กลับถึงบ้านเว่ยมู่ลินก็เล่าเื่ที่ตนพบเจอให้มารดาฟังอย่างละเอียด
“ท่านแม่คิดว่าเราควรทำอย่างไรดีเ้าคะ เพราะหากปล่อยเอาไว้ตรงนั้นเขาต้องแย่แน่เลยเ้าค่ะ ”
“เ้าไม่คิดว่าเขาจะเป็คนไม่ดีหรือลินเอ๋อ หากเขาทำร้ายพวกเราจะทำอย่างไร” เว่ยยู่ซินเอ่ยกับบุตรสาว
“ ก็กลัวเ้าค่ะ แต่เห็นแล้วไม่ช่วยก็กลัวว่าจะใจร้ายเกินไป หรือหากเขาคิดร้ายกับผู้มีพระคุณอย่างเราข้าจะทุบเขาด้วยเ้านี่เองเ้าค่ะ” มู่ลินเอ่ยพร้อยทั้งยกมีดทำครัวขึ้นให้มารดาดู
”เอาเถอะ! ปล่อยคนคนนึงให้ตายไปโดยที่เราสามารถช่วยได้แต่กลับไม่ช่วย มันก็คงรู้สึกไม่ดีจริงๆนั้นแหละ งั้นเราก็ไปช่วยกันเอาเขาลงจากเขามาพักที่นี่ก่อนแล้วกัน“ หลังจากนั้นสองแม่ลูกจัดเตรียมข้าวเดินขึ้นเขาไปยังจุดที่ชายคนนั้นนอนสลบอยู่ เสิ่นจินหยางรู้สึกตัวแต่ไม่สามารถขยับตัวได้เพราะเขาถูกวางยาสลายกำลัง ได้นอนฟังในสิ่งที่สองแม่ลูกพูดคุยกัน
“เอายังไงดีเ้าคะท่านแม่ ข้าว่าเราแบกเขาลงจากเขาไม่ไหวแน่ ตัวใหญ่ขนาดนี้แถมตรงจุดนี้ยังค่อนข้างไกลอีกด้วย”เว่ยมู่ลินถามความคิดเห็นจากมารดา
“แม่ว่าเอาอย่างนี้ดีหรือไม่ เราลองมองหาถ้ำหรือที่สามรถพักแรมเพื่อจุดไฟให้ความอบอุ่นเสียก่อน หากปล่อยไว้อยากนี้ดูจากาแแล้วเขาจะจับไข้เอาได้” ยู่ซินเสนอความคิด
“งั้นท่านแม่เฝ้าเขาอยู่ตรงนี้นะเ้าคะ ข้าจะเดินดูรอบๆเผื่อมีสักที่ที่สามารถพักได้ หากเขาตื่นขึ้นมาแล้วดูท่าไม่ดีท่านฟาดเขาด้วยนี่เลยนะเ้าคะ”มู่ลินเอ่ยพร้อมยื่นมีดให้มารดา เฉิ่นจินหยางที่ฟังอยู่ได้แต่ขมวดคิ้วเขาหากันพรางคิดในใจ ‘นี่เราหน้าโหดเหมือนโจรไม่น่าไว้ใจขนาดนั้นเลยหรอ แต่ก็พอเข้าใจได้แหละเพราะพวกนางก็เป็ผู้หญิง’
”เ้าไปเถอะแม่อยู่ได้ ระวังตัวด้วย“
มู่ลินออกสำรวจรอบๆ ก็พบกับซอกหินคลายถ้ำเล็กๆที่พอจะกันลมกันฝนได้สักหน่อย จึงเดินกลับมาหามารดาเพื่อช่วยกันพาชายคนนั้นเข้าไปพักในถ้ำ
”ตัวหนักมาก หวังว่าเมื่อท่านรู้สึกตัวมาแล้วจะไม่คิดร้ายกับพวกเรานะ“มู่ลินเอ่ยหลังจากพาชายคนนั้นเข้ามาพักในถ้ำ จัดแจงจุดไฟเพื่อความอบอุ่น และนึกขึ้นได้ว่าตนทิ้งตะกร้ามันหวานไว้ที่ตีนเขาจึงเอ่ยกับมารดาว่าตนจะลงเอาตะกร้ามัน หลังจากมู่ลินเดินจากไป ยู่ซินที่อยู่ในถ้ำก็เอ่ยกับชายที่าเ็ ข้าจะทำแผลให้นะเ้าค่ะ แต่ก่อนอื่นข้าต้องถอดเสื้อคลุมท่านออกก่อน เดี๋ยวไอเย็นจะทำให้ท่านเป็ไข้เอาได้ เว่ยยู่ซินที่ง่วนกับการถอดเสื้อคลุมและทำแผลไม่รู้เลยว่าคนที่แกล้งหลับมาตลอดกำลังจับตาดูทุกการกระทำของนาง หลังจากทำแผลเสร็จเว่ยยู่ซินก็นำเสื้อคลุมไปผึ่งไฟให้แห้งเพื่อจะได้นำมาห่มให้ชายที่าเ็
“ท่านแม่เขาเป็อย่างไรบ้างเ้าคะ?”
