แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าลอดผ่านผ้าม่านโปร่งแสงเข้ามาตกกระทบเปลือกตา ปลุกผมให้ตื่นจากภวังค์นิทราอันไร้ความฝัน ผมลืมตาขึ้นช้าๆ ปรับสายตากับความสว่างภายในห้องนอน กลิ่นหอมจางๆ ของกาแฟคั่วบดเกรดพรีเมียมลอยมาแตะจมูก ผสมผสานกับกลิ่นดอกไม้สดที่ถูกเปลี่ยนใหม่ทุกวันในแจกันหัวเตียง
นี่คือเช้าวันใหม่... อีกหนึ่งวันที่เริ่มต้นขึ้นด้วยความสมบูรณ์แบบจนน่าขนลุก
ผมขยับตัวลุกขึ้นนั่ง พิงหัวเตียงบุหนังราคาแพง ความปวดเมื่อยที่เอวจากกิจกรรมเข้าจังหวะเมื่อคืนจางหายไปจนเกือบหมด เหลือทิ้งไว้เพียงความรู้สึกกระปรี้กระเปร่าทางกายภาพที่ได้รับจากการพักผ่อนอย่างเต็มที่ ผมหันไปมองข้างกาย พื้นที่ว่างเปล่าบนเตียงถูกจัดเก็บเรียบร้อยจนตึงเปรี๊ยะราวกับไม่เคยมีคนนอนอยู่ตรงนั้นมาก่อน
'พิม' ตื่นแล้ว... และเธอก็คงกำลังทำหน้าที่ของเธออยู่
ผมลุกจากเตียง เดินเข้าห้องน้ำที่กว้างขวางราวกับสปา ยืนมองตัวเองในกระจกบานใหญ่ ชายวัย 38 ปีที่สะท้อนกลับมายังดูหนุ่มแน่นกว่าอายุจริง รูปร่างที่ผ่านการออกกำลังกายสม่ำเสมอยังคงกระชับ กล้ามเนื้อหน้าท้องยังเห็นเป็ลอนจางๆ แม้จะไม่ชัดเจนเท่าสมัยหนุ่มๆ แต่ก็ดูดีพอที่จะทำให้สาวน้อยสาวใหญ่เหลียวหลังได้ไม่ยาก ผมลูบไล้รอยสักจางๆ ที่ซ่อนอยู่ใต้ร่มผ้า... ร่องรอยของความห่ามในวัยคะนองที่ตอนนี้ถูกปกปิดไว้ภายใต้ภาพลักษณ์นักธุรกิจผู้สุขุม
หลังจากอาบน้ำแต่งตัวด้วยชุดสูทสั่งตัดพิเศษจากร้านประจำในลอนดอน ผมเดินลงบันไดวนหินอ่อนสู่ชั้นล่างของคฤหาสน์ เสียงเพลงแจ๊สเบาๆ เปิดคลอสร้างบรรยากาศผ่อนคลายในห้องรับประทานอาหาร
"อรุณสวัสดิ์ค่ะพี่ภานุ"
เสียงหวานใสของพิมทักทายขึ้นทันทีที่ผมก้าวเท้าเข้าไป เธออยู่ในชุดเดรสลำลองสีพาสเทลที่ดูสุภาพแต่ก็ขับเน้นทรวดทรงองค์เอวที่เว้าโค้งได้อย่างลงตัว ผมเผ้าที่ยุ่งเหยิงเมื่อคืนถูกรวบเก็บอย่างประณีต ใบหน้าแต่งแต้มเครื่องสำอางบางๆ ให้ดูเป็ธรรมชาติ พิมส่งยิ้มหวานหยาดเยิ้มมาให้ผม รอยยิ้มที่สดใสราวกับไม่เคยผ่านค่ำคืนอันหนักหน่วงมา
"อรุณสวัสดิ์ครับพิม" ผมเดินเข้าไปหอมแก้มเธอฟอดใหญ่ตามธรรมเนียมปฏิบัติ กลิ่นน้ำหอมราคาแพงบนตัวเธอหอมละมุนชวนหลงใหล "วันนี้ทำอะไรทานครับเนี่ย กลิ่นหอมไปถึงข้างบนเลย"
"วันนี้พิมทำข้าวต้มกุ้งสูตรที่คุณแม่พี่ชอบค่ะ แล้วก็มีกาแฟดำกับโทสต์ไข่ดาวน้ำด้วย พี่จะได้เลือกทานได้ตามใจ" เธอตอบอย่างฉะฉาน มือเรียวตักข้าวต้มใส่ชามกระเบื้องเคลือบลายครามอย่างคล่องแคล่ว
ผมทิ้งตัวลงนั่งที่หัวโต๊ะ ตำแหน่งประธานของบ้าน มองดูอาหารเช้าที่ถูกจัดวางอย่างวิจิตรบรรจง ทุกอย่างบนโต๊ะนี้ดูดีไปหมด ไม่ว่าจะเป็ช้อนส้อมเงินที่ขัดจนเงาวับ แก้วคริสตัลใส่น้ำส้มคั้นสด หรือแม้แต่การจัดวางผักชีโรยหน้าข้าวต้ม ทุกอย่างผ่านการคิดและใส่ใจรายละเอียดมาอย่างดีเยี่ยม
