วันที่ 22 มกราคม พ.ศ.2559 เวลา 07.59 น.
เพื่อนรักทั้งสองลืมตาโพลงขึ้นมาพร้อมกัน ประสานด้วยเสียงหายใจอันหอบเหนื่อยเหมือนผ่านช่วงเวลาอันน่าตื่นเต้นมาหมาด ๆ ต่างฝ่ายต่างลุกขึ้นมานั่งบนเตียงมองหน้าฝ่ายตรงข้ามด้วยความตกใจ ทั้งยังพูดออกมาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
“นายก็เห็นเหมือนกันใช่ไหม” เพื่อนรักทั้งสองต่างพยักหน้าให้กัน
“ฉันเห็นนายยืนอยู่ข้างฉันด้วย” ทีปกรและเกียกกายต่างพูดขึ้นมาพร้อมกันอีกครั้ง ยิ่งทำให้ทั้งสองมั่นใจว่าฝันเรื่องเดียวกัน
“มิน่าล่ะ ทำไมฉันถึงเห็นผี ที่แท้ฉันก็คือคนสนิทของเขมทัตนี่เอง แล้วที่สำคัญ…” คำพูดของเกียกกายหยุดชะงัก ทั้งยังนึกถึงหญิงสาวที่ตนตามขึ้นมาเพื่อครองคู่ด้วย ยิ่งทำให้รู้สึกหัวใจพองโตมากขึ้นกว่าเดิม เผยรอยยิ้มแววหวานบนใบหน้า พร้อมทั้งพูดเสียงเบาลงจนแทบจะไม่ได้ยิน “รัตมณีจะใช่พี่ธารึเปล่านะ…”
“ฉันรู้แค่ว่านายตามฉันมา แต่ก็ไม่รู้ว่าฉันเป็นใครนี่สิ” ทีปกรพูดในส่วนของตัวเองทั้งยังพยายามนึกถึงเรื่องในความฝัน โดยไม่ได้สนใจสีหน้าและแววตาของเพื่อนรักแม้แต่น้อย จึงทำให้เกียกกายสะดุ้งหลุดออกจากภวังค์ของตัวเอง
"ที่เราได้เป็นเพื่อนกันก็เพราะว่าฉันต้องปกป้องนายนี่เอง" เกียกกายใช้มือข้างซ้ายที่เหลืออยู่ของตน ขยี้ไปยังศีรษะของทีปกรหยอกล้อตามประสาอย่างเคย
"ทำอะไรให้เกียรติฉันด้วย ชาติก่อนฉันต้องยศใหญ่กว่านายแน่ ๆ" ทีปกรปัดมือเกียกกายออกพร้อมทั้งยืดตัวขึ้นมาเล็กน้อย เพื่อแสดงว่าตนมีตำแหน่งสูงกว่า
"ได้ครับท่าน" เกียกกายพูดด้วยน้ำเสียงยียวน ทั้งยังรู้สึกหมั่นไส้ในท่าทางของเพื่อนรัก จึงขยี้ผมคนยศใหญ่ให้แรงขึ้นกว่าเดิมจนผมเผ้ากระเซอะกระเซิงไม่เป็นทรง
‘ออด ๆ’ เสียงกดกริ่งดังขึ้นถี่ ๆ นานนับนาที เป็นเหตุให้การหยอกล้อของเพื่อนรักทั้งสองต้องหยุดชะงักลง
"ใครมากดออดหน้าบ้านแต่เช้าวะ" เกียกกายถามขึ้นด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดปนสงสัยพร้อมเขยิบตัวลงจากเตียง ทีปกรพยายามเงี่ยหูฟังเสียงนั้นชัด ๆ เพื่อความมั่นใจ
"ไม่ใช่เสียงของบ้านเราเว้ย น่าจะเป็นของบ้านป้าดีมากกว่า" เกียกกายหันขวับกลับมามองหน้าทีปกรด้วยสายตาอันเกรี้ยวกราด เมื่อต้นเหตุของเสียงนั้นมาจากบ้านป้าดีที่เคยปะทะคารมกันหลายต่อหลายครั้ง
