เมื่อออกจากค่ายทหารและกลับขึ้นมาบนหอคอยกำแพงเมือง หลินผู่ได้โอนย้ายทหารรักษาการณ์ประตูเฟิ่งหยางทั้งหมดให้แก่หยางเจา พลางกล่าวว่า "ยามนี้กำลังพลในกองทัพไม่เพียงพอ โดยเฉพาะนายทหาร ท่านตูเว่ยจึงเลื่อนขั้นให้เ้าเป็จวินโฮ่วเพื่อรับผิดชอบประตูเมืองหนึ่งแห่งได้เท่านั้น ส่วนตัวข้านั้นต้องไปประจำการที่ประตูจงหยาง หากมีสิ่งใดไม่เข้าใจให้มาหาข้าได้ทุกเมื่อ"
เขามองออกไปยังค่ายทหารของกองฏโพกผ้าเหลืองนอกเมือง แล้วถอนหายใจว่า "ไม่รู้เหมือนกันว่าเมืองเยี่ยเฉิงจะรักษาเอาไว้ได้หรือไม่"
"พวกเราต้องรักษาเมืองไว้ได้อย่างแน่นอนขอรับ" หยางเจากล่าวอย่างมั่นใจ
หลังจากส่งมอบหน้าที่เสร็จสิ้น หลินผู่ก็มุ่งหน้าไปยังประตูจงหยาง ประตูเมืองแห่งนี้จึงอยู่ภายใต้การนำของหยางเจาโดยสมบูรณ์ เหล่าทหารที่นี่รวมตัวกันอย่างรวดเร็ว
พวกเขาไม่ได้รู้สึกแปลกหน้ากับหยางเจาแม้แต่น้อย หากไม่มีชายผู้ดุดันผู้นี้ ประตูเฟิ่งหยางคงแตกพ่ายไปนานแล้ว
หยางเจาเอ่ยคำปลุกใจทหารสองสามประโยค พร้อมกับจัดตารางเวรยามสำหรับคืนนี้ ไม่นานนักเมื่อความมืดเข้าปกคลุมจนไม่มีภารกิจอื่นแล้ว เขาก็ได้โอกาสเปิดหน้าต่างสถานะของตนเอง
[โฮสต์] : หยางเจา
[ระดับ] : lv12 (0/120)
[ทักษะ] : วิชาดาบ (ระดับชำนาญ ขั้นกลาง), วิชาธนู (ระดับเริ่มต้น ขั้นกลาง), วิชาหอก (ยังไม่เริ่มต้น)
[แต้มทักษะที่ยังไม่ได้จัดสรร] : 2
หยางเจามองผ่านหน้าต่างเล็กน้อย พบว่ามีทักษะใหม่เพิ่มเข้ามา จึงนำแต้มทักษะทั้งสองแต้มไปเพิ่มให้แก่วิชาหอก ก่อนจะปิดหน้าต่างสถานะลง
การมีระบบอยู่กับตัวทำให้ในยุคสมัยที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายจากนี้ไป เขาจึงมีความเป็ไปได้ที่จะมีชีวิตรอด
ทว่าสิ่งที่เขาคิดนั้นไม่ใช่เพียงแค่การมีชีวิตรอด ในเมื่อได้ข้ามมิติมาถึงที่นี่แล้ว ก็ต้องฝากชื่อไว้ในประวัติศาสตร์ให้จงได้
‘ข้าเป็เพียงคนรากหญ้า แม้แต่ตระกูลขุนนางชั้นผู้น้อยก็ยังไม่ใช่ ไม่มีเื้ั ไม่มีฐานะ จึงยากยิ่งที่จะไต่เต้าขึ้นไป จำต้องเปลี่ยนแปลงสถานะปัจจุบันเสียใหม่’
‘แม้จะไม่ได้เป็คนจากตระกูลใหญ่ แต่ข้าสามารถเป็ขุนศึกได้ แม้ไม่ได้เป็ตระกูลขุนนาง แต่ข้าก็สามารถสร้างตระกูลของตนเองขึ้นมาได้’
หยางเจาพึมพำในใจ พลางวางแผนเส้นทางเดินในอนาคตของตนเอง
ตลอดทั้งคืนที่ผ่านมาทุกอย่างดำเนินไปอย่างเงียบสงบ
เช้าวันรุ่งขึ้น หยางเจาหยิบหอกยาวขึ้นมาเล่มหนึ่งขณะกำลังจะฝึกวิชาหอก เสียงกลองศึกก็ดังขึ้นโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย
เขามองออกไปด้านนอก พบศัตรูอีกกว่าหมื่นนายกำลังพุ่งตรงมายังประตูเฟิ่งหยาง
"พลธนูเตรียมตัว ยิง!"
