ตอนที่ 10 :นำตัวคนมา ตัดสิน
เ้าหน้าที่ศาลาว่าการหลายคนต่างมองหน้ากันจากนั้นก็พุ่งเข้าหาหลินอี้
มุมปากของหลินอี้กระตุกยกยิ้มเยือกเย็น
การต่อสู้เขาเก่งกาจในเื่นี้เสียด้วย
โดยเฉพาะหลังจากที่ปลุกจิตใจฝักใฝ่ในวรรณกรรมขึ้นมาสมรรถภาพทางร่างกายในทุกด้านเพิ่มสูงขึ้นเขาหาได้สนใจเ้าหน้าที่ศาลาว่าการเ่าั้ไม่
ปึง
ยกเท้าขึ้นแตะออกไปอย่างรวดเร็วและออกหมัดเหวี่ยงต่อยเ้าหน้าที่อีกคนจนกระเด็น...
เพียงไม่นาน
เ้าหน้าที่เ่าั้ต่างนอนหมอบกับพื้นพร้อมทั้งร้องโหยหวน
หลินอี้ปัดมือไปมาสายตามองไปทางที่ปรึกษาจางเชิงฉาย และเดินเข้าไปหา
“เ้าจะทำอันใดอย่าเข้ามาทางนี้เสียดีกว่า”
จางเชิงฉายตื่นตระหนกและก้าวเท้าหลังอย่างไม่หยุดเท้า สีหน้าซีดเผือดลงไปเล็กน้อย
“จะทำอันใด”
หลินอี้จ้องมองจางเชิงฉายด้วยสายตานิ่งเฉยมือขวากำหมัดแน่น และปรี่เข้าไปทักทายใบหน้าของเขา“ย่อมต้องจัดการกับเ้าอย่างไรเล่า”
ปึง
“อ๊าก...”
ฟันของจางเชิงฉายหักไปอีกหนึ่งซี่ทั้งร่างยังกลิ้งไปกับพื้นถึงสองตลบ
เขาทั้งอับอายทั้งโกรธแค้น
ให้ความรู้สึกว่าตนมาเพื่อโดนหลินอี้ทุบตีถึงที่
ทันใดนั้นเองหลินอี้ก็เดินเข้ามาหาจางเชิงฉาย ฝ่ายหลังตื่นกลัวจนก้าวเท้าถอยหลังไม่หยุดดวงตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
ชายผู้นี้โเี้ยิ่ง
มิเหมือนกับปัญญาชนผู้อื่น...ปัญญาชนคนอื่น ๆ ต่างก็ใช้วาจามิใช้กำลัง
แต่เขานั้นยอดเยี่ยม
ใช้ทั้งวาจาใช้ทั้งกำลัง
“เ้าอย่าได้เข้าใจผิดไป หากเ้ากล้าลงมือกับข้าอีกครั้ง...”
ผั๊วะ
“อั๊ก”
จางเชิงฉายส่งเสียงร้องราวกับหมูกระดูกขาของเขาถูกหลินอี้เหยียบจนหัก
หลินอี้จ้องมองจางเชิงฉายอย่างดูแคลนและเอ่ยดูถูกว่า “หากเ้าไม่กล่าวเยี่ยงนั้น ข้าก็จะมิลงมือเลยจริง ๆการลงมือกับมดแมลงของศาลาว่าการเขตเยี่ยงเ้า มีแต่จะทำให้มือของข้าสกปรก”
ในราชวงศ์ต้าเหยียนที่ปรึกษาผู้หนึ่งมิถือมีสถานะทางราชการมากที่สุดก็ถือเป็ปัญญาชนครึ่งหนึ่งเท่านั้น
กับคนที่คิดหาทุกวิถีทางเพื่อสังหารผู้คนคนประเภทนี้... หากตีก็ถือว่าตีไป
ไม่ตีให้ตายก็ถือว่าดีแล้ว
“เ้า...”
