" ฮะๆ ซวยแล้วสิ จะทำยังไงดี " ใบหน้าของเด็กหนุ่มซีดเผือด ใจนึกบนบานศาลกล่าวต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หวังให้รอดพ้นจากวิกฤติครั้งนี้ ทว่าขวานคมกริบกลับฟาดลงมาที่กบาล
“ แว้ก…… ” เด็กหนุ่มเสียขวัญ แต่ก็หลบคมขวานได้อย่างหวุดหวิด
“ โครม ”
ขวานด้ามโตจามเข้าไปที่ลังไม้อย่างรุนแรงจนทำให้มันแตกเป็เสี่ยงๆ
พอชายหน้ากากเหล็กเห็นว่าพลาดเป้า เขาก็ค่อยๆหันหน้ากลับมาประจันกับมาวิน จากนั้นก็เอ่ยช้าๆด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น
“ จ่ายค่าเสียหายมา ”
“ ใจเย็นก่อน พี่ชาย ตอนนี้ชั้นไม่มี แต่จะหาเงินมาจ่ายค่าซ่อมกำแพงให้” มาวิต่อรอง แต่ดูเหมือนคำวิงวอนจะไม่สามารถหยุดยั้งชายหน้ากากเหล็กให้ยกขวานขึ้นสูง
“ จ่ายค่าเสียหายมา ”
“ ตูไม่รอดแน่ ” มาวินหน้าเสีย ในใจคิดว่าหมอนี่จะเรียกร้องค่าเสียหายหรือจะฆาตกรรมกันแน่ และพอขวานด้ามโตฟาดลงมา เด็กหนุ่มก็ะโถอยหลังสุดกำลัง เพื่อพาตัวเองให้พ้นจากระยะของอาวุธ
“ แฮ่กๆ สมกับเป็พ่อค้าอาวุธ ใช้ขวานได้โคตรเทพเลย แบบนี้ต้องเอาจริงซะแล้ว ” มาวินหอบถี่ พลางคิดแผนเผด็จศึก ชายหน้ากากเหล็กจึงยืดตัวสุดกาย จากนั้นก็คำรามดัง แล้วพุ่งเข้าใส่เด็กหนุ่ม
“ จ่ายค่าเสียหายมา ”
ก่อนที่ชายหน้ากากเหล็กจะเข้าถึงตัว มาวินก็เกร็งกายและกู่ก้องร้องะโ
“ ว้าก...... ท่าไม้ตาย.....ัทลายฟ้าทะยานดิน ”
เสียงดังของมาวิน ส่งผลให้ชายหน้ากากเหล็กชะงักงันและหันมาระวังตัว เพื่อเตรียมรับมือ
วินาทีต่อมา มาวินก็รีบหันหลังและวิ่งจากไปอย่างรวดเร็ว เหลือไว้เพียงฝุ่นจากปลายรองเท้า
พอชายหน้ากากเหล็กได้เห็นท่าไม้ตายในตำนาน เขาก็นิ่งอึ้งอยู่พักใหญ่ ก่อนจะกล่าวออกมาเบาๆ ท่าทางดูเหงา ราวกับหมาหงอยในหน้าหนาว
“ จ่ายค่าเสียหายมา ”
……………………….