"ขอบคุณครับพิม คุณนี่รู้ใจผมที่สุด" ผมพูดชมตามหน้าที่ ตักข้าวต้มเข้าปาก รสชาติกลมกล่อมกำลังดี ไม่เค็มไม่จืดไป กุ้งตัวโตสดเด้งสู้ลิ้น ฝีมือการทำอาหารของพิมไม่เคยตกลงเลยแม้แต่น้อย
"ทานเยอะๆ นะคะ วันนี้พี่มีประชุมบอร์ดบริหารตอนสิบโมง ต้องใช้พลังงานเยอะ" พิมนั่งลงข้างๆ คอยดูและปรนนิบัติผมไม่ห่าง เธอดันแก้วน้ำส้มมาให้ใกล้มือผม "แล้วตอนเย็นพี่จะกลับมาทานข้าวบ้านไหมคะ พิมจะได้เตรียมสเต็กเนื้อวากิวที่พี่บ่นว่าอยากทานไว้ให้"
"น่าจะกลับครับ แต่ถ้าเลิกดึกเดี๋ยวผมโทรบอกอีกทีนะ" ผมตอบกลับไปสายตายังคงจับจ้องที่หน้าจอแท็บเล็ตเพื่อเช็คข่าวเศรษฐกิจและดัชนีหุ้นประจำวัน
นี่คือบทสนทนาปกติของเรา ราบรื่น สุภาพ ใส่ใจ และ... ซ้ำซาก
ผมมองพิมแวบหนึ่ง เธอกำลังจิบกาแฟอย่างผู้ดีทุกกระเบียดนิ้ว ไม่มีร่องรอยของ 'นางร่าน' ที่ร้องครวญครางใต้ร่างผมเมื่อคืนหลงเหลืออยู่เลย ผู้หญิงที่อ้าขาให้ผมกระแทกจนตัวโยน ผู้หญิงที่ร้องขอให้ผมแตกในใส่หีเธออย่างบ้าคลั่ง ตอนนี้กลับมาสวมบทบาทภรรยาผู้แสนดีและแม่บ้านที่เพียบพร้อมอีกครั้งได้อย่างแเี
มันเหมือนกับการแสดงละครฉากใหญ่... ละครที่เราต่างรู้บทบาทของตัวเองดี
ผมทานมื้อเช้าจนหมด ดื่มกาแฟจนหยดสุดท้าย ก่อนจะลุกขึ้นยืน พิมลุกตามทันที เธอเดินไปหยิบกระเป๋าเอกสารหนังแท้ส่งให้ผม พร้อมกับจัดเนกไทให้เข้าที่เข้าทาง มือเรียวของเธอลูบไล้แผงอกผมเบาๆ เป็การส่งท้าย
"ตั้งใจทำงานนะคะที่รัก" เธอยื่นหน้าเข้ามาจูบลาที่ริมฝีปากผมเบาๆ ัันุ่มนวลแ่เบา ต่างจากจูบดูดดื่มเมื่อคืนราวฟ้ากับเหว
"คุณก็ดูแลบ้านดีๆ ล่ะ เดี๋ยวผมจะรีบกลับ" ผมบอกลาเธอ ก่อนจะเดินออกจากตัวบ้านไปยังโรงจอดรถ
คนขับรถประจำตัวของผมยืนรออยู่ที่ข้างรถเบนซ์ เอส-คลาส สีดำเงาวับ เขาโค้งคำนับทันทีที่เห็นผมเดินมา "อรุณสวัสดิ์ครับท่านประธาน รถพร้อมแล้วครับ"
"อืม ออกรถเลย วันนี้ฉันไม่อยากสาย" ผมพยักหน้ารับ พลางก้าวเข้าไปนั่งที่เบาะหลังอันกว้างขวาง ประตูรถถูกปิดลงอย่างนิ่มนวล ตัดขาดเสียงภายนอกออกไปจนหมดสิ้น
รถหรูเคลื่อนตัวออกจากคฤหาสน์ผ่านประตูรั้วอัลลอยด์ขนาดมหึมาที่ค่อยๆ เลื่อนเปิดออก ยามหน้าหมู่บ้านตะเบ๊ะทำความท่าวันทยหัตถ์อย่างแข็งขันเมื่อรถของผมแล่นผ่าน ผมเพียงแค่พยักหน้าตอบรับตามมารยาท โดยไม่รู้เลยว่าไอ้ยามคนนั้น... คนที่ผมแทบไม่เคยจดจำหน้าตามันได้ จะกลายมาเป็ตัวละครสำคัญในชีวิตผมในอีกไม่ช้า
