ก่อกำเนิด : เทพเซียน 9 วิบัติ [จบ]

    เล่มที่ 1 ตอนที่ 28 ภูเขาไฟ

            จันทราลอยเด่นบนท้องฟ้ามืดมิดสายลมเหนือพัดผ่านหวีดหวิว

            เข้าสู่ช่วงเหมันต์ ทั่วทั้งเมืองอวี่ฮว่าค่อนข้างหนาวเย็นตอนกลางคืนอากาศเย็นลงกว่าตอนกลางวันมาก เสิ่นเสวียนและเสิ่นล่างมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือด้วยความเร็วสูง

            ป่าเขายามค่ำคืนเงียบสงัดแต่เป็นเพราะทั้งสองคนผ่านเข้ามาทำให้เกิดการเคลื่อนไหว นกทั้งหลายจึงพากันโบยบินออกไป

            เสิ่นเสวียนรู้สึกตื่นเต้นมากเพราะใกล้ได้เจอหลินจือโมราแล้ว

            หลินจือโมราเป็นของดี และยิ่งเป็นหลินจือโมราพันปีด้วยแล้วจะเป็นประโยชน์อย่างมหาศาลต่อเขาในตอนนี้มาก เสิ่นเสี่ยวเม่ยต้องกระตุ้นร่างวิญญาณเพลิงจำเป็นต้องมีหลินจือโมราเป็นตัวนำ อีกทั้งหลินจือโมราคือวัตถุดิบสำคัญในการปรุงยาผสานก่อกำเนิดด้วย

            ใช่ เขาต้องการยาผสานก่อกำเนิด

            มาถึงโลกใหม่แห่งนี้ได้หลายวันแล้วภายใต้การหล่อเลี้ยงด้วยพลังฟ้าดินที่บ้าคลั่ง ทำให้พลังของเขาแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมได้รวดเร็วกว่าในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรเสียอีกโดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากสู้กับหานเฟิงครั้งที่แล้ว ทำให้พลังขั้นปี้กู่ระดับกลางของเขามั่นคงได้ในที่สุด

            หากจะใช้การบำเพ็ญเพียรของตนเองทะลวงไปถึงขั้นแก่นทองคำพร้อมกับผสานก่อกำเนิดต้องใช้เวลานานมากทว่าหากมียาผสานก่อกำเนิดจะได้ผลที่ต่างออกไป มันช่วยให้ผู้บำเพ็ญเพียรผสานก่อกำเนิดได้อย่างราบรื่นทะลวงไปถึงขั้นหยวนก่อกำเนิดได้เร็วที่สุด

            เมื่อบำเพ็ญเพียรถึงขั้นหยวนก่อกำเนิดแล้วอายุขัยจะไม่ถูกจำกัดอยู่ภายใต้ร่างเนื้ออีกต่อไป แต่จะใช้ชีวิตได้ถึงหลายร้อยปี หรือกระทั่งเป็นพันปี

            หลินจือโมราก็คือวัตถุดิบที่จำเป็น

            “เจ้าบอกข้าได้ไหมเจ้าคือเสิ่นเสวียนจริงๆ หรือ”

            ระหว่างเดินทาง เสิ่นล่างถามเสิ่นเสวียนอีกครั้งอย่างไม่อยากเชื่อการกระทำทุกอย่างของเสิ่นเสวียนทำให้เขามิอาจเชื่อได้

            ตอนเจอกันครั้งแรกพลังอยู่แค่ขั้นแม่ทัพเท่านั้นผ่านไปเพียงสามวันพลังกลับแข็งแกร่งมากถึงขั้นที่สู้กับขั้นบรรพบุรุษได้แล้ว ทั้งยังเอาชนะได้อีกด้วย

            และเมื่อครู่เขายังปรุงยาระดับสี่ขึ้นมาได้ถึงสามเม็ดในคราวเดียวด้วยความสามารถเช่นนี้ แม้อีกฝ่ายจะไม่ใช่นักปรุงยาระดับห้าแต่ก็เกือบถึงขั้นนั้นแล้วหากเป็นนักปรุงยาระดับห้าจริงๆ อำนาจของตระกูลเสิ่นจะยิ่งใหญ่กว่าตระกูลหานอีกไม่รู้กี่เท่า