มาวินวิ่งห้อจนสุดฝีเท้า ด้วยความเร็วที่ไม่ธรรมดา ทำให้ถึงอีกฟากหนึ่งของเมืองอย่างรวดเร็ว ทันทีที่หนีพ้น เด็กหนุ่มก็ก้มลงหอบเหนื่อย
“ แฮ่ก แฮ่ก แฮ่ก โคตรน่ากลัวเลย ตกลงมันเป็พ่อค้าอาวุธหรือเจสัน วอร์ฮีส์กันแน่ พูดแล้วเสียวสันหลัง มันวิ่งตามเรามารึป่าวฟะ ” มาวินเหลียวซ้ายแลขวา ท่าทางหวาดระแวง
“ ไม่ตามมาหรอก ชั้นสำรวจรอบๆแล้ว ” เสียงห้าวที่คุ้นหูดังขึ้นที่ด้านหลัง พอมาวินหันกลับไปมอง ก็พบว่าเป็เหมยลี่ เขาจึงรีบรุดเข้าไปโวย
“ เธอหายไปไหนมา ชั้นเกือบถูกไอ้หน้ากากเหล็กฆ่าตายคาร้านแล้ว ”
“ แต่นายก็รอดมาได้ นับว่าเก่งไม่ใช่เล่น ” เด็กสาวร่างสูงชมเชย สีหน้าตายด้านดุจเดิม
“ ฮะๆ ก็ไม่เท่าไหร่หรอก เฮ้ย ไม่ใช่ อย่ามาเปลี่ยนเื่” ใบหน้าของมาวินแดงก่ำด้วยความเขินอายอยู่แวบนึง ก่อนย้อนกลับมาโกรธ เพราะจำได้ว่าตนเพิ่งถูกทิ้งให้ผจญกับเ้าของร้านมหาภัยตามลำพัง ถึงกระนั้น เหมยลี่ก็ไม่สนใจ เธอหันหลังกลับ พร้อมกล่าวกับเด็กหนุ่ม
“ ไม่มีอะไรแล้ว จุดหมายต่อไปคือ….ร้านขายม้า ”
มาวินมองเหมยลี่ที่เดินห่างออกไปเรื่อยๆ แววตาส่อประกายอาฆาต แต่สุดท้าย เขาก็ทำอะไรไม่ได้ นอกเสียจากแสดงอาการขบเขี้ยวเคี้ยวฟันและบ่นพึมพำ
“ ฝากไว้ก่อนเถอะ ยัยโย่งตัวแสบ ”
………………………..
หลังเดินได้ครู่ใหญ่ สองวัยรุ่นก็มาถึงเมืองฝากตะวันออก อันเป็โซนที่ค้าขายพาหนะ ร้านค้าส่วนใหญ่เป็อาคารไม้ชั้นเดียว มีคอกสัตว์แยกออกเป็สัดส่วน บางร้านที่ไม่มีคอก ก็จะผูกสัตว์ไว้กับเสาใหญ่หน้าร้าน สินค้ายอดฮิตที่มีแทบทุกร้านก็คือม้า แต่ถ้าลูกค้าชอบตัวที่บังคับง่าย ก็มีลาคอยให้บริการ หรือถ้าสนใจพวกอึดๆเดินทางไกล ก็มีอูฐให้เลือกใช้
“ เ้านาย ร้านข้าเด็ดมาก มีทั้งม้า ลา ล่อ อูฐ กระทั่งยีราฟก็มีนะ ”
“ สนใจม้าแข่งฝีเท้าดี เชิญทางนี้เลย นายท่าน ”
“ ม้าแม่พันธุ์ชั้นดี ลูกดกทั้งปี ทางนี้เลยจ๋า ” บรรดาพ่อค้าต่างกรูเข้ามารุมล้อม ปากก็โฆษณาสรรพคุณสินค้าของร้านตัวเอง
วัยรุ่นทั้งสองรู้สึกว่าตนเองกำลังจะกลายเป็ซุปเปอร์สตาร์ ทุกคนที่รุมล้อม ล้วนโพกผ้า ใส่ชุดรุ่มร่าม แถมยังมีเคราดกคล้ายแขก ตามเนื้อตัวมีกลิ่นคลื่นเหียน ชวนอาเจียน เนื่องจากคนเ่าั้มีอาชีพที่ต้องคลุกคลีกับสัตว์เลี้ยงอยู่ตลอด
“ โอ้โห ตกลง เ้าพวกนี้จะเสนอสินค้า หรือลากเราไปรุมฆ่ากลางป่า ทำไมถึงตื้อดุเดือดขนาดนี้ ยัยโย่งช่วยที อ้าว เฮ้ย หายไปอีกแล้ว ” มาวินหันไปขอความช่วยเหลือ แต่ก็พบกับความว่างเปล่า