จางเชิงฉายเดือดดาลอย่างยิ่งชิงชังจนอยากจะฉีกเนื้อของหลินอี้
“สำนักศึกษามิได้คุ้มครองข้าเยี่ยงนั้นหรือ”
หลินอี้ส่ายหน้าและกล่าวเสียงเรียบว่า “มิใช่เื่สำคัญ แต่มีความเป็ไปได้สูง...ที่อาจารย์จากสำนักศึกษาจะเป็ฝ่ายให้ความคุ้มครองข้าเองนี่”
ความรู้คือพลัง
หลินอี้เชื่อว่าปัญญาชนบนโลกใบนี้จะต้องเกิดอาการบ้าคลั่งเพราะเขาในวันใดวันหนึ่ง...
มิได้หลงตัวเอง
แต่เป็เื่จริง
“ฮ่าฮ่าฮ่า ช่างน่าขันเสียจริงจะปรี่เข้ามาคุ้มครองเ้าเองอย่างนั้นหรือ เ้ามีฐานะอันใดกัน ซี๊ด...”
จางเชิงฉายอดที่จะหัวเราะขึ้นมาไม่ได้แต่ในยามที่หัวเราะ ก็ทำให้แผลบนใบหน้าฉีกออก จนเขาส่งเสียงร้องด้วยความเ็ป
“จำไว้อย่าได้มาวุ่นวายกับการไขคดีของข้า มิฉะนั้นจะมิได้โดนแค่ขาข้างเดียว”
หลินอี้เดินข้ามผ่านร่างของจางเชิงฉายไปขึ้นนั่งบนเกวียนวัวลาก และหายตัวไปทางประตูเมือง
ใบหน้าของจางเชิงฉายแดงก่ำ แต่เขามิกล้าพูดอะไรให้มากความ
ทำได้เพียงหันหน้ามองไปทางเ้าหน้าที่ที่ลูบหน้านวดเอวอยู่และะโว่า “นิ่งทำอันใดกัน ไปเรียกหมอมาสิโว้ย ช่างไร้ค่าเหมือนขยะเสียจริง...เพ่ย”
.....
“อาจารย์เฉินมั่นใจว่าข้านั้นปลุกจิตใจฝักใฝ่ในวรรณกรรมด้วยอาคมลัทธิเต๋าหรือเหมือนว่าการไขคดีในวันนี้จะมิง่ายเสียแล้ว...”
หลินอี้คิ้วขมวดนิ่ว
กับเื่ที่เพิ่งเกิดขึ้นที่หน้าประตูเมืองนั้นเขาหาได้ใส่ใจไม่
เขาคิดว่ามิมีตรงไหนที่ได้ทำผิดลงไป
ภายใต้แสงตะวันที่เจิดจ้าคาดไม่ถึงว่าจางเชิงฉายจะกล้าพาคนมาทำร้ายปัญญาชน ตามกฎหมายแล้ว ลงมือฆ่าไปก็มิมีความผิดอันใดเช่นกัน
แต่ก็ไร้หนทาง
ตราห้าวหลานได้ฝังกับร่างของจางเชิงฉายแล้วหากสังหารเขา มันจะกลายเป็สวนทางกับห้าวหลานเจิ้งชี่
เมื่อถึงเวลานั้น มิเพียงแต่จะมิได้ห้าวหลานเจิ้งชี่มาไว้ความบริสุทธิ์ของตนก็ยากที่จะพิสูจน์ด้วยตนเองอีกด้วย
“เดินไปทีละก้าว มีฟางฉิงเสวี่ยอยู่ก็มิจำเป็ต้องเป็กังวล...”
