มารสยบฟ้า

    บทที่ 30 : หนึ่งพันเหรียญทอง

    โม่เฟิงและผองเพื่อนเดินออกจากหาไต่พฤกษา เมื่อเดินมาถึงบริเวณหน้าประตูทางเข้าสถาบัน จึงเห็นว่ามีรถม้าของตระกูลเฉียนได้จอดรอพวกเขาอยู่ก่อนแล้ว

     

    “พวกเจ้ามาพอดีเลย รีบขึ้นมากันเถอะ” เฉียนเป่ยพาทุกคนขึ้นรถม้าเพื่อเดินทางไปยังสถานที่จัดงานประมูล

     

    ภายในรถม้าที่โม่เฟิงและปิงหยุนขึ้นไป มีผู้อาวุโสมู่ฟางนั่งรอพวกเขาทั้งสองอยู่ “คารวะท่านผู้อาวุโสมู่ฟาง”

     

    มู่ฟางมองทั้งสองคนอย่างพินิจพิจารณา พบว่าระดับพลังของทั้งสองนั้นเพิ่มขึ้นมาอย่างก้าวกระโดด แม้แต่ตัวเขาในอดีต ที่มีโอกาสได้ขึ้นไปฝึกฝนบนหอไต่พฤกษา ระดับพลังของเขาเองยังเพิ่มขึ้นมาแค่หนึ่งระดับเท่านั้น ต่างจากทั้งสองคน ที่ขึ้นมาถึงสามระดับในคราเดียว มันเป็นสิ่งที่น่าเหลือเชื่อมาก

     

     โดยปกติแล้ว การจะเพิ่มพลังขึ้นมาหนึ่งระดับต้องใช้ระยะเวลาในการฝึกและดูดกลืนพลังลมปราณอย่างน้อย ๆ หนึ่งเดือนเป็นอย่างต่ำ การที่ระดับพลังของสองคนนี้กลับเพิ่มขึ้นมาสองถึงสามระดับในระยะเวลาเพียงแค่หนึ่งเดือน จึงเป็นสิ่งที่เหนือความคาดหมาย ขัดต่อสามัญสำนึกที่เกินจะยอมรับได้

     

     มู่ฟางส่งบัตรเชิญใบหนึ่งให้กับโม่เฟิง “นี่คือบัตรเชิญเข้าร่วมงาน ภายในนี้มีเงินอยู่ 1,000 เหรียญทอง เจ้าสามารถใช้มันเพื่อประมูลสินค้าในค่ำคืนนี้ได้ ส่วนโอสถของเจ้า เดี๋ยวข้าจะให้คนนำไปส่งให้กับเจ้าในอีกสามวัน”

     

    โม่เฟิงพยักหน้ามองดูเงินที่มู่ฟางมอบให้ คิดว่ามันมากเกินไปสำหรับตัวเขา “จำนวนขนาดนี้มัน..!”

     

    เห็นโม่เฟิงจ้องมองเงินที่ตนให้ไป มู่ฟางจึงยิ้มออกมา “โอสถทั้งสามชนิดที่ข้าได้สูตรมาจากเจ้า จะถูกนำออกประมูลในค่ำคืนนี้ด้วย มูลค่าของพวกย่อมไม่ต่ำกว่า 5,000 เหรียญทอง เงินที่เจ้าได้ไปจึงเป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น”

     

    เอือก!

     

     ได้ยินสิ่งที่มู่ฟางคุยกับโม่เฟิงคุยกัน ปิงหยุนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ถึงกับต้องกลืนน้ำลายลงคอ ตอนนี้เขารู้แล้วว่าทำไมโม่เฟิงถึงมีเงินมาซื้อของให้กับทุกคนได้

     

    เฉียนเป่ยมองมาทางปิงหยุนนั่งฟังทุกอย่างอยู่เงียบ ๆ อธิบายทุกอย่างให้ปิงหยุนได้ฟัง “ปิงหยุน เจ้าไม่ต้องตกใจไป โม่เฟิงได้ทำข้อตกลงซื้อขายสูตรโอสถกับตระกูลเฉียนของข้าไว้ โอสถและเงินพวกนี้คือส่วนแบ่งที่เขาสมควรได้”

     