            นี่คือสิ่งที่มนุษย์สามารถทำได้จริงๆหรือ

            “ผู้อาวุโสใหญ่ยังไม่เชื่อข้าอย่างนั้นหรือหากข้าไม่ใช่ ข้าจะมาทำเรื่องวุ่นวายแบบนี้ไปทำไมกัน”

            เสิ่นเสวียนตอบกลับ เขาเห็นตนเองเป็นคนตระกูลเสิ่นแล้วอย่างแท้จริงไม่ว่าคนในตระกูลนี้จะปฏิบัติต่อเขาอย่างไร แต่ก็เป็นครอบครัวเดียวกัน เขาอยู่ในโลกเดิมอย่างโดดเดี่ยวมานับพันปีมีเพียงอาจารย์หลี่ฉุนเฟิงเท่านั้น และอาจารย์ยังเสียชีวิตไปแล้วจากเหตุการณ์ไม่คาดคิดความโดดเดี่ยวพันปีทำให้เขาให้ความสำคัญกับตระกูลเสิ่นเท่าทวีคูณ

            “เปล่าเลย ข้าเพียงแค่ประหลาดใจเช่นนั้นเจ้าบอกข้าได้ไหมว่าเจ้าคือนักปรุงยาระดับไหน”

            “ระดับสี่ ที่สามารถปรุงยาได้หลายเม็ดในคราวเดียวเพราะพลังสมาธิของข้าเหนือกว่าคนทั่วไปสามารถแบ่งใจควบคุมได้พร้อมกัน”

            เสิ่นเสวียนยิ้มพลางตอบกลับอีกฝ่ายไม่ใช่นักปรุงยา ไม่มีทางรู้รายละเอียดเบื้องลึกอย่างแน่นอน

            ทันใดนั้นเสิ่นล่างหยุดเท้าลงเสิ่นเสวียนก็หยุดตามไปด้วย

            เสิ่นเสวียนเห็นเสิ่นล่างไม่เดินต่อจึงถามขึ้น“มีอะไรหรือ”

            “นักปรุงยาระดับสี่!นักปรุงยาระดับสี่! บรรพบุรุษตระกูลเสิ่น ในที่สุดลูกหลานตระกูลเสิ่นก็มีนักปรุงยาปรากฏขึ้นแล้ว!”

            ขณะที่เสิ่นล่างกล่าว ดวงตาพร่ามัวของเขาพลันมีน้ำตารื้นขึ้นมาเขาอายุมากแล้ว อารมณ์ค่อนข้างอ่อนไหวง่าย เขาได้เห็นนักปรุงยาจากตระกูลเสิ่นขณะยังมีชีวิตอยู่แม้ต้องตายก็ไม่เสียดายแล้ว

            “ท่านผู้เฒ่าพวกเรารีบเดินทางกันเถอะ! นักปรุงยาระดับสี่อย่างข้าอยากเลื่อนเป็นระดับห้าจำเป็นต้องใช้หลินจือโมรา”

            เสิ่นเสวียนเห็นเสิ่นล่างมีการตอบสนองที่รุนแรงแบบนั้นก็รู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออกหากบอกเขาไปว่าขอเพียงพลังของตนแข็งแกร่งขึ้นไปอีกก็จะสามารถปรุงยาเซียนขึ้นมาได้ ไม่รู้ว่าจะทำให้เขาตกใจจนอ้าปากค้างไปเลยหรือเปล่า

            “ระดับห้า!ดีเลย! เยี่ยมเลย! พวกเราไปกันเถอะ!”