ตลอดการเดินทางสู่ย่านธุรกิจใจกลางเมือง ผมนั่งมองวิวทิวทัศน์ผ่านกระจกติดฟิล์มดำสนิท รถราบนท้องถนนแออัดยัดเยียด ผู้คนเร่งรีบดิ้นรนเพื่อไปทำงาน แย่งกันกินแย่งกันใช้ ภาพความวุ่นวายภายนอกดูเหมือนอยู่คนละโลกกับความเงียบสงบภายในรถคันนี้
ผมคือผู้ถูกเลือก... ผมคือคนส่วนน้อยที่อยู่บนยอดพีระมิด
เมื่อรถเลี้ยวเข้าสู่ตึกสำนักงานใหญ่ของบริษัท พนักงานรักษาความปลอดภัยรีบกุลีกุจอมาโบกรถ อำนวยความสะดวกให้อย่างเต็มที่ ผมก้าวลงจากรถ ท่ามกลางสายตาของพนักงานระดับล่างที่มองมาด้วยความเคารพยำเกรง บางคนก้มหัวให้ บางคนยกมือไหว้ ผมเดินผ่านโถงล็อบบี้หินอ่อนด้วยท่วงท่าสง่างาม ใบหน้าเรียบเฉยแต่แฝงไปด้วยอำนาจ ทุกย่างก้าวของผมมั่นคง ดังก้องไปทั่วบริเวณ
"สวัสดีค่ะท่านประธาน" "สวัสดีครับท่าน"
เสียงทักทายดังเซ็งแซ่ไปตลอดทางเดิน ผมเพียงแค่ยิ้มมุมปากเล็กน้อย รับรู้ถึงการมีตัวตนของพวกเขา แต่ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก เป้าหมายของผมคือลิฟต์ส่วนตัวที่เจาะจงให้ขึ้นไปสู่ชั้นบนสุดเท่านั้น
เมื่อประตูลิฟต์เปิดออกที่ชั้นผู้บริหาร 'เอก' เลขาฯ และลูกน้องคนสนิทของผมก็ยืนรออยู่แล้ว เขาเป็ชายหนุ่มหน้าตาดี อายุยังน้อยแต่ทำงานเก่งและคล่องแคล่ว ท่าทางสุภาพนอบน้อมของเขาทำให้ผมเอ็นดูและไว้ใจเขามากที่สุดในบรรดาลูกน้องทั้งหมด
"อรุณสวัสดิ์ครับนาย" เอกรีบเดินเข้ามารับกระเป๋าเอกสารจากมือผมทันที "เอกสารสำหรับการประชุมบอร์ดเตรียมไว้เรียบร้อยแล้วครับ วางอยู่บนโต๊ะทำงาน ส่วนกาแฟผมให้แม่บ้านชงมาวางไว้ให้แล้วครับ"
"ขอบใจมากเอก" ผมเดินนำเขาเข้าไปในห้องทำงานส่วนตัว ห้องขนาดใหญ่ที่ผนังด้านหนึ่งเป็กระจกใสบานั์ มองเห็นวิวกรุงเทพฯ ได้แบบพาโนรามา "แล้วเื่โครงการที่พัทยา คืบหน้าไปถึงไหนแล้ว"
"ทางผู้รับเหมาแจ้งว่าเคลียร์พื้นที่เสร็จแล้วครับ รอแค่นายเซ็นอนุมัติงวดแรก ก็จะเริ่มลงเสาเข็มได้เลยครับ" เอกรายงานอย่างฉะฉาน เดินตามผมมาที่โต๊ะทำงานพร้อมกางแฟ้มเอกสารให้ผมเซ็น
ผมทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้หนังผู้บริหาร หยิบปากกาหมึกซึมราคาแพงขึ้นมาจรดปลายปากกาเซ็นชื่อลงบนเอกสารสำคัญ ลายเซ็นของผมมีค่ามหาศาล ทุกตวัดปากกาคือเม็ดเงินที่คนธรรมดาหาทั้งชีวิตก็อาจจะไม่เห็น
ชีวิตการทำงานของผมดำเนินไปอย่างเป็ระบบระเบียบ ผมนั่งฟังรายงานสรุปผลประกอบการ ตัดสินใจเื่ทิศทางธุรกิจ แก้ปัญหาเฉพาะหน้า ทุกอย่างผ่านกระบวนการคิดวิเคราะห์ที่เฉียบคม สมองของผมทำงานอย่างรวดเร็วและแม่นยำ ผมชอบความรู้สึกของการเป็ผู้ควบคุม เป็คนกุมบังเหียนที่ชี้ทิศทางของนาวาธุรกิจลำนี้
แต่ในขณะเดียวกัน... ลึกๆ แล้วผมก็เริ่มรู้สึกเบื่อหน่าย
