ขออาสาเป็ทหารสู้ทัพพม่าอีกครั้ง ป้องกันเมืองพิษณุโลก
เ้าแพงกลับมาช่วยช่างทั้งสองคนร่วมกันโบกปูนปั้นอย่างเต็มความสามารถ นับั้แ่ฟื้นขึ้นมาก็เห็นใบหน้าพระพุทธรูปที่ถูกปูนพอกลงมาจนถึงหน้าอกเรื่อยลงมา เ้าแพงช่วยช่างทั้งสองจนมาถึงหน้าท้องพระพุทธรูป การปั้นปูนจะใจร้อนก็ไม่ได้ ต้องบ่มปูนเก่าที่พอกไปแล้วไม่ไห้ปูนแตกร้าวหรือเกิดเป็จุดอ่อนให้กระเทาะภายหลัง
ส่วนเรไรก็แปะแผ่นทองคำเปลวทำนะหน้าทองมาเจอกับเจ้งแพงทุกวัน เฝ้าหวังว่าจะมีอภินิหารฟื้นความจำคนรักเก่าอีกครั้ง แต่นางรู้ว่าเ้าแพงคนเก่ากับคนใหม่ช่างต่างกันสิ้นเชิง คนเก่าชอบทำหน้าหยิ่งไม่ค่อยยิ้ม พูดจาเสียงดุห้วนๆ แต่ใจกลับอ่อนโยน มีเมตตาอยู่ภายใน แต่คนใหม่เป็คนสุขุมไม่ทำหน้าดุ หน้าเรียบเฉย แต่ภายในเข้มแข็ง วันๆ เอาแต่ศึกษาตำราการผสมสมุนไพรเหมือนเป็นักวิทยาศาสตร์ ดูเฉยชาต่อนางเรไรยิ่งนัก จนนางอ่อนใจย่อท้อที่จะมีพี่แพงคนเดิม “พี่แพงซื่อบื่อ” นางว่าตัดท้อในใจ แต่อีกสักประเดี๋ยวนางก็ฮึกเหิมเดินไปให้อาจารย์ท่องคาถาแปะทองที่หน้าผากอีก แล้วมาที่ครัวทำอาหารต้มยำปลาช่อนที่ใครกินฝีมือนางก็ยกนิ้วให้ แล้วเดินมาส่งให้เ้าแพงกับมือในขณะที่ทั้งสามคนกำลังขมีขมันโบกโปกปูนองค์พระ
“เรไร พักนี้เองแปลกๆ มาทีไรก็มีแผ่นทองบนหน้าผากทุกที” ช่างมั่นว่า
“อ๋อพักนี้ฉันดวงตกเลยไปหาอาจารย์ที่วัดทำพิธีให้” เรไรแก้ต่างจนช่างอิ่มมองหน้าลูกสาว รู้อยู่แก่ใจว่าที่ลูกสาวทำไปเพื่อให้คนรักกลับคืนมา ส่วนเรไรก็จ้องมองหน้าเ้าแพงแล้วทำตาค้อนแทบควักเอาไส้เ้าแพงออกมา
“ไอ้แพงตอนนอนเอ็งแวะไปห้องอีเรไรมันขูดเช็ดทองที่หน้าผากมันออกหน่อย ข้าวานที” ช่างอิ่มสนับสนุนอยากได้ลูกเขยคนนี้เต็มที่ เ้าแพงพยักหน้าหงึกๆ
“อย่าลืมแวะมาที่ห้องนอนฉันนะ” เรไรพูดอย่างไม่อาย
พระเ้าตากสินส่งพลกองทัพและเสบียงขึ้นพิษณุโลกช่วยรบพม่า