“ แหม...ยัยนี่ มันนกรู้จริงๆ ” มาวินเกาหัวแกรกๆ ร่างเล็กบางถูกเหล่าพ่อค้ากระชาก ลาก ถู
ขณะที่มาวินกำลังตกอยู่กลางวงล้อมของกลุ่มพ่อค้าจอมตื้อ เขาก็ได้ยินเสียงห้าวๆจากทาง้า
“ เฮ้ ชั้นอยู่บนนี้ โดดขึ้นมา ”
มาวินเงยหน้าขึ้นมอง ก็พบกับเหมยลี่ที่ยืนเด่นเป็สง่าอยู่บนหลังคา เลยทำให้ยิ้มขึ้นมาได้
“ ฉลาดนี่ ยัยโย่ง ”
พอมาวินพูดจบ เขาก็ะโสูงถึงสี่เมตร ก่อนจะใช้เท้าเหยียบกำแพง แล้วถีบตัวให้พุ่งทะยานขึ้นไป สุดท้าย ก็สามารถกระโจนขึ้นไปยืนเท่ๆบนหลังคาได้สำเร็จ
“ ตามเร็ว หมูหนี เฮ้ย ไม่ใช่ ลูกค้าหนี ” เหล่าพ่อค้าหน้าแขกพากันโหวกเหวกโวยวาย บางรายเอาจริงเอาจังจนถึงขนาดพยายามตะเกียกตะกาย เพื่อปีนตามขึ้นมาบนหลังคา
“ โห.....นี่มันพ่อค้าหรือแก๊งลักพาตัว ” มาวินทำหน้าแหยๆ ในใจนึกกลัวเมืองนี้
“ เื่ธรรมดา สาเหตุที่แย่งกันขนาดนี้ เพราะนี่คือเมืองแห่งการเริ่มต้น ซึ่งส่วนใหญ่จะมีแต่พวกเลเวลต่ำ ไร้สกิลขี่ม้า ลูกค้าเลยน้อย การแข่งขันจึงค่อนข้างสูง ไปกันเถอะ ชั้นมีร้านประจำที่ไว้ใจได้ ” เหมยลี่กล่าวเนือยๆ ก่อนวิ่งนำ
“ ฮะๆ ว่าไงก็ว่าตามกัน ” มาวินมองชายคนหนึ่งที่พยายามปีนเสาขึ้นมา ก่อนจะวิ่งตามเด็กสาวไป โดยมีเสียงร้องเรียกจากเหล่าพ่อค้าเป็รีวิวประกอบฉาก
“ กลับมาก่อน คุณลูกค้า ผมมีม้าดีจริงๆนะ ”
……………………..
เหมยลี่วิ่งไปตามหลังคาของโรงเรือนที่ตั้งติดกัน ท่าทางช่ำชอง แต่มาวินก็ไวพอจะไล่ได้ทัน ไม่นาน เด็กสาวก็มาถึงร้านค้าหลังสุดท้าย ซึ่งอยู่ห่างไกลจากใจกลางเมือง ละแวกนั้นค่อนข้างสงบ เนื่องจากติดกับกำแพงฝั่งตะวันออก ด้านนอกมีูเาสูงขวางกั้น จึงทำให้เส้นทางสายนี้ไม่ค่อยมีผู้ใดสัญจร
ร้านค้าหลังสุดท้ายทำมาจากไม้ กว้างประมาณห้าคูหา หลังคาเป็ทรงสูงที่มุงกระเบื้องแดง พื้นที่โดยรอบอุดมไปด้วยกองฟาง อันเป็เสบียงหลักของสัตว์เลี้ยง
“ โอ้โห ร้านนี้ใหญ่กว่าร้านอื่นตั้งสามเท่า แต่มาอยู่ในที่ร้างคนแบบนี้ น่าจะเจ๊งแล้วล่ะมั้ง ” มาวินมองไปรอบๆ เขาเห็นเพียงทหารยามสองนายประจำอยู่ตรงด่านตรวจ หนึ่งในนั้นกำลังอ้าปากหาว
เหมยลี่เดินไปที่ร้านขายม้า ซึ่งมีชายวัยฉกรรจ์กำลังหอบหญ้ามาวางไว้หน้าคอก คนผู้นั้นมีรูปร่างสูงใหญ่ ผมหนาชี้โด่เด่ไม่มีทิศทาง เคราดก เขาสวมใส่เสื้อผ้าป่านราคาถูก ดูเผินๆเหมือนชาวนาทั่วไป แต่ถ้าพินิจให้ดี ก็พบว่านายคนนี้ไม่เหมาะกับสิ่งที่ทำซักเท่าไหร่ ด้วยหน่วยก้านดูแข็งแรงกว่าปกติ