            เสิ่นล่างพยักหน้าถี่ๆ จากนั้นจึงเช็ดน้ำตาเขาตื่นเต้นมาก ลากเสิ่นเสวียนให้เดินทะลุผ่านป่าเขาไปอย่างรวดเร็ว

            ความปรารถนาสูงสุดของเขาในตอนนี้คือทำทุกอย่างให้สุดความสามารถในสถานการณ์ที่ตนเองสามารถช่วยเหลือเสิ่นเสวียนได้ เขาจะช่วยอย่างเต็มที่ เพื่อให้เสิ่นเสวียนเติบใหญ่ขึ้นโดยเร็วที่สุด

            ในสายตาคนอื่นเขาแข็งแกร่งมากแต่มีเพียงเขาที่รู้ว่าโลกภายนอกยิ่งใหญ่มากแค่ไหน และเขาเป็นเพียงมดตัวเล็กๆตัวหนึ่งเท่านั้นเอง

             

            ในค่ำคืนที่มืดมิด เสิ่นเสวียนและเสิ่นล่างวิ่งไปราวเจ็ดร้อยลี้[1] แล้ว ตลอดการเดินทางเสิ่นล่างหายใจค่อนข้างลำบาก ต่างกับเสิ่นเสวียนอย่างสิ้นเชิง

            “เจ้าทำได้อย่างไร”

            เสิ่นล่างกล่าวพลางหายใจหอบ

            “ท่านลองโคจรลมปราณผ่านจุดถันจง[2]และจุดหยุนเหมิน จากนั้นจึงปล่อยลมออกมาทางปาก แต่ท่านต้องหายใจตามจังหวะของปอดตนเองลองดูอีกครั้ง”

            เสิ่นเสวียนอธิบายวิธีการหายใจของตนเองแก่เสิ่นล่างเคล็ดวิชาบำเพ็ญเพียรค่อนข้างสมบูรณ์แบบกว่าเคล็ดวิชาในโลกใหม่นี้มาก การโคจรลมปราณก็เป็นสิ่งที่เขาฝึกฝนมาตั้งแต่เด็ก

            เสิ่นล่างมองเสิ่นเสวียนอย่างไม่ค่อยเชื่อแต่เขาก็ยังลองดู การโคจรลมปราณครั้งแรกยังไม่เกิดผลลัพธ์ใดๆ เขาจึงโคจรลมปราณดูอีกทีครั้งนี้เขาโคจรได้คล่องกว่าครั้งแรกเล็กน้อย ในที่สุดก็เกิดผล ทำให้เขาหายใจได้สะดวกกว่าเดิมมาก

            แม้จะยังมิอาจโคจรได้คล่องอย่างเสิ่นเสวียนแต่ก็มั่นใจได้แล้วเรื่องหนึ่งว่ามันได้ผลจริงๆ

            “ไม่รู้เลยจริงๆว่าในหัวของเจ้ายังมีอะไรเก็บไว้อีก!”

            เสิ่นล่างที่ได้ลิ้มรสความรู้สึกหอมหวานเป็นครั้งแรกกล่าวกับเสิ่นเสวียนพร้อมรอยยิ้ม

            “จริงๆ แล้วนี่เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยเท่านั้นเทียบกับผู้อาวุโสใหญ่แล้วข้ายังห่างไกลนัก! จากนี้พวกเราจะเดินทางอย่างไรต่อหรือ”

            เสิ่นเสวียนจิตใจจดจ่ออยู่กับหลินจือโมรา

            “ให้ข้าดูแผนที่ก่อน”

            เสิ่นล่างเอาแผนที่ที่เสิ่นเสวียนให้เขาก่อนหน้านี้ออกมาดูอย่างจริงจัง

            “ข้าไม่ได้มาที่นี่นานหลายปีแล้วน่าจะต้องไปทางนี้”

            เสิ่นล่างชี้ไปทางทิศตะวันออกจากนั้นทั้งสองก็ออกเดินทางมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกอีกครั้ง

            ใกล้ถึงช่วงเที่ยงวัน ทั้งสองออกห่างจากเมืองอวี่ฮว่าไปแล้วหนึ่งพันสองร้อยลี้หากเดินหน้าต่อไปทางทิศตะวันออกจะเข้าสู่อีกเมืองหนึ่ง ทว่าพวกเขาเปลี่ยนทิศทางมุ่งหน้าทิศเหนือแทน