ครั้นถึง ณ วันอังคารเดือนยี่แรมสิบเอ็ดคําาปีมะแมสัปตศก ฝ่ายพระเ้าตากสินจึงดำรัสให้เกณฑ์กองทัพทั้งทางบกทางเรือสรรพด้วยช้างม้าเครื่องสรรพาวุธพร้อมเสด็จ พลฉกรรจ์ลำเครื่องทั้งไทยจีนเป็คนหมื่นสองพันสองร้อยเจ็ดสิบคนเป็ทัพหลวงขึ้นเหนือไปช่วยรบกับทัพพม่าพระพุทธเ้าอยู่หัวจึงเสด็จทรงเรือพระที่นั่งกราบยาวสิบสามวาให้ยาตรานาวาทัพเรือจากกรุงธนบุรีไปโดยทางเรือชลมารค ไปหยุดประทับแรม ณ พลับพลาหน้าฉนวนหน้าพระราชวังกรุงเก่า และเมื่อเดือนสามขึ้นสามค่ำยกทัพต่อขึ้นไปยังนคร์ และวันเสาร์เดือนสามขึ้นเจ็ดค่ำ กองทัพหลวงเสด็จถึงค่ายปากน้ำดิงฟากตะวันออก ทรงดำรัสให้บรรดาแม่ทัพนายกองตั้งค่ายั้แ่ค่ายณบ้านท่าทราย ณ บ้านท่าโรง ค่าย ณ บ้านกระดาษ ณ วัดจุฬา ค่ายเหล่านี้ให้ถึงกัน ให้พระยานคร์ตั้งค่ายโอบล้อมพม่าไว้โอบล้อมค่ายพม่าไว้ ั้แ่วัดจันทร์จนถึงเมืองพิษณุโลกชักปีกกาตลอดถึงกันทุกๆ ค่าย ทางทัพพม่าเข้าตีค่ายไทยอย่างต่อเนื่องแต่ก็โดนทัพไทยตีโต้กลับถอยทัพเข้าค่ายไป แต่ทัพไทยยังไม่สามารถตีค่ายพม่าให้แตกถอยไปได้ ต่างฝ่ายตั้งมั่นอยู่ในค่ายตัวเอง
ฝ่ายในเมืองพิษณุโลก เ้าพระยาจักรี เ้าพระยาสุรสีห์ก็ยกพลหารออกตั้งค่ายประชิดค่ายพม่า นอกเมืองฟากตะวันออก แต่พม่ายกออกรบชิงเอาค่ายได้ พม่าล้มตายล้มตายและลำบากไปเป็อันมาก พม่าขุดอุโมงเดินใต้ดินเข้ามารบทุกค่าย ฝ่ายข้างไทยก็ขุดอุโมงค์ออกไปจากค่ายทุกๆ ค่าย และอุโมงทะลุถึงกันได้รบกับทัพพม่าในอุโมงค์ ฆ่าฟันกันตายในอุโมงค์เป็อันมาก
ฝ่ายพม่ายกทัพคนสามหมื่นห้าพันตั้งอยู่ ณ บ้านกงธานี อแซหวุ่นกี้และแมงแยยางูผู้น้องกับกละโบ่ และเ้าเมืองตองอูถือพลสามหมื่นยกมาติดเมืองพิษณุโลกอีกแต่นายทัพพม่าทำการขัดสนนัก
ครั้น ณ วันอังคารเดือนสามแรมสองค่ำกลางคืนเพลาสี่ทุ่มจึงเสด็จยกทัพหลวงขึ้นไป ณ ค่ายมั่นวัดจันทร์ ดำรัสให้กองทหารไปช่วยพระยานคร์ ซึ่งตั้งค่ายประชิดโอบล้อมพม่า ณ วัดจันทร์นั้น ครั้นเพลาสิบเอ็ดทุ่ม กองทัพไทยก็จุดปืนใหญ่ยิงทลายค่ายพม่า แล้วออกปล้นทุกหน้าค่ายพม่า รบกันจนเพลารุ่ง นายทัพทั้งปวงจะหักเอาค่ายพม่ามิได้ก็ถอยกลับเข้าค่าย ทรงดำรัสให้พระราชาลงไปเอาปืนพระยาราชปักษ์ ปืนฉัตรชัย ณ กรุงธนบุรี บรรทุกมาจงมาก
ทัพพม่าตีสกัดตัดลำเลียงเสบียงทัพไทยไม่สามารถส่งไปช่วยพิษณุโลกได้
