อลิสนั่งอยู่ในโซนเครื่องดื่ม และตรงหน้าของเธอคือโน้ตบุ๊กเครื่องเล็ก ๆ ที่เปิดค้างอยู่ ดูเหมือนเธอกำลังจดจ่อกับงานตรงหน้าอย่างจริงจัง
นิ้วเรียว ๆ ของเธอเลื่อนเมาส์ไปมา บ่งบอกว่าเธอคงกำลังรีบเคลียร์งานบางอย่างให้เสร็จ
ส่วนผมยืนพิงกำแพงอยู่ด้านหลังเธอ ห่างออกมานิดหน่อย มองแผ่นหลังนั้นด้วยความลังเล
ในหัวผมมีแต่ความคิดวนไปมา จะเข้าไปคุยกับเธอดีไหม ถ้าคุย ผมควรเริ่มยังไง
ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกติดขัด เพราะก่อนหน้านี้ ผมดันเผลอปากเสียใส่เธอไปอีกแล้ว ผมถอนหายใจเบา ๆ พลางมองเธอที่กำลังทำงานไปด้วย
ผมยืนคิดอยู่นาน จนในที่สุดก็ตัดสินใจเดินเข้าไปหาเธอ หากยังยืนลังเลอยู่แบบนี้ ผมก็คงไม่รู้เลยว่า ตาแก่นั่น จะกลับเข้าบ้านตอนไหน แถมผมยังต้องเผื่อเวลาเดินทางกลับบ้านด้วย อย่างน้อยก็ชั่วโมงครึ่ง
ดารินเองก็นัดผมไว้ช่วงเย็น แม้จะไม่ได้ระบุเวลาชัดเจน แต่ผมก็ไม่อยากรบกวนถามเธอว่าให้ไปรับกี่โมง กลัวว่าจะไปก้าวก่ายเวลาส่วนตัวของเธอมากเกินไป เพราะแบบนั้น ผมจึงไม่เหลือเวลามากพอสำหรับการลังเลอีกแล้ว ผมสูดลมหายใจเบา ๆ แล้วเดินเข้าไปหาอลิสที่กำลังตั้งใจทำงานอยู่ตรงหน้า
หลังจากเดินไปได้ไม่กี่ก้าว ผมก็หยุดยืนตรงหน้าอลิสแล้วเอ่ยขึ้นว่า “พอจะรู้..”
แต่ประโยคของผมยังไม่ทันจบ อลิสก็พูดสวนขึ้นมาทันที
“คุณหนึ่งทุ่ม ส่วนฉัน บ่ายสอง”
ผมชะงักค้างทันที ไม่แน่ใจว่าควรตกใจกับเรื่องไหนก่อน เรื่องที่เธอรู้ว่าผอ.จะกลับตอนหนึ่งทุ่ม หรือเรื่องที่ผมแทบไม่ต้องเอ่ยอะไรด้วยซ้ำ เธอก็พูดข้อมูลที่ผมต้องการออกมาหมดแล้ว
“ขอบคุณครับ”
ผมพูดแค่นั้นก่อนจะหมุนตัวเดินออกมา ความฉงนยังค้างอยู่เต็มหัว นึกว่าเธอจะเล่นตัว ไม่ยอมบอกอะไรผม แต่กลับผิดคาดอย่างแรง
จริง ๆ จะว่าไปก็ไม่แปลก ผมดันไปถามเธอตอนที่เธอกำลังทำงานอยู่พอดี เธออาจจะไม่อยากเสียเวลากับเรื่องของผมก็ได้
แต่ถึงอย่างนั้น สิ่งที่เธอตอบกลับมาก็ทำให้ผมคิดไม่ตกอยู่ดี
จากนั้นผมก็พยายามสลัดเรื่องของอลิสออกจากหัว แล้วกลับมาคิดถึงปัญหาที่สำคัญกว่า ตาแก่นั่นดันจะใช้งานผมไปจนถึงหนึ่งทุ่ม ผมปล่อยให้เป็นแบบนั้นไม่ได้แน่นอน
เวลาค่อย ๆ ไหลผ่านไปอย่างอืดอาด จนกระทั่งเข็มนาฬิกาขยับไปแตะที่ 14.00 น. พอดี
ผมนั่งอยู่ในโซนรับแขกด้วยความอึดอัด ใจหนึ่งก็คิดหาวิธีเอาตัวรอดจากเรื่องไร้สาระที่ยืดเยื้อของผอ. อีกใจก็พยายามคาดเดาว่าจะจัดการกับเรื่องนี้แบบไหน ถึงจะไม่โดนเล่นกลับ