            ช่วงกลางวันกับกลางคืนสภาพอากาศต่างกันอย่างสิ้นเชิงแม้จะเข้าสู่ช่วงเหมันต์แล้ว แต่ดวงอาทิตย์บนท้องฟ้าก็ยังทำให้อากาศร้อนได้อยู่

            และยิ่งมุ่งหน้าทิศเหนือไปเรื่อยๆอากาศก็ยิ่งร้อนมากขึ้น ไม่มีร่องรอยความหนาวเย็นเลย

            แต่ทั้งสองก็เข้าใจดี เพราะยิ่งร้อนมากเท่าไรก็ยิ่งเข้าใกล้จุดหมายปลายทางของพวกเขามากขึ้นเท่านั้น

            ในที่สุดก็ถึงแผ่นดินสีแดงฉาน!

            แผ่นดินแล้งขาดน้ำ รอยแตกระแหงดูราวกับใยแมงมุมแผ่ขยายเป็นวงกว้าง

            “ที่นี่ไม่ค่อยมีใครเข้ามาเดินหน้าต่อไปอีกก็คือปล่องภูเขาไฟ เจ้าเองก็คงรับรู้ได้แล้ว แม้พวกเราจะมีไอพลังต่อสู้ที่แข็งแกร่งแต่คงเดินไปได้อีกไม่ไกล”

            “ไม่เป็นไรหรอกลองดูเถอะ!”

            เสิ่นเสวียนยิ้มให้ก่อนจะย่างเท้าเดินต่อไป

            ทั้งสองคนเดินหน้าไปอีกห้าร้อยลี้ในที่สุดก็ผ่านพุ่มไม้แห้งๆ ไป มองเห็นยอดเขาที่อยู่ไม่ไกลนัก

            พื้นดินถูกปกคลุมไปด้วยกำมะถันส่งกลิ่นฉุนส่วนบนยอดเขานั้นก็มีเปลวเพลิงปะทุออกมาอย่างต่อเนื่อง จากนั้นมันก็รวมตัวกันอยู่รอบๆทำให้ยอดเขานั้นสูงใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ

            “ด้านบนนั้นคือปากปล่องภูเขาไฟแล้วสวมชุดนี้เอาไว้”

            เสิ่นล่างเอาชุดสีแดงออกมาจากแหวนมิติสองชุดและส่งให้เสิ่นเสวียนหนึ่งชุด

            “ชุดนี้เมื่อสวมแล้วจะทนทานต่อความร้อนทำให้เจ้าเข้าใกล้ปากปล่องภูเขาไฟได้”

            เสิ่นเสวียนสังเกตชุดนั้นวัสดุที่ใช้ทำชุดสกัดมาจากธาตุไฟในลาวาของภูเขาไฟ เป็นเกราะกำบังที่ยอดเยี่ยมเลยทีเดียวเขาจึงสวมมันไว้ ทำให้ความรู้สึกร้อนก่อนหน้านี้จางหายไปทันที กระทั่งมีความรู้สึกเย็นสบายแผ่กระจายออกมาด้วย

            ทั้งสองชุดนี้คือสิ่งที่เสิ่นล่างไปหายืมมาจากที่อื่น

            ทั้งสองคนเดินหน้าต่อไป แต่อานุภาพกำบังความร้อนของชุดค่อยๆถดถอยลง ขณะที่อยู่ห่างจากปากปล่องภูเขาไฟอีกเพียงสามสิบจั้ง พลันมีควันขาวคลุ้งออกมาจากชุดที่สวม

            “เร็วหน่อยข้าได้ยินว่าที่นี่มีสัตว์ร้ายด้วย”

            จู่ๆ ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นไม่ไกลจากพวกเขา

            ..........................................................

            [1] ลี้ เป็นหน่วยวัดระยะทาง ยาวประมาณ 500 เมตร

            [2] จุดถันจง เป็นจุดลมปราณอยู่บริเวณกึ่งกลางหน้าอก

    คล้ายกับเรื่องก่อกำเนิด : เทพเซียน 9 วิบัติ [จบ] ที่คุณอ่าน