ส่วนพม่าอแซหวุ่นกี้ให้นายทัพปัญญีตจวง ซึ่งตั้งค่ายอยู่ ณ กงธานีคุมพลสามพัน ยกลงมาที่เมืองกำแพงเพชร ลามไปถึงเมืองนคร์ แซงลงไปถึงเมืองอุทัยธานี ถ้าได้ทีให้วกหลังตัดลำเลียงกองทัพไทย จะได้พะว้าพะวงทั้งหน้าหลังก็จะหย่อนกำลังลง
ครั้นเพลาค่ำในวันเสาร์เดือนสามแรมหกค่ำ เ้าพระยาสุรสีห์ให้เอาไม้ทำคบ เอาผ้าชุบน้ำมันยางจุดไฟใส่ในกระบอกปืนใหญ่ยิงเข้าไปในค่ายพม่าเผาไหม้ขึ้นมาค่ายหนึ่ง หอรบไหม้ทำลายลงสองหอ พม่าออกมาดับไฟก็โดนยิงตายและสาหัสไปเป็อันมาก แต่ในเมืองยังขัดสนเสบียงอาหาร จึงบอกไปยังทัพหลวงขอพระราชทานเสบียง ก็โปรดให้กองทัพคุมลำเลียงขึ้นไปส่ง แต่ถูกพม่าออกตัดลำเลียงกลางทางไปส่งหาถึงเมืองไม่ ครั้งหลังจึงโปรดให้ส่งไปอีก แล้วให้กองพระยาราชสีมายกไปช่วยป้องกันกองลำเลียง. แล้วให้เ้าพระยาสุรสีห์ยกกองทัพลงมารับ แต่กละโบ่แม่กองหน้าพม่านั้นเข้มแข็งนักยกทัพมาสกัดตี ทำให้กองทัพไทยทั้งสองไม่สามรถเข้าถึงกัน ทัพเมืองนครราชสีมาก็พาลำเลียงถอยกลับมาค่ายหลวง ทำให้ข้าวในเมืองพิษณุโลกก็หมดลงทุกวันๆ จ่ายแจกรี้พลก็หาพออิ่มไม่ ไพร่พลก็ถอยกำลังอิดโรยลง ฝ่ายพม่าก็ขัดสนเสบียงเช่นกัน แต่อยู่ภายนอกเมืองทำเลกว้าง เที่ยวหาบุกกลอยแลัรากกระทาดปนกับอาหารกินค่อยช้าเนิ่นวัน ไม่สู้ขัดสนเหมือนในเมือง
เ้าแพงขันอาสารับใช้ชาติ
“ข้าวปลาอาหารที่นี่ช่างขัดสนยิ่ง เพราะหากใครมีกักตุนไว้ก็ถูกทัพพม่าปล้นไป แลพระพักตร์ของพระพุทธรูปยิ้มสมใจข้าแล้ว ข้าว่าอยากไปร่วมทัพกับเ้าพระยาทั้งสอง” เ้าแพงว่า
“งานตกแต่งองค์พระยังเหลือแค่ด้านหลังองค์พระ กับฐานรองนั่ง ปล่อยให้ข้าสองคนทำเอง เมื่อเช้าได้ยินข่าวว่าในเมืองขาดเสบียงอย่างมาก เนื่องจากทัพหลวงพระเ้ากรุงธนบุรีส่งเสบียงมาก็ถูกทัพพม่าเข้าตีแย่งเอาเสบียงไป หากไม่มีเสบียงเลี้ยงกองทัพก็ยากที่จะต้านทานทัพพม่าไว้ได้ แต่ถ้าเอ็งอยากไปเป็ทหารอาสาช่วยอีกแรงก็ดี ข้ารู้จักกับท่านเ้าพระยาทั้งสองอยู่จะนำเอ็งไปฝากท่านแม่ทัพให้ ว่าแต่เ้าเคยเป็ทหารอาสาอยู่แล้ว เื่จับดาบต่อสู้ศัตรูมีความชำนาญอยู่ ไม่ต้องฝึกสอนมากนัก” ช่างมั่นมั่นใจในร่างกายกำยำ และทะมัดทะแมงเป็พื้นฐานที่ดีอยู่แล้ว แถมยังได้ฝึกดาบกับอาจารย์คงอีก
