต่ออาเหยียน ทำดีต่อเสี่ยวไกวไกว พวกเขาทั้งคู่มีความคิดบริสุทธิ์ เมื่อถึงยามนั้นความสุขของนางในเวลานี้ก็จะต้องถูกแบ่งออกไปครึ่งหนึ่ง

             เหยาเชียนเชียนไม่คิดว่านางเป็นคนดีอะไร การที่มีคนรักอาเหยียนและเสี่ยวไกวไกวเพิ่มอีกหนึ่ง ตามหลักแล้วนับเป็นเรื่องที่ดี แต่เพียงแค่คิดว่านางอาจจะถูกทิ้งให้อยู่คนเดียว ในใจพลันรู้สึกเจ็บปวดขึ้นมาอย่างอดไม่ได้

             “ข้าอาจจะ... ไม่ใช่คนที่ดีจริงๆ”

             กระบอกตาของนางพลันแดงก่ำ และนั่นทำให้แมวดำชะงักไปชั่วขณะ

             เมื่อครู่ยังดีๆ อยู่เลย เป็นเพราะเหตุใดกัน การแต่งงานครั้งนี้ส่งผลต่อนางมากเลยหรือ?

             ไม่รู้ว่าควรดีใจหรือไม่ แมวดำโน้มเข้าไปจูบดวงตาของเหยาเชียนเชียน และแลบลิ้นสีชมพูเลียน้ำตาให้นาง อย่าร้องไห้เลย ถ้าร้องไห้เปิ่นหวังจะรู้สึกไม่ดี

             “จั๊กจี้” เหยาเชียนเชียนยิ้มทั้งน้ำตา นางอุ้มแมวดำไปนั่งลงที่เก้าอี้เอนนอนใต้ระเบียงทางเดิน

             “จริงๆ แล้วข้าแค่กลัวการอยู่คนเดียวเท่านั้น มาที่นี่เพียงลำพังไม่มีเพื่อน ไม่มีญาติพี่น้อง จนมีเจ้าและอาเหยียนที่ข้าสามารถเชื่อใจได้ แต่ยามนี้กลับมีคนที่ต้องแบ่งปันพวกเจ้าโผล่มา ดังนั้นข้าจึงกลัว” 

             แมวดำไม่ส่งเสียงใดๆ มันรับฟังความในใจของนางอย่างเงียบเชียบ

             สตรีผู้นี้ไม่มีทางพูดเรื่องเหล่านี้ต่อหน้าเขา และเกรงว่านางจะไม่เคยพูดกับอาเหยียนเช่นนั้น นางแต่งเข้าจวนอ๋องมาด้วยตัวคนเดียว แม่นมเพียงคนเดียวที่ติดตามมาเมื่อครั้งแต่งงานก็หักหลังกัน คาดว่าจิตใจของนางคงเจ็บปวดไม่น้อย

             ไม่รู้ว่าคำเหล่านี้เก็บซ่อนอยู่ในใจนางมานานเพียงใด นางไร้ที่ให้ระบายจึงทำได้เพียงระบายความในใจกับแมวตัวหนึ่งเท่านั้น

             นัยน์ตาสีมรกตสะท้อนใบหน้าอันโศกเศร้าของนาง ไร้ซึ่งความร่าเริงสดใสอยู่ตรงหน้าดังเช่นแต่ก่อน และไร้ซึ่งการแสร้งประจบเอาใจ ยามนี้เป็นเวลาที่นางซื่อสัตย์ที่สุด แต่ก็เป็นเวลาที่ดูเจ็บปวดที่สุดเช่นกัน

             “ข้าเห็นว่าคุณหนูซ่งผู้นั้นชอบท่านอ๋องมาก หากจะกล่าวถึงเรื่องดี นางก็น่าจะทะนุถนอมพวกเจ้า ถ้ามีนาง ชิงผิงอ๋องก็จะไม่ต้องโกรธข้าอยู่ตลอดเวลา ดูท่าทางว่านางจะเป็นที่รักของผู้คน”

             หือ?