หลินอี้จัดการกับความคิดเรียบร้อยแล้วก็ออกเดินทางไปศาลาว่าการเขตอันหยางอีกคราว
ในขณะนั้นเอง
กลางห้องโถงศาลาว่าการ อาจารย์เฉินจิ้นเป่ยจากสำนักศึกษากำลังเอามือไพล่หลังและยืนอยู่กลางห้องโถง
ข้างกายนั้นคือซุนเหวินเยี่ยนที่ขอบตาดำคล้ำ
หลังจากเที่ยงคืนเมื่อวานที่เฉินจิ้นเป่ยกลับมายังศาลาว่าการเขตก็เอาแต่ยืนอยู่ตรงนี้ทั้งคืน มิกล่าวอะไร และมีสีหน้าที่ย่ำแย่อย่างมาก
“พี่ แท้จริงแล้วเกิดเื่อันใดขึ้นทำไมถึงได้มีท่าทีเยี่ยงนี้กัน”
“หรือว่าเกิดแรงบันดาลใจใหม่ ๆขึ้นใช่หรือไม่ ความคิดด้านวรรณกรรมกำลังหลั่งไหลหรือ”
“นี่คือเื่ที่ดีเลยก็ควรจะมีความสุขต่างหาก...”
“.....”
น้ำลายของซุนเหวินเยี่ยนแห้งไปหมดแล้วแต่เฉินจิ้นเป่ยก็ยังคงไม่พูดอะไรดังเดิม ยังคงมีสีหน้าเรียบนิ่ง และหลับตาเสมอมา
เฉินจิ้นเป่ยลืมตาขึ้นมาและมองไปทางซุนเหวินเยี่ยน
เป็สายตาที่เหยียดหยาม
หลังจากนั้นก็หลับตาลงอีกคราว
“.....”
ซุนเหวินเยี่ยนที่ถูกเฉินจิ้นเป่ยมองเยี่ยงนั้นก็ตกตะลึงราวกับััได้ถึงดาบที่ถูกชักออกมาจากฝัก
ทั้งคมกริบและน่ากลัว
“เกิดเื่อันใดขึ้นทำไมเฉินจิ้นเป่ยถึงได้ใช้สายตาเยี่ยงนั้นมองมาที่ข้า”
ซุนเหวินเยี่ยนคิดอย่างไรก็คิดไม่ตกและยืนอยู่ข้าง ๆ ด้วยอารมณ์ขุ่นเคือง
“หลินอี้มาแล้ว”
ทันใดนั้นเอง ก็มีเสียงของเ้าหน้าที่ในศาลาว่าการดังขึ้นมา
เฉินจิ้นเป่ยลืมตาขึ้นมาในทันทีสีหน้าที่เรียบนิ่งนั้นดูตื่นเต้นอยู่เล็กน้อย
“ดี”
ซุนเหวินเยี่ยนในยามนี้ก็ตื่นเต้นขึ้นมาเช่นกันเขาตบไม้ปลุกสติกับโต๊ะ และกล่าวอย่างขึงขังว่า “เบิกตัวนักโทษหลินอี้ออกมา”
“เกรียง... ไกร”
“เกรียง... ไกร”
“.....”
เ้าหน้าที่ในศาลาว่าการทั้งสองแถวก็ได้โห่ร้องขึ้นมาเช่นกันเคาะไม้พลองกระทบพื้น บรรยากาศเปลี่ยนไปดูอลังการขึ้นมาในพลัน
หลินอี้เข้าไปในห้องโถง
เพียงมองก็เห็นอาจารย์เฉินที่ยืนอยู่ใจกลางห้องโถงในทันที
มิต้องคาดเดา... เขาก็ทราบดีว่านี่คือผู้ใดเช่นกัน
“หือ”
ซุนเหวินเยี่ยนเลิกคิ้วขึ้นและเอ่ยถามเสียงเข้ม “ที่ปรึกษาเล่า จับกุมตัวนักโทษ แล้วเหตุใดจึงไม่ใส่โซ่ตรวนมาด้วยกัน”
“นำตัวมา ขึ้นศาล”
ปัง
ซุนเหวินเยี่ยนให้ความสนใจเื่ของตนมีอาจารย์เฉินนั่งเป็ประธาน เขาสะบัดมือและโยนลูกศรคำสั่งออกไป
“ใช่”
เ้าหน้าที่ในศาลาว่าการก็ลุกขึ้นยืนในพลัน
เตรียมจะใช้ไม้เฆี่ยน
นี่คือการเรียกน้ำย่อยของการไต่สวนคดี...
