หลังจากตื่นตากการนอนหลับ เฟิ่งหยูกลับไปยังวิหารสุริยันจันทราที่ตั้งอยู่ใกล้ ๆ ต้นพฤกษาโลกา เฟิ่งหยูทำการหลอมกลั่นตัวเองอีกครั้งหนึ่งเขาทำการหลอมกลั่นครั้งแล้วครั้งเล่าจนลวดลายแปลกประหลาดบนแขนของเขาเริ่มเปล่งแสงจางๆ ออกมาพลังที่ห่อหุ้มแขนของเขาบีบอัดและกดดันทำให้แขนของเฟิ่งหยูบิดเบี้ยวและแหลกละเอียด
โลหิตและพลังปราณภายในตัวเฟิ่งหยูเริ่มหมุนเวียนอย่างรวดเร็วห้วงจิตของเฟิ่งหยูเริ่มสั่นไหว แต่มิอาจจะควบคุมตัวเองได้พลังฟ้าดินและพลังต้นกำเนิดเริ่มหลอมรวมผสานกันทำให้แขนของเฟิ่งหยูเริ่มหลอมรวมและฟื้นฟูกลับมาทีละเล็กทีละน้อยอย่างช้าๆจนกลับมาเป็นปกติภายในระยะเวลาไม่นาน
ในตอนนี้เฟิ่งหยูมองเห็นแขนของตัวเองแปลเปลี่ยนเป็นสีทองสว่างจ้าภายในแขนปรากฏเส้นชีพจรขึ้นมาเส้นชีพจรที่ปรากฏขึ้นมาเหล่านี้ช่างเหมือนกับเส้นชีพจรมังกรที่เฟิ่งหยูเคยสังเกตเห็นจริงๆ อย่างน่าเหลือเชื่อ
เฟิ่งหยูไม่มีเวลาให้สังเกตมากนักเมื่อเขาพบว่ามีพลังงานหลั่งไหลอยู่ในเส้นชีพจรนั้นอย่างหนาแน่นเฟิ่งหยูจดจำวิถีแห่งพลังนั้นได้ เขารู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่ง วิถีของการไหลเวียนนี้เป็นวิถีหนึ่งของการโคจรลมปราณที่เขาสังเกตจากซากมังกร
การหลอมร่างเซียนของเฟิ่งหยูสามารถหลอมแขนทั้งสองข้างของเขาให้กลายเป็นเซียนได้ที่ละเล็กทีละน้อยด้วยผลลัพธ์อันทรงพลังของการหลอมกายทำให้เกิดเสียงระเบิดลั่นสิ่งสกปรกทั้งหลายจำนวนมากถูกขับออกจากร่างกายของเฟิ่งหยู เลือดที่เป็นสีแดงเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นสีทองจาง ๆและหลอมรวมเข้ากับปราณแท้จริงที่อยู่ภายในจุดตันเถียนของเฟิ่งหยู
ครู่ต่อมาปราณทั้งหมดของเขาเปรเปลี่ยนเป็นมังกรสีทองมันคำรามกึกก้อง และพุ่งตัวขึ้นสู่ท้องฟ้า มันแหวกว่ายและคำรามอยู่ไม่นาน
มังกรสีทองพุ่งเข้าสู่แขนทั้งสองข้างของเฟิ่งหยูอย่างรวดเร็วพลังฟ้าดินปริมาณมากหลั่งไหลเข้าสู่แขนทั้งสองข้างของเฟิ่งหยูความแข็งแกร่งของแขนทั้งสองข้างของเขาในตอนนี้ได้บรรลุการหลอมกายเซียนโบราณขั้นที่หนึ่งเรียบร้อยแล้ว
เฟิ่งหยูลองต่อยก้อนหินขนาดใหญ่ก้อนหนึ่งซึ่งผลที่ได้กลับทำให้เฟิ่งหยูตื่นเต้นเป็นอย่างมากก้อนหินขนาดใหญ่ก้อนนั้นแหลกละเอียดเป็นผุยผงภายในพริบตาโดยที่เฟิ่งหยูแทบจะไม่ได้ออกแรงเลย
หลังจากฝึกฝนจนสามารถใช้แขนทั้งสองข้างได้อย่างคล่องแคล่ว เฟิ่งหยูออกมาจากเจดีย์ฟ้าสวรรค์เฟิ่งหยูได้รับทราบว่ากษัตริย์เหวินฉิงได้ไปพบกษัตริย์ผิงลู่เพื่อพูดคุยถึงความร่วมมือของทั้งสองอาณาจักรเรียบร้อยแล้วเฟิ่งหยูจึงเดินไปยังตำหนักของหนิงเอ๋อ เพื่อที่จะพาหนิงเอ๋อไปยังอาณาจักรพยัคฆ์ขาวต่อไป