             แมวดำมองเหยาเชียนเชียนอย่างสับสน ไม่รู้ว่านางเอาเรื่องที่ซ่งอีอีเป็นที่รักมาจากที่ใด

             ความคิดของสตรีผู้นี้ทำให้เขาไม่เข้าใจ วันนี้เขาแสดงออกต่อพระพักตร์เสด็จพ่อไม่ชัดเจนพอหรือ เหตุใดนางถึงคิดว่าเขาจะอารมณ์ดีเพราะซ่งอีอี

             นอกจากนี้เขาก็ไม่เคยโกรธนางตลอดเวลาด้วยซ้ำ เพียงแค่ขู่นางนิดหน่อยและตักเตือนเล็กน้อยเท่านั้น เหตุใดถึงจำฝังใจนัก สมบัติล้ำค่าที่เขามอบให้ไม่เห็นนางพูดถึงสักคำ

             “ดูท่าว่ายามนี้ความคิดของข้าถูกต้องแล้ว” เหยาเชียนเชียนพยักหน้า “ข้าน่าจะรีบรวบรวมเงินแล้วหนีไปก่อนที่ชิงผิงอ๋องจะตรวจสอบคลังสมบัติน้อยของข้า ยืดเยื้อมาถึงยามนี้ สุดท้ายก็ไม่เหลืออะไรเลย อีกทั้งยังทำให้สถานการณ์ของตัวเองอึดอัดมากกว่าเดิมเสียอีก”

             เจ้าว่าอย่างไรนะ!

             แมวดำลุกพรวดขึ้นมา ดวงตาสีมรกตปรากฏแววขุ่นเคือง สตรีผู้นี้ยังอยากจะหนีไปอยู่อีก นางอยู่ที่จวนอ๋องทั้งอาหารและอาภรณ์นั้นไม่ขาดแคลน มีให้เสพสุขไม่มีสิ้นสุด เหยาเชียนเชียนนางไม่พอใจอันใดกันแน่ นางคิดว่าข้างนอกนั่นจะสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขจริงๆ หรือ?

             “เจ้าเองก็คิดว่าข้าลงมือช้าไปใช่หรือไม่?”

             เหยาเชียนเชียนเข้าใจผิดว่าความตื่นเต้นของแมวดำคือการเห็นด้วยกับนาง ถึงอย่างไรมันก็ไม่สามารถเอ่ยปากเพื่อแก้ต่างได้ ดังนั้นนางจึงพูดอย่างมีความสุข

             “ยามนี้ชิงผิงอ๋องไม่ได้คิดจะฆ่าข้าอยู่ตลอดเวลาแล้ว ถือว่าเป็นการพัฒนาที่ก้าวกระโดด แต่เพียงแค่นี้ยังไม่พอน่ะสิ ข้าไม่สามารถอยู่ที่นี่ไปตลอดชีวิตได้”

             เหยาเชียนเชียนคิดว่านางต้องจากไปสักวัน จะให้นางอยู่ในจวนอ๋องอย่างอกสั่นขวัญแขวนไปชั่วชีวิตหรืออย่างไร แน่นอนว่านั่นเป็นไปไม่ได้ นางจะต้องหนีไปจากที่นี่และแสวงหาความสุขของตนเอง

             ทว่าแมวดำกลับสั่นไหวกับคำพูดของนางไม่น้อย อะไรคือการที่นางไม่สามารถอยู่ที่นี่ได้ตลอดชีวิต?

             ถ้านางไม่อยู่ที่นี่แล้วจะไปที่ใด ไปอยู่กับเป่ยเซวียนเฉิงหรือ?

