ต่งเสี่ยวเสี่ยวเรียกเด็กๆ เข้ามาในบ้านแล้วเล่าถึงเหตุผลที่เฉินเฉินมาพักอาศัยอยู่ที่นี่ให้พวกเขาฟังคร่าวๆ
"เมื่อกี้เขาเล่าให้พวกเราฟังแล้วครับ"ฉินไห่หยางมีสีหน้าอึดอัดเล็กน้อย "แถมเขายังให้ของขวัญพวกเราด้วยครับ"
ฉินไห่เยว่พยักหน้า"ใช่ค่ะ พี่เฉินเฉินให้ตุ๊กตาหนูตัวหนึ่ง มันสวยมากหนูชอบมากเลยค่ะ"
"ขอบคุณพี่เฉินเฉินอีกครั้งนะคะ"แก้มเล็กๆ ของฉินไห่เยว่แดงขึ้นมาเพราะออกไปเล่นข้างนอกมาสักพักแล้ว ทำให้มีเหงื่อซึมที่หน้าผาก
เมื่อเห็นแก้มแดงๆและท่าทางน่ารักของฉินไห่เยว่ เฉินเฉินก็ส่ายหน้า "แค่เยว่เยว่ชอบก็พอแล้ว"
ฉินไห่หยางส่งเสียงฮึดฮัดอยู่ข้างๆ
"ไห่หยาง" ต่งเสี่ยวเสี่ยวสังเกตเห็นความอึดอัดใจของฉินไห่หยาง "ออกไปกับแม่ก่อน แม่จะไปทำอะไรให้พ่อกินอีกสักหน่อย"
ฉินไห่หยางทำได้แค่เดินตามออกไปอย่างเสียไม่ได้ปล่อยให้ฉินไห่เยว่และเฉินเฉินเล่นกันอย่างสนุกสนานอยู่ในบ้าน
"เด็กน้อย ลูกหวงน้องเหรอ?"ต่งเสี่ยวเสี่ยวย่อตัวลง ใช้มือเชยคางของฉินไห่หยางเบาๆ"โกรธหรือเปล่าที่แม่พาเขามาอยู่ที่นี่?"
"ไม่ได้โกรธครับ"
ฉินไห่หยางหันหน้าหนีถ้าไม่ได้ต่งเสี่ยวเสี่ยวคอยดูแล ครอบครัวนี้คงแตกสลายไปแล้วจริงๆ
วันนี้ตอนกลางวันฉินซู่คุยกับเขาและฉินไห่เยว่หลายเรื่อง พวกเขาจำได้ขึ้นใจทุกคำ
"เฉินเฉินมาอยู่ที่นี่เพื่อรักษาตัวที่เขาบ้านมีธุระเลยมาอยู่กับเราสักพัก" ต่งเสี่ยวเสี่ยวอธิบายอย่างใจเย็น"เพราะเขาป่วยเลยไม่มีเพื่อนเลยสักคนการซื้อของขวัญให้ลูกกับเยว่เยว่ก็เพราะเขาอยากจะเป็นเพื่อนเล่นกับลูก"
"แม่รู้ว่าลูกเป็นเด็กดีมีอะไรไม่พอใจก็ระบายออกมาได้ แต่ห้ามรังแกคนอื่นนะ" คำพูดของต่งเสี่ยวเสี่ยวทำให้ฉินไห่หยางรู้สึกดีขึ้นมา
ตอนนี้เขารู้สึกสงสารเฉินเฉินขึ้นมาบ้างแล้ว
ถึงก่อนหน้านี้ต่งเสี่ยวเสี่ยวจะทำไม่ดีกับพวกเขาแต่ตอนนี้ครอบครัวของเขาก็อบอุ่นขึ้นมาก
ส่วนเฉินเฉินกลับไม่มีเพื่อนเลยสักคน
น่าสงสารจัง!