    “นอกจากนั้นในข้อตกลงที่ทำไว้ ทางตระกูลเฉียนของข้ายังต้องขายโอสถพวกนี้ให้กับตระกูลปิงของเจ้าในราคาถูกอีกด้วย ตอนนี้ตัวแทนจากตระกูลเฉียนของข้า คงกำลังเจรจาอยู่กับบิดาของเจ้า”

     

    เมื่อได้ทราบเรื่องราวทุกอย่าง สีหน้าของปิงหยุนเต็มไปด้วยซาบซึ้ง ข้อตกลงที่โม่เฟิงได้ทำกับตระกูลเฉียนนั้นทำให้ตระกูลปิงของเขาสามารถซื้อโอสถได้ในราคาที่ถูกกว่าท้องตลาด และหากเป็นเช่นนี้ อีกไม่นานความแข็งแกร่งของตระกูลปิงจะต้องฟื้นฟูกลับมาได้อย่างแน่นอน

     

    การช่วยเหลือของโม่เฟิงในครั้งนี้ทำให้ปิงหยุนรู้สึกซาบซึ้งใจมาก นัยน์ตาเปี่ยมไปด้วยความสำนึกในน้ำใจ มองไปยังโม่เฟิงด้วยความความขอบคุณอย่างหามิได้

     

    เวลาผ่านไปไม่ถึงครึ่งชั่วยาม รถม้าที่พวกเขากำลังนั่งอยู่ก็ได้ชะลอความเร็วลง หยุดอยู่ตรงหน้าบริเวณทางเข้าโรงประมูลกวงเยว่

     

    “ว้าววว” เสี่ยวฟ่านหลังลงมาจากรถม้าถึงกับต้องอ้าปากค้างเมื่อเห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ตลอดระยะเวลาที่เกิดมาเขาทำได้เพียงแค่มองดูสถานที่แห่งนี้จากระยะไกล เมื่อได้มามองดูใกล้ ๆ ความใหญ่โตของมันถือว่าเกินกว่าที่เขาได้จินตนาการไว้

     

    โรงประมูลกวงเยว่ มีรูปร่างเหมือนโดมอัศจรรย์ขนาดใหญ่  ถูกประดับเอาไว้ด้วยโคมไฟสีส้มจำนวนหลายร้อยดวง ช่วยเสริมความโอ่อ่าหรูหราให้กับสถานที่แห่งนี้ได้เป็นอย่างดี

     

    “แค่ประตูทางเข้า ก็ใหญ่เท่ากับบ้านข้าทั้งหลังเลย” เสี่ยวฟ่านพูดออกมาด้วยสีหน้าที่ดูจะตื่นเต้น ทำเอาทุกคนต่างหัวเราะออกมาอย่างขบขัน เพราะไม่มีใครคิดว่าเสี่ยวฟ่านจะเปรียบประตูของโรงประมูลกับขนาดของบ้านตัวเอง

     

     “ที่นี่มีอะไรให้ข้ากินรึเปล่า ข้าหิว!” ตงห่าวผู้ที่ปากไม่เคยหยุดขยับ กำลังหยิบของกินใส่ปากได้เริ่มรู้สึกเป็นกังวล เพราะของกินที่ใส่ไว้ด้านในแหวนมิติหยกธารากำลังจะหมดลง

     

    เฉี่ยนเป่ยมองดูทุกคนและเผยรอยยิ้มที่อบอุ่น “เจ้าไม่ต้องเป็นกังวลเรื่องนี้ ข้าได้ให้คนตระเตรียมของกินเอาไว้ให้พวกเจ้าเรียบร้อยแล้ว เข้าไปข้างในกันเถอะ”

     

    ทุกคนเดินตามผู้อาวุโสมู่ฟางเข้าไปด้านใน เมื่อเจ้าของโรงประมูลเห็น เขาจึงรีบเดินออกมาต้อนรับด้วยท่าทีที่สุภาพนอบน้อม

     

    “ฟางเจิ้งผู้นี้ รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่ท่านมู่ฟางได้ให้เกียรติมาร่วมงานประมูลด้วยตนเองเช่นนี้”

     

    มู่ฟางหันไปพูดกับโม่เฟิง “กฎของโรงประมูลกวงเยว่ จะไม่อนุญาตให้คนในตระกูลอื่นมานั่งด้วยกัน เจ้ายังไม่ได้เป็นคนของตระกูลไหน เจาอยากจะมานั่งประมูลที่ห้องรับรองของตระกูลเฉียนกับข้าหรือไม่?”

