นิ้วเรียวยาวบนมือข้างขวาควงปากกาลูกลื่นไปมาอย่างคล่องแคล่วทั้ง ๆที่เ้าตัวนั่งใจลอยมองออกไปนอกหน้าต่างที่เปิดรับแสงอาทิตย์อันอบอุ่นในยามสาย
“เฮ้อออ”
เสียงถอนหายใจดังขึ้นอีกรอบเรียกความสนใจจากบุคคลที่อยู่ในห้องเดียวกัน เขาหันมองมายังเธอที่นั่งควงปากกาไปมาอย่างใจลอยั้แ่เขาเข้ามาถึงเมื่อความอดทนในการห้ามใจไม่ให้สงสัยหมดลงเขาเดินเข้ามาทางด้านหลังพร้อมกับโยกเก้าอี้ไม้ที่เธอนั่งอยู่เล่นเอาคนใจลอยในตอนนี้เปลี่ยนเป็ใจหายใจคว่ำแทน
“เฮ้ย! ใหมดเลย”
เธอหันมามองค้อนใส่เขายังไม่ทันที่เขาจะได้เอ่ยถามข้อสงสัย สาวเ้าก็สาดสกิลปากดีสวนขึ้นมาก่อน
“เล่นบ้าอะไรของนายเนี่ยเดี๋ยวปั๊ดถีบส่งให้เลย”
ปากดีตลอดเพราะปากดีแบบนี้ ถึงได้ควรโดนสั่งสอนมารยาทหลาย ๆ รอบ
ถึงแม้ในใจจะคิดแบบนั้นแต่ก็อดยิ้มกับท่าทางหัวร้อนง่าย หายเร็วของคนตรงหน้าไม่ได้อยู่ดี
“เอ้ามีอะไรก็ว่ามา มัวแต่ยิ้มอยู่นั่นแหละ อมน้ำลายอยู่หรือไงถึงไม่พูดสักทีฉันไม่ได้ว่างให้นายตลอดหรอกนะ เวลาเสียทำมาหากิน”
“ไม่ว่างที่ว่าคือนั่งควงปากกาเล่นน่ะหรอ”
“นี่นายดูถูกสกิลควงปากกาของฉันรึไงดูซะก่อนว่ามันไม่ได้ทำได้ง่ายอย่างที่คิดนะ”
ไม่ว่าเปล่าเ้าตัวตบโต๊ะข้างหน้าไปหนึ่งฉาดแล้วโชว์สกิลควงปากกาได้อย่างคล่องแคล่วสมคำคุยโม้
“เชื่อก็เชื่อแล้วเธอกำลังจะเขียนจดหมายอะไรหรอ”
หลังจากที่เห็นกระดาษขาวไร้เส้นหลายแผ่นวางอยู่พร้อมกับซองใส่จดหมายที่วางไว้อย่างไม่เป็ระเบียบ เขาก็พอจะเดาได้ว่าเธอกำลังจะทำอะไร
“ยุ่งน่า”
คำพูดกวนบาทาที่ส่งออกมาอย่างไม่ตั้งใจเรียกน้ำโหคนฟังถึงกับหันมองพร้อมส่งสายตาไม่พอใจปนดุ เล่นเอาคนปากดีรีบแก้ตัวไม่ทัน
“ล้อเล่นนนอย่าทำท่าโมโหฉันสิ”
“ทำไม”
“เพราะว่าฉันก็พร้อมด่านายคืนเหมือนกัน”
สมกับเป็เธอเหมือนจะดีได้ แต่ก็ไม่ถึงนาทีหรอก
“ตั้งใจจะเขียนจดหมายตามที่เคยพูดกันไว้น่ะ”
“จดหมาย ส่งไปให้คนนั้นที่นั่นน่ะหรอ”
พอการสนทนาเริ่มมีสาระขึ้นมาคนเปิดประเด็นก็เริ่มถามตามที่สงสัย ในขณะที่คนตอบกลับทำท่าไม่มั่นใจส่อแววกังวลใจออกมาอย่างไม่ปิดบัง
“คงทำนองนั้นแหละ”
“แล้วมีอะไรรึเปล่า”
เธอเงยหน้าสบตาของเขาเขายังมองเธอออกเสมอ ไม่ว่าเธอจะไม่สบายใจแค่ไหน หรือเป็เพราะว่าเธอเป็พวกปิดบังสีหน้าไม่เก่งอยู่แล้วกันแน่เหมือนกับที่หมอนั่นเพื่อนสนิทของเธอเคยพูดไว้
“ฉันยังคิดไม่ออกน่ะสิว่าควรเริ่มจากตรงไหนดี”
“หืม??”
“คือเื่บางเื่มันเกิดมาั้แ่สี่ห้าปีก่อนแต่ฉันพึ่งมารู้ความจริงเมื่อไม่กี่ปีก่อน แล้วไหนจะเื่ที่พึ่งเกิดขึ้นไปฉันควรเรียงจากไหนไปไหนดี หรือฉันควรเขียนแทรกอะไรยังไงดี”
“ใจเย็นๆ เื่แค่นี้เอง”
เมื่อเห็นคนตรงหน้าเริ่มทำท่าสติแตกบ่นพล่ามไปเรื่อย เขาก็ม้วนกระดาษเคาะหัวเธอเบา ๆ พอให้เรียกสติแต่ถ้าหากยังพูดไม่รู้เื่คงได้เคาะแรงกว่านี้แน่
“เธอก็เขียนเื่ตามที่เธอได้รับรู้สิ”
“หมายความว่าไงเห็นแบบนี้ฉันก็มีมุมโง่นะ”
ก็ไม่ใช่สิ่งที่มองยากสักหน่อยเขากล่าวในใจ
“ก็เขียนลำดับไปตามสิ่งที่เธอพบเจอเล่าเื่ที่เกิดขึ้นกับเธอ รับรู้อันไหนก่อนก็เขียนอันนั้นลงไป”
เท่านั้นเองสาวน้อยก็ทำท่าเห็นแจ้งรู้ซึ้งในรสพระธรรมส่งสายตาปริบๆให้เขา เล่นเอาทำตัวไม่ถูก ทำได้เพียงกระแอมแก้เขินเบนสายตาไปมองอย่างอื่น แบบไม่มีพิรุธ
“เข้าใจล่ะทำไมฉันถึงนึกไม่ออกเลยนะ แล้วฉันควรเริ่มจากเหตุการณ์ไหนก่อนดีล่ะ”
โธ่ ไอ้ที่พูดไปเมื่อกี้ไม่ได้ช่วยให้เธอได้คำตอบเลยหรือไงนะ
เขาตัดพ้อในใจอย่างปลงอนาถพร้อมมองเธอที่กลับไปนั่งที่เดิม แล้วเริ่มหยิบกระดาษมาพิจารณามือเรียวเล็กเริ่มควงปากกาไปมาอีกครั้งแต่สีหน้าท่าทางในตอนนี้กลับไม่เหมือนคนใจลอยอย่างในตอนแรกคิ้วเรียวขมวดเข้าหากันเล็กน้อย แววตามุ่งมั่นเหมือนกำลังจะคิดอะไรดีๆออก
มือเล็กจับปากกาลูกลื่นกดลงบนกระดาษแล้วเริ่มเขียนจดหมายด้วยความตั้งใจท่าทางมุ่งมั่นในแบบของเธอนั้นเรียกเอารอยยิ้มบางปรากฎขึ้นบนใบหน้าของคนแอบมองที่พึ่งบ่นในใจให้เธอไป
ฉันกำลังตก
ฉันกำลังล่องลอยในอากาศ
และอีกไม่นานคงเละบนพื้นแน่ๆ
ฉันกำลังตก!!!
