บทที่ 8 – เส้นทางแห่งกลิ่นชา
สายลมยามเช้าของเมืองซางอวิ๋น พัดพาไอหมอกจาง ๆ ลอยเลียบสันหลังคาเรือนน้ำชา ตะวันแรกยังไม่ทันไต่พ้นยอดไม้ เสียงเตาไฟและกลิ่นควันอ่อน ของการคั่วใบชาก็ลอยฟุ้งในอากาศ
ฉู่เหยียนยืนเงียบ ๆ อยู่ใต้ชายคาโรงคั่วชาแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากเรือนใหญ่ของคหบดีซ่ง สายตาเขาจับจ้องขั้นตอนที่ชายชราสองคนกำลังโรยใบชาลงกระทะร้อนแล้วใช้มือตะล่อมคั่วด้วยจังหวะสม่ำเสมอ กลิ่นหอมของใบชาอ่อน ๆ คล้ายแตะลึกเข้าไปถึงในอกอย่างบอกไม่ถูก
“นายท่าน ดูจะสนใจวิธีคั่วชาไม่น้อยนะขอรับ” เฉินไป๋กล่าวพลางยื่นถ้วยชาเล็กให้
ฉู่เหยียน ยื่นมือรับมาแล้วลองจิบช้า ๆ แล้วพยักหน้า “รสชาตินี้…สะอาดและแน่น รากกลิ่นไม่จัดแต่กลับติดลิ้นได้นานนัก”
เขาเหลือบตามองชายชราที่กำลังเทใบชาที่คั่วเสร็จลงบนผ้าขาวด้วยมืออันสั่นคลอนเล็กน้อย ก่อนเอ่ยกับเฉินไป๋ด้วยน้ำเสียงที่ต่ำลงว่า “โรงคั่วเล็ก ๆ เช่นนี้ หากข้าได้สิทธิในโรงคั่วและคนของเราควบคุมเส้นทางการค้า จะได้เคลื่อนไหวสะดวกยิ่งขึ้น”
“นายท่านหมายถึง?” เฉินไป๋ขมวดคิ้วเล็กน้อย
“ใช้โรงคั่วและโรงชาเป็เครือข่ายจัดเก็บข่าว และส่งผ่านของที่้าโดยไม่ต้องผ่านตาใครมากนัก” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
เฉินไป๋พยักหน้าเบา ๆ สีหน้ารับทราบในการตัดสินใจของผู้เป็นาย
บ่ายวันเดียวกัน ซ่งเหยาเดินเข้ามายังลานหลังเรือน พบร่างสูงในชุดเรียบที่คุ้นตายืนอยู่ใต้ต้นเหมยที่เริ่มผลิกลีบแรกของปี นางแปลกใจเล็กน้อยที่เขาอยู่ที่นี่คนเดียว
“ท่านมาที่นี่ได้อย่างไรกันเ้าคะ?” ซ่งเหยาถามด้วยน้ำเสียงครึกครื้นเล็กน้อย
ฉู่เหยียนหันมามองแล้วยิ้มบาง “ข้ามาคุยเื่ชากับนายท่านซ่ง พอดีเลย เ้าช่วยข้าชิมชานี้หน่อยได้หรือไม่?”
“หืม? ข้าไม่ใช่ผู้ที่ชำนาญเื่นี้นะเ้าคะ” นางหัวเราะเบา ๆ แต่ก็รับถ้วยชาที่เขายื่นมาอย่างไม่อิดออด กลิ่นหอมบางคล้ายดอกไม้ป่าผสมกลิ่นไม้แห้งลอยขึ้นแตะจมูก นางลองจิบแล้วตาโตขึ้นเล็กน้อย
“รสชาตินี้ ไม่ใช่ของดั้งเดิมที่สกุลซ่งเราปรุงไว้ใช่หรือไม่เ้าคะ?”
“ถูกต้อง” เขาตอบเรียบ ๆ “เป็ใบชาที่ข้าส่งมาจากทางฝั่งเส้นทางตะวันตกเฉียงเหนือ ข้าอยากทดสอบรสชาติและความสนใจของที่นี่”
ซ่งเหยามองเขานิ่ง ๆ อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มออกมา “ท่านดูมีแผนการไม่น้อยเลยนะเ้าคะ”
ฉู่เหยียนไม่ตอบ หากแต่เพียงจิบชาต่อเงียบ ๆ รอยยิ้มที่มุมปากยังคงอยู่อย่างอ่อนโยนแต่ลึกลับ
นางเอียงคอเล็กน้อย ดวงตากลมใสทอดมองแผ่นหลังเขา ก่อนจะเอ่ยเบา ๆ “แล้วท่านคิดอยู่ที่ซางอวิ๋น นานสักเท่าไรหรือเ้าคะ?”