             ดวงตาสีมรกตเปล่งแสงวาววาบ เขาไม่เคยได้ยินว่าหวังเฟยของผู้ใดหลบหนีออกไปด้วยตัวเองมาก่อน เขาอยากเชื่อสิ่งที่อีกฝ่ายเคยพูดก่อนหน้านี้ว่าไร้เยื่อใยกับเป่ยเซวียนเฉิงแล้ว แต่ความสัมพันธ์ที่มีต่อกันมาเป็นเวลาหลายปีเช่นนั้นจะสามารถตัดขาดได้อย่างง่ายดายเพียงนั้นเลยหรือ

             นางรีบร้อนอยากจากไป คงไม่ใช่เพราะมีผู้ใดรอคอยนางอยู่กระมัง?

             “เมื่อคุณหนูซ่งมาแล้ว เจ้าก็เลิกทำหน้าเย็นชาเสีย แบบนี้คนเขาจะไม่เอ็นดูเอาได้” เหยาเชียนเชียนกำชับกับแมวดำ

             “เทียบกับข้า ท่านอ๋องต้องพึงใจในตัวนางมากกว่าอย่างแน่นอน ถึงอย่างไรนางก็จริงใจต่อท่านอ๋อง อีกทั้งยังเป็นบุตรสาวของอัครมหาเสนาบดีด้วย และนางก็ไม่มีความสัมพันธ์ยุ่งเหยิงเหล่านั้นกับองค์ชาย เพราะฉะนั้นแล้วจะประจบประแจงผู้ใดเจ้าก็ต้องดูให้กระจ่าง”

             แมวดำไม่อยากสนใจนางแล้ว ที่กล่าวมาไม่มีเรื่องที่ถูกต้องเลยสักคำ

             ซ่งอีอีจะเทียบกับหวังเฟยที่เขาเลือกมาด้วยตัวเองได้อย่างไร บุตรสาวของอัครมหาเสนาบดีแล้วอย่างไรเล่า เขายังต้องไว้หน้าอัครมหาเสนาบดีด้วยหรือ

             ส่วนความจริงใจนั้น เขาได้กล่าวเป็นนัยไปแล้วในตำหนัก เมื่อเขารักผู้ใดแล้วก็จะรักผู้นั้นตลอดไป ซ่งอีอีนางเลื่อมใสในตัวเขานั่นก็เป็นเรื่องของนาง ไม่เกี่ยวอันใดกับเขา เขาไม่ได้ถลาออกไปให้เข้าตานางเสียหน่อย

             แมวดำพินิจมองเหยาเชียนเชียนอย่างละเอียด แต่เมื่อมองไม่เห็นสิ่งที่อยากเห็นในดวงตาของอีกฝ่ายก็อดรู้สึกโกรธขึ้นมาไม่ได้

             เมื่อครู่กล่าวอยู่เนิ่นนาน นางเอาแต่กล่าวถึงอาเหยียนและแมวอย่างละเอียดยิบ แต่กลับไม่กล่าวถึงเขาสักคำ เขาไม่ควรค่าให้นางเป็นห่วงบ้างเลยหรืออย่างไร?

             ในตำหนักเขาได้กล่าวไปอย่างชัดเจนแล้ว ทั้งยังปฏิเสธการแต่งงานครั้งนี้อย่างหนักแน่น เช่นนั้นนางก็น่าจะรู้ถึงความไม่พอใจของเขาสิ นางเอาแต่เป็นห่วงว่าอาเหยียนและแมวดำจะได้รับผลกระทบจากการแต่งงาน เหตุใดนางจึงไม่นึกถึงเขาบ้างเลย?

             ช่างไร้มโนธรรมโดยแท้ แมวดำกัดเข้าที่คางของนาง แม้จะไม่ได้ออกแรงมากแต่ก็ยังทำให้เหยาเชียนเชียนตกใจอยู่ดี

             แต่ด้วยความไว้วางใจและความรักที่นางมีต่อมันจึงเลือกที่จะไม่ผลักแมวดำออกไป นางเพียงหลับตาโดยไม่รู้ตัวและแข็งค้างไม่เคลื่อนไหว

             จากนั้นนางก็รู้สึกถึงบางสิ่งที่อบอุ่นกำลังแตะที่มุมปาก นางจึงค่อยๆ ลืมตาขึ้น

             แมวดำผละออกและมองนางอย่างจริงจัง เหยาเชียนเชียนถอนหายใจด้วยความโล่งอกและบีบหูของมันเบาๆ