เอกสารกองโต การประชุมที่ยืดเยื้อ คำเยินยอสรรเสริญจากลูกน้อง... ทุกอย่างมันจำเจ ผมรู้ว่าผมเก่ง ผมรู้ว่าผมทำได้ และผมก็รู้ผลลัพธ์ของมันดีอยู่แล้วว่ามันจะออกมาเป็ยังไง มันไม่มีความท้าทายเหลืออยู่เลย ความสำเร็จกลายเป็ของตายที่ผมได้มาจนชินชา
"เอก... วันนี้ตอนบ่ายมีนัดอะไรอีกไหม" ผมเอ่ยถามขึ้นลอยๆ ขณะหมุนเก้าอี้หันไปมองวิวนอกหน้าต่าง
"มีนัดทานข้าวกับลูกค้าจากจีนตอนเที่ยงครับ แล้วก็่บ่ายสองมีสัมภาษณ์ลงนิตยสาร Forbes Thailand ครับนาย" เอกเปิดตารางงานดูแล้วตอบอย่างรวดเร็ว
"เลื่อนสัมภาษณ์ออกไปก่อน บอกว่าผมติดธุระด่วน" ผมสั่งเสียงเรียบ "ผมอยากพักสมองสักหน่อย ่บ่ายขอเวลาส่วนตัว ห้ามใครมารบกวนถ้าไม่จำเป็"
"ได้ครับนาย เดี๋ยวผมจัดการให้" เอกรับคำสั่งทันทีโดยไม่ถามเหตุผล เขาเป็ลูกน้องที่รู้หน้าที่ดีเยี่ยมเสมอ
ผมถอนหายใจยาว เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ มองดูเอกที่โค้งคำนับและเดินถอยหลังออกจากห้องไป ทิ้งให้ผมอยู่คนเดียวในห้องทำงานอันกว้างใหญ่และเงียบงันอีกครั้ง
ความรู้สึกโหวงเหวงที่คุ้นเคยเริ่มก่อตัวขึ้นอีกครั้งท่ามกลางความสำเร็จนี้ ผมมีทุกอย่างที่ผู้ชายคนหนึ่งพึงมี อำนาจ เงินทอง บารมี แต่ทำไมผมถึงรู้สึกเหมือนติดอยู่ในกรงขัง? กรงขังทองคำที่ผมสร้างขึ้นมาเองกับมือ
ผมลุกขึ้นเดินไปที่กระจกบานใหญ่ มองลงไปยังเบื้องล่าง รถยนต์คันเล็กเท่ามดวิ่งกันขวักไขว่ ผู้คนตัวจิ๋วเดินกันให้วุ่นวาย ชีวิตของพวกเขากำลังดิ้นรน ต่อสู้ และเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ต่างจากผมที่มั่นคงเสียจนน่าเบื่อ
บางที... ผมอาจจะแค่อยากเห็นอะไรที่มัน 'ดิบ' และ 'จริง' กว่านี้ อะไรที่ไม่ต้องมีการปรุงแต่ง ไม่ต้องมีพิธีรีตอง ไม่ต้องสวมหน้ากากเข้าหากัน
สายตาของผมเหลือบไปเห็นนาฬิกาบนข้อมือ บอกเวลาใกล้เที่ยง ผมตัดสินใจเดินออกจากห้องทำงานเพื่อจะไปสูดอากาศ หรือเดินตรวจตราความเรียบร้อยสักหน่อย เผื่อว่าจะเจออะไรที่ทำให้หายเบื่อได้บ้าง
ผมเดินผ่านโซนทำงานของพนักงาน แผนกต่างๆ ต่างก้มหน้าก้มตาทำงานกันอย่างขะมักเขม้น ไม่มีใครกล้าเงยหน้าขึ้นมาสบตาผมตรงๆ บรรยากาศเงียบกริบเมื่อผมเดินผ่าน ผมเดินลัดเลาะไปตามทางเดินด้านหลังตึก ซึ่งเป็โซนเก็บของและโซนช่างอาคารที่คนระดับผมแทบจะไม่เคยย่างกรายเข้ามา
กลิ่นอับชื้นและฝุ่นละอองในโซนนี้ต่างจากกลิ่นน้ำหอมปรับอากาศในห้องทำงานผมอย่างสิ้นเชิง แต่มันกลับทำให้ผมรู้สึก... น่าสนใจอย่างประหลาด
ที่นี่ไม่มีพรมปูพื้นหนานุ่ม มีแต่พื้นปูนเปลือยๆ และกองวัสดุอุปกรณ์วางระเกะระกะ แสงไฟนีออนกระพริบติดๆ ดับๆ สร้างบรรยากาศวังเวง ผมเดินไปเรื่อยๆ อย่างไร้จุดหมาย จนกระทั่งหูแว่วได้ยินเสียงบางอย่าง...