“เจ้ามาแล้วหรือ ข้ารออยู่ตั้งนานนึกว่าจะแอบไปคนเดียวซะอีก”
“ข้าฝึกเพลินไปหน่อย ไปเถอะเราออกเดินทางกันเถอะ”
“อื่ม”
ทั้งสองออกเดินทางไปยังอาณาจักรพยัคฆ์ขาว เฟิ่งหยูเลือกเดินทางโดยรถม้าเช่นเดิมเหตุผลเพราะที่เขาเลือกเพราะเฟิ่งหยูอยากจะเรียนรู้วิถีชีวิตของชาวเมืองของอาณาจักรต่างๆ หลายวันผ่านพ้นไป เฟิ่งหยูและองค์หญิงหนิงเอ๋อเดินทางมาถึงเมืองหน้าด่านของอาณาจักรพยัคฆ์ขาว
“เร็วเข้า อย่ามัวชักช้า ด้านหลังยังมีคนอีกเยอะ”
เสียงของทหารรักษาเมืองหน้าด่านของอาณาจักรพยัคฆ์ขาวที่กำลังเร่งขบวนพ่อค้าที่ต้องการเข้าเมืองซึ่งเมืองหน้าด่านแห่งนี้ขึ้นชื่อเรื่องความเข้มงวดเป็นพิเศษเพราะอาณาจักรพยัคฆ์ขาวเป็นอาณาจักรหนึ่งที่มีชื่อเสียงด้านการทหารเป็นอย่างมาก
เฟิ่งหยูและองค์หญิงหนิงเอ๋อต่อแถวขบวนร่วมกับเหล่าพ่อค้าและสามัญชนเพียงไม่นานรถม้าของพวกเขาก็มาหยุดอยู่ตรงหน้ากองกำลังที่กำลังยุ่งอยู่กับการตรวจตรากลุ่มพ่อค้า
เฟิ่งหยูหยิบป้ายประจำตัวของเขาให้กับทหารยามเหล่าทหารยามพลันตื่นตะลึง ประสานมือโค้งตัวอย่างสุภาพ......
“ข้าเฟิ่งหยูและองค์หญิงหนิงเอ๋อขอเข้าเมืองเพื่อเดินทางไปยังเมืองหลวงของอาณาจักร”
ยิ่งได้ยินคำของเฟิ่งหยู เหล่าทหารยามรีบเปิดทางให้อย่างรวดเร็วเหล่าพ่อค้าที่ถูกตรวจตราอยู่ต่างอยากรู้ว่าใครบนรถม้าที่ทหารยามทั้งหลายที่เข้มงวดถึงกับอ่อนน้อมถ่อมตนได้ถึงเพียงนี้.......
เฟิ่งหยูเดินทางต่อไปจนถึงเมืองหลวงของอาณาจักรพยัคฆ์ขาวทุกที่ที่เขาผ่านจะเห็นชาวบ้าน ที่อยู่สองข้างทางใช้ชีวิตปกติธรรมดาเรียบง่าย
“ไม่มีสงครามนี่ดีจริง ๆ นะ ดูทุกคนอยู่ดีกินดีอย่างนี้ข้าอยากให้ความสงบสุขแบบนี้อยู่ไปนานๆ ไม่ต้องมีสงครามไม่ต้องมีการสูญเสียเกิดขึ้น”
“ใช่อาณาจักรไหน หรือว่าเมืองใดผู้ปกครองไม่มีความละโมบโลภมาก ทุ่มเทพัฒนาอาณาจักรนั้นเมืองนั้น ประชาชนก็จะอยู่อย่างมีความสุข สงบ”
ใจกลางเมืองหลวงของพยัคฆ์ขาวมีหอคอยสูงเสียดฟ้าอยู่มันเป็นที่ฝึกฝนของรุ่นเยาว์ของอาณาจักรพยัคฆ์ขาว หอคอยนี้อยู่ในสำนักพยัคฆ์พิรุณซึ่งมองเห็นได้จากที่ไกลๆ
“นั่นมันหอคอยอะไรอย่างนั้นหรือ ทำไมมันสูงอย่างนั้นพวกเราแวะไปดูกันไหน”
หนิงเอ๋อเอ่ยถามเมื่อมองเห็นหอคอยอยู่ไกล ๆ
“ได้สิ พวกเราลองไปดูกันก่อนแล้วค่อยไปในเมืองหลวง”
พวกเขาเดินทางเข้าไปใกล้หอคอย แต่หอคอยกลัยอยู่ในสำนักพยัคฆ์พิรุณ
“พวกเราจะเข้าไปได้ไหมเฟิ่งหยู”
“เดี๋ยวข้าจะลองเข้าไปถามดู เจ้ารออยู่บนรถม้านี่ก่อน”
เฟิ่งหยูลงจากรถม้า เดินตรงไปยังหน้าประตูสำนักพยัคฆ์พิรุณ
“พี่ชาย ไม่ทราบว่าข้าจะเข้าข้างใน เพื่อไปที่หอคอยได้หรือไม่?”