เมื่อเห็นศัตรูเข้าสู่ระยะยิง เหล่าพลธนูบนหอคอยกำแพงเมืองต่างพากันน้าวสายธนู
หยางเจาหยิบคันธนูขึ้นมาอีกคันหนึ่ง เพื่อช่วยพลธนูสังหารศัตรูที่เข้าใกล้กำแพงเมือง
กองฏโพกผ้าเหลืองเตรียมการมาเป็อย่างดี พวกมันยกโล่ขึ้นมาบังทนรับห่าธนูเพื่อรุกคืบเข้าใกล้หอคอยกำแพงเมือง อีกทั้งยังมีทหารที่คอยยิงธนูขึ้นมาเพื่อกดดันพลธนูของเมืองเยี่ยเฉิง ภายใต้การคุ้มครองหลากหลายรูปแบบ ในที่สุดพวกมันก็ติดตั้งบันไดลิงได้สำเร็จ
"ฟางรุ่ย นำคนไปขนไม้และหิน ทุ่มลงไป!"
หยางเจาะโสั่งพลางหมุนตัวไปยกก้อนหินหนักหลายสิบชั่งแล้วทุ่มลงไปยังบันไดลิงอย่างแรง
ตึง!
ก้อนหินั์กระแทกลงมาอย่างหนักหน่วงจนบันไดลิงหักสะบั้น อีกทั้งยังสังหารศัตรูไปได้อีกจำนวนไม่น้อย
"รีบเข้ามาเร็ว เข้ามาทุ่ม!"
ฟางรุ่ยและคนอื่น ๆ เห็นหยางเจาลงมือด้วยตนเองก็รู้สึกเืเดือดพล่านขึ้นมาทันที เขาสั่งการว่า "ปกป้องเมืองเยี่ยเฉิง!"
"ปกป้องเมืองเยี่ยเฉิง!"
ทหารทุกคนต่างะโประสานเสียงพร้อมกัน ช่วยปลุกขวัญกำลังใจได้เป็อย่างดี
หิน ท่อนไม้กลิ้ง และลูกธนู ต่างถูกสาดซัดเข้าใส่ศัตรูอย่างบ้าคลั่ง
เนื่องจากน้ำมันไฟและน้ำสีทองยังอยู่ระหว่างการรวบรวม จึงยังไม่สามารถนำมาใช้งานได้ ทำได้เพียงรับมือกับศัตรูอย่างตรงไปตรงมา
"ท่านจวินโฮ่ว ศัตรูกำลังจะปีนขึ้นมาแล้วขอรับ!"
นายสิบคนหนึ่งะโบอกด้วยความร้อนรน
"หยิบดาบ หยิบหอก แล้วฆ่าพวกมันซะ!"
หยางเจาหยิบหอกยาวของตนขึ้นมา จังหวะที่ศัตรูคนหนึ่งยกโล่ขึ้นบังธนูเตรียมจะปีนข้ามกำแพงเข้ามาพอดี
เขาก็แทงหอกออกไปอย่างรวดเร็ว ปลายหอกทะลุผ่านโล่ไป ก่อนจะกระซวกอย่างแรงจนศัตรูคนนั้นร่วงตกลงไปทันที
เหล่าทหารรักษาการณ์ที่ถือหอกเห็นทหารโพกผ้าเหลืองบนบันไดลิงกำลังจะปีนเข้ามา จึงยกหอกแทงลงไปด้านล่าง ศัตรูตายตกไปจำนวนมาก สถานการณ์การสู้รบยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น
มีหยางเจาคอยคุมจังหวะ การป้องกันประตูเฟิ่งหยางจึงยังคงมั่นคง
จวินโฮ่วผู้นี้ดุดันถึงเพียงนี้ ต่อให้ทหารจะอ่อนแอเพียงใดขวัญกำลังใจก็ไม่มีวันตกต่ำ ตราบใดที่มีขวัญกำลังใจก็สามารถรวมพลังกันต่อต้านศัตรูได้
ความสามัคคีคือพลัง
"ฆ่า!"