“ จางสิน สบายดีมั้ย ”พอสองวัยรุ่นถึงระยะที่คุยกันได้ เหมยลี่ก็ร้องทัก
ทันทีที่ชายผู้นั้นได้ยินเสียง เขาก็หันขวับมาทางเด็กสาว พอสบตากัน แววตาที่แข็งกร้าวก็คลายตัว ใบหน้าเริ่มบิดเบี้ยวเล็กน้อย คล้ายกับคนที่กำลังะเืใจอย่างรุนแรง จากนั้นก็เกิดเหตุไม่คาดฝัน
“ ฮือ..… ” ชายร่างั์ร้องไห้ฟูมฟายเป็การใหญ่ พร้อมพุ่งเข้ามากอดเอวบางของเด็กสาว
“ อย่าร้องไห้สิ จางสิน สงบใจไว้ก่อน ” เหมยลี่เริ่มหน้าแดง เพราะขัดเขินเหลือประมาณ นี่ถ้าเป็กลางตลาด ซึ่งมีคนพลุกพล่าน เธอคงจะอายมากกว่านี้ ส่วนมาวินได้แต่นิ่งอึ้ง ในใจแอบขบคิด
“ แบบนี้ก็มีด้วย หมอนี่เป็ใครกันนะ ”
เหมยลี่ใช้เวลาปลุกปลอบจางสินอยู่พักใหญ่ ชายร่างน้องๆหมีควายจึงเริ่มสงบ
“ อึกๆ จางดีใจมากที่ได้พบท่าน ไม่ทราบว่า....อง เอ๊ะ เหมยลี่ไปยังไงมายังไง ถึงมาอยู่ในเมืองนี้ ”
“ ชั้นก็แค่พเนจรไปเรื่อยๆ บังเอิญมาเจอเ้าลิงหัวเขียวตัวนี้ เลยพามาด้วย ” เหมยลี่แนะนำมาวินให้จางสินรู้จัก ชายร่างั์เลยพยักหน้า พร้อมยิ้มให้ตามมารยาท
“ นี่ ยัยโย่ง จริงๆแล้ว ชั้นชื่อมาวินนะ ” มาวินสะกิดไหล่เหมยลี่ พร้อมเตือนให้แนะนำตัวใหม่ แต่เด็กสาวไม่สนใจ
“ อืม เข้าใจแล้ว เชิญท่านทั้งสองเข้ามาก่อน ” จางสินเชื้อเชิญอาคันตุกะ
ในห้องรับแขกประดับไปด้วยโต๊ะ ตู้ เตียงที่สลักลายโบราณ ทำให้ดูคล้ายโรงเตี๊ยมในหนังจีนกำลังภายใน
“ โห อย่างกับหลุดเข้ามาในยุคจิ๋นซีฮ่องเต้เลย เจ๋งมาก พี่จาง ” มาวินอุทานดัง เพราะรู้สึกทึ่งอย่างจริงจัง
จางสินหันมามองเหมยลี่ที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ แววตาเต็มเปี่ยมไปด้วยคำถาม ทำนองว่า……..เด็กหนุ่มหัวเขียวคนนี้ปกติดีมั้ย
พอเหมยลี่เห็นสายตาของจางสิน เธอก็รู้ในทันทีว่าอีกฝ่ายคิดอะไร จึงส่ายหัวไปมา พร้อมตอบกลับไปเบาๆแค่พอได้ยิน
“ หมอนี่ไม่เป็อะไรหรอก อากาศคงร้อนเกินไป เลยคุ้มดีคุ้มร้ายแบบนี้ ”
จางสินจ้องมองไปที่มาวิน ซึ่งบัดนี้กำลังสำรวจรอบห้อง พอเด็กหนุ่มเจอสิ่งของที่ชอบใจ เขาก็ร้องฮือฮาในลำคอ ทำให้ชายร่างั์รู้สึกเวทนา
“ เฮ้อ…ไม่น่าเลย ยังเด็กอยู่แท้ๆ วิกลจริตไปซะแล้ว ”
จางสินและเหมยลี่ปลงอนิจจาให้มาวินอยู่ครู่หนึ่ง ชายร่างั์ก็เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่เป็งานเป็การ
“ ที่ท่านมาซื้อม้าในครั้งนี้ แสดงว่าประสงค์จะเดินทางอย่างเร่งด่วนล่ะสิ ”