เสียงกุกกัก... และเสียงหอบหายใจแ่ๆ ดังลอดออกมาจากห้องเก็บอุปกรณ์ทำความสะอาดที่ประตูแง้มอยู่เล็กน้อย
สัญชาตญาณบางอย่างบอกให้ผมหยุดเดิน หัวใจที่เคยเต้นราบเรียบเริ่มกระตุกผิดจังหวะ ผมค่อยๆ ย่องเข้าไปใกล้ประตูบานนั้นอย่างเงียบเชียบ ราวกับนักล่าที่ได้กลิ่นเหยื่อ หรือบางที... อาจจะเป็เหยื่อที่กำลังเดินเข้าหากับดักเสียเอง
ผมไม่รู้เลยว่า หลังบานประตูไม้เก่าๆ บานนั้น... คือจุดเริ่มต้นของความดำมืดที่จะเปลี่ยนชีวิตอันแสนสมบูรณ์แบบของผมไปตลอดกาล และมันจะเป็กุญแจดอกสำคัญที่ไขเปิดประตูสู่ความปรารถนาอันวิปริตที่ซุกซ่อนอยู่ในส่วนลึกที่สุดของจิตใจผม
เสียงกุกกักที่ดังลอดออกมาจากประตูห้องเก็บของที่แง้มอยู่ดึงดูดความสนใจของผมให้หยุดชะงัก ประตูไม้บานเก่าที่มีรอยสีลอกร่อนนั้นดูไม่เข้ากับความทันสมัยของตึกสำนักงานแห่งนี้เลยสักนิด มันเป็ซอกหลืบที่ถูกลืม เป็พื้นที่ของชนชั้นแรงงานอย่างแม่บ้านหรือช่างซ่อมบำรุง แต่สิ่งที่ทำให้ผมต้องกลั้นหายใจและค่อยๆ ย่องเข้าไปใกล้ยิ่งขึ้นไม่ใช่สภาพความทรุดโทรมของห้อง แต่เป็เสียงที่ดังแทรกความเงียบออกมาต่างหาก
ตับ... ตับ... ตับ...
เสียงเนื้อกระทบเนื้อ... จังหวะหนักหน่วง ถี่กระชั้น และหยาบโลน
ใจผมเต้นระรัวผิดจังหวะ สัญชาตญาณบางอย่างบอกว่าหลังบานประตูนี้มีสิ่งที่ผมไม่ควรเห็น แต่ความอยากรู้อยากเห็นมันกลับมีอำนาจเหนือกว่าความผิดชอบชั่วดี ผมค่อยๆ ขยับตัวเข้าไปแนบชิดกับผนัง เอียงใบหน้าเข้าไปใกล้รอยแยกของประตูที่เปิดแง้มไว้เพียงเล็กน้อย สายตาของผมปรับโฟกัสฝ่าความสลัวเข้าไปในห้องที่เต็มไปด้วยชั้นวางของระเกะระกะและกลิ่นอับชื้นของฝุ่นผง
ภาพที่ปรากฏแก่สายตาทำให้ผมต้องเบิกตากว้าง เืในกายฉีดพล่านไปทั่วร่างด้วยความตกตะลึงระคนตื่นเต้น
บนลังกระดาษที่ซ้อนกันอย่างลวกๆ ร่างของหญิงสาวในชุดยูนิฟอร์มพนักงานต้อนรับของบริษัทกำลังถูกจับคว่ำหน้า โก้งโค้งแอ่นสะโพกผายออกมารับแรงกระแทกจากชายหนุ่มที่ยืนซ้อนหลัง กระโปรงทรงสอบสีดำของเธอถูกถลกขึ้นมากองอยู่ที่เอวคอด เผยให้เห็นก้นขาวเนียนที่กำลังสั่นไหวไปตามแรงอารมณ์ กางเกงในตัวจิ๋วถูกรั้งลงไปอยู่ที่ข้อเท้าอย่างเร่งรีบ
และชายคนที่กำลังกระทำชำเราเธออยู่... คนที่กำลังจับเอวเธอไว้แน่นและซอยสะโพกยิกๆ ใส่ร่องรักของเธออย่างไม่ปรานีปราศรัย คือ 'เอก' เลขาคนสนิทของผมนั่นเอง!
เอกที่แสนสุภาพ เอกที่ดูเรียบร้อยเหมือนผ้าพับไว้ บัดนี้กำลังกลายร่างเป็สัตว์ป่าที่หิวกระหาย ใบหน้าหล่อเหลาของเขาบิดเบี้ยวด้วยความเสียวซ่าน เหงื่อเม็ดโป้งผุดพรายตามขมับ เขาคำรามต่ำในลำคอเหมือนสัตว์ร้าย ทุกจังหวะที่เขากระแทก 'ควย' เข้าไปใน 'หี' ของหญิงสาว มันดูรุนแรงและดิบเถื่อนจนน่ากลัว
"อ๊ะ... อ๊าาา... คุณเอก... แรงอีก... อื้อออ... หีหนูจะพังแล้ว..."
เสียงร้องครวญครางของผู้หญิงคนนั้นทำให้ผมจำเธอได้ทันที เธอคือ 'น้องจอย' พนักงานต้อนรับหน้าหวานที่เพิ่งแจกการ์ดแต่งงานไปเมื่อเดือนก่อน ผมจำได้แม่นว่าสามีของเธอเป็วิศวกรอนาคตไกล แต่วันนี้... ตอนนี้... เธอกลับกำลังยืนแอ่นหีให้เ้านายอย่างเอกกระแทกเย็ดอยู่ในห้องเก็บของสกปรกๆ นี่!