ความคิดชุดแรกที่ลอยแวบเข้ามาในหัวแซมปกติก็ไม่มีสติอยู่แล้ว ยิ่งในสถานการณ์นี้แล้วด้วย บอกได้เลยว่าชิบหายแน่ ๆ
กระแสลมตีหน้าจนเริ่มชาหัวใจที่เต้นแรงราวกลับจะหลุดออกมา ปากที่แหกร้องอย่างบ้าคลั่งแบบฉบับคนสติแตกหูที่อื้อไปหมด ภาพท้องฟ้าสีครามที่ดูไม่ชัดเจนเพราะความเร็วที่เธอกำลังตกเห็นเพียงริ้วสีฟ้าขาวมัว ๆ อีกไม่กี่นาทีร่างของเธอต้องถึงพื้นแล้วเธอก็จะซี้แหง๋แก๋
ชาตินี้ยังกินไม่คุ้มเลย เพราะไอ้พี่บ้านั่นแท้ๆ
ยังไม่ทันที่สมองจะได้ก่นด่าหรือสั่งเสียอะไรใดๆ ร่างบางก็ัักับพื้นเบื้องล่างซะก่อน
แอ๊ก ~
ไม่ตาย?
เจ็บอยู่ แต่ไม่เท่าไหร่
ยังไม่ตาย?
“แซม!”
แล้วเสียงนุ่มหวานอันคุ้นหูก็ดังน้ำเสียงที่บ่งบอกว่าเ้าตัวกำลังใ จากนั้นก็แปรเปลี่ยนเเป็เสียงหัวเราะ
ความรู้สึกเจ็บตรงกลางหลังและตรงหัวที่แล่นเข้ามาทำให้ต้องลืมตาขึ้นมา เผยให้เห็นดวงตาสีฟ้าใสคู่โตที่คุ้นเคยกำลังก้มมองเธออยู่ นี่เธอนอนฝันจนดิ้นตกพื้นเลยหรอมันมองเธอแล้วก็เอาแต่หัวเราะไม่มีวี่แววจะดึงเธอขึ้นแม้แต่น้อย
“ขำอะไร ช่วยกันสิวะ”
คนเจ็บตัวบ่นอุบอิบให้คนที่ยืนอยู่เหนือร่างแล้วมือก็ถูกยื่นมาดึงเธอให้ลุกขึ้นมาเหมือนเดิม
“เป็อะไรของแก เห็นนอนแหกปากแล้วก็กลิ้งตก”
นอนแหกปากแล้วกลิ้งตก นั่นคือคำที่มันบรรยายสภาพของเธอได้อย่างน่าอายมากถึงแม้มันจะเป็ความจริงก็เถอะ ดวงตาคมกวาดมองไปทั่วห้องโดยสารรถไฟที่เธอและเพื่อนกำลังนั่งอยู่ขนมที่เปิดกินทิ้งไว้บนเก้าอี้ทั้งสองฝั่ง กระเป๋าเดินทางที่ถูกยกขึ้นไปไว้้า วิวทิวทัศน์ด้านนอกเป็ต้นไม้และทิวเขาสลับกับหมู่บ้านที่นี่ ตอนนี้ ไม่ใช่ท้องฟ้า หรือว่าจะเป็ความฝัน?
“ฝันน่ะ”
“ฝันแล้วก็ละเมอร้องแหกปากว่าช่วยด้วยๆ”
“เออนั่นแหละน่า นี่ฉันร้องดังขนาดนั้นเลยหรอ”
“ใช่ แล้วว่าแต่ฝันว่าอะไรหรอทำไมถึงได้ใขนาดนั้น”
ดวงตาสีฟ้าใสจ้องมองมาอย่างเป็ห่วง มือยื่นขนมแบ่งให้เธอกิน
“ฝันถึงตอนนั้นน่ะ ตอนที่ตกจากบอร์ด”
“….”