     

    โม่เฟิงมองไปที่ปิงหยุน ตงห่าว ลู่หานและเสี่ยวฟ่าน เขาไม่ลังเลเลยที่จะตอบกลับไป “ข้าอยากจะไปนั่งกับทุกคน”

     

    เห็นแววตาที่หนักแน่นของโม่เฟิง มู่ฟางจึงสั่งให้ฟางเจิ้งช่วยพาเด็กทั้งหมดไปยังห้องรับรองของตระกูลปิง

     

    ฟางเจิ้งได้ตะโกนเรียกบุตรสาวของตนออกมาเป็นผู้นำทางให้กับโม่เฟิง ”ฟางเยว่! เจ้าช่วยมาพาทั้งห้าท่านนี้ไปที่ห้องรับรองของตระกูลปิงที”

     

    หญิงสาวหน้าตาสะสวย วัยยี่สิบต้น ๆ เดินออกมาตามคำสั่งของฟางเจิ้ง นางย่อตัวลงคำนับพร้อมกับเอ่ยแนะนำตัวเอง “ข้าน้อยฟางเยว่ยินดีต้อนรับทุกท่าน เชิญตามข้ามาทางนี้ได้เลยค่ะ”

     

    ฟางเยว่เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงและรอยยิ้มที่สดใส พลางเอ่ยถาม “พวกท่านได้หมายเลขประมูลกันหรือยังคะ หากยังไม่ได้ ฟางเยว่ขอบัตรเชิญหน่อยค่ะ”

     

    โม่เฟิงยื่นบัตรเชิญที่ได้รับมาจากมู่ฟางให้กับฟางเยว่

     

    “ทุกท่านได้โปรดรอฟางเยว่อยู่ตรงนี้สักครู่นะคะ”

     

    ฟางเยว่เดินถือบัตรเชิญหายไปด้านหลังสักพักจึงเดินกลับมาพร้อมกับป้ายหมายเลขผู้เข้าร่วมงานประมูล

     

    “หมายเลขของท่านคือหมายเลขเจ็ด เชิญตามaฟางเยว่มาทางนี้ได้เลยค่ะ”

     

    ฟางเยว่เดินนำทางกลุ่มของโม่เฟิงไปยังห้องรับรองของตระกูลปิง ระหว่างทาง..ฟาวเยว่ได้อธิบายรายละเอียดของการประมูลสินค้าให้กับทุกคนฟัง

     

    “ท่านคือผู้เข้าประมูลหมายเลขเจ็ด หากต้องการประมูลสิ่งของ ให้ท่านยกป้ายหมายเลขแผ่นนี้ขึ้น พร้อมกับแจ้งจำนวนเงินที่ต้องการประมูลสินค้าชนิดนั้น ผู้ดำเนินการประมูลจะทำการขานหมายเลขและจำนวนเงินของท่าน หากไม่มีผู้ใดให้จำนวนเงินที่มากกว่า ท่านก็จะได้สินค้าชิ้นนั้นไปครอบครอง”

    ฟางเยว่ได้ยืนยันวงเงินประมูลของโม่เฟิงออกมา เพื่อให้มั่นใจว่าเป็นวงเงินที่ถูกต้อง “ส่วนวงเงินในการประมูลที่ท่านมีอยู่ตอนนี้คือหนึ่งพันเหรียญทอง ถูกต้องใช่หรือไม่”

     

    “หนึ่ง หนึ่ง หนึ่งพันเหรียญทอง!” เสี่ยวฟ่านไม่ได้อยู่บนรถม้าคันเดียวกับปิงหยุน เขาถึงกับสะดุ้ง เมื่อได้ยินถึงจำนวนเงินที่โม่เฟิงถืออยู่ในมือ

     

    โม่เฟิงพยักหน้าเพื่อยืนยันว่ายอดเงินที่ฟ่ายเยว่พูดออกมานั้นถูกต้องแล้ว

     

    เห็นโม่เฟิงพยักหน้า เสี่ยวฟ่าน ตงห่าวและลู่หานต่างยืนตะลึง นิ่งอึ้งพูดไม่ออกเลยสักคำ สุดท้ายเป็นเสี่ยวฟ่านที่ได้สติก่อน ใคร่เอ่ยถามออกมา “ทำไมเจ้าถึงมีเงินมากมายขนาดนี้?”