“ ใช่แล้ว เป้าหมายที่ไปอยู่ไกลมากและเรา้าถึงที่นั่นให้เร็วที่สุด” เหมยลี่จิบน้ำชาที่จางสินรินให้
“ อืม ” จางสินกอดอก พร้อมทำท่าขบคิด เหมยลี่จึงถามต่อ
“ แล้วจางสินพอจะมีม้าฝีเท้าดีให้พวกชั้นบ้างมั้ย ”
“ ว่าแล้วอง เอ๊ะ เหมยลี่้าแบบนี้ ข้ามีม้าตัวหนึ่ง แต่ไม่รู้ว่าควรให้ท่านดีมั้ย ” ชายร่างั์ตอบตะกุกตะกัก เขาพยายามระวังคำพูดอย่างหนักหน่วง
“ ทำไม ม้าตัวนั้นแก่ชราเกินไปหรือเป็ม้าเกรดต่ำรึไง ” เหมยลี่ย้อนถาม
“ ไม่ใช่หรอก จริงๆแล้วเป็ม้าศึกพันธุ์ดี แต่ข้ากลัวว่าท่านจะไม่สามารถบังคับได้ เพราะมันพยศเหลือเกิน ” สีหน้าของจางสินแฝงแววกังวล
“ อืม ” ถึงคราวที่เหมยลี่ต้องขบคิดบ้าง แต่ไม่นาน เธอก็ตัดสินใจ
“ เอาล่ะ ชั้นขอไปดูม้าศึกตัวนั้นก่อน เื่อื่นค่อยว่ากัน ”
…………………………
ทั้งสามมาถึงโรงเลี้ยงม้าขนาดใหญ่ ซึ่งตั้งอยู่ด้านหลังบ้านพัก บรรยากาศตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นสาบสัตว์ มีการแบ่งคอกด้วยการซอยเป็ห้องเล็กๆขนาด 4 X 2 เมตร แต่ละห้องจะมีม้าประจำอยู่หนึ่งตัว ่ที่เดินผ่านพวกมัน มาวินจะส่งเสียงฮือฮา ประมาณว่าตื่นเต้นดีใจ
“ โห นี่ก็ม้า โน่นก็ม้า ว้าว....น่าขี่เล่นเหลือเกิน อยากรู้จังว่าจะมันกว่าขี่มอเตอร์ไซด์มั้ย” เด็กหนุ่มพล่ามเรื่อยเปื่อยจนเพื่อนร่วมทางรู้สึกรำคาญ
พอเข้ามาจนสุดทาง ก็พบกับคอกม้าขนาดใหญ่ มันกว้างกว่าคอกอื่นถึงสองเท่า แถมยังตั้งอยู่โดดเดี่ยว
ภายในคอกมีม้าขาวยืนเด่นเป็สง่า ขนแผงคอปลิวไสวตามสายลม วงหน้ายาวแลองอาจสมชาติอาชาไนย ทว่าดวงตากลับดูไม่เป็มิตรอย่างร้ายกาจ และมันกำลังจ้องมองผู้มาเยือนไม่วางตา
“ ว้าว…ม้าตัวนี้เท่สุดๆ อย่างกับสัตว์ลึกลับในเกมออนไลน์ที่ต้องเติมเงินเท่านั้น ถึงจะซื้อได้ ” ดวงตาของมาวินลุกวาว บ่งบอกถึงความอยากได้อย่างรุนแรง
เหมยลี่และจางสินมองหน้ากันเอง ทั้งสองรู้สึกงุนงง เพราะไม่เข้าใจว่ามาวินพูดถึงอะไร แต่ต่อมา เด็กสาวก็บุ้ยปากเป็เชิงบอกว่า…..อย่าไปสนใจ
ระหว่างนั้นเอง มาวินก็จับมือของเหมยลี่เขย่าแรงๆ พร้อมรบเร้าด้วยน้ำเสียงออดอ้อน
“ นี่ยัยโย่ง ซื้อม้าตัวนี้ให้ทีดิ ชั้นอยากได้ นะ นะ นะ.....”
สามารถติดตามงานเขียน ณ.ปัจจุบันและในอนาคตของผมได้ที่เพจ Jalando นักเขียนดาร์คไซด์ได้ที่ลิงค์ด้านล่างครับ
https://www.facebook.com/jalando.darksidewriter.version2