ความจริงข้อนี้กระแทกใจผมอย่างจัง ไม่ใช่ความโกรธที่ลูกน้องแอบกินกันในเวลางาน แต่มันคือความรู้สึกวูบวาบแปลกประหลาดที่แล่นปราดไปที่หว่างขาผมทันทีที่รู้ว่าเธอกำลัง 'นอกใจ' ผัวมาเอากับคนอื่น
ผมจ้องมองท่อนเอ็นขนาดเขื่องของเอกที่ผลุบเข้าโผล่ออกจะร่องเนื้อสีสดของจอยอย่างไม่อาจละสายตาได้ ควยของเอกดูใหญ่และยาวกว่ามาตรฐานชายไทย มันแข็งขึงจนเส้นเืปูดโปน น้ำหล่อลื่นจากหีของจอยเคลือบมันจนวาววับ ทุกครั้งที่เขากระแทกเข้าไปจนสุดโคน เสียงเนื้อหน้าขาของเขากระทบกับก้นงอนงามของจอยดัง ตับ! ตับ! ตับ! สนั่นหวั่นไหว
"ซี๊ดดด... จอย... หีมึงแม่งตอดดีฉิบหาย... แน่นกว่าเมียกูอีก..." เอกสบถคำหยาบออกมาอย่างไม่แคร์สื่อ มือหนาฟาดลงบนก้นขาวๆ ของจอยจนเกิดรอยแดงเป็ปื้น เพียะ!
"อ๊างงง... ชอบค่ะ... ตบอีก... เย็ดหนูแรงๆ เลยผัวขา... อู้ววว..." จอยร่อนเอวรับจังหวะอย่างช่ำชอง ไม่มีท่าทีขัดขืนหรือละอายใจเลยแม้แต่น้อย เธอกลับดูชอบใจที่ถูกปฏิบัติเหมือนเป็กะหรี่ราคาถูก
ผมยืนตัวแข็งทื่อ มือข้างหนึ่งเผลอกำแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ เหงื่อกาฬไหลซึมเต็มฝ่ามือ ภาพตรงหน้ามันช่างแตกต่างจากเซ็กส์ของผมกับพิมราวฟ้ากับเหว กับพิม... ทุกอย่างต้องสะอาด ต้องนุ่มนวล ต้องให้เกียรติ บนเตียงนุ่มๆ ในห้องแอร์เย็นฉ่ำ แต่ตรงนี้... ท่ามกลางฝุ่นและกลิ่นอับ ทั้งคู่กำลังเย็ดกันอย่างบ้าคลั่งเหมือนสุนัขติดสัด ไร้ซึ่งความปราณีต มีแต่ตัณหาราคะล้วนๆ
จังหวะที่เอกกระชากผมยาวสลวยของจอยให้เชิดหน้าขึ้น ทำให้ผมเห็นใบหน้าของเธอที่เต็มไปด้วยความร่านกระสัน ดวงตาฉ่ำเยิ้ม ปากเผยอครางไม่หยุด ลิ้นเล็กๆ แลบออกมาเลียริมฝีปากแห้งผาก ภาพนั้นมันกระตุ้นจินตนาการด้านมืดของผมอย่างรุนแรง
ฉับพลันนั้นเอง... ภาพใบหน้าของจอยในความคิดของผมก็เริ่มพร่ามัว และถูกแทนที่ด้วยใบหน้าของ 'พิม'
ถ้าผู้หญิงที่กำลังโดนเย็ดอยู่ตรงนั้นเป็พิมล่ะ?
ความคิดชั่วร้ายผุดขึ้นมาในสมองผมราวกับปีศาจกระซิบ ผมจินตนาการเห็นพิม... ภรรยาผู้สูงศักดิ์ของผม อยู่ในชุดเดรสหรูที่ถูกถลกขึ้น ยืนแอ่นโค้งให้ผู้ชายคนอื่นกระแทกท่อนเอ็นใส่หีของเธอในที่สกปรกแบบนี้ ใบหน้าที่เคยเชิดหยิ่งและสง่างามของเธอบิดเบี้ยวด้วยความเสียวซ่าน ร้องเรียกชื่อชายชู้ด้วยความหลงใหล ยอมให้เขาตบก้น ยอมให้เขาดึงผม ยอมเป็เพียงที่ระบายความใคร่
"อึก..."
ผมเผลอส่งเสียงในลำคอเบาๆ มือข้างหนึ่งเลื่อนลงไปกุมเป้ากางเกงตัวเองโดยไม่รู้ตัว ท่อนเนื้อที่สงบนิ่งมาตลอดเช้ากลับเริ่มขยายตัวแข็งขึงขึ้นมาอย่างรวดเร็วเพียงแค่จินตนาการว่าเมียตัวเองกำลังโดนคนอื่นเย็ด ความตื่นเต้นที่ผมตามหามานาน... ความรู้สึกเืสูบฉีดจนหน้ามืดตามัว... ผมเจอมันแล้ว! มันอยู่ที่นี่! ในความสกปรกโสมมและการทรยศหักหลังนี่เอง!
