ตอนที่11 ความลับที่ถูกเปิดเผย?
1เดือนผ่านไป หลังจากที่อ้ายมาถึงทัพของถิงเซียว เกิดการรบขนาดย่อมด้วยกันทั้งหมดถึง3 ครั้ง ราวกับทั้งสองแคว้นกำลังหยั่งเชิงกันเป้าหมายที่แท้จริงนั้นไม่ใช่การรบเพื่อชัยชนะหากแต่ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งพลั้งพลาดก็จะเป็โอกาสให้อีกฝ่ายเข้าควบคุมได้
“น่าเบื่อจริง”อ้ายซินเปรยขณะที่กำลังบิดตัวอย่างเกียจคร้าน
“ถ้าท่านพี่ไปอีกฝั่งข้าว่าได้หายเบื่อแน่”ฮุ่ยหลิงบุ้ยใบ้ไปถึงสถานที่ห่างไกลที่อ้ายเข้าใจได้ผู้เป็พี่สาวหน้าบึ้งตึงขึ้นทันทีเธอยืนเท้าสะเอวจ้องมองน้องสาวราวกับ้าจะกินเืกินเนื้อ “แต่แบบนั้นข้าว่าท่านพี่คงกลายเป็จุดสนใจทันทีแต่คนอย่างแม่ทัพหวนฉีจะคิดไม่ได้เชียวหรือว่าท่านที่เป็ถึงบุตรีของแม่ทัพหวังซินซึ่งไม่ได้พิกลพิการตามข่าวลือจะไม่มีความสามารถด้านการสู้รบเลย”ฮุ่ยหลิงยังคงวิเคราะห์ต่อโดยไม่สนใจอีกฝ่ายว่าถลึงตามองเธอจนแทบจะล้นออกมาจากเบ้า
“อากาศดีๆแบบนี้เ้าไม่มีเื่อื่นจะพูดแล้วเหรอฮุ่ยหลิง” อ้ายซินพูดรอดไรฟัน
“ถ้าเ้าเบื่อนักจะไปลาดตระเวนมั้ยล่ะ”ถิงเซียวเสนอ อ้ายหันควับไปมองเขาตาลุกวาวเก็บอากาศดีใจไว้ไม่อยู่
“ผู้หญิงประหลาด”ฮุ่ยหลิงลอยหน้าลอยตาพูดแซว แต่อ้ายไม่คิดจะสนใจแม้แต่น้อยเธอกำลังเบื่อที่ต้องติดแหงกอยู่ในพื้นที่ตั้งค่าย
“ถือซะว่าพาเนี่ยฟงออกไปเดินเล่นก็แล้วกันและก็พาทหารไปด้วยจำนวนหนึ่งเผื่อเจอเข้ากับทหารฝั่งนั้นก็จัดการเจี๋ยนมันซะ”ซุนเซียนทำท่าปาดคอด้วยสีหน้าที่ราวกับตัวร้ายในละคร
“เ้าไปกับนางด้วยเลยมั้ยล่ะเซียน”ถิงเซียวเสนอ ซุนเซียนเปรยหางตามอง
“เ้าอนุญาตข้าแล้วนะ”
“ข้าว่าคงไม่ใช่การไปลาดตระเวนแล้วค่ะท่านแม่ทัพถิงเซียว”ฮุ่ยหลิงมาหยุดยืนข้างถิงเซียวพลางถอนหายใจยาวอย่างนึกปลงอนิจจานี่มันการนำทัพออกไปรบชัดๆ หากปล่อยให้ทั้งสองคนไปคู่กัน คงไม่มีใครห้ามใครเป็แน่
“ท่านพี่ซุนเซียนไม่ต้องไปหรอกค่ะเมื่อก่อนข้าก็ทำหน้าที่นี้ออกบ่อยไป”อ้ายซินรู้ดีว่าเขาค่อนข้างเป็ห่วงเธอขนาดไหนทว่าเวลาที่ออกรบนั้นเธออยากให้พวกเขาปฏิบัติกับเธอเหมือนทหารคนหนึ่งเสียมากกว่าเพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอร่วมรบกับพวกเขา
