บทที่ 4
วาสนาผูกพัน
เย่วเอ๋อร์วางถ้วยชาในมือลง หลังจากที่คาดเดาเวลาได้ว่าสมควรแก่การกล่าวลาแล้ว เพียงแต่ไม่ทันเอ่ยลาผิวน้ำในสระสกุณา์กับปรากฏระลอกคลื่น เหล่าสกุณา์ต่างแตกตื่นบินหนี เหล่าเซียนสตรีทั้งหลายต่างทะยานตัวถอยมาเพื่อสังเกตการณ์ แม้พวกนางมีอายุเพียงไม่กี่หมื่นปีแต่ก็มีความสามารถไม่น้อย ต่างจากเย่วเอ๋อร์ที่มีอายุเพียงสามพันปียามนี้ที่ทำได้จึงเพียงทะยานตัวหลบหลังเหล่าเซียนผู้อื่น
“ช่างเป็ภาระโดยแท้”
เสียงหนึ่งเอ่ยกล่าวตำหนิ เย่วเอ๋อร์เพียงถอนหายใจแ่เบา นางรู้ความสามารถของตนดีและไม่คิดอวดดีอะไร ยามนี้เบื้องหน้าปรากฏภูติมัจฉาตัวหนึ่งร่างกายครึ่งบนเป็ปลาแต่ครึ่งร่างกลับคล้ายั ยามสะบัดหางพลันเกิดคลื่นั์เข้าโจมตีเหล่าเซียนสตรีทั้งหลาย ใครที่หลบพ้นก็รอดตัวหากแต่ใครหลบไม่พ้นก็ถูกปราณที่แทรกมาทำร้ายาเ็
“หรูอี้ไปแจ้งไท่จื่อ”
ไป๋ซิงกล่าวเสียงเด็ดขาดก่อนดึงกระบี่ดาวตกของตนออกมาแล้วเข้าต่อกรกับภูติมัจฉาตรงหน้า เย่วเอ๋อร์มองดูการต่อสู้เบื้องหน้าคิ้วเรียวขมวดเป็ปม ภูติมัจฉาตัวนี้ดูแล้วคล้ายถูกบางสิ่งสะกดและควบคุม ดวงตาของมันแดงฉานหากแต่กลับเลื่อนลอย
หลังจากที่เซียนน้อยหรูอี้จากไปไม่นานบุรุษในชุดรัดกุมสีขาวสว่างก็ปรากฏกาย ทันทีที่มองเห็นสถานการณ์เบื้องหน้ามือเรียวพลันโบกสะบัดพัดในมือเกิดปราณสีขาวรุนแรงพุ่งตรงไปยังภูติมัจฉา
“หลบไป!!”
เสียงเข้มดุดันเอ่ยสั่งการ เหล่าเซียนสตรีที่ก่อนหน้าเข้าต่อกรพลันถอยหลังออกมา พัดในมือของบุรุษตรงหน้าแปลเปลี่ยนเป็กระบี่ั
“ไท่จื่อ...”