เสียงะโสังหารดังระงมไปทั่วประตูเฟิ่งหยาง
"หยางจวินโฮ่ว ท่านพอจะไปช่วยข้าที่นั่นได้หรือไม่?"
หลินผู่รีบวิ่งเข้ามาขอความช่วยเหลือด้วยความร้อนรน
ประตูเฟิ่งหยางกับประตูจงหยางอยู่ห่างกันไม่ไกลนัก หยางเจามองขึ้นไปเห็นประตูจงหยางกำลังจะต้านทานไม่ไหว จึงตัดสินใจมอบหมายหน้าที่บัญชาการชั่วคราวให้แก่ถุนจ่าง*[1] สองสามคน แล้วนำทหารห้าร้อยนายมุ่งหน้าไปสนับสนุนทันที
ด้วยการสนับสนุนจากหยางเจา ประตูจงหยางที่กำลังจะแตกพ่ายก็กลับมาได้เปรียบอีกครั้ง
"ท่านจวินโฮ่ว ทางนี้ไม่มีท่อนไม้กลิ้งกับหินแล้วขอรับ"
ฟางรุ่ยกำลังจะสั่งการทหารรักษาการณ์ให้ตีโต้ เพื่อป้องกันไม่ให้ศัตรูปีนบันไดลิงขึ้นมาได้
หยางเจากวาดสายตามองไปรอบ ๆ ใช้หอกยาวเกี่ยวศพของศัตรูขึ้นมา แล้วทุ่มลงไปใส่บันไดลิงด้านนอกพลางกล่าวว่า "ใช้ศพของศัตรู แทนท่อนไม้กลิ้ง"
"ขนศพ! ทุ่มมันลงไป!"
ทหารรักษาการณ์ที่ประตูจงหยางได้รับแรงบันดาลใจ บนหอคอยกำแพงเมืองเองก็มีศพศัตรูอยู่ไม่น้อย พวกเขาจึงรีบขนศพทุ่มลงไปทันที
"หยางจวินโฮ่ว ท่านพอจะไปที่ประตูกว่างหยางเพื่อช่วยพวกเราบ้างได้หรือไม่?"
เปี๋ยปู้ซือหม่าอีกคนเดินเข้ามาขอความช่วยเหลือ
หยางเจา "..."
พวกเ้าเป็อะไรกันไปหมด? เหตุใดถึงได้อ่อนแอเพียงนี้? แบบนี้ยิ่งทำให้เขากลายเป็คนแข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ น่ะสิ
เขาจำต้องนำฟางรุ่ยและทหารอีกห้าร้อยนายบุกไปช่วยเหลือ
การสู้รบครั้งนี้ลากยาวั้แ่เช้ายันบ่าย
แม่ทัพของกองฏโพกผ้าเหลืองเห็นว่าไม่ได้ประโยชน์อันใด จึงจำต้องสั่งการให้ตีฆ้องถอยทัพ
หยางเจาวิ่งรอกไปมาทั้งสามประตูทางทิศใต้ของเมืองเยี่ยเฉิง ที่ไหน้าความช่วยเหลือเขาก็ไปที่นั่น จนถึง่ท้ายเขาก็เหนื่อยจนแทบจะคลานอยู่แล้ว
"ท่านหลินซือหม่า คราวหน้าหากพวกท่านรับมือไม่ไหวจริง ๆ ค่อยมาหาข้า"
เขาพูดด้วยเสียงหอบเหนื่อยว่า "สู้รบไปศึกหนึ่ง ข้าวิ่งจนขาแทบลากแล้ว!"
หลินผู่เช็ดคราบเืบนใบหน้าพลางหัวเราะอย่างอดไม่ได้ว่า "หยางจวินโฮ่วกลายเป็กุญแจสำคัญของการป้องกันเมืองเยี่ยเฉิงทางทิศใต้ไปแล้ว ต้องขอบคุณเ้าจริง ๆ !"