"เสียงดังขนาดนี้ทำไมยังไม่ออกมาวะ ไหนไปดูสิ" เกียกกายพูดจบก็รีบเดินออกนอกห้องทันทีด้วยความหงุดหงิด
"เฮ้ย! ค่อย ๆ เดินก็ได้ไอ้กาย" ทีปกรกึ่งเดินกึ่งวิ่งตามหลังเกียกกายไปติด ๆ เพราะกลัวว่าเพื่อนรักจะควบคุมสติไม่อยู่เมื่อเห็นหน้าป้าดี ถึงแม้ว่าแขนจะเจ็บเพียงใดแต่ฝีปากก็พร้อมฟาดฟันตลอดเวลา
เกียกกายเดินมาถึงหน้าบ้านจึงเปิดประตูรั้วชะโงกหน้าออกไปดูต้นเหตุของเสียง ก็เห็นเด็กหนุ่มยืนอยู่หน้าบ้านป้าดีพร้อมทั้งรัวนิ้วลงบนกริ่งไม่หยุด
“น้อง ๆ กดทีเดียวก็น่าจะรู้เรื่องแล้วมั้ง” เกียกกายทำเสียงเข้มอย่างไม่สบอารมณ์ จึงทำให้เด็กหนุ่มหันมามองและหยุดชะงักทันทีเมื่อเห็นใบหน้าอันเกรี้ยวกราดของฝ่ายตรงข้าม
“ขอโทษครับพี่ ผมกดไปแล้วครั้งหนึ่งแต่ป้าแกก็ยังไม่ออกมา ผมก็เลยกดรัว ๆ” เด็กหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงสำนึกผิด ทั้งยังยกมือไหว้เกียกกายเพื่อเป็นการขอโทษ
“แล้วน้องโทรไปหาแกรึยัง" ทีปกรพยายามแทรกตัวเองออกมาด้านนอก และดันหัวเกียกกายให้เข้าบ้าน
“โทรไปแล้วครับแต่แกไม่รับ พอดีป้าแกโทรมาสั่งกับข้าวเอาไว้ ผมเห็นว่าไม่มาสักทีก็เลยเอามาส่งให้ครับ แต่ตอนนี้ผมต้องรีบกลับไปช่วยแม่ที่ร้านแล้วครับ” เด็กหนุ่มพูดอย่างร้อนรนทั้งยังชะโงกมองหาคนในบ้านอย่างต่อเนื่อง
“เอางี้เดี๋ยวพี่รับไว้ให้เอง ทั้งหมดเท่าไรอะ”
“50 บาทครับพี่”
“รอพี่แป๊บหนึ่ง” ทีปกรรีบวิ่งเข้าบ้านไปหยิบเงิน และกลับออกมายื่นเงินให้เด็กหนุ่ม พร้อมทั้งรับถุงกับข้าวของป้าดีเอาไว้ เมื่อจ่ายเงินเสร็จเรียบร้อยเด็กหนุ่มจึงยกมือไหว้อีกครั้งและขับรถออกไปทันที
“แหม ใจดีจังเลยนะครับเพื่อน” เกียกกายพูดประชดประชันทีปกร ทั้งยังเบ้ปากอย่างไม่สบอารมณ์ เพราะไม่เข้าใจว่าทำไมเพื่อนรักจึงต้องดีกับป้าข้างบ้านที่คอยจ้องจับผิดอยู่ตลอดเวลา
“ไม่เป็นไรหรอกน่า” ทีปกรชะโงกหน้ามองผ่านกระจกภายในบ้าน เห็นเหมือนมีคนเดินไปมาจึงกดกริ่งอีกครั้ง
“ป้าดี ออกมาเอากับข้าวด้วยครับ” ทีปกรตะโกนเรียก เมื่อเห็นว่าคนในบ้านหยุดมองออกมาด้านนอก “ผมแขวนไว้ให้ตรงนี้นะครับป้า อย่าลืมออกมาเอาด้วยล่ะ” ทีปกรแขวนถุงกับข้าวทิ้งไว้ตรงประตูรั้วและเดินกลับเข้าบ้าน พร้อมทั้งลากเกียกกายที่ยืนชะเง้อชะแง้มองหาป้าดีให้กลับบ้านมาพร้อมกัน