เสียงไป๋ซิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงชื่นชม ที่แท้คนผู้นี้คือไท่จื่อแห่ง์ ไม่แปลกที่รอบกายของเขาจะเปล่งประกายแห่งผู้มีบารมี
เย่วเอ๋อร์หันมาสนใจการต่อสู้เบื้องหน้า ขณะที่หางตาก็ลอบมองโดยรอบตัว หากภูติมัจฉานี้ถูกควบคุมจริง คนผู้นั้นย่อมต้องอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล
“ไท่จื่อระวังเพคะ”
เย่วเอ๋อร์หันกลับมามองการต่อสู้ขององค์ไท่จื่อ์กับภูติมัจฉาอีกครั้ง ภูติมัจฉาสะบัดหางสร้างคลื่นน้ำลูกใหญ่เข้าโจมตีองค์ไท่จื่อ์ แม้เขาจะหลบได้หากแต่ไม่ทันตั้งตัวภูติมัจฉาก็ส่งปราณขุมหนึ่งเข้าโจมตีซ้ำ เย่วเอ๋อร์ร่ายเวทย์ร่างขององค์ไท่จื่อ์พลันมาปรากฏที่เบื้องหน้านาง ดวงตาคมสบดวงตาหวานใสกระจ่างตรงหน้า แม้นางไม่ได้มีใบหน้างดงามหากแต่กลับมีดวงตาที่เปล่งประกายสะกดใจ เขากระพริบตาเรียกสติแล้วหันไปมองภูติมัจฉาที่กำลังหันมาทางเขาเพื่อโจมตีอีกครั้ง
“ภูติมัจฉาตัวนี้คล้ายถูกผู้หนึ่งควบคุม”
ไห่เทียนหยางหรี่ตาคมมองไปที่ภูติมัจฉา แต่เดิมภูติมัจฉาตัวนี้อาศัยที่สระสกุณา์มาหลายพันปีไม่เคยก่อเื่ราว เช่นนั้นที่เซียนน้อยนางนี้กล่าวอาจเป็ไปได้ สายตาคมมองไปโดยรอบก่อนที่จะสังเกตเห็นเงาสายหนึ่งหลบที่หลังต้นเหมยหมื่นปีริมสระสกุณา์ เขาตวัดกระบี่รวบรวมพลังปราณเข้าโจมตีไปที่เป้าหมายทันที เพียงแต่ก่อนที่กระบี่ัจะได้ลงมือเงาสายนั้นกลับจากไปเสียก่อน
“มารค้างคาว”
แม้ผู้เป็ไท่จื่อ์จะเอ่ยเสียงแ่เบา แต่เย่วเอ๋อร์ที่อยู่ในระยะประชิดกับได้ยินชัดเจน ดวงตากลมฉายแววสงสัยในทันที มิใช่ว่าภพมารกับ์สงบศึกกันไปแล้วหรือ
“ไท่จื่อ ทรงเป็เช่นไรบ้างเพคะ”
ไป๋ซิงและบรรดาเซียนสตรีนางอื่นเข้ามารุมล้อมไห่เทียนหยางในทันที เขาไม่ได้เอ่ยตอบหากแต่สายตาคมนิ่งกลับมองไปที่ร่างบางที่ถูกกันให้ออกห่างจากเขาไป
“ขอบใจเ้ามาก”
เย่วเอ๋อร์เพียงย่อกายรับคำชมแล้วถอยจากไป ไป๋ซิงขบกรามแน่นเมื่อครู่เป็นางที่สู้กับภูติมัจฉาจนสุดฝีมือ หากแต่ยามนี้ในสายพระเนตรขององค์ไท่จื่อกลับมองเห็นเพียงความดีของยางอัปลักษณ์ผู้นั้น ช่างน่าโมโหนัก
เย่วเอ๋อร์กลับมาทำงานที่เรือนเทพโอสถเช่นเคย นางไม่ได้เล่าเื่ราวที่สระสกุณา์ให้เทพโอสถฟัง ทำเพียงเรียนรู้สมุนไพรต่างๆตลอดจนการรักษาที่เทพโอสถเอ่ยสั่งสอนอย่างตั้งใจ
“เย่วเอ๋อร์!!”
เย่วเอ๋อร์เงยหน้าจากหม้อต้มยามองไปที่ หรูอี้เซียนน้อยที่พึ่งไปร่วมจิบชาที่สระสกุณา์ด้วยกัน
“ไป๋ซิงาเ็เ้าช่วยไปดูนางหน่อยได้หรือไม่”
“ข้าจะไปแจ้งเทพโอสถ”
“ไม่ต้อง!!”