             “ต่อไปห้ามทำแบบนี้อีก จะทำให้คนตกใจเอา”

             ดวงตาสีมรกตดูจนใจอยู่หลายส่วน คนโง่เขลา เปิ่นหวังจะทำอย่างไรกับเจ้าดี

             หนึ่งคนกับหนึ่งแมวอยู่ข้างนอกเป็นเวลานาน จนกระทั่งดึกดื่นเหยาเชียนเชียนจึงอุ้มมันกลับไปที่ห้อง รอจนนางหายใจเป็นจังหวะสม่ำเสมอแล้ว เงาร่างสูงใหญ่ร่างหนึ่งก็ยืนอยู่ข้างเตียงอย่างเงียบเชียบ

             เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้อาเหยียนมาเจอในวันรุ่งขึ้น ถึงเวลาที่ชิงผิงอ๋องควรกลับไปได้แล้ว

             สิ่งที่รอเหยาเชียนเชียนอยู่ในเช้าวันรุ่งขึ้นคือน้ำแกงไก่ตุ๋นโสมที่ถูกจัดส่งมาให้

             แม้ว่ามันจะมีสรรพคุณบำรุงมากเกินไป แต่สาวใช้เห็นว่าหวังเฟยของนางมีสภาพจิตใจไม่ค่อยดีและมักได้รับบาดเจ็บอยู่เสมอ ท่านอ๋องจะรู้สึกสงสารบ้างก็เป็นเรื่องที่สมควรแล้ว

             “โสมนี้คือ?” เหยาเชียนเชียนหรี่ตามอง ลางอันไม่เป็นมงคลเอ่อล้นไปทั่วทั้งหัวใจ

             “โสมนี้คือโสมที่พระราชทานโดยฮุ่ยเฟยเหนียงเหนี่ยงที่หวังเฟยนำกลับมาจากวังหลวงเพคะ” สาวใช้พูดโดยไม่สังเกตเห็นใบหน้าที่แข็งกระด้างของนาง “ท่านอ๋องรีบขอให้ทางห้องเครื่องเตรียมของดีนี้และนำมาให้พระองค์ เห็นได้ว่าท่านอ๋องทรงรักใคร่พระองค์นะเพคะ”

             เขารักนางแต่กลับใช้โสมของนางมาทำร้ายตัวนางเอง!

             นี่คือ! โสมพันปี! ของนาง!

             เหยาเชียนเชียนกุมหัวใจ นางรู้สึกหายใจไม่ออกเล็กน้อยอยู่ครู่หนึ่ง ทั้งแน่นหน้าอกและหายใจไม่สะดวก นางอาจจะโกรธชิงผิงอ๋องจนตายได้จริงๆ

             จากที่นางแอบสืบถามก็พบว่าโสมดังกล่าวมีราคาหนึ่งพันชั่ง มีคุณภาพดี เก่าแก่ และได้รับพระราชทานจากเหนียงเหนี่ยงในวังหลวง ราคาโสมสองแง่งก็เพียงพอให้นางถลุงเงินเป็นเบี้ยได้เป็นเวลานาน

             แต่เพียงไม่นานก็กลายเป็นน้ำแกงหม้อหนึ่งไปเสียแล้ว...

             “หวังเฟย พระองค์รีบชิมในขณะที่น้ำแกงยังร้อนอยู่เถิดเพคะ” สาวใช้สังเกตเห็นใบหน้าที่ฉายความทรมานของนาง จึงโน้มน้าวนางเบาๆ “พระองค์อย่าทรงกังวลเลยเพคะ โสมนี้มีสรรพคุณบำรุงมากนัก หากพระองค์มีอาการปวดหัวหรือมีไข้ เพียงแค่น้ำแกงชามเดียวก็สามารถรักษาให้ดีได้เกินครึ่ง และไม่ต้องกินยาเลยเพคะ”