เท่านั้นเองคนฟังก็นิ่งเงียบเริ่มนึกถึงเหตุการณ์ที่เพื่อนเล่า
“ตอนที่ตกจากบอร์ดครั้งแรกเลย”
“ั้แ่ตอนสิบขวบหรอ นั่นนานมากเลยนะแถมจะเรียกว่าตกจากบอร์ดก็ไม่ถูกด้วย”
“โดนฟินน์โยนลงจากบอร์ดที่ตอนนั้นสูงเหนือจากพื้นประมาณตึกสองชั้น”
คำพูดย้อนเหตุการณ์ในวัยเด็กของคนโดนโยนจากที่สูงเล่นเอาคนฟังถึงกับขำพรืด แล้วปิดปากหยุดขำไม่ทันเพราะโดนเพื่อนมองด้วยแววตาพร้อมเอาเื่แบบไม่ปิดบัง
“โทษที ๆ พอถึงนึกเหตุการณ์ตอนนั้นแล้วมันก็อดขำไม่ได้อ่ะ”
“ก็เพราะไอ้พี่บ้านั่นคนเดียวเลย เล่นอะไรไม่เข้าเื่ฉันตายจริงขึ้นมาจะทำไง”
“อย่างแกไม่ตายง่ายหรอกน่า แถมตอนนั้นแกก็ไม่ได้ตกลงมาถึงพื้นจริงๆ นี่”
“ก็ลองคิดดูสิว่า ถ้าตอนนั้นฮาร์ลันไม่ได้อยู่ด้วยแล้วใครจะช่วยรับฉันไว้ ตอนนั้นแกก็เอาแต่ร้องไห้โวยวายอยู่ข้างบน”
“ตอนนั้นฉันยังเด็กนี่ใด้วยเราแค่สิบขวบเองนะ อยู่ดีๆฟินน์ก็บอกว่าจะพิสูจน์ว่าแกมีพลังเวทลมแล้วก็จับแกโยนลงจากบอร์ดต่อหน้าต่อตาฉันเลยนี่ จะไม่ให้ฉันใขวัญเสียได้ไง”
“ฉันนี่สิขวัญเสียของจริง แถมฉันก็ไม่ได้มีพลังเวทอย่างที่มันเคลมไว้ด้วย”
ถึงแม้ว่าจะทำท่าไม่ใส่ใจอะไรกับเหตุการณ์ในวัยเด็กแต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็ยังมีผลต่อจิตใจมาจนถึงปัจจุบัน น้ำเสียงตัดพ้อในประโยคท้ายที่บ่งบอกถึงความผิดหวังในตัวเองอยู่ลึกๆ
“แต่ก็ช่างเหอะ ใครแคร์ล่ะฉันก็ไม่ได้อยากมีพลังเวทอะไรขนาดนั้นสักหน่อย”
“ใช่ อ่ะนี่กินช่วยกันให้หมด”
ถึงอยากจะปลอบใจมันกับท่าทางหมาหงอยแต่ก็คงไม่ต้องทำแล้ว เพราะเ้าตัวเป็พวกมีกำลังใจดี พลังบวกเต็มเปี่ยมเธอเลยเปลี่ยนใจมายัดขนมที่เหลือเข้าใส่ปากเ้าตัวดีแทน
“อะไรกันเนี่ย รีบกินจัง”
“จะถึงแล้วน่ะสิ”
“หือ??”
เมื่อเพื่อนไม่ตอบแต่ส่งสายตาไปนอกหน้าต่าง ทำให้เธอต้องหันออกไปมองข้างนอกบ้างจากเดิมเป็ภาพต้นไม้สลับหมู่บ้านอันบางตา ในตอนนี้กลายเป็ภาพของอาคารบ้านเรือนความเจริญที่เริ่มหนาคับตาขึ้นบ่งบอกได้ว่าพวกเธอเดินทางมาถึงตัวเมืองที่เป็จุดหมายแล้ว
“จีเซล”
หลังจากเหม่อมองทิวทัศน์ด้านนอกได้สักพักเธอเรียกเพื่อนที่นั่งอยู่ตรงข้ามกัน จีเซลเพื่อนสนิทคนสำคัญของเธอดวงตาคู่โตสีฟ้าใสบนใบหน้าเรียวรูปไข่มีกระแต้มประปรายที่ล้อมกรอบหน้าด้วยเส้นผมสีบลอนด์ทองหนาผิวขาวอมชมพูสุขภาพดี ผิวพรรณที่ดูแล้วก็รู้เลยว่าถูกดูแลมาอย่างดีั้แ่เกิดถึงแม้เพื่อนของเธอจะไม่ได้แต่งตัวแต่งหน้าให้ดูโดดเด่นแต่ถึงอย่างนั้นก็ยังดูสวยสง่าโดยธรรมชาติอยู่แล้วเป็คนไม่ธรรมดาที่พยายามทำตัวธรรมดา
“ว่าไง”
“นี่เรามากันสองคนจริงๆหรอ”
รอยยิ้มขำๆปรากฏบนใบหน้าจีเซล หลังจากได้ยินคำถามแบบไม่มั่นใจของเพื่อน
“ก็ใช่น่ะสิ แกเห็นคนอื่นตามเรามารึไง”
“ฉันไม่มั่นใจน่ะสิ ทำไมฝ่าา...คุณพ่อของแกถึงกล้าปล่อยให้ฉันเดินทางมากับแกสองคนได้ทั้ง ๆ ที่แกน่ะเป็ถึง...”