ชายที่เฝ้าประตูสำนักทั้งสองมองมาที่เฟิ่งหยูที่แต่งตัวเหมือนคุณชายท่านหนึ่งและมองไปยังรถม้าพลันมองเห็นองค์หญิงหนิงเอ๋อที่โผล่หน้าออกมาด้วยความอยากรู้
ความสวยและความน่ารักขององค์หญิงหนิงเอ๋อถึงแม้จะแต่งชุดที่ธรรมดาสามัญ แต่ก็ยังคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ของหญิงที่สูงส่ง
“สำนักพยัคฆ์พิรุณไม่ใช่ที่จะให้เจ้ามาเที่ยวเล่นคิดอยากจะเข้าก็เข้าได้ง่าย ๆ” เสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากทางด้านหลังของชายที่เฝ้าประตูทั้งสอง
“คารวะคุณชายเยี่ยซาน” ยามทั้งสองกล่าวออกมาพร้อม ๆ กันเมื่อเห็นชายหนุ่ม
ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง สวมชุดสีเขียวท่าทางองอาจเดินออกมาพร้อมกับผู้ติดตามสองคน เยี่ยซานเฟิ่งหยูมองไปยังเยี่ยซานและผู้ติดตามพบว่าพลังยุทธ์ของเยี่ยซานนั้นอยู่ในระดับสวรรค์ขั้นที่หกและผู้ติดตามนั้นอยู่ในขั้นราชันสวรรค์ขั้นที่สามทั้งสองคน
เยี่ยซานมองไปยังเฟิ่งหยูอย่างเหยียดหยาม พร้อมกับเดินไปยังรถม้าที่หนิงเอ๋อนั่งอยู่
“แม่นาง หากท่านต้องการจะไปที่หอคอยพยัคฆ์ขาวข้าก็ไม่รังเกียจที่จะพาท่านเข้าไป”
เยี่ยซานมองหนิงเอ๋อด้วยสายตาที่เจ้าชู้
“ ไม่ดีกว่า ขอบใจท่านมากพวกเราไม่รบกวนท่านหรอกไว้พวกข้ามาวันอื่นก็ได้” หนิงเอ๋อตอบเยี่ยซานด้วยน้ำเสียงอันอ่อนโยน
“ท่านพี่เฟิ่งหยู พวกเราไปกันเถอะ”
เฟิ่งหยูพยักหน้าพร้อมกับขึ้นรถม้า เตรียมตัวจะจากไป
“ใครอนุญาตให้พวกเจ้าไปกัน คิดอยากจะมาก็มาอยากจะไปก็ไปพวกเจ้าคิดว่าตัวเองเป็นใคร สูงส่งมาจากไหน ถึงได้กล้ามาขัดใจนายน้อยเช่นข้า”เสียงเยี่ยซานดังขึ้นมาด้วยอารมณ์ขุ่นมัว
“แล้วเจ้าคิดว่าเจ้าเป็นใคร ถึงได้มาขวางพวกเรา”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า เจ้าไม่รู้ว่าข้าเป็นใครอย่างนั้นหรือข้าก็คือลูกชายของเจ้าสำนักพยัคฆ์พิรุณแห่งนี้ผู้คนในเมืองหลวงแห่งนี้ล้วนรู้จักข้าดี ข้าอยากจะได้สิ่งใด ข้าก็ต้องได้พวกเจ้าคงเป็นคนเมืองอื่นสินะถึงได้ไม่รู้จักข้า”
“ลูกชายเจ้าสำนักที่ทำตัวอย่างนี้ไม่เท่ากับว่าเจ้าสำนักพยัคฆ์พิรุณแห่งนี้ไม่มีปัญญาอบรมลูกชายเช่นเจ้าสินะ”เฟิ่งหยูพูดด้วยน้ำเสียงอันดัง ทำให้ผู้คนแถวนั้นต่างหันมามองกันหมด
“เจ้า เจ้า เจ้าบังอาจเกินไปแล้ว บังอาจมาว่าบิดาของข้าคิดหรือว่าวันนี้ข้าจะปล่อยเจ้าไปง่าย ๆ”
“พวกเจ้าไปจับผู้หญิงคนนั้นมาให้ข้าส่วนเจ้าหนุ่มปากมากคนนั้นซ้อมมันให้หนัก หักแขนหักขามันซะ”
เฟิ่งหยูยกยิ้ม พร้อมกับเอ่ย
“พวกเจ้าคิดว่าพวกเจ้าทำได้อย่างนั้นหรือ?”