“ผู้ใดมันบังอาจ”
หลินอี้คาดเดาถึงผลลัพธ์นี้เอาไว้แล้วด้วยการสนับสนุนของพลังพร์ น้ำเสียงที่ตวาดออกมา ทำให้เ้าหน้าที่ในศาลาว่าการเ่าั้มิกล้าลงมือลงทัณฑ์
ต่างก็หันมองไปทางซุนเหวินเยี่ยน
“ใต้เท้าซุนท่าน้าขัดขวางการไขคดีอาคมลัทธิเต๋าที่หายไปของข้าเยี่ยงนั้นหรือจะลงโทษปัญญาชนโดยพลการเยี่ยงนี้รึ”
หลินอี้จ้องเขม็งไปทางซุนเหวินเยี่ยนส่วนหางตาก็ชำเลืองมองอาจารย์เฉิน
“ปัญญาชนอันใดกันเ้าปลุกจิตใจฝักใฝ่ในวรรณกรรมด้วยอาคมลัทธิเต๋า นี่คือเส้นทางมารอย่างแน่นอน”
ซุนเหวินเยี่ยนจ้องไปทางหลินอี้อย่างกรุ่นโกรธในขณะเดียวกันก็หันไปขอความเห็นจากเฉินจิ้นเป่ย โดยกล่าวว่า “ท่านอาจารย์เฉินคนผู้นี้คือหลินอี้ นักโทษผู้มีส่วนรู้เห็นการขโมยอาคมลัทธิเต๋าไปใช้เส้นทางมารอาศัยอาคมลัทธิเต๋าปลุกจิตใจที่ฝักใฝ่ในวรรณกรรมขึ้นมา...กับเ้าคนนี้ ควรจะจัดการเยี่ยงไรดี”
หลินอี้มองไปทางเฉินจิ้นเป่ยที่มีท่าทีสงบอย่างน่าประหลาด
ถึงแม้ในใจจะกังวลว่าอาจารย์จากสำนักศึกษาจะยื่นมือเข้ามาคุกคามแต่ในตอนนี้ฝ่ายตรงข้ามกับมิมีท่าทีเคลื่อนไหวอันใด
กล่าวได้ชัดว่า...ฝ่ายตรงข้ามมิใช่ผู้ที่ไม่สามารถแยกแยะถูกผิดได้
เฉินจิ้นเป่ยมิได้สนใจซุนเหวินเยี่ยนแม้แต่น้อยทำเพียงจ้องมองหลินอี้อย่างพิจารณา
ต่อจากนั้นเขาก็สะบัดชายแขนเสื้อพู่กัน หมึกและกระดาษก็ลอยออกมาจากในแขนเสื้อ
กึก
ในขณะเดียวกัน เขาก็ย้ายโต๊ะที่อยู่ด้านหน้าซุนเหวินเยี่ยนเคลื่อนไปยังด้านหน้าของหลินอี้ และวางสมบัติทั้งสี่ของห้องวรรณกรรมลงบนโต๊ะ
“ ? ? ? ”
นี่คือสถานการณ์อะไรกัน
หลินอี้มองไปทางอาจารย์เฉินอย่างใรู้สึกไม่เข้าใจเล็กน้อย
มิใช่มั่นใจแล้วว่าเขาอยู่ในเส้นทางมารแล้วหรือ?
นี่มันสถานการณ์อะไรกัน ?
“ท่านอาจารย์เฉิน ? ”
ซุนเหวินเยี่ยนชะงักไปชั่วครู่จ้องมองไปทางญาติผู้พี่เฉินจิ้นเป่ยด้วยความประหลาดใจ
มิถูก !
นี่มันต่างจากที่เขาคิดเอาไว้โดยสิ้นเชิง
เฉินจิ้นเป่ยกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย“อยากพิสูจน์ว่าเ้ามิใช่เส้นทางมาร ก็มีเพียงหนทางเดียว เขียนเสีย ! ”