จีเซลคว้ามันฝรั่งทอดชิ้นใหญ่เข้าปากเ้าตัวดีแทบทันทีที่มันกำลังจะเปิดเผยสถานภาพที่แท้จริงของเธอออกสู่สาธารณะเล่นเอาคนปากผล่อยไม่ทันตั้งตัวเกือบสำลักมันฝรั่งทอดตายคาตู้โดยสารรถไฟ
“ระวังคำพูดหน่อยสิ”
“ในนี้มีแค่เราสองคนนะ แล้วมันก็น่าสงสัยมากๆ ด้วย”
“อะไรที่น่าสงสัย”
ดวงตาคมสวยแลซ้ายขวาพอเป็พิธีให้ดูจริงจังส่งสัญญาณมือเรียกเพื่อนสนิทเข้ามาฟังใกล้ๆ
“ก็ตู้โดยสารทั้งขบวนนี้มีแค่เรา”
คำพูดเรียบ ๆ ที่เล่นเอาคนฟังถึงกับกลืนน้ำลายไม่ลงเห็นมันทำตัวสบาย ๆ ชิว ๆ แบบนี้ แต่บทจะมีสาระก็มีขึ้นมาแบบไม่น่าเชื่อ
“แกรู้ได้ไง”
“ก่อนหน้าที่จะหลับ ฉันออกไปเข้าห้องน้ำก็ถือโอกาสสำรวจรอบๆน่ะ ห้องอื่นว่างโบ๋เบ๋เลย”
“รู้มาตั้งนานแล้วทำไมไม่คิดจะบอกกันฮะ”
“จะให้ตื่นตูมไปทำไมล่ะฉันเลยกลับมานั่งดูสถานการณ์กับแกดีกว่า มีขนมกินแถมไม่ต้องหาเื่ด้วย”
“แล้วแกก็หลับไปทิ้งให้ฉันนั่งเฝ้าแกเนี่ยนะ”
เมื่อความจริงปรากฏ เรียกเอาสายตาดุๆจากคนฟังไอ้คนที่ไม่อยากหาเื่ก็แถคำแก้ตัวทันควัน
“ง่าาาา ก็เห็นๆอยู่ว่าไม่มีใครมาทำอะไรแกยังอยู่ดีครบสามสิบสอง ฝีมือแกก็ไม่ได้ขี้ ๆ สักหน่อย ดูแลตัวเองได้อยู่แล้ว แถมยังดูแลฉันได้อีกด้วยนี่”
เท่านั้นเองคนฝีมือดีก็ปากระเป๋าเป้ใส่ไอ้คนที่หวังพึ่งเธอปากว่าเป็ห่วง แต่พอได้เื่กลับปิดปากเงียบแถมชิ่งหลับหนีให้เธอเฝ้าอีก คนปากดีรับกระเป๋าเป้ที่ส่งมาด้วยความรัก(?)ทันก่อนจะทับใส่เธอ
“หนักอยู่นะ โดนมาได้”
“ยังไงแกก็รับได้อยู่แล้ว ฝีมือแกไม่ได้ขี้ๆ นี่”
คนฟังยิ้มรับคำยอกย้อนไม่ปฏิเสธแล้วลุกขึ้นบิดี้เีไปมา
“เดี๋ยวออกไปยืดเส้นยืดสายแป๊ปนึงนะ”
“รีบมาเก็บของด้วยนะ”
หลังจากปิดประตูแล้วเดินออกมาตามทางเดินระหว่างตู้ได้สักพักไม่นานทักษะการรับรู้ที่ถูกฝึกมาั้แ่เด็กก็เริ่มทำงานมือขวาแตะััเข้าที่กริชเงิน มีดสั้นรูปร่างโค้งแปลกตาที่เก็บไว้แนบตัวมันยังอยู่ ค่อยโล่งใจหน่อย แต่ตอนนี้ในที่นี้ไม่ได้มีแค่พวกเธอสองคนอีกแล้วทันใดนั้นสายตาก็มองไปเห็นเงาตะคุ่มที่แอบอยู่ในห้องโดยสารที่ถัดจากห้องของเธอเท้าที่กำลังจะก้าวเดินต่อหยุดนิ่ง สูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อเรียกสมาธิ
ไม่ว่าใครหน้าไหนก็ตาม จะซัดให้น่วมเลย
ความคิดเรียกขวัญกำลังใจของเ้าตัวที่ไม่รู้ว่าจะช่วยได้มากน้อยแค่ไหน โดยที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ใคร หรือ อะไรคือเ้าของเงาที่แอบอยู่นั่น เธอสืบเท้าเข้าใกล้อย่างเงียบและเบา มือขวาถือกริชให้ถนัดมือมือซ้ายเอื้อมจับที่จับประตู ทันใดนั้นประตูนั้นก็ถูกเปิดออกโดยใครบางคนจากด้านในนั้นพร้อมกับเธอที่ออกแรงพอดีมือขวาจึงยกกริชขึ้นตามสัญชาตญาณ
“อ๊ากกกก!!!”
เสียงร้องของใครบางคนที่ไม่คุ้นหูดังขึ้นในระยะใกล้ทำเอาจีเซลที่กำลังเก็บคุกกี้ช็อกโกแลตชิพเข้ากล่องถึงกับใจนทำหล่น
เสียงใครกัน ไม่ใช่เสียงแซม
ถึงแม้จะรู้ว่าเสียงร้องที่ดังขึ้นไม่ใช่เสียงของเพื่อนรักแต่ก็ยังอดห่วงไม่ได้อยู่ดี ทั้งใ ทั้งสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นหรือจะมีแขกที่ไม่ได้รับเชิญเข้ามาจริง ๆ
แต่ยังไม่ทันที่เธอจะเปิดประตูออกไปประตูก็ถูกเปิดออกโดยคนที่กำลังนึกถึง
“แซม เกิดอะไรขึ้นเมื่อกี้มันเสียง...”