     

    เห็นตงห่าว ลู่หานและเสี่ยวฟ่านต่างกำลังรอคำตอบของโม่เฟิง  ปิงหยุนจึงอธิบายทุกอย่างให้ฟังโดยละเอียด

     

    เมื่อได้ฟังเรื่องราวทุกอย่าง ทุกคนต่างก็รู้สึกตกใจมาก เนื่องจากไม่มีใครเคยคิดเลยว่า โม่เฟิงจะครอบครองสูตรโอสถชนิดใหม่ที่มีมูลค่าสูงอยู่ถึงสามชนิด

     

    ลู่หานมองแหวนที่สวมอยู่บนนิ้วตัวเองพลางพูดรำพึงออกมา “ไม่แปลกใจเลย ที่เจ้าจะมีเงินมาซื้อชุดเกราะและแหวนมิติหยกธาราให้พวกข้าใช้”

     

    เสี่ยวฟ่านดวงตาเป็นกระกาย “เจ้าพอจะมีสูตรโอสถให้กับข้าอีกซักสูตรไหม ข้าจะได้เอาไปทำธุรกิจบ้าง ฮ่า ๆ ๆ ๆ”

     

    เห็นดวงตาที่เปล่งประกายของเสี่ยวฟ่าน โม่เฟิงจึงตอบกลับไปว่า “มี”

     

    ได้ยินคำตอบของโม่เฟิง เสี่ยวฟ่านยิ้มแป้นจนปากแทบฉีกถึงรูหู รอลุ้นว่ามันจะเป็นสูตรโอสถแบบไหน

     

    โม่เฟิงที่สีหน้าเคร่งขรึมอยู่ตลอดเวลา เห็นกิริยาท่าทางของเสี่ยวฟ่านเป็นต้องยกยิ้มออกมา “สูตรโอสถที่ข้ามีอยู่ตอนนี้อาจจะยังไม่สมบูรณ์ แต่ถ้าเจ้ายินดีช่วย ข้ามั่นใจว่ามันจะต้องสมบูรณ์ได้อย่างแน่นอน”

     

    “บอกข้ามาเลย ว่าเจ้าต้องการอะไร ไม่มีสิ่งไหนที่ข้าทำให้เจ้าไม่ได้” เสี่ยวฟ่านพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ

     

    โม่เฟิงอมยิ้มน้อย ๆ เลื่อนปลายนิ้วขยับแว่นตาของตน “ข้าได้ยินมาว่า...ที่เขาไพรอสูรซึ่งอยู่ติดกับเมืองตะวันดับ มีสัตว์อสูรในขอบเขตผสานวิญญาณอาศัยอยู่ หากเจ้าไปควักหัวใจของมันออกมาให้ข้าได้ สูตรโอสถของข้าจะต้องสมบูรณ์ได้แน่ เจ้าคิดว่าไปเอามาให้ข้าได้ไหม?”

     

    “ให้ข้าไปเอาหัวใจของสัตว์อสูรในขอบเขตผสานวิญญาณ...?” พอนึกถึงสัตว์อสูรที่ดุร้ายเช่นนั้น เสี่ยวฟ่านจึงรีบส่ายหน้าโดยทันที “ไม่ได้ ข้าทำไม่ได้แน่ ข้ายังไม่อยากเอาชีวิตไปทิ้ง”

     

    “ฮ่า ๆ ๆ ๆ ” ทุกคนต่างหัวเราะกับท่าทีอันน่าขบขันของเสี่ยวฟ่าน ก่อนจะเดินตามฟางเยว่ไปที่ห้องรับรองของตระกูลปิง

    ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

    พี่โม่กลายเป็นเจ้าสัวไปล่ะ บุคคลทีมีอยู่ไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์ของเมืองตะวันดับ 5555+

    ฝากทุกคนช่วยกดติดตามนิยายเรื่องนี้ รวมถึงกดไลค์กดติดตามเพจ Facebook : Nightfall.Novel ด้วยนะครับ