“เื่นั้นท่านไม่ต้องห่วง ข้าจะนำข่าวสารการสู้รบมาบอกท่าน หากการรบทัพไทยมิอาจต้านทานทัพพม่าได้ จะรีบนำมาบอกท่านทั้งสองทันที พวกเราจักได้เตรียมตัวไว้”
การเข้าเป็ทหารอาสาของเ้าแพงจึงเป็ไปอย่างรวดเร็ว สามารถเป็ทัพหน้าเข้าสกัดทัพพม่าเคียงทัพพระยาสุรสีห์ทำหน้าที่ยิงปืนใหญ่ การที่ได้แห็นเ้าพระยาสุรสีห์ให้เอาไม้ทำคบ เอาผ้าชุบน้ำมันยางจุดไฟใส่ในกระบอกปืนใหญ่ยิงเข้าไปในค่ายพม่าทำให้ได้เกิดภวังค์ขึ้น
พลันภาพในภวังค์การทำะเิมือเกิดขึ้น ภาพของการทำบั้งไฟ หัวใจคือการทำดินปืนดินะเินั่นเอง โดยใช้ส่านผสมหลักคือดินประสิวกับถ่านไม้ สำหรับดินประสิวคนอีสานมักเรียกว่าขี้เกียทำจากขี้ค้างคาวนั่นเอง การทำถ่านไม้ ต้องใช้ไม้เนื้ออ่อน เช่นต้นพริก กิ่งมะม่วง เมื่อนำทั้งสองอย่างมาตำให้ละเอียดแล้วมาผสมกันเป็ดินปืน แล้วใช้ชนวนจุดไฟให้ะเิ แผนการทำะเิมือจุดประกายให้นำไปใช้ต่อสู้กับกองทัพพม่า
เมื่อตื่นจากภวังค์จึงรีบควบม้ามาหาช่างอิ่ม
“พี่อิ่มแถวนี้จะหาขี้ค้างคาวที่ไหนกัน"เ้าแพงถาม
“เยอะแยะไป ขี้ค้างคาวหาได้จากในถ้ำ ที่พิษณุโลกมีูเามีถ้ำมากชาเดินเข้าไปหาของป่าก็เห็นมีมากอยู่” ช่างอิ่มบอก
“ถ้าท่านทั้งสองเข้าไปหาของป่า วานท่านช่วยนำขี้เกียขี้ค้างคาวติดตัวออกมาให้มากที่สุด”
“เ้าจะเอาไปทำอะไรรึ” ช่างมั่นว่า
“ข้าจะนำไปทำะเิมือสู้กับกองทัพพม่า” เ้าแพงบอก และอยากบอกว่าจะนำไปบอกท่านเ้าพระยาทั้งสอง
“ะเิมืออะไรของเ้า ข้าได้ยินแต่เขายิงปืนใหญ่ให้ะุะเิใส่ข้าศึก” ช่างทั้งสองทำหน้างง แต่เ้าแพงก็ทิ้งไว้ให้เป็ปริศนา
“ข้าได้เกิดความคิดที่จะสร้างศาสตาวุธชนิดใหม่ต่อสู้กับศัตรู ขี้เกียมูลค้างคาวก็คือดินประสิวทำดินปืน ถึงอย่างไรถ้าหากท่านเข้าป่าช่วยหาขี้ค้างคาวมาให้ข้าด้วย มากเท่าไรยิ่งดี” เมื่อฝากภาระให้ช่างอิ่มแล้ว เ้าแพงจึงรีบควบม้ากลับกองทัพ