ผู้ติดตามทั้งสองคนพุ่งตัวออกไปพร้อมปลดปล่อยพลังระดับราชันสวรรค์ขั้นที่สามหลอมรวมพลังฟ้าดินเข้ากับหมัดที่ซัดไปยังศีรษะของเฟิ่งหยู
ปังง..
เฟิ่งหยูยกหมัดเข้ากระแทกกับหมัดของผู้คุ้มกัน
แกร๊กกก..!!!
อ้ากกกก..... ! !
เฟิ่งหยูซัดหมัดอีกหมัดไปยังผู้คุ้มกันอีกคนที่พุ่งมาอีกทางด้านหนึ่งหมัดของเฟิ่งหยูพุ่งตรงเข้ากลางอกของผู้คุ้มกันคนนั้นทันที
ปังง...
แกร๊กกก..!!!
เสียงกระดูกหักดังออกมาอย่างชัดเจนพร้อมกับร่างของผู้คุ้มกันปลิวไปทางเยี่ยซานที่ไม่ทันได้ระวังตัว
ตุ๊บบบ.....
ร่างทั้งสองปลิวไปอัดกับกั้นไม้ที่อยู่ใกล้ๆ พร้อมกับเยี่ยซานที่หมดสติเพราะแรงกระแทกยามทั้งสองรีบวิ่งเข้ามาประคองคุณชายของพวกเขาทันที
เฟิ่งหยูไม่ได้หันไปมองพวกเขาเขาบังคับรถม้าออกไปพร้อมกับสายตานับร้อยที่จ้องมองมายังชายหนุ่มเฟิ่งหยูบังคับรถม้ามุ่งตรงไปยังพระราชวังของเมืองหลวงทันทีเขาไม่ได้คิดเกรงกลัวสำนักพยัคฆ์พิรุณแม้แต่น้อยแต่เขาเองก็ไม่อยากทำให้เรื่องมันใหญ่โตไปกว่านี้
เมื่อมาถึงหน้าพระราชวังของเมืองหลวงอาณาจักรพยัคฆ์ขาวเขายื่นป้ายประจำตัวของเขาให้ทหารที่เฝ้าประตูเมือง
“ข้าเฟิ่งหยูและองค์หญิงหนิงเอ๋อแห่งอาณาจักรเมฆาหวนมาตามรับสั่งขององค์กษัตริย์เหวินฉิงเพื่อมาติดตั้งค่ายกลมิติ”
ทหารที่ประตูเมืองรีบไปรายงานทันทีพร้อมกับนำทางทั้งสองเข้าไปในพระราชวัง
เพียงไม่นานองค์ชายไป๋เซ่อก็รีบออกมาต้อนรับเฟิ่งหยูและองค์หญิงหนิงเอ๋อทันที
“พวกท่านเดินทางมาไกล คงลำบากไม่น้อย ข้าได้สั่งคนให้เตรียมที่พักไว้ให้แล้วพวกท่านพักผ่อนก่อนเถอะ ข้าจะไปรายงานพระบิดาและจะมาตามเจ้าไปพบทีหลัง”
“ขอบคุณองค์ชายไป๋เซ่อ ที่ต้อนรับพวกเราเป็นอย่างดี”เสียงน่ารักสดใสขององค์หญิงหนิงเอ๋อดังขึ้นมา
“ขอบคุณองค์ชาย ที่ให้การต้อนรับ ท่านไปรายงานบิดาท่านก่อนแล้วเราค่อยมานั่งดื่มด้วยกัน”
“เอาตามนั้น ข้าจะสั่งคนให้เตรียมสุราอาหารไว้รอ ข้ากลับมาแล้วเราค่อยมาดื่มกินกัน”