เว่ยยู่ซินหันไปตามเสียงแล้วเอ่ยตอบบุตรสาว
“แม่จัดการใส่ยาที่แผลให้หมดแล้วล่ะ ถ้าไม่มีไข้พรุ่งนี้ก็น่าจะฟื้นนะ”
“งั้นข้าจะทำมันย่างไว้ให้เขาแล้วกันเผื่อตื่นขึ้นมาจะหิวเอาได้ นี่ก็ใกล้มืดแล้วเดี๋ยวเราก็คงต้องกลับลงจากเขากับแล้ว” เว่ยมู่ลินพูดพร้อมกับลงมือย่างมันหวานที่ตนแบกมา
“เอาไว้พรุ่งนี้ข้าค่อยต้มยาแล้วขึ้นมาดูเขาตอนเช้าแล้วกัน แต่ก่อนกลับข้าจะตัดไม้หาอะไรมาปิดปากถ้ำเสียหน่อยเผื่อมีสัตว์ป่าเข้ามา“ เว่ยยู่ซินพยักหน้าเห็นด้วยกับบุตรสาว เพราะไม่สามารถแบกชายคนนี้ลงเขาได้ก็คงต้องช่วยเท่าที่ช่วยได้
”งั้นเ้าไปตัดกิ่งไม้เถอะ เดี๋ยวมันนี้แม่จัดการเอง“ หลังจากจัดหารทุกอย่างเรียบร้อยสองแม่ลูกก็เตรียมตัวจะกลับบ้าน มู่ลินจึงเอ่ยกลับชายที่นอนสลบอยู่ข้างกองไฟ
“ข้ากับท่านแม่ช่วยได้เท่านี้จริงๆ หวังว่าท่านจะยังมีลมหายใจไปจนถึงพรุ่งนี้เช้านะเ้า พรุ่งนี้ข้าจะต้มยามาให้แต่เช้า” จากนั้นก็เดินทางกลับบ้านพร้อมมารดา หลังจากสองแม่ลูกจากไปเฉิ่นจินหยางก็ลืมตาขึ้น จิตใจห่อเหี่ยวเล็กน้อยที่แม่นางที่ช่วยเหลือตนนั้นแต่งงานมีลูกแล้ว เพราะใบหน้าของนางค่อนข้างติดตาตรึงใจสำหรับเขา แต่จะทำอย่างไรได้ล่ะ อายุขนาดนี้ก็เป็ธรรมดาที่จะต้องมีครอบครัวแล้ว เพราะคงมีแค่เขากะมังที่อายุจะสี่สิบแล้วแต่ยังไม่แต่งภรรยา คิดได้ดังนั้นจึงข่มตาหลับอีกครั้งเพื่อฟื้นฟูร่างกาย
เช้าต่อมามู่ลินกลับมาพร้อม กับยาและข้าวต้มของบุรุษนิรนามที่อยู่ในถ้ำ มู่ลินเปิดกิ่งไม้เข้าไปในถ้ำมองดูคนที่กำลังนอนอยู่ จึงถามเผื่อว่าคนที่นอนอยู่จะรู้สึกตัวแล้ว
“ท่านตื่นหรือยังข้าวนำข้าวต้มกับยามาให้” คนที่นอนอยู่ลืมตาตื่นขึ้น
“เ้าคือคนที่ช่วยข้าหรือแม่หนู” เฉิ่นจินหยางเอ่ยถามทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าแม่นางน้องคนนี้กับมารดาของนางเป็คนที่ช่วยเขาไว้เมื่อวาน
“ข้ากับท่านแม่ช่วยท่านไว้เมื่อวาน ตอนนี้ท่านรู้สึกอย่างไรบ้าง ้าให้ข้าติดต่อครอบครัวหรือคนรู้จักของท่านหรือไม่” เว่ยมู่ลินคิดว่าหากเขายังไม่ดีขึ้นคงอยากให้ติดใครสักคนเพื่อขอความช่วยเหลือ
“ท่านกินข้าวก่อนเถอะ แล้วเดี๋ยวจะได้กินยา”