"จะ... จะแตกแล้ว... จอย... กูจะแตกแล้ว!!" เอกคำรามเสียงแหบพร่า เร่งซอยสะโพกถี่ยิบจนร่างของจอยสั่นคลอนไปทั้งตัวเหมือนตุ๊กตาไขลาน
"แตกเลยค่ะ... แตกใส่หีหนูเลย... หรือ... หรือจะแตกใส่ปาก?" จอยหันมาถามเสียงกระเส่า แววตายั่วยวนถึงขีดสุด
"อมให้กู... กูอยากแตกใส่ปากมึง!"
เอกถอนท่อนลำมหึมาออกจากร่องรูที่บวมแดง น้ำรักสีใสผสมขาวขุ่นไหลย้อยตามออกมาเป็สายยาว จอยไม่รอช้า เธอรีบทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้นสกปรกโดยไม่ห่วงว่าถุงน่องราคาแพงจะขาดหรือหัวเข่าจะด้าน มือเรียวของเธอคว้าหมับเข้าที่ท่อนควยที่กำลังผงาดง้ำของเอก ก่อนจะอ้าปากรับส่วนหัวบานแดงเข้าไปแล้วรูดขึ้นลงอย่างชำนาญ
อ๊อก... อ๊อก... อ๊อก...
เสียงดูดกลืนที่น่าอายดังชัดเจนก้องอยู่ในหูผม ผมจ้องมองภาพนั้นตาไม่กระพริบ จินตนาการว่าพิมกำลังคุกเข่าอยู่ที่พื้นนั่น กำลังใช้ปากที่เคยจูบผม... ปากที่ทาลิปสติกราคาแพง... ดูดเลียท่อนเอ็นสกปรกของลูกน้องผม หรือแม้กระทั่งของคนงานก่อสร้าง
"ดี... ดีมาก... ซี๊ดดด... ดูดแรงๆ อีตัวดี..." เอกกดหัวจอยให้รับความใหญ่โตเข้าไปลึกขึ้น เอวสอบเด้งสวนจังหวะการดูดของเธอ
"อื้อออ... อื้มมม..." จอยครางอู้อี้ในลำคอ สายตาช้อนมองเ้านายอย่างเทิดทูนบูชาในรสกาม
วินาทีต่อมา ร่างของเอกก็เกร็งกระตุกอย่างรุนแรง เขาพ่นน้ำอสุจิสีขาวขุ่นข้นทะลักเข้าไปในโพรงปากของจอยระลอกแล้วระลอกเล่า ผมเห็นจอยกลืนกินน้ำกามเ่าั้ลงคออย่างหิวกระหาย ลูกกระเดือกของเธอขยับขึ้นลงตามจังหวะการกลืน ไม่มีท่าทีรังเกียจแม้แต่น้อย เธอดูเหมือนกำลังดื่มน้ำทิพย์ชโลมใจ
"อ่าาา..." เอกปล่อยลมหายใจยาวเหยียด มือหนาลูบหัวจอยที่กำลังทำความสะอาดควยให้เขาจนเกลี้ยงเกลา "เก่งมาก... ไว้เดี๋ยวพี่ซื้อกระเป๋าใบใหม่ให้นะ"
จอยผละปากออกมา ริมฝีปากเปรอะเปื้อนคราบน้ำรักเล็กน้อย เธอยิ้มร่าอย่างพอใจ "ขอบคุณค่ะบอส รีบไปเถอะค่ะ เดี๋ยวใครมาเห็นเข้า"
คำพูดนั้นดึงสติผมกลับมา ผมรีบถอยฉากออกจากประตูห้องเก็บของอย่างเงียบเชียบที่สุด หัวใจยังคงเต้นโครมครามราวกับกลองศึก ผมรีบเดินจ้ำอ้าวกลับไปยังทางเดินหลัก เลี้ยวเข้าห้องน้ำผู้บริหารที่อยู่ใกล้ที่สุด ล็อคประตู แล้วยืนพิงอ่างล้างหน้า หอบหายใจอย่างหนักหน่วง
ภาพที่เห็นเมื่อครู่ยังติดตา... ภาพความดิบเถื่อน ความใคร่ที่ไร้การปรุงแต่ง และที่สำคัญที่สุด... ภาพจินตนาการของพิมที่ซ้อนทับลงไป
ผมมองตัวเองในกระจก ใบหน้าที่แดงซ่าน แววตาที่เป็ประกายวาวโรจน์แบบที่ไม่เคยเห็นมานาน ผมไม่ได้รู้สึกขยะแขยงลูกน้องตัวเองเลยสักนิด กลับกัน... ผมรู้สึกอิจฉามัน อิจฉาความดิบเถื่อนนั้น และยิ่งไปกว่านั้น ผมรู้สึก 'ตื่นเต้น' อย่างบอกไม่ถูก
"มึงมันโรคจิต ภานุ..." ผมกระซิบกับตัวเองในกระจก แสยะยิ้มที่มุมปาก "แต่มึงชอบมันใช่ไหมล่ะ?"
