“ฝ่าบาท กระผมคิดว่าพวกเราควรชิงบุกก่อนที่พวกเขาจะทันได้ตั้งตัวนะ ฝ่าบาท” ชายวัยกลางคนแต่ผมขาวทั้งหัวกล่าว
“ไม่ได้นะท่านเจ้ากรมกลาโหม ลูกธารารินทร์อยู่ในมือของพวกเขา หากพวกเราทำอะไรพลาดไป ชีวิตของเธออาจไม่ปลอดภัย” พระราชินีไม่เห็นด้วยกับความคิดของเจ้ากรมกลาโหมคนใหม่
“กระผมคิดว่าเราควรเริ่มจากการจับผอ.ของโรงเรียนต้นสังกัดของอดีตองครักษ์ธัญญ่าเดี๋ยวนี้นะครับ” ชายหนุ่มหัวโล้นเสนอความคิด เขาดูขุ่นเคืองขณะพูด “เขาทำให้กรมมหาดไทยต้องเสื่อมเสียชื่อเสียง”
“ไร้สาระน่า เจ้ากรมมหาดไทย ผอ.ของโรงเรียนทหารวารีมนตราใช่ว่าเขาจะรู้ได้สักหน่อยว่าใครจะเป็นสายลับแฝงตัวมา ถ้ารู้เขาจะเรียกว่าสายลับหรือยังไง?” พระราชาพูดพร้อมหรี่ตามองเหล่าขุนนางและข้าราชการในท้องพระโรงแล้วพูดต่อว่า “จนถึงตอนนี้ ฉันเองยังไม่ถือว่าองครักษ์ธัญญ่าเป็นกบฏจริง ๆ”
“ท่านพี่หมายความว่ายังไงคะ? ก็เห็น ๆ กันอยู่ว่าเธอเป็นคนลักพาตัวลูกธารารินทร์ไป ในกระจกถ่ายทอดก็ถ่ายให้เห็นสิ่งที่เธอทำลงไป” พระราชินีไม่เข้าใจสิ่งที่สามีตัวเองพูดออกมา เธอเชื่อในสิ่งที่ตาเห็นมากกว่า ทุกคนในท้องพระโรงก็เห็นด้วยกับพระราชินี มันมีสิ่งใดที่ทำให้พระราชาของพวกเขาเชื่อเช่นนั้น
“ถ้าทุกคนสังเกตให้ดีตอนที่จอมพลแห่งกองทัพศิขาแถลงการณ์การณ์” ทุกคนกำลังตั้งใจฟังสิ่งที่พระราชาพูดต่อไป “ทั้งที่พวกเขาจับลูกสาวของเราไปได้แล้ว แต่เขายังต้องการคนทรงกษาปณ์มีนอยู่”
หลังพระราชาพูดจบ หลายคนตาเป็นประกายขึ้นมา แต่ก็ยังมีหลายคนที่ไม่เข้าใจ โดยเฉพาะคนที่ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์การก่อกบฏของสามเจ้ากรมอย่างเจ้ากรมกลาโหมและเจ้ากรมมหาดคนใหม่
“แล้วมันเกี่ยวอย่างไรกับอดีตองครักษ์ธัญญ่าด้วย เธอก็อาจไม่รู้เหมือนกันก็ได้ว่าเจ้าหญิงเป็นคนทรงกษาปณ์มีนของพวกเรา” เจ้ากรมมหาดไทยโต้แย้ง เขาดูไม่ค่อยพอใจกับธัญญ่าอย่างจริงจัง
“เกี่ยวสิ เกี่ยวมากด้วย เพราะองครักษ์ธัญญ่ารู้เป็นอย่างดีว่าลูกธารารินทร์เป็นคนทรงกษาปณ์มีน” หนนี้พระราชินีพูดแก้ต่างให้กับธัญญ่าอย่างตื่นเต้น
แต่ดูเหมือนเจ้ากรมมหาดไทยจะยังไม่เชื่อนัก เขายังคงหาข้อมาแย้งเพิ่ม “เธออาจรู้จักกับผู้หญิงที่ชื่อปลายฝน ส่วนกับเจ้าหญิง เธออาจแค่เคยได้ยินมาเหมือนพวกกระผม เธอจึงไม่มั่นใจนัก ดังนั้นเธอจึงไม่กล้ารายงานต่อผู้บัญชาการศัตรูก็เป็นได้ ตอนนี้อาจเหลือแค่เพียงเวลาเท่านั้นที่ศัตรูจะรู้ถึงตัวตนของเจ้าหญิง กระผมคิดว่าพวกเราต้องรีบคิดทำอะไรก่อนที่จะสายเกินไป”
ทันทีที่เจ้ากรมมหาดไทยพูดจบ เกิดเสียงอื้ออึงไปทั้งท้องพระโรง เกิดการถกเถียงกันเกิดขึ้นมากมาย ทั้งวิพากษ์วิจารณ์ธัญญ่า หาคิดว่าควรจะทำอย่างไรต่อดี แต่ทั้งหมดล้วนกังวลถึงความไม่ปลอดภัยต่อตัวเองกันเสียมากกว่าที่จะเป็นห่วงอาณาจักรและปลายฝน
“ตอนนี้ยังไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น” เสียงของพระราชาทรงอำนาจจนทำให้เสียงถกเถียงกันภายในท้องพระโรงหยุดลง พระราชาพูดต่อด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “องครักษ์ธัญญ่า ฉันเคยส่งเธอไปร่วมทำภารกิจกับเจ้าหญิงธารารินทร์มาหลายครั้ง และลูกธารารินทร์ก็เคยอัญเชิญอสูรจักรราศีมีนออกมาต่อหน้าองครักษ์ธัญญ่ามาแล้ว เพราะเช่นนั้นช่วยกรุณาหยุดสงสัยในตัวองครักษ์ธัญญ่าลงเสียก่อน”
พระราชาหยุดพูดชั่วขณะ และก่อนที่ใครจะได้แทรกขึ้นมา เขาก็พูดต่อว่า “เพราะฉะนั้นการที่ศัตรูยังไม่รู้ตัวว่าเจ้าหญิงธารารินทร์และปลายฝนคือคนคนเดียวกัน นั่นแสดงว่าองครักษ์ธัญญ่าได้ซื้อเวลาให้กับพวกเราถึงสามวันหรือจะบอกว่าอีกสองวันก็ได้ ซึ่งนั่นเธอทำได้สำเร็จแล้ว และฉันขอบอกว่าด้วยการกระทำบางอย่างที่องครักษ์ธัญญ่าได้กระทำลงไป มันทำให้ฉันได้ส่งทีมช่วยเหลือลูกสาวของฉันเข้าไปแทรกซึมในอาณาจักรศิขาก่อนที่พวกเขาจะรู้ตัว ดังนั้นตอนนี้ขอให้ทุกคนอยู่ในความสงบและรอคำสั่งต่อไป โดยเฉพาะเจ้ากรมกลาโหม ได้โปรดเตรียมกองทัพให้พร้อม เผื่อหากที่สุดแล้วสงครามชี้เป็นชี้ตายกับศิขามันต้องเกิดขึ้นจริง ๆ”
“ถ้าเป็นอย่างที่ฝ่าบาทบอกจริง” เจ้ากรมมหาดไทยนึกบางอย่างออก เขาจึงเสนอมันออกมาว่า “เราควรจะเตรียมปลายฝนอีกคนไว้ให้พวกเขาด้วยดีไหม? ฝ่าบาท”
“ก็อาจจะ...” พระราชาหรี่ตามองทุกคนพร้อมขบกรามเพื่อคิด