เฉิ่นจินหยางพยายามพยุงตัวนั่ง
“เ้าไม่กลัวข้าหรือ?” เห็นมู่ลินนั่งมองมาที่เขาจึงอดถามไม่ได้
“ก็กลัว แต่เห็นคนใกล้ตายจะไม่ช่วยได้อย่างไร” มู่ลินตอบกลับ
“ข้าชื่อมู่ลิน แซ่เว่ย ท่านเรียกข้าว่ามู่ลินก็ได้ ส่วนแม่ข้าชื่อเว่ยยู่ซิน แล้วท่านจะให้ข้าเรียกท่านว่าอย่างไร?“ มู่ลินเอ่ยถาม
เฉิ่นจินหยางนิ่งคิดครู่นึง
‘แปลกนางเอ่ยถึงแค่มารดาแต่ไม่เอ่ยถึงบิดาสักคำ หากเป็ครอบครัวข้ามีหรือจะปล่อยบุตรสาวและภรรยามาช่วยคนแปลกหน้าตามลำพัง’ เว่ยมู่ลินเห็นเฉิ่นจินหยางเงียบไปจึงเอ่ย
“หวังว่าท่านจะไม่คิดร้ายกับเราสองแม่ลูกหรอกนะ เพื่อเห็นแก่ที่เราช่วยชีวิตท่านไว้” เมื่อได้ยินดังนั้น เฉิ่นจินหยางจึงกล่าวตอบ
“ข้าจะคิดร้ายกับผู้มีพระคุณได้อย่างไร เพียงแต่ข้าจำไม่ได้ว่าตัวเองชื่อแซ่อะไรจึงได้พยายามนึก” เฉิ่นจินหยางกล่าว อย่างเขาก็ต้องใช้เวลาอีกหลายวันกว่ายาสะลายกำลังจะหมดฤทธิ์ ฉนั้นตอนนี้แกล้งทำเป็ความจำเสื่อมและอยู่ที่นี่ไปก่อนน่าจะปลอดภัยที่สุด
“ท่านจำอะไรได้บ้าง ก่อนหน้าที่จะาเ็ หรือว่าาเ็ได้อย่างไร?“
“_”
เฉิ่นจินหยางทำเพียงส่ายหน้า
“ท่านกินข้าวกินยาก่อนแล้วกัน แล้วค่อยๆคิด”
หลังจากเฉิ่นจินหยางดื่มยาเสร็จ เว่ยมู่ลินก็เอ่ยถามอีกครั้ง
“ท่านพอจะเดินไหวหรือไม่ เพราะข้าคิดว่าท่านคงไปให้หมอตรวจเสียหน่อย เพราะยาที่ท่านเพิ่งทานไปก็เป็เพียงสมุนไพรที่ข้าเก็บมาจากูเาเท่านั้น หากท่านพอจะเดินไหวก็เดินลงไปที่บ้านข้าด้วยกัน แล้วเดี๋ยวจะไปเรียกท่านหมอมาตรวจ” เว่ยมู่ลินนึกสงสารเพราะคิดว่าเฉิ่นจินหยางนั้นความจำเสื่อมจริงๆ
“ข้าพอมีแรงเดิน แต่คงใช้เวลาสักหน่อยกว่าจะเดินถึงตีนเขา เ้าพาข้ากลับบ้านด้วยเช่นนี้พ่อเ้าจะไม่ว่าเอาหรือ?” เฉิ่นจินหยางเอ่ยเข้าประเด็นที่เขาอยากรู้
“พ่อข้าหรือ! ไม่รู้ว่าเขาจะว่าหรือไม่เพราะั้แ่เกิดมาข้าก็ไม่เคยเห็นหน้าเขา แต่ถ้าอีกเดี๋ยวเจอหน้าเขาข้าจะถามเขาแล้วกันว่าเขาจะว่าอะไรข้าหรือไม่ที่ข้าพาท่านกลับบ้าน”เว่ยมู่ลินยิ้มหยัน พอเฉิ่นจินหยางได้ยินเช่นนั้นใจที่เคยห่อเหี่ยวเมื่อวานก็กลับมาเบิกบานอีกครั้ง หลังพูดคุยกันสักพักมู่ลินก็พาเฉิ่นจินหยางเดินมุ่งหน้ากลับบ้าน