เพื่อนของเธอให้คำตอบด้วยการดันชายคนหนึ่งเข้ามาในห้องของพวกเธอก่อนเล่นเอาเธอถึงกับถอยหลังหลีกไม่ทันจนล้มลงบนที่นั่ง ส่วนแขกที่มาใหม่นั้นก็ล้มลงกองกับพื้นไปตามแรงของแซมที่ดันหลังเข้ามาจีเซลส่งสายตาถามแซมที่ยืนค้ำหัวพร้อมกับจ่อกริชเข้าที่ท้ายทอย แซมพยักเพยิกหน้าไปที่เขา
“ผมเปล่านะครับ”
ชายคนนั้นเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่สั่นกลัวพร้อมกับยกมือขึ้นทั้งสองข้างให้ดูว่าไม่มีอาวุธ และไม่ขัดขืนใดๆทั้งสิ้น เขายังคงสั่นไปทั้งตัวแน่ละ เพราะใครบางคนยังคงเอากริชคมๆจ่อท้ายทอยเขาอยู่ ชายหนุ่มที่ดูท่าทางอายุไม่เกิน30 ปี เขาสวมชุดเครื่องแบบของพนักงานต้อนรับบนรถไฟทั่วไป ใบหน้ามีเหงื่อท่วม ร่างกายสั่นเทาแต่ก็พยายามลุกขึ้นยืนโดยไม่ให้โดนปลายกริชของแซม
“คุณเป็ใคร”
แซมเอ่ยถามทันที ชายในเครื่องแบบพนักงานรถไฟสะดุ้งเฮือกกับน้ำเสียงของสาวน้อยที่ห้าวเกินตัว
“แกเอามีดนั่นลงก่อนดีไหม”
จีเซลบอก แซมทำหน้าไม่พอใจ เธอลดกริชลงแต่ไม่ได้เก็บคืนเพราะยังไม่ไว้วางใจชายคนนี้ แต่ก็พอให้เขาหายกลัวและหยุดสั่นลง จากนั้นจึงเริ่มสบตาคนทั้งสองแล้วแนะนำตัว
“ขอบคุณครับ ผมเป็แค่พนักงานต้อนรับบนรถไฟครับ”
“แน่ใจนะ”
“แน่นอนที่สุดครับ ผมจำได้ครับผมเป็คนช่วยพาพวกคุณมาที่ตู้นี้เองนะครับ”
เมื่อลองสังเกตพนักงานคนนี้ดีๆแล้วจีเซลก็จำได้ขึ้นมาว่าเป็เขาจริง ส่วนแซมยังคงทำหน้าไม่ไว้วางใจอยู่
“ฉันนึกออกล่ะ”
“แล้วคุณมาด้อม ๆ มอง ๆ อะไรในตู้นั้น”
คำถามที่สงสัยกับน้ำเสียงหาเื่ดังขึ้นมาจนทำให้จีเซลส่งสายตาปรามเพื่อนให้ใจเย็น
“เอ่อ ผมถูกคุณผู้จัดการเรียกให้มาหาพวกคุณน่ะครับ”
“หะ? จริงหรอ”
เมื่อได้รับการขยายข้อสงสัย สายตาดุดันหาเื่ของแซมก็เริ่มอ่อนลงสัญญาณอ๋อเริ่มดังขึ้นมาในใจ ส่วนจีเซลก็โล่งใจเพราะดูเหมือนชายคนนี้จะไม่ได้โกหกพวกเธอ
“ครับพวกคุณสามารถไปถามคุณผู้จัดการได้เลยนะครับ เขาบอกให้ผมมาบอกพวกคุณว่าภายใน1 ชั่วโมงนี้จะถึงสถานีปลายทางแล้วครับ แต่ผมจำไม่ได้ว่าพวกคุณนั่งที่ตู้หมายเลขไหน...”
“ก็เลยไปด้อมๆมองๆในตู้นั้น”
“ใช่ครับ แล้วคุณก็เข้ามาพร้อมของน่ากลัวในมือนั่น”
แซมที่เริ่มเข้าใจอะไรชัดเจนเก็บกริชเข้าไปในที่ของมันด้วยความรู้สึกผิดเล็กน้อย แต่ก็ต้องรู้สึกผิดมากขึ้นนิดหน่อยเมื่อสบตากับชายคนนั้นเขายิ้มให้เธอ เหมือนจะขอโทษ แม้ความเป็จริงควรจะเป็เธอมากกว่า
“แล้วผู้จัดการก็กำชับอีกว่าพวกคุณทั้งสองเป็แขกคนสำคัญ ลูกสาวของคู่การค้า เลยต้องจัดที่นั่งให้พิเศษเป็ส่วนตัว”
“…”
จีเซลและแซมสบตากันเล็กน้อยแล้วทำความเข้าใจกับคำว่า ลูกสาวคู่การค้า ตำแหน่งที่พวกเธอได้มาใหม่แซมถึงกับอดขำเบาๆ ส่วนจีเซลก็ได้เพียงยิ้มแหยๆ แล้วเล่นไปตามบท
“ใช่ ใช่แล้วล่ะ ขอบคุณมากนะคะ”
“ไม่เป็ไรครับ ด้วยความยินดี งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ”
แต่คงไม่ได้ยินดีที่จะโดนกริชจ่อคอด้วยแน่ๆ
แซมคิดในใจ ก่อนจะยิ้มแล้วเลื่อนเปิดประตูให้พนักงานรถไฟออกไปแต่ในเสี้ยวนาทีนั้น จีเซลก็ส่งสัญญาณให้เธอ คำพูดที่ไม่มีเสียงนั่นเอง แซมถอนหายใจเล็กน้อยแล้วทำตาม
“เอ่อ คือว่า”
“…”
พนักงานรถไฟหยุดเดินแล้วหันมาสบดวงตาสีฟ้าใสของสาวน้อยตาคมที่เรียกเขา
“ขอโทษด้วยนะคะ ที่...ที่...”
“อ๋อ ไม่เป็ไรครับ ผมเข้าใจ”
พนักงานหนุ่มยิ้มให้เธอยิ้มตอบด้วยความเกรงใจ แล้วเขาก็ออกไปพร้อมกับปิดประตู จากนั้นก็เหลือกันสองคนแซมกลับมานั่งที่เดิมอย่างสบายใจ แต่ก็ยังรู้สึกได้ถึงสายตาของเพื่อนที่มองมา
“อะไร”
“เกือบไปแล้วไหมล่ะ”
“เอาน่า สบายใจได้แล้ว จะถึงแล้วนี่นา”
“ลุกขึ้นมาเก็บของเลยนะ”
“คุกกี้อยู่ไหนอะ”
“เก็บแล้ว ลุกขึ้นมาเลย ไม่ช่วยเก็บของให้นะ”
ไม่ว่าจะดื้อดึงจะกินก่อนอย่างไรสุดท้ายก็ต้องลุกขึ้นมาเตรียมสัมภาระให้เรียบร้อยอยู่ดี
กระเป๋าเดินทางของทั้งสองถูกยกลงมาวางที่พื้นพร้อมสำหรับการลงสู่สถานีปลายทางจีเซลจัดเสื้อผ้าหน้าผมของตัวเองให้เข้าที่ จากนั้นยื่นหวีและกระจกให้เพื่อนรักที่นั่งเกาะติดหน้าต่างอย่างตื่นเต้น