ครั้น ณ วันศุกร์เดือนสามแรมสิบสามค่ำ พม่าเมืองมะริดยกเข้ามาตีเมืองกุยทางใต้ เมืองปราณต้านทานมิได้ จึงถอยเข้ามาตั้งอยู่ ณเมืองชะอำและทัพพม่าเลิกกลับไป ทำให้ไทยต้องพะวงทางใต้อีกทางหนึ่ง พระเ้าหลานเธอกรมขุนอนุรักษ์า ได้แต่งพลทหารไปขัดทัพอยู่ที่ช่องแคบด่านเมืองเพชรบุรี ทำให้ทัพไทยต้องแบ่งพลลงมารักษากรุงธนบุรีอีกทางหนึ่ง
ทางฝ่ายกองทัพข้าหลวงไทยมอญห้าร้อยเข้าตีทัพพม่าแบบกองโจรที่กลางกองทัพซึ่งยกลงมาที่กำแพงเพชร แบบมิทันรู้ก็ทำให้กองทัพพม่าแตก กองทัพหลวงเก็บได้ศาสตราวุธต่างๆ แล้วล่าถอยมา ฝ่ายกองทัพพม่าก็ยกลงมาตั้งค่ายบ้านหลวง ในแขวงเมืองกำแพงเพชร แล้วยกแยกลงไปทางเมืองอุทัยธานีกองหนึ่งเข้าเผาบ้านอุทัยธานีเสีย ส่วนพม่านั้นก็ขัดสนด้วยข้าวและเกลือ เกลือนั้นหนักสองบาทซื้อขายกันเป็บาทหนึ่ง พยายามลงมาตีนคร์เพื่อชิงเสบียง ถูกพระยานครสวรรรค์ตีลากถอยกลับไป
ครั้น ณ วันอาทิตย์เดือนสี่ขึ้นเจ็ดค่ำ ฝ่ายไทยโดยหลวงเสนาภักดีกองปืนแก้วจินดาเข้าตีวกหลังพม่าเข้าไป แต่พม่าขุดสนามเพลาะวงล้อมไว้สามด้าน ทำให้กองทัพไทยถูกล้อมไว้ แต่ออกมาได้ จากนั้นฝ่ายพม่าออกปล้นค่ายกองทัพไทยก้ไม่สำเร็จเพราะถูกปืนใหญ่ฝ่ายไทยตายและลำบากมาก ยกเว้นทัพอแซหวุ่นกี้ให้กละโบ่ยกทัพข้ามแม่น้ำมาฟากตะวันออกเข้าปล้นค่ายกรมแสงใน มีคนสองร้อยสิบสี่คนตั้งค่ายอยู่ ณ วัดพริก รบกันเป็สามารถ พม่าแหกเอาค่ายได้แตกทั้งห้าค่าย นายทัพนายกองและไพร่หนีกระจัดกระจาย จึงดำรัสให้ปะาชีวิตหมื่นทิพหนึ่ง ไพร่สิบสามคน รวมสิบสี่คน ตัดศีรษะเสียบประจาน ดำรัสสั่งว่าแต่บรรดาไพร่ ซึ่งแตกทัพพม่ามานั้นได้ตัวมาเมื่อไรให้ฆ่าเสียให้สิ้น อันธรรมดาเป็ชายชาติทหารแล้วจงมีน้ำใจองอาจอย่ากลัวตาย ตั้งใจอาสาพระรัตนตรัย และพระมหากษัตริย์ เดชะด้วยผลกตัญญูนั้นจะช่วยอภิบาลบำรุงรักษาก็จะหาอันตรายมิได้ ถ้าใครย่อท้อต่อการาให้ปะาชีวิตเสีย ศึกจึงจะแก่กล้าขึ้นเอาชัยชนะได้
ฝ่ายพระยายมราชยกกองทัพไปประชิดค่ายพม่า ณ วัดพริก พม่ายกออกแหกค่ายพระยายมราช หักเอาค่ายได้ ในทันใดนั้นพระยายมราชขับพลทหารเข้าตีพม่าแตกชิงเอาค่ายคืนมา พม่าจึงถอยเข้าไปในค่ายวัดพริกตามเดิมตั้งรบกัน