แต่จนถึงตอนนี้…ผมก็ยังหาคำตอบไม่ได้เลย
แต่ระหว่างที่ผมนั่งคิดจนหัวแทบจะระเบิดอยู่นั้น เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
“คุณวายุ” ผมหันขวับทันทีตามสัญชาตญาณ
คนที่ยืนอยู่ตรงหน้าคือ อลิส เธอสะพายกระเป๋าใบหนึ่งที่อัดแน่นไปด้วยเอกสาร ดูท่าว่าน่าจะเก็บของเสร็จและกำลังจะกลับ
“ค..ครับ” ผมตอบไปอย่างตะกุกตะกัก ไม่ใช่อะไร แค่ผมไม่คิดว่าเธอจะเป็นฝ่ายเดินมาหาผมก่อนด้วยซ้ำ
“ฉันกลับก่อนนะคะ” เธอเอ่ยพร้อมจ้องผมชั่วครู่ ก่อนจะหลุบสายตาลงราวกับไม่กล้าสบตาตรง ๆ
เธอเหมือนกำลังชั่งใจอะไรบางอย่าง ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ แล้วพูดต่อ “แล้ว… เรื่องเมื่อเช้านี้ ขอให้เก็บเป็นความลับระหว่างเรา…ได้ไหมคะ...” เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงปกติ แต่มันแฝงไปด้วยความเขินอายบางอย่าง ที่ผมไม่คิดว่าจะได้ยินจากปากอลิสเลยตอนนี้
ผมไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย “ได้สิครับ”
“ขอบคุณค่ะ ฉันขอตัวก่อนนะคะ” หลังจากเธอพูดจบก็หมุนตัวเตรียมจะเดินออกไป แต่ต้องหยุดเพราะเสียงเรียกจากผม
“คุณอลิสครับ”
เธอหยุดนิ่ง แต่ยังไม่หันกลับมา
“เรื่องที่คุณบอกว่า ผอ.จะกลับตอนหนึ่งทุ่ม…” ผมลังเลเล็กน้อยก่อนพูดต่อ “ถ้านั่นเป็นเวลาที่แน่นอนแล้ว คุณพอจะมีวิธีทำให้ท่านกลับเร็วกว่านั้นหน่อยไหมครับ พอดีผมมีธุระ”
เธอเงียบไปครู่หนึ่ง จนผมเองก็ไม่แน่ใจว่าเธอจะตอบผมไหม หรือกำลังคิดอยู่กันแน่ แต่สุดท้ายเธอก็เอ่ยขึ้นอย่างสุภาพว่า
“ฉันคงช่วยคุณเรื่องนี้ไม่ได้หรอกค่ะ คุณก็รู้ว่าท่าน ผอ. เป็นคนยังไง”
เธอเว้นจังหวะไว้เท่านั้น
“อ่อ…” ผมพยักหน้ารับเบา ๆ แม้จะรู้อยู่แล้วว่าไม่ควรคาดหวังมาก “ขอบคุณครับ”
แล้วหันกลับมานั่งในท่าเดิม หันหน้าเข้าหาโต๊ะ
“แต่เรื่องไหนที่ฉันช่วยได้…ฉันก็เต็มใจค่ะ”
เสียงของอลิสดังขึ้นข้างหลังแบบไม่ทันตั้งตัว ทำเอาผมหยุดนิ่งไปครู่หนึ่ง ตอนแรกผมยังคิดว่าเธอเดินออกไปแล้วด้วยซ้ำ
ผมหันกลับไปมอง แต่ก็ไม่ทัน เธอเดินเร่งฝีเท้า ออกไปเสียก่อน ราวกับกลัวว่า จะถูกผมถามอะไรต่อ
ผมมองแผ่นหลังของเธอที่เดินจากไป พลางคิดว่า อาจเพราะเธอเผลอหลุดปากว่าชอบผม ทำให้ผมรู้ เธอเลยดูเปลี่ยนไป หรือบางทีอาจเป็นเพราะสกิลที่ผมใช้กับเธอมันหมดผลแล้วก็ได้
ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกัน ว่าทำไมเธอถึงดูไม่ได้ตั้งกำแพง ใส่ผมเหมือนตอนแรกแล้ว