น้ำเสียงที่ตื่นตระหนกเกินไปของหรูอี้ทำให้เย่วเอ๋อร์ขมวดคิ้วเรียวอย่างสงสัย หากแต่ไม่ทันได้ทบทวนก็ถูกอีกฝ่ายเร่งรัดด้วยท่าทีร้อนรน
“นางาเ็จากการต่อสู้ เ้าเร่งไปดูนางเถิดเดี๋ยวข้าจะแจ้งเทพโอสถให้เอง”
สุดท้ายมิรู้ว่าเพราะนางมิทันระวังหรือเพราะเป็คราวเคราะห์ เย่วเอ๋อร์จึงได้เดินทางมาที่เรือนของไป๋ซิง มือเล็กกระด่ำกระด่างทำแผลให้คนเจ็บอย่างเบามือ ไป๋ซิงมองัันั้นอย่างรังเกียจหากแต่ก็เก็บซ่อนความรู้สึกเอาไว้ในใจ ใบหน้างามยังคงยิ้มอ่อนโยน
“ขอบใจเ้ามาก จริงสิเย่วเอ๋อร์เ้าพึ่งขึ้นมาบนแดน์ เช่นนั้นวันนี้ข้าจะพาเ้าไปยังที่ที่งดงามมากที่หนึ่งเพื่อตอบแทนเ้า”
เดิมทีเย่วเอ๋อร์นั้นเอ่ยปฏิเสธ หากแต่สุดท้ายมิอาจทนการรบเร้าของคนเจ็บได้จึงยอมตามนางไป
เพียงแต่เมื่อมาถึงยังสถานที่ที่ไป๋ซิงกล่าวถึงคิ้วเรียวของเย่วเอ๋อร์พลันขมวดเข้าหากันแน่น
แดนปะาเซียนคือสถานที่ลงทัณฑ์เทพเซียนผู้กระทำผิดร้ายแรง ตรงกลางมีลานกว้างที่ยกพื้นสูงคล้ายพีระมิด หากแต่้าแทนที่จะเป็ยอดแหลมของพีระมิดกับเป็ปล่องสังหารเซียนแทน กล่าวว่าภายในปล่องสังหารเซียนมีพลังปราณรุนแรงที่สามารถทำลายดวงจิตของเทพเซียนให้แตกดับได้ ดังนั้นดินแดนนี้จึงถูกเรียกขานว่าแดนสังหารเซียน
“ไป๋ซิง นี่มิใช่แดนปะาเซียนหรือ”
“หึ!!ฉลาดเหมือนกันนี่”
เย่วเอ๋อร์มองท่าทางที่เปลี่ยนไปของสหายตรงหน้าแล้วขมวดคิ้วเรียว แขนเล็กถูกอีกฝ่ายจับเอาไว้แน่นแล้วดึงนางเดินขึ้นบันไดไป้า
“ปล่อยข้านะ ข้าไม่้าขึ้นไปกับเ้า”
“เ้าคือความอัปยศของแดน์ชั้นเซียน ข้าผู้เป็ว่าที่องค์ฮองเฮาคนต่อไปจะไม่ยอมให้์ชั้นเซียนต้องแปดเปื้อน”
เทพแห่งดวงดาวไป๋ซิง เป็หลานสาวขององค์ฮองเฮาองค์ปัจจุบัน นางคือว่าที่พระชายาในองค์ไท่จื่อ์ ตลอดหลายร้อยปีมานี้จึงได้รับการเอาใจใส่ดูแลและเคารพจากเทพเซียนผู้อื่นอยู่เสมอ นั่นจึงทำให้นางกล้ารังแกเย่วเอ๋อร์อย่างรุนแรงเช่นนี้
แขนเรียวของเย่วเอ๋อร์ถูกไป๋ซิงฉุดกระชากขึ้นบันไดไปที่ปล่องสังหารเซียน ดวงตาหวานของนางอาบไปด้วยหยาดน้ำตา สองแก้มเนียนซีดเผือดด้วยความหวาดกลัว แม้พยายามขัดขืนหากแต่ก็ไม่อาจต้านทานแรงของไป๋ซิงได้ สุดท้ายร่างของนางจึงถูกจับโยนไปที่ปล่องสังหารเซียน