"งั้นพรุ่งนี้ผมจะพาเขาไปเล่นกับพวกเถียหนิว!"พรุ่งนี้ตอนเที่ยงฉินไห่หยางกับฉินไห่เยว่จะออกไปเล่นข้างนอกพอดีเลย
ต่งเสี่ยวเสี่ยวหยิกแก้มเล็กๆ ของเขา"ไม่ต้องห่วงหรอก เจ้าตัวเล็กขี้อาย ถึงแม่กลับบ้านดึกไปบ้างแต่แม่ไม่ไปไหนแน่นอน"
ต่งเสี่ยวเสี่ยวพูดจบก็เข้าไปในครัว
เธอเองก็หิวแล้ว เลยทำบะหมี่ให้ทุกคนคนละชามแถมยังทอดไข่ดาวให้อีกฟอง
ทุกคนในครอบครัวนั่งกินกันอย่างมีความสุข
เฉินเฉินหรี่ตาลง"นี่เป็นบะหมี่ที่อร่อยที่สุดที่ผมเคยกินมาเลยครับ"
พอเห็นสีหน้าที่มีความสุขของเขาฉินไห่เยว่ก็หัวเราะร่า "ต่อไปที่บ้านเรายังมีของอร่อยๆอีกเยอะแยะเลยนะคะ แม่ทำอาหารเก่งมากๆ"
"อืม"
ความรู้สึกของเด็กๆมักจะเปลี่ยนไปมาโดยไม่มีเหตุผล หลังจากที่ทุกคนกินข้าวเสร็จก็เข้านอน
ส่วนของที่ได้มาเยอะขนาดนี้ต่งเสี่ยวเสี่ยวตั้งใจจะตื่นมาจัดของในวันพรุ่งนี้แทน วันนี้เธอเหนื่อยเกินไปแล้ว
วันรุ่งขึ้น
ตอนที่ต่งเสี่ยวเสี่ยวตื่นแสงแดดก็ลอดส่องผ้าม่านเข้ามาแล้ว
"ว้าย!" เธอร้องเสียงหลงก่อนจะดีดตัวลุกขึ้นจากเตียงทันที "นี่ฉันหลับยาวมาถึงตอนนี้เลยเหรอ?"
พูดจบเธอก็หันไปมองฉินซู่เขากำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ตรงหัวเตียง
เมื่อเห็นสายตาแปลกๆ ของเธอฉินซู่ก็แบมือทั้งสองข้าง "ฉันนึกว่าวันนี้เธอไม่มีอะไรต้องทำก็เลยไม่ได้ปลุก"
ที่จริงแล้วฉินซู่คิดว่าต่งเสี่ยวเสี่ยวเหนื่อยมากเลยสั่งให้ฉินไห่หยางเอานาฬิกาปลุกในบ้านออกไปตั้งแต่เช้า
เขาอยากให้เธอพักผ่อนให้เต็มที่ก็เลยปล่อยให้เธอนอนจนถึงตอนนี้
"นาฬิกาปลุกของฉันล่ะ?"
ต่งเสี่ยวเสี่ยวลุกขึ้นมาหาอยู่พักหนึ่งเธอหันไปก็เห็นรอยยิ้มที่ซ่อนไว้ไม่มิดของฉินซู่ เลยเท้าสะเอวด้วยความโกรธ"นายสั่งให้ไห่หยางเอานาฬิกาปลุกไปซ่อนใช่ไหม?"
"นอนตื่นสายหน่อยก็ไม่เห็นเป็นอะไร"ฉินซู่ไม่คิดว่าตัวเองผิดอะไรต่งเสี่ยวเสี่ยวไม่อยากจะต่อล้อต่อเถียงกับเขา เธอเลยออกไปเดินเล่นข้างนอก
วันนี้ไม่ต้องขึ้นเขาไปเก็บสมุนไพรแล้วเพราะเธอรับงานใหญ่มา
ค่อยไปพรุ่งนี้ก็ได้
ทั้งร้านยาสมุนไพรและงานของหลิ่วหรูเธอจะไม่ปล่อยโอกาสทิ้งไปสักอัน
ถึงยุงจะตัวเล็กแค่ไหนแต่มันก็ยังเป็นเนื้ออยู่ดี
ส่วนเรื่องขายซานจาจิ่วเธอเพียงแค่เตรียมไว้ล่วงหน้าหนึ่งวันก่อนจะเข้าเมืองแล้ววันรุ่งขึ้นก็ค่อยเอาไปขาย ไม่จำเป็นต้องเอาไปขายตลอดเวลา
พอคิดทบทวนเรื่องต่างๆ เสร็จแล้วต่งเสี่ยวเสี่ยวก็เข้าไปจัดของในบ้าน
เธอพบว่าของที่หวังหมิงหยางซื้อมาครบครันมากนอกจากข้าวสารอาหารแห้งแล้ว ยังเตรียมขนมและสมุนไพรมาให้เป็นพิเศษอีกด้วย
น่าจะเป็นเพราะเธอเคยบอกเรื่องที่ฉินซู่เข้าโรงพยาบาลไปก่อนหน้านี้
นอกจากนี้ยังมีพวกอาหารบำรุงและแป้งกองเป็นภูเขาของพวกนี้เป็นของที่ชาวบ้านแทบไม่กล้าฝันถึงด้วยซ้ำ
ต่งเสี่ยวเสี่ยวเอาของพวกนี้ไปซ่อนไว้ในที่ต่างๆ
เมื่อคืนหลี่ไฉ่เฟิ่งรู้แล้วว่าบ้านของพวกเขามีของดีๆบางทีอาจจะมีคนอื่นในหมู่บ้านเห็นเข้า แล้วเกิดความคิดไม่ดีขึ้นมา
ดังนั้นจึงต้องเก็บของพวกนี้ไว้ก่อน
ไข่ก็ไม่สามารถใส่ไว้ในตะกร้าเดียวกันได้ต้องเก็บกระจายๆ กันออกไป
แบบนี้ถึงแม้จะเสียของไปบ้างแต่ก็จะไม่เสียไปมากเกินไป
พอทำอะไรเสร็จต่งเสี่ยวเสี่ยวก็ตั้งใจจะก่อเตาทำอาหาร
ยังมีเนื้อเค็มตากแห้งเหลืออยู่เธอตั้งใจจะผัดเนื้อเค็มตากแห้ง ต้มน้ำซุปใส แล้วก็ทอดไข่ดาวอีกสองสามฟอง
"แม่คะ"
เพิ่งจะหั่นเนื้อเค็มตากแห้งต่งเสี่ยวเสี่ยวยังไม่ได้เอาลงกระทะ ฉินไห่เยว่ก็วิ่งเข้ามาจากข้างนอกหน้าของเด็กน้อยแดงก่ำ "แม่คะมีคนมาหาข้างนอกค่ะ เป็นไอ้คนชั่วคนนั้น!"