“อะ ส่องกระจกแล้วหวีผมด้วย”
แซมรับอุปกรณ์เสริมสวยมา หวีผมยาวดำขลับแล้วยกกระจกขึ้นส่อง นี่เธอนอนน้ำลายยืดหรอ รอยตรงมุมปากนี่มันคืออะไรกัน ว่าแล้วก็ส่องดูที่ตาว่ามีขี้ตาหรือ อะไรที่น่าเกลียดมากกว่านั้นมั้ย ดวงตาคมสีฟ้าใสมองสำรวจบริเวณรอบดวงตาเห็นเพียงแต่ไฝใต้ตาข้างขวาของเธอ ตำหนินี้มีคนบอกเธอว่า จะเป็คนเ้าตาซึ่งเธอก็ไม่ได้เชื่อสักเท่าไหร่ เมื่อจัดอะไรทุกอย่างให้เข้าที่เข้าทางแล้วแซมส่งกระจกและหวีคืนจีเซล
“ลูกสาวคู่การค้างั้นหรอ”
คำพูดแซวจากปากของแซมเล่นเอาจีเซลถึงกับหัวเราะออกมา
“ฉันกำลังนึกอยู่ว่าพ่อไปทำการค้าอะไรกับคุณผู้จัดการ”
“ก่อนมา เธอบอกฝ่า.... พ่อว่าอะไรนะ”
“อยากไปแบบคนธรรมดา”
เมื่อทั้งสองนึกถึงข้อตกลงก่อนเดินทางมาซึ่งคือ การเดินทางแบบคนธรรมดา ไม่มีผู้คุ้มกัน ไม่มีอะไรหวือหวา ไม่เป็ที่สนใจแล้วนึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้น แซมถึงกับขำพรืดออกมา
“เฮ้ ฉันจริงจังนะฉันแค่อยากได้ความธรรมดา”
“ฮ่า ๆ ขอขอบคุณความธรรมดาสามัญชนแบบตู้โดยสารทั้งตู้แบบส่วนตัวที่คุณพ่อแกจัดให้นะ”
และมันก็ยังไม่หยุดหัวเราะไม่รู้จะขำอะไรนักหนา
“งั้นขอบคุณที่แกยังไม่แทงพนักงานคนนั้นด้วย”
“เอาว่ะ ไอ้นี่”
แล้วทั้งตู้โดยสารก็มีแต่เสียงหัวเราะของสาวน้อยที่้าการเดินทางแบบธรรมดาสามัญชนและสาวน้อยที่เกือบก่อคดีทำร้ายร่างกายพนักงานรถไฟบนยานพาหนะเหล็กคันนี้ที่กำลังวิ่งตรงเข้าสู่ใจกลางเมืองที่เป็สถานีปลายทาง
ใน่เวลาบ่ายโมงกว่า ๆ ม้าเหล็กขนาดใหญ่ที่พ่วงด้วยตู้โดยสารพุ่งเข้าสู่ชานชลากำลังวิ่งมาด้วยความเร็วที่ถูกลดระดับลง เนื่องจากเริ่มเข้าใกล้เขตเมืองมาเรื่อย ๆทิวทัศน์รอบข้างจากทุ่งนาทุ่งไร่ตัดสลับกับหมู่บ้าน ที่เปลี่ยนเป็ชุมชนบ้านเรือนมากด้วยผู้คนมาพร้อมกับความเจริญหูเจริญตา ตึกรามบ้านช่อง อาคารที่ดูทันสมัย ร้านค้าพลุกพล่านไปด้วยลูกค้าที่มาจับจ่ายใช้สอยควันที่อบอวลด้วยกลิ่นอาหารลอยออกมาจากภัตตาคาร รถรางที่บรรทุกผู้โดยสารกำลังแล่นไปตามรางด้วยพลังงานไฟฟ้าถนนที่ปราศจากขยะ เห็นทีจะมีเพียงใบไม้แห้งที่ปลิวตก ผู้คนที่แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าสะอาดสะอ้านบ้างแต่งตัวสีฉูดฉาดเป็แฟชั่นล้ำสมัย บ้างเรียบง่ายสบายตา บรรยากาศที่อัดแน่นไปด้วยผู้คนความศรีวิไล และความเจริญอยู่ที่นี่ ดินแดนที่ประดับประดาไปด้วยวิทยาการน่าสนใจเท่าที่มนุษย์ธรรมดาจะสามารถสร้างสรรค์ขึ้นได้ประเทศเอลแกน
“...ขณะนี้รถไฟสายด่วนจากวาตูร์นอร์ธ กำลังมาถึงสถานีนอร์ติกา ชานชลาที่ 4…”
เสียงประกาศตามสายจากนายสถานีทำให้ผู้คนในสถานีตื่นเต้นกับรถไฟสายด่วนที่กำลังจะมาถึง บ้างมารอรับญาติ คนสำคัญไม่ว่าจะเป็เด็ก ผู้ชาย ผู้หญิง คนแก่ ต่างก็ทำให้สถานีนอร์ติกาดูมีชีวิตชีวาไม่น้อยหน้าไปกว่าในเมืองที่ผ่านมาสถานีนอร์ติกา เป็สถานีรถไฟประจำเมืองนอร์ติกา นอร์ติกาเป็เมืองเล็ก ๆ ในประเทศเอลแกนเป็เมืองที่ขึ้นชื่อเื่การศึกษา ส่งผลให้เมืองนี้มีความเป็อยู่ที่ดี ไม่ว่าใครก็อยากจะมาอาศัยอยู่นอกจากนี้คนพื้นเพของนอร์ติกายังเป็มนุษย์ธรรมดา หรือจะพูดให้ถูกคือ ชนพื้นเมืองแห่งเอลแกนนั้นเป็มนุษย์ธรรมดาที่ไม่มีเวทมนตร์คนส่วนใหญ่ในประเทศนี้จึงหันมาให้ความสำคัญกับการสร้างสรรค์วิทยาการต่าง ๆ และการศึกษาดังเช่นกับเมืองนอร์ติกา
“ครืนนน~”
เสียงของรถไฟสายด่วนที่จอดเข้าเทียบชานชลาที่4 พนักงานรถไฟทำหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายจัดแจง ตรวจสอบความเรียบร้อย ผู้โดยสารถยอยเดินลงมาจากรถไฟสัมภาระน้อยใหญ่ถูกขนลงมา ผู้คนที่เริ่มหลั่งไหลกันเข้ามา เสียงดังครึกครื้นจนแยกไม่ออกความวุ่นวายเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เกิดขึ้นอาจทำให้คนที่มาใหม่ครั้งแรกถึงกับหลงได้
“ฮึ่บ! หนักเอาเื่อยู่นะเนี่ย”