             เหยาเชียนเชียนพยักหน้าอย่างอ่อนแรง ใช่สิ ดังนั้นถึงได้มีราคาแพงมากอย่างไรเล่า

             สิ่งที่นางดื่มเข้าไปไม่ใช่น้ำแกงแต่เป็นเงินต่างหาก นางยกชามเล็กขึ้นมาอย่างสั่นเทา จากนั้นก็ดื่มไปด้วยอารมณ์ที่ซับซ้อน

             รสชาติไม่เลวเลย คุ้มค่ากับราคาของมัน

             “ยังมีอีกแง่งใช่หรือไม่?” เหยาเชียนเชียนเอ่ยถาม

             “อีกแง่งหนึ่งนำไปเก็บไว้ในคลังแล้วเพคะ” สาวใช้แปลกใจ “หากพระองค์ทรงโปรด เย็นนี้หม่อมฉันจะนำมาปรุงให้อีกมื้อเพคะ” ทว่าจะเป็นการบำรุงมากเกินไปหรือไม่?

             เหยาเชียนเชียนปัดมือ หากนางยังกินเข้าไปอีกต้องอายุสั้นลงอย่างแน่นอน นางสั่งให้บ่าวไพร่ไปนำมันมาให้นางเดี๋ยวนั้น ยามที่กลับมานางไม่ได้ระวังให้ดี ไม่รู้ว่าชิงผิงอ๋องหยิบไปเมื่อใด ยามนี้ถึงได้มีจุดจบเช่นนี้!

             นางดูออกแล้ว ชิงผิงอ๋องจงใจไม่ให้เงินที่สามารถครอบครองได้แก่นางเลย แม้ว่านางจะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายรู้อะไรบางอย่างหรือไม่ แต่นางไม่สามารถปล่อยให้ผู้อื่นขูดรีดทรัพย์สินของนางได้อีกแล้ว

             “ถ้าแน่จริงก็ลงมืออีกครั้งสิ” เหยาเชียนเชียนกัดฟัน “คราวนี้ข้าจะซ่อนมันไว้ให้ดีอย่างแน่นอน มาดูกันว่าพระองค์จะขุดมันออกมาได้อย่างไร!”

             หลังอาหารเช้า เหยาเชียนเชียนออกจากจวนไปด้วยความโกรธโดยมีโสมพันปีติดมือไปด้วย การซ่อนโสมขนาดใหญ่เช่นนี้เป็นเรื่องยาก ดังนั้นการเก็บไว้ในรูปแบบตั๋วเงินจึงง่ายกว่ามาก

             เถ้าแก่โรงรับจำนำรู้จักนาง หากถามว่ามีผู้ใดในนครหลวงไม่รู้จักพระชายาของชิงผิงอ๋องบ้าง อย่างไรก็คงไม่มีผู้ใดไม่รู้จักอยู่แล้ว ดังนั้นเห็นแก่สถานะของนาง ประกอบกับเหยาเชียนเชียนเข้ามาด้วยท่าทางดุดัน เถ้าแก่จึงไม่กล้ากดราคาต่ำ และยินดีให้ราคาที่สมเหตุสมผล

             “ข้าคิดแล้วเชียวว่ามันมีราคาแพงจริงๆ!”

             เหยาเชียนเชียนเดินออกจากโรงรับจำนำ หัวใจของนางยังคงมีเลือดซึมเมื่อรู้ว่าอาหารที่นางกินในยามเช้านั้นแพงเสียจนเพียงพอให้คนธรรมดามีกินมีใช้ไปได้ตลอดชีวิต

             “หวังเฟยโปรดช้าก่อน” เสียงสตรีผู้หนึ่งดังขึ้นจากข้างหลัง เหยาเชียนเชียนหันกลับไปมองโดยไม่รู้ตัวและอดตกใจไม่ได้

             “คุณหนูซ่ง?”

    คล้ายกับเรื่องข้าเป็นชายาของท่านอ๋องขนปุย (แปลจบแล้ว) ที่คุณอ่าน