คิดวนไปมาก็ปวดหัวอยู่แล้ว พอหันมาคิดเรื่องหาวิธีกลับให้ทันก่อนหกโมงเย็น ก็ยิ่งปวดหัวกว่าเดิมอีก
“ทำยังไงดีนะ…” ผมพึมพำกับตัวเอง แต่ยังไม่ทันคิดอะไรต่อ เสียงเรียกเข้าของมือถือก็ดังขึ้นมาเสียก่อน
บนหน้าจอมีชื่อว่า เลขา ผอ. คุณอลิส
เธอโทรมาทำไมกัน หรือว่าเธอคิดวิธีอะไรบางอย่างได้แล้วเลยโทรมาบอกผม
ผมไม่รอช้า กดรับสายทันที
“สวัสดีครับ” ผมเอ่ยทักก่อน
“คุณวายุคะ พอดีก่อนหน้านี้ฉันบอกคุณไม่หมด แล้วเมื่อครู่นี้ฉันมัวแต่คิดเรื่องของเรา จนลืมบอกไปเลย...” อลิสเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังแต่แฝงความลังเลเล็กน้อย
“คือว่าคุณจะได้กลับตอนหนึ่งทุ่มก็จริง แต่ก่อนหน้านั้นคุณต้องพาท่าน ผอ. ไปที่บ้านพักก่อน บ้านหลังนั้น ผอ.ท่านบอกว่าคุณเคยไปมาแล้ว ท่านฝากฉันแค่นี้ค่ะ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ความโมโหต่อ ตาแก่ ผอ. ก็ยิ่งพุ่งสูงขึ้นในใจ นี่เขาเอาวันหยุดของผมไปใช้กับเรื่องไร้สาระพวกนี้จริง ๆ เหรอ
ผมผ่อนลมหายใจออกยาว พยายามกดอารมณ์ให้สงบ แล้วตอบกลับด้วยน้ำเสียงปกติว่า
“ไม่เป็นไร ขอบคุณนะครับที่บอกผม”
ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่ง ราวกับกำลังคิดว่าจะพูดอะไรต่อ แต่สุดท้ายก็เลือกที่จะตัดสายไปในที่สุด
เวลาล่วงเลยบ่ายสามไปแล้ว ผมนั่งอยู่ในโซนเครื่องดื่มอย่างเบื่อหน่าย จู่ ๆ โทรศัพท์ก็ดังขึ้นครั้งนี้เป็น ตาแก่ ผอ. โทรมา ผมปล่อยให้สายดังอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะกดรับด้วยความหงุดหงิด
“สวัสดีครับ” ผมเอ่ยเสียงเรียบ
ปลายสายตอบกลับสั้น ๆ ด้วยน้ำเสียงออกคำสั่ง “คุณไปเตรียมรถไว้เลยนะ ผมจะเสร็จแล้ว”
แล้วเขาก็ตัดสายไปทันที
ตอนนี้ดวงตาของผมเต็มไปด้วยไฟพิโรธ ผมลุกขึ้นจากเก้าอี้ ใบหน้าบูดบึ้ง ก่อนจะก้าวเดินออกจากตัวอาคารไป
ขณะที่กำลังจะก้าวขึ้นรถ จอโปร่งแสงของระบบก็โผล่ขึ้น พร้อมแจ้งเตือนข้อความหนึ่ง
ติ้ง...
[ระบบได้ลบ สกิลหัวใจสิงห์ ออกจากระบบปฏิบัติการของคุณเป็นที่เรียบร้อยแล้ว]
[เนื่องจากคุณมีการพัฒนาทางอารมณ์ และ ความกล้าขึ้นมามากพอสมควร และอีกอย่างก็เป็นผลจากที่คุณเคยหยุดใช้สกิลกลางคัน ทางระบบจึงได้วิเคราะห์และสรุปได้ว่าคุณไม่จำเป็นต้องมีสกิลนี้อีกต่อไป]
ผมมองข้อความนั้นอย่างไม่ใส่ใจนัก ส่วนหนึ่งก็เพราะอารมณ์ของผมตอนนี้ และที่สำคัญ… ผมก็ไม่อยากใช้สกิลนั้นอีกต่อไปแล้วเช่นกัน