ซุนเซียนทำท่าจะเถียงแต่ก็ต้องนิ่งเงียบลงเพราะการรบทั้ง 3 ครั้งที่ผ่านมาก็แสดงให้เห็นแล้วว่าฝีมือของหญิงสาวไม่ได้ทื่อลงแม้แต่น้อยถึงอย่างนั้นในสายตาของซุนเซียนเธอยังคงเป็น้องสาวคนเล็กของเหล่าพี่ๆ ในทัพเสมอ
“ข้าขอตัวก่อนนะคะ”อ้ายซินโค้งให้คนทั้งคู่แล้วรีบปลีกตัวออกด้วยความรวดเร็วเธอตรงไปยังคอกม้าพิเศษซึ่งสร้างแยกกับคอกอื่นๆ
เด็กสาวเห็นคนเลี้ยงม้า2 คนพยายามที่จะเข้าไปใกล้เ้าสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ซึ่งกำลังพยศอย่างหนักมันดูจะไม่ชอบใจพวกเขาเอาเสียเลย
“อาฟง”เสียงหวานเอ่ยเรียก ร่างทะมึนสีดำขลับหันมามองฉับพลันมันก็พุ่งทะยานออกจากคอกตรงมายังเด็กสาวที่ยืนอยู่
อาชาหนุ่มร้องคำรามเมื่อมาหยุดยืนจังก้าเบื้องหน้าของเ้านายผู้เป็ที่รักยิ่งอ้ายยื่นมือเข้าไปลูบมันด้วยความเอ็นดู เ้าม้าดูจะชอบใจมากทีเดียว
หากเทียบกับม้าตัวอื่นๆแล้ว เนี่ยฟงค่อนข้างจะตัวใหญ่กว่า มันมีผิวและขนสีดำมันเงางามอย่างหาได้ยากยิ่งทว่าความดุร้ายและถือตัวทำเอาต้องเปลี่ยนคนดูแลอยู่เรื่อยไปมีเพียงอ้ายซินและหวังซินเท่านั้นที่ม้าหนุ่มยอมให้เข้าใกล้โดยไม่แสดงท่าทีเป็ปฏิปักษ์ใดๆแม้แต่ถิงเซียวก็ยังไม่สามารถขึ้นขี่มันได้
“ไปเดินเล่นกัน” อ้ายว่าเสียงใสเธอหอบโยนตัวเองขึ้นไปนั่งบนอานอย่างง่ายดายซึ่งเ้าม้าดูจะพอใจที่ผู้เป็นายขี่มัน เธอสะบัดบังเหียนอย่างแรงเ้าม้าห้อตะบึงไปตามทางที่ทอดยาวเบื้องหน้า
เนี่ยฟงพาหนะคู่กายของอ้ายซิน ถูกขนานนามภายในทัพว่าเป็อาชาจ้าวพายุด้วยความเร็วและพละกำลังซึ่งมากกว่าม้าปกติทั่วไปเธอจะต้องพามันกลับไปยังดินแดนของหวนฉีให้ได้
“ข้าว่าท่านพี่ได้อาละวาดแน่”ฮุ่ยหลิงเปรย รู้สึกหนักใจกับเื่ราวที่พึ่งจะได้รับรู้มา
“ข้าไม่เกี่ยวนะ”ซุนเซียนรีบปฏิเสธพัลวัน เขาเบือนหน้าไปทางถิงเซียวซึ่งยืนลูบเคราตัวเองด้วยความพึงพอใจ
“หุหุหุ”
“งั้นข้าก็ไม่รับรู้ด้วยนะ”
อ้ายซินใช้เวลาลาดตระเวนมากกว่าปกติอันที่จริงดูจะเป็การเดินเล่นเสียมากกว่าทว่าเธอก็ยังนำทหารติดตามมาด้วยจำนวนหนึ่งตามคำสั่งของซุนเซียน
“ท่านอ้าย!” ทหารนายหนึ่งะโเรียกเมื่อเห็นพลธนูนายหนึ่งกำลังเล็งมาทางเธออ้ายซินหลบการโจมตีนั้นได้ทัน