เขาเงียบไปนิดหนึ่ง ก่อนตอบด้วยเสียงนุ่มทว่าเจือความหนักแน่น
“ตราบเท่าที่ข้ายังมีเหตุผลให้ต้องอยู่”
“แล้วหากวันหนึ่งไม่มีเหตุผลนั้นเล่า?” นางถามพลางหัวเราะคล้ายหยอกล้อ แต่ดวงตากลับหลุบต่ำลงราวไม่กล้าสบตา
“ข้าก็จะสร้างเหตุผลใหม่ให้ได้อยู่ต่อไป” เขาตอบเสียงเบาทว่าตรง
ซ่งเหยาหัวเราะเบา ๆ อย่างขัดเขิน ดวงหน้าขึ้นสีระเรื่อโดยไม่อาจห้ามตนเองได้ ก่อนจะเบือนหน้าไปทางต้นเหมย
“ข้าว่าใบชาที่ท่านชงวันนี้ เหมือนรสชาติจะหวานกว่าทุกวันเลยเ้าค่ะ”
ฉู่เหยียนยกถ้วยขึ้นพลางเอ่ยเบา ๆ “หรือบางทีอาจเป็เพราะบรรยากาศเลยทำให้รสชาติมันหวาน”
เสียงลมพัดผ่านกลีบเหมย เสียงหัวเราะของสตรีเบาบางคล้ายจะหลอมละลายอยู่ในแสงยามเย็นที่เริ่มอ่อนลง
ค่ำวันนั้น คหบดีซ่งนั่งลงใต้โคมไฟในห้องหนังสือ เงาของเปลวตะเกียงเต้นไหวอยู่บนจดหมายที่เขาเพิ่งคลี่ออกอ่าน ข้อความจากเมืองหลวงส่งตรงจากเหวินจ้าว อัครเสนาบดีผู้เรืองอำนาจแห่งราชสำนัก
“ข้าได้ฝากเหยาเอ๋อร์ไว้กับสหายอย่างเ้าแล้ว ย่อมไว้ใจให้เ้าจัดการตามเห็นสมควร เด็กน้อยผู้อาภัพโชควาสนา นางเป็เด็กดี หากพบผู้ที่มอบความสุขให้นางได้และสหายเห็นว่าคู่ควรเหมาะสมรบกวนจัดการทุกอย่างนางแทนข้าด้วย”
ถ้อยคำในจดหมายนั้นราบเรียบแต่แฝงความหมายบางอย่าง ราวกับเป็การตัดขาดความสัมพันธ์ฉันครอบครัวกับบุตรสาวอย่างนุ่มนวล คหบดีซ่งพับจดหมายเก็บไว้ช้า ๆ ก่อนจะยกชาอุ่นขึ้นจิบ ยิ้มจางอย่างแฝงความคิดลึกอยู่ในใจ
รุ่งเช้าวันต่อมา ฉู่เหยียนได้รับเชิญให้เข้าร่วมชมโรงคั่วชาอย่างเป็ทางการ มีพ่อบ้านของจวนสกุลซ่งและผู้ดูแลโรงคั่วนำทางโดยละเอียด
“นายท่านฉู่ ขอรับ ” พ่อบ้านกล่าวด้วยท่าทีเคารพ
“ท่านคหบดีให้ข้ามาเรียนท่านว่า หากท่านประสงค์จะเริ่มทำการค้าในสายการผลิตชาในเมืองนี้ ท่านสามารถเริ่มจากโรงคั่วเล็กทางตะวันตกของจวนก่อนก็ได้ขอรับ” ฉู่เหยียน รับคำด้วยท่าทีสุภาพแต่ภายในกลับยิ้มลึก หมากเริ่มวางลงเรียบร้อยแล้ว
ยามบ่ายวันเดียวกันนั้น ซ่งเหยาเดินเข้าไปในห้องเก็บใบชาเพื่อหาของบางอย่าง สตรียังไม่รู้เลยว่าเส้นทางที่ตนก้าวเดินเข้าไปนั้นกำลังนำพาหัวใจไปในเงาแห่งกลิ่นชาอย่างช้า ๆ และแเี