หลังจากส่งหลินผู่กลับไป หยางเจาก็เปิดหน้าต่างสถานะขึ้นมา
ระบบยกระดับขึ้นเป็ lv14
หยางเจานำแต้มทักษะใหม่สี่แต้มที่ได้รับมาเพิ่มวิชาหอกทั้งหมด จนกลายเป็ระดับชำนาญ ขั้นต้น
ผ่านการอัปเลเวลมาหลายครั้ง พลังโดยรวมของหยางเจา ความแข็งแกร่งของร่างกาย และพลังเทพแต่กำเนิด ต่างได้รับการเสริมสร้างอย่างต่อเนื่อง จนเขารู้สึกว่าตนเองสามารถต่อกรกับ ‘ลิโป้*[2]’ ได้แบบตัวต่อตัวแล้ว
‘ลิโป้ เ้าจงรอข้าก่อนเถอะ!’
หยางเจาจินตนาการในใจ
หลังจากนั้น กองฏโพกผ้าเหลืองก็ไม่ได้เปิดฉากโจมตีอีก แต่การป้องกันเมืองเยี่ยเฉิงก็ยังไม่ชะล่าใจ
ขณะเดียวกัน ภายในค่ายทหารของกองฏโพกผ้าเหลือง
เตียวเหลียง*[3] เป็แม่ทัพใหญ่ในการโจมตีเมืองเยี่ยเฉิงครั้งนี้ พวกเขาตั้งกองกำลังหลักไว้ที่ประตูเมืองทางทิศตะวันออกและทิศใต้เพื่อโจมตีอย่างหนักหน่วงติดต่อกันสองวันแล้ว
กองฏโพกผ้าเหลืองเกือบจะบุกยึดเมืองได้หลายครั้ง แต่ก็ถูกตีกลับมาเสียทุกคราว
"เมืองเยี่ยเฉิงช่างตีแตกได้ยากยิ่งนัก หากยืดเยื้อต่อไป กองหนุนจากลั่วหยางมาถึง เราก็มีแต่ต้องถอยทัพ แผนการพิชิตแคว้นจี้โจวก็จะไม่มีวันสำเร็จ"
เขารำพึงกับตัวเอง
ในตอนนั้นเอง แม่ทัพคนหนึ่งนามว่าหุยง่วนเสี้ยว*[4] ก็เดินเข้ามากล่าวว่า "ท่านเหรินกงเจียงจวิน*[5] ตามข่าวที่ได้รับมาเมื่อครู่ เป่ยจงหลางเจียงหลูจื๋อนำกองทัพทหารชั้นยอดแปดหมื่นนายกำลังมุ่งหน้ามายังเมืองเยี่ยเฉิง คาดว่าจะเดินทางมาถึงในอีกหกวันขอรับ"
ทันใดนั้น เตียวเหลียงก็ััได้ถึงแรงกดดันมหาศาลทันที
[1] ถุนจ่าง เป็ตำแหน่งนายทหารคุมกำลังพลระดับกองร้อย (ประมาณ 50 นาย) รองจากจวินโฮ่ว
[2] ลิโป้ หรือชื่อในภาษาจีนกลางคือลฺหวี่ปู้ เป็ยอดขุนศึกแห่งยุคปลายราชวงศ์ฮั่นตะวันออกที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นักรบที่แข็งแกร่งที่สุดในประวัติศาสตร์จนได้ฉายาว่า เทพเ้าแห่งา มีฝีมือโดดเด่นด้านการใช้ทวนและการสู้รบบนหลังม้า
[3] เตียวเหลียง หรือชื่อในภาษาจีนกลางคือจางเหลียง เป็หนึ่งในผู้นำกองฏโพกผ้าเหลือง และเป็น้องชายคนสุดท้องของเตียวก๊ก
[4] หุยง่วนเสี้ยว หรือชื่อในภาษาจีนกลางคือเผยหยวนเซ่า เป็นายทหารของกองฏโพกผ้าเหลือง รับหน้าที่เป็นายทหารคนสนิทผู้รับใช้ใกล้ชิดเตียวเหลียงในการศึก
[5] เหรินกงเจียงจวินมีความหมายว่าขุนพลแห่งปวงชน เป็สมญานามของเตียวเหลียง (จางเหลียง) น้องชายคนสุดท้องของเตียวก๊ก