สองสาวน้อยยกกระเป๋าลากที่เป็สัมภาระอันหนักอึ้งของพวกเธอลงมาจากตู้โดยสารอย่างทุลักทุเลเล่นเอาจีเซลถึงกับบ่นอุบอิบออกมา
“ก็บอกแล้วไง ว่าให้เขายกลงมาให้”
แซมพูดแขวะใส่เพื่อนสนิท ที่ไม่ยอมทำตามที่เธอบอกก่อนจะลงมาจากรถไฟ
“เอาน่าให้พนักงานไปทำงานของเขาดีกว่า กระเป๋านี่ก็ของเรา ยกลงมาเองแหละถูกแล้ว”
ถึงแม้ในใจไม่ได้อยากรบกวนคนอื่นแต่ก็แอบเสียดาย เพราะกระเป๋าเ้ากรรมนี่หนักจนเธอคิดว่าเช้าพรุ่งนี้เธอจะต้องปวดแขนเพราะมันเป็แน่
“ชิ”
มือเรียวยาวยกขึ้นปาดเหงื่อที่ไรผมสีดำพร้อมกับกวาดตามองไปรอบ ๆ ตัว สถานีนอร์ติกาวุ่นวายสมคำร่ำลือแต่ก็ดูเจริญหูเจริญตา ถึงวุ่นวายแต่ก็มีการจัดระบบที่ดี ผู้คนเดินกวักไกว้ผ่านไปมาชวนลายตาฝุ่นควันทั้งในอากาศและจากรถไฟทำให้แซมนึกคิดถึงบ้านเกิด บ้านเกิดที่มีสายลมเย็น ๆพัดพากลิ่นป่า คิดแล้วชวนรู้สึกสบายโพรงจมูก
พึ่งมายืนที่ต่างประเทศได้ไม่กี่นาทีอยากกลับบ้านแล้วหรอ แบบนี้ไม่ได้นะ
แซมคิดในใจ ถึงแม้จะไม่ใช่บรรยากาศที่คุ้นเคยแต่ก็ไม่ได้แย่มาก ถึงแม้จะมีควัน แต่ก็ไม่ได้แย่ เื่น่าสนใจในเมืองนี้ยังมีอีกมากให้ไปทำความรู้จักสองสาวน้อยต่างแดนช่วยกันยกสัมภาระใส่รถเข็นแล้วลากไปที่หน้าสถานีอย่างทุลักทุเล
“แกเคยมาที่นี่แล้วนี่ จำทางได้ไหม”
“แกคาดหวังอะไรจากคนที่เคยมาเอลแกนแค่2 ครั้งหรอแซม”
“ฉันแค่คาดหวังว่าคืนนี้เราจะหาที่นอนได้ใช้เส้นแกกันเถอะ”
“หยุดเลย ฉันบอแล้วไงว่าการเดินทางครั้งนี้เราเป็...”
“สามัญชนคนธรรมดา”
“ใช่แล้ว ว่าแต่ฟินน์อยู่ไหนล่ะ”
“หะ”
“อ้าว ก็ที่เราตกลงกันไว้แล้วไงั้แ่อาทิตย์ที่แล้ว ว่าฟินน์จะมารอรับเราที่นี่”
“อ๋อ แฮะๆ”
“แกคงไม่ได้ลืมบอกฟินน์อีกทีใช่มั้ย”
แซมยกมือเกาหลังหูแก้อาการเลิ่กลั่กหลบสายตาจ้องเอาเื่ของจีเซล หันซ้าย หันขวา หาอะไรที่น่าจะช่วยเธอได้ในสถานการณ์นี้
“แซม”
จีเซลเอ่ยน้ำเสียงเรียบ แต่กดดันเพื่อนได้แซมหันหน้าไปสบตา ก่อนจะเอ่ยออกมา
“เออน่า บอกมันแล้วเมื่อวานส่งจดหมายด่วนให้มันแล้ว แต่ไม่รู้ว่าจะลืมหรือเปล่านี่สิ”
หลังได้คำตอบจีเซลได้แต่ถอนหายใจเบา ๆ ฟินน์หรือคนที่พวกเธอพูดถึง เป็พี่ชายของแซมที่พึ่งพาได้ในยามคับขันเสมอว่าแต่ในเวลานี้มันเรียกว่า ยามคับขัน หรือเปล่านะ
“ร้อนชะมัด”
สาวผมดำตาดุบ่นอุบอิบพร้อมกับโบกมือพัดหน้าตัวเอง
วูบ ~
สายลมเย็น ๆ พัดผ่านพวกเธอในชั่วขณะนั้นแซมหันไปมองคนข้างตัวที่ใช้นิ้วขวาตวัดเบา ๆ เข้าตัว แม้สายลมนี้จะเล็กน้อยสำหรับจีเซลแต่มันก็มักจะส่งผลยิ่งใหญ่กับคนรอบข้างเสมอ
“ขอบใจนะ”
“แล้วเราจะเอายังไงต่อ” จีเซลพยักหน้ารับคำขอบคุณ “ฉันว่าเราหาที่นั่งรอฟินน์ดีกว่าอีกเดี๋ยวอาจจะมาถึงก็ได้”
ทั้งสองคนเดินลากสัมภาระมาที่ม้านั่งในระหว่างนั้นจึงสังเกตได้ว่า รถไฟขบวนต่อจากพวกเธอได้มาจากเทียบชานชลาเหมือนกันคนมากมายลงมาจากตู้โดยสาร พร้อมกับอะไรบางอย่าง แซมเป็คนธรรมดาก็จริง แต่ผลจากการฝึกฝนประสาทััตื่นตัวอันน้อยนิดนั้นทำให้เธอรับรู้ได้ถึงอะไรบางอย่างที่กำลังจะออกมาจากตู้โดยสารนั้นไวเท่าความคิดมือััที่อาวุธประจำตัว เตรียมชักออกจากฝัก
“เย็นไว้ก่อน”
จีเซลยกมือปรามขึ้นเพื่อนอย่างสงบ ถ้าคนไร้เวทอย่างแซมรับรู้ได้เธอก็สามารถรับรู้ได้เช่นกัน “ถ้าแกเอากริชออกมาตอนนี้พวกเ้าหน้าที่ได้มาจับเราก่อนแน่” แซมลดมืออย่างที่ว่าพร้อมกับเอนหลังพิงพนักอย่างสบายใจผิดกับเมื่อกี้ทันที
ทันนั้นต้นเหตุความสงสัยของทั้งสองคนก็ได้ปรากฏตัวขึ้นเด็กหนุ่มคนหนึ่งเดินออกมาจากตู้โดยสาร พร้อมด้วยผู้ชายตัวโตสี่คนล้อมรอบสัญชาตญาณบางอย่างบอกกับแซมว่า ไอ้หมอนี่ ไม่ใช่คนธรรมดาแน่ ๆ พลังงานในตัวเขาเหมือนพร้อมประทุออกมาแค่มองยังรู้สึกเหงื่อออกเลย
“คงเป็ลูกเ้านายสักคนจากไคอา”
“ไงนะ สหรัฐไคอาน่ะหรอ”
“ถ้าจำไม่ผิด จากที่เคยไปไคอาฉันเคยเห็นเขา น่าจะเป็ลูกผู้นำ ไม่ก็ลูกคนสำคัญสักคน”
“อ๋อ มิน่าล่ะ การ์ดคุ้มกันสี่คนเลย ว่าแต่มาเองแบบนี้แต่ไม่เก็บความอลังการเลย”
“หมายถึง?”