หลังจากที่ฉินซู่พูดอะไรพวกนั้นออกไปเมื่อวานฉินไห่เยว่ก็ตัดคำว่า 'เสี่ยวเสี่ยว' ทิ้งไป
แล้วเรียกเธอว่า แม่ แค่คำเดียวเท่านั้น
ไหนๆ ก็เรียกไปแล้ว จะเขินอายอะไรอีก
"คนชั่ว?" ต่งเสี่ยวเสี่ยวรู้สึกมึนงง เธอใส่น้ำลงไปในหม้อก่อนจะถอดผ้ากันเปื้อนออกแล้วเดินไปนอกบ้าน
คนที่ยืนอยู่หน้าประตูคือเฮ่อเจี้ยนหมิง
ต่งเสี่ยวเสี่ยวหรี่ตาลงฉินไห่หยางและเฉินเฉินยืนอยู่ข้างๆ ทั้งสองคนถือไม้อันเล็กๆ ไว้ในมือ
ทำท่าทางเหมือนกำลังป้องกันคนร้าย
ต่งเสี่ยวเสี่ยวมองเฮ่อเจี้ยนหมิงตรงหน้าเขาดูแก่ลงไปหลายปี ไม่มีท่าทีฮึกเหิมเหมือนเมื่อก่อน
เธอไม่อยากเสียเวลากับคนๆ นี้จึงรีบพูดขึ้นมาว่า "มีอะไร?"
ถ้าเขามาพูดจาไร้สาระกับเธออีกเธอยินดีจะส่งคนคนนี้ไปนอนโรงพยาบาลสักสองสามวัน
เฮ่อเจี้ยนหมิงมองเด็กทั้งสามคนสลับกับมองท่าทีเย็นชาของต่งเสี่ยวเสี่ยว กำปั้นก็กำแน่นขึ้นเขาไม่อยากขอความช่วยเหลือจากเธอเลยสักนิด
แต่ก็ไม่ได้...
เมื่อนึกถึงสิ่งที่หมอในเมืองพูดและเมื่อนึกถึงอนาคตของตัวเอง
เฮ่อเจี้ยนหมิงเดินไปข้างหน้าแสดงสีหน้าลำบากใจแล้วพูดว่า "แผลเป็นที่คอของฉันเธอพอจะมีวิธีช่วยรักษาให้หายได้ไหม?"
ช่วงก่อนหน้านี้เขาเข้าไปในเมืองแล้วได้พบกับสาวสวยคนหนึ่งต่อมาถึงได้รู้ว่าพ่อของผู้หญิงคนนั้นทำงานอยู่ในหน่วยงานรัฐ
เมื่อสองวันก่อนบอกว่าจะช่วยแนะนำเขาแต่แผลเป็นของเขามันน่ากลัวเกินไป
ผู้หญิงคนนั้นไม่ถือสาแต่พ่อแม่ของเธอคงจะไม่คิดแบบนั้นเพราะอย่างนั้นเฮ่อเจี้ยนหมิงจึงพยายามทุกวิถีทางที่จะลองไปรักษาดูก่อนแต่หมอในเมืองบอกว่าไม่มีทางรักษาได้
เพราะอย่างนั้นเฮ่อเจี้ยนหมิงจึงต้องมาขอความช่วยเหลือถึงบ้านของเธอ
เพื่ออนาคตของเขาเพื่อที่จะได้แต่งงานกับสาวสวยคนนั้น และเข้าไปทำงานในหน่วยงานรัฐเขาจึงต้องขอความช่วยเหลือจากต่งเสี่ยวเสี่ยวอีกครั้ง
แน่นอนว่าถ้าเขามีชื่อเสียงขึ้นมาแล้วคนแรกที่เขาจะจัดการก็คือต่งเสี่ยวเสี่ยว