ความรู้สึกโหวงเหวงว่างเปล่าที่กัดกินใจผมมาเป็เดือนๆ หายไปเป็ปลิดทิ้ง สิ่งที่เข้ามาแทนที่คือเป้าหมายใหม่... ความปรารถนาอันมืดดำที่เริ่มก่อตัวเป็รูปร่างชัดเจน
ผมรู้แล้วว่าผม้าอะไร
ผมไม่ได้้ามีเมียน้อย... ผมไม่ได้้าเซ็กส์แบบเดิมๆ... แต่ผม้าเห็น 'พิม' ถูกเปลี่ยนจากราชินีบนหอคอยงาช้าง ให้กลายเป็ทาสสวาทของผู้ชายคนอื่น ผมอยากเห็นเธอถูกย่ำยี ถูกกระทำย่ำยีศักดิ์ศรี ถูกเติมเต็มด้วยตัณหาดิบเถื่อนแบบที่ผมเห็นเมื่อกี้
และคนที่จะเริ่มบทบาทนี้... คนที่จะมาช่วยเปิดประตูบานนั้นให้พิม...
ภาพหน้าของ 'เอก' ลอยเข้ามาในหัวอีกครั้ง หน้าซื่อๆ แต่ลีลาเด็ดดวง ควยใหญ่ยาว และกล้าที่จะเย็ดเมียชาวบ้านโดยไม่สนศีลธรรม
ผมเริ่มมองเห็นแผนการรางๆ ในหัว มันบ้า... มันเสี่ยง... และมันอาจจะทำลายชีวิตครอบครัวที่สมบูรณ์แบบของผมจนป่นปี้ แต่ความเสี่ยงนั่นแหละคือสิ่งที่ผมโหยหา รสชาติของอะดรีนาลีนที่แล่นพล่านตอนที่แอบดูพวกเขาเย็ดกัน มันช่างหอมหวานจนผมยอมแลกทุกอย่างเพื่อจะได้ลิ้มรสมันอีกครั้ง
ผมจัดการจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย ล้างหน้าล้างตาเพื่อเรียกความสดชื่น แต่แววตาของผมเปลี่ยนไปแล้ว มันไม่ใช่แววตาของท่านประธานผู้แสนดีคนเดิมอีกต่อไป แต่มันคือแววตาของผู้กำกับที่กำลังจะเริ่มถ่ายทำหนังวิปริตเื่ใหม่... โดยมีภรรยาสุดที่รักเป็นางเอก และลูกน้องคนสนิทเป็พระเอก
ผมเดินออกจากห้องน้ำด้วยฝีเท้าที่มั่นคงกว่าเดิม ตรงดิ่งกลับไปที่ห้องทำงาน เห็นเอกนั่งอยู่ที่โต๊ะหน้าห้อง เขากลับมาอยู่ในมาดเลขาฯ ผู้เรียบร้อยอีกครั้ง กำลังพิมพ์งานอย่างขะมักเขม้นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
"นายครับ... กลับมาแล้วเหรอครับ" เอกทักทายผมด้วยรอยยิ้มสุภาพ ไร้พิรุธ
ผมมองหน้าเขา มองลึกเข้าไปในดวงตานั้น แล้วยิ้มตอบ... รอยยิ้มที่มีความหมายแฝงเร้น
"อืม... กลับมาแล้วเอก" ผมเดินเข้าไปตบไหล่เขาเบาๆ ััถึงกล้ามเนื้อที่เพิ่งผ่านการใช้งานหนักมา "ตั้งใจทำงานดีนะเรา... เดี๋ยวเย็นนี้ว่างไหม? ฉันมีเื่อยากจะคุยด้วยหน่อย... ที่บ้าน"
เอกดูแปลกใจเล็กน้อยแต่ก็รีบรับคำ "ว่างครับนาย มีเื่ด่วนเหรอครับ?"
"ไม่ด่วนหรอก... แค่เื่ 'พิเศษ' น่ะ"
ผมเดินเข้าห้องทำงาน ทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ตัวใหญ่ แล้วหมุนตัวหันไปมองวิวนอกหน้าต่างอีกครั้ง แต่คราวนี้วิวเดิมๆ กลับดูมีสีสันขึ้นมาทันตา ผมไม่ได้มองเห็นแค่ตึกราบ้านช่อง แต่ผมมองเห็นเวทีขนาดใหญ่ที่กำลังรอให้ผมไปจัดฉาก
กรงขังทองคำของผมถูกเปิดออกแล้ว... และสัตว์ร้ายในตัวผมก็พร้อมที่จะออกล่า
"รอหน่อยนะพิม..." ผมพึมพำเบาๆ กับกระจกใส "ผมกำลังจะหาของเล่นใหม่มาให้คุณ... รับรองว่าคุณต้อง 'ร้อง' จนลืมโลกแน่นอน"