ในเวลานี้เทพบุปผาเย่วเอ๋อร์มิได้คิดดิ้นรนอีก นางหลับตาลงยอมรับชะตากรรมของตน เดิมทีนางก็ไม่ควรถือกำเนิดขึ้นมาอยู่แล้ว หากชีวิตของนางจะสิ้นสุดลงในตอนนี้ก็ถือว่าคุ้มค่าแล้ว หากแต่ก่อนที่ดวงจิตของนางจะแตกดับพลันรอบตัวก็ััได้ถึงอ้อมแขนของใครสักคนที่ฉุดรั้งนางขึ้นจากดินแดนแห่งความตายนี้
สองเท้าเล็กเหยียบลงบนพื้นอีกครั้งความยินดีที่รอดจากความตายแผ่ซ่านไปทั้งอกจนขาสองข้างไร้เรี่ยวแรงต้องยึดเอากายสูงเป็ที่พักพิง
“หากแดน์ได้คนเช่นเ้าเป็ฮองเฮานั่นคือความอัปยศที่น่าอับอาย”
เย่วเอ๋อร์มองหน้าสตรีที่แสนงดงามเบื้องหน้าแล้วได้แต่หลบสายตา นางส่งสายตาอาคาตมาที่เทพบุปผาและบุรุษปริศนา ก่อนเอ่ยเสียงดุดัน
“โง่ง่มยิ่งข้าคือไป๋ซิงว่าที่ไท่จื่อเฟย เศษสวะเช่นเ้ากล้าดีอย่างไรมากล่าวกับข้าเช่นนี้”
กล่าวจบไป๋ซิงก็โจมตีบุรุษปริศนาในทันที เย่วเอ๋อร์มองเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างตื่นใ ร่างบางหมุนตัวไปรับแรงโจมตีจากไป๋ซิง จะอย่างไรคนผู้นี้ก็มีบุญคุณช่วยชีวิตนางไม่อาจให้เขาได้รับาเ็ได้
หึ!!
หึ...เพียงเสียงที่เอ่ยในคอของบุรุษปริศนา กลับทำให้ร่างของไป๋ซิงคล้ายถูกพลังมหาศาลโต้ตอบจนนางกระเด็นไปไกล นางฟุบลงกระอักเืไม่สามารถแม้แต่จะขยับตัว
ยามนี้อย่าว่าแต่ขยับตัวเลย แค่หายใจเย่วเอ๋อร์เองยังห่วงว่านางจะทำได้หรือไม่ บุรุษผู้นี้เป็ใครกันเหตุใดจึงมีพลังโจมตีที่รุนแรงถึงเพียงนี้ เขาปล่อยนางออกจากอ้อมแขนแล้วหายตัวไปในพริบตา หากไม่เห็นร่างของไป๋ซิงที่นอนสลบอยู่เย่วเอ๋อร์คงคิดว่าเมื่อครู่นางแค่ฝันไป
หลายวันต่อมาบน์ชั้นฟ้าก็มีเื่ราวให้ตื่นตระหนกครั้งใหญ่ มีข่าวว่าเทพแห่งดวงดาวไป๋ซิงถูกปลดจากเทพเซียนชั้นสูง ลดขั้นเป็เทพเซียนชั้นต่ำ และโดนเนรเทศไปสำนึกตนที่เหวไร้เงา เพราะนางเผลอไปล่วงเกินเทพจูเชว่
เพียงแค่ได้ยินข่าวนี้เย่วเอ๋อร์ก็รู้ได้ในทันทีว่าบุรุษปริศนาที่แม้แต่ใบหน้านางก็ไม่ทันเห็นนั้นคือ เทพจูเชว่นั่นเอง