“หมอนั่นมีของใช่ไหมล่ะหรืออะไรบางอย่างแน่ ๆ มหาศาลด้วย ขนาดคนธรรมดาอย่างฉันยังรับรู้ได้”
“จะว่ามีเวทก็ถูก ฉันก็รู้สึกถึงมันเหมือนกันว่าแต่แกรับรู้ถึงเวทของเขาได้ยังไง คนธรรมดาที่ไร้เวทปกติแล้วจะรู้สึกถึงด้วยหรอ”
คนไร้เวทดังกล่าวได้แต่อมยิ้มไม่ตอบแล้วมองตามเด็กหนุ่มคนนั้นเดินออกจากชานชลาไปพร้อมกับการ์ดคุ้มครอง
“แหม ขนาดหมอนั่นยังมีการ์ดคุ้มกันตั้งสี่คนแต่ใครบางคนแถวนี้ไม่มีคนอารักขาสักคนเลย น่าน้อยใจแทนชะมัด”
ใครบางคนที่โดนพูดถึงโบกมือเรียกลมพัดใส่หน้าคนปากดีจนแทบหน้าหงาย
“ก็นี่ไงล่ะ แกคนเดียวก็เกินพอแล้ว คุณพ่อกับคุณแม่ไว้ใจและเชื่อมั่นแกมากเลยล่ะ”
ไม่ใช่แค่คุณพ่อ คุณแม่หรอก ฉันก็เชื่อใจแกมาตลอดจีเซลคิดในใจพร้อมหันมองคนอารักขาหนึ่งเดียวของเธอที่หันหน้าหนีแก้เขินไปมองนกมองฟ้าทำเอาเธอถึงกับขำท่าทีที่ดูออกง่ายเสมอมาของแซม
จะเชื่อมั่นอะไรขนาดนั้นวะขนาดฉันยังไม่เคยเชื่อใจตัวเองเลย ครอบครัวนี้เพี้ยนกันไปทั้งวงศ์ล่ะแซมพึมพำในใจแก้เขิน พลางมองนกมองฟ้า แล้วสะดุดกับนกสีดำตัวใหญ่ตัวหนึ่งที่ดูไม่เข้าพวกกับนกอื่นบินวนไปมาเหมือนกำลังหาอะไรอยู่ จะว่าไปนั่นมันนกเรเวนนี่แซมนึกได้ก็ลุกขึ้น
“เดี๋ยวมานะ แป๊ปนึง อย่าหายนะ”
ไม่วายหันมาทิ้งทวนฝากเพื่อนไว้กับตัวเพื่อนเองก่อนวิ่งออกไปหน้าสถานีเพื่อไปดูนกเรเวนตัวนั้นนกเรเวนนั่นเมื่อมันเห็นแซมวิ่งมา ถึงกับบินโฉบลงมาเกาะกิ่งต้นไม้ที่ใกล้ที่สุด
แซมตรงเข้าไปที่กิ่งไม้ นกเรเวนร้องก๊าเรียกเธอให้รีบ
“เออ ๆ รู้แล้ว ใครใช้ให้แกมาเกาะในที่โล่งแจ้งแบบนี้ล่ะ”
แซมแกะเอาม้วนกระดาษเล็ก ๆที่ผูกอยู่ข้อเท้าของเ้านกสีดำ ทันทีที่เชือกหลุดนกสีดำก็บินออกไปอย่างรวดเร็วทิ้งไว้แต่แซมที่ยืนก่นด่าในใจว่า นกเรเวนจากที่บ้านทุกตัวจะถูกฝึกให้ส่งข้อความให้ในที่ลับตาเสมอแต่ตัวนี้มันน่าจับถอนขนซะให้หมด มาส่งข้อความให้กันหน้าสถานีรถไฟแบบนี้ แซมเปิดกระดาษข้อความเห็นตัวหนังสือที่ถูกเขียนด้วยลายมือที่คุ้นตา ดวงตาสีฟ้าใสไล่อ่านข้อความในกระดาษั้แ่ต้นจนจบพร้อมเดินกลับไปหาจีเซลด้วยท่าทีหงุดหงิด
“เป็ไง”
จีเซลเอ่ยถามขึ้นหลังเห็นท่าทีมีฟึดฟัดของเพื่อนสนิท
“ฟินน์ติดงานที่โรงเรียน มารับไม่ได้ให้ไปรอที่โรงแรม จองไว้ให้แล้ว เดี๋ยวรถโรงแรมก็มารับเรา”
“แล้วใครเป็คนจ่ายค่าโรงแรม”
“นั่นน่ะสิ”
ดวงตาสีฟ้าใสทั้งสองคู่หันมาสบกันพร้อมกับเหงื่อที่ไหล นอกจากจะมาแบบคนธรรมดาแล้ว ยังต้องเผชิญในต่างเมืองแบบไร้คนคุ้มกันอีก