พลลาดตระเวนฝั่งนั้นสินะกำลังว่างอยู่พอดี
อาชาหนุ่มพุ่งทะยานนำไปทางทิศทางที่ศัตรูของผู้เป็นายยืนอยู่ก่อนที่เหล่าทหารผู้ติดตามจะรีบปรี่ไปสมทบกับหัวหน้าของตนเกิดการโรมรันขนาดย่อมขึ้นในทันที
เด็กสาวตวัดดาบฟาดฟันสะบั้นร่างของทหารฝั่งตรงข้ามร่างแล้วร่างเล่าน้ำสีชาดฟุ้งกระจายราวกับหยาดฝนที่กำลังตกปรอยๆ การร่ายรำอันงดงามและอันตรายในคราวเดียวกันทำเอาคนพลั้งเผลอมองไม่อาจละสายตาได้พวกเขาที่เคยร่วมรบกันมารู้ดีว่าอ้ายซินแข็งแกร่งแค่ไหน ในเมื่อแม่ทัพหวังซินเป็ผู้ที่ฝึกสอนเธอโดยตรงอีกทั้งยังมีแม่ทัพถิงเซียวและรองแม่ทัพซุนเซียนคอยสนับสนุน
หน่วยลาดตระเวนของอู๋ถูกจัดการจนย่อยยับอ้ายซินสั่งถอยทัพก่อนที่กำลังเสริมของอีกฝ่ายจะทันรู้ตัวได้เวลาที่พวกเธอควรจะกลับไปยังค่ายของตน
ตะวันกำลังจะตกดินในอีกไม่ช้าขณะที่กำลังควบม้าผ่านแนวพุ่มไม้ยาวอันคุ้นตาบ่งบอกว่ากำลังจะถึงที่หมายอ้ายซินก็ต้องประหลาดใจกับจำนวนกระโจมซึ่งมากขึ้นกว่าเดิม
ทัพเสริมเหรอ?ไม่เห็นท่านพี่บอกเลย
แม้ค่อนข้างจะงุนงงแต่เธอก็ไม่คิดจะหยุดพิจารณาว่าเป็ทัพของใครยังคงมุ่งหน้าไปยังค่ายหลักของตนเพื่อรายงานสิ่งที่เกิดขึ้นกับแม่ทัพถิงเซียวจนเมื่อเข้าสู่อาณาเขต ั์สีนิลกาฬก็สังเกตเห็นร่างเล็กที่ยืนรอรับอยู่
“ฮุ่ยหลิง”เลิกคิ้วสูงอย่างสงสัยกับการมาต้อนรับ
“ท่านพี่”น้องสาวฉีกยิ้มหวานไม่จริงใจอ้ายซินเหวี่ยงตัวลงจากเนี่ยฟงและยื่นบังเหียนให้กับทหารซึ่งรออยู่
“ท่านพี่อยู่ในกระโจมหลักใช่มั้ย”เอ่ยถามเพื่อความแน่ใจ ฮุ่ยหลิงชะงักมองสภาพภายนอกของอีกฝ่ายโดยปกติแล้วอ้ายซินจะใส่เสื้อคลุมสีขาวและกางเกงพอดีเข่าสีดำแล้วเสริมเกาะเพียงบางจุดเช่น่อกเพื่อการเคลื่อนไหวที่ทะมัดทะแมง เวลาออกรบเสื้อผ้าของเธอจะถูกย้อมด้วยของเหลวสีแดงฉานจากศัตรูซึ่งตอนนี้ก็เช่นกัน มันเด่นชัดจนฮุ่ยหลิงกระอักกระอ่วนใจ
“เ้าเป็อะไรไม่สบายหรือเปล่า” อ้ายถามอย่างเป็ห่วง แต่อีกฝ่ายส่ายหน้า “ถ้าอย่างนั้นข้าขอตัวไปรายงานท่านพี่ก่อนนะ”ว่าเสียงใสแล้วรีบออกวิ่งตรงไปยังเป้าหมาย ร่างเล็กเกือบจะเปล่งเสียงเรียกออกมาแต่รีบหยุดไว้ได้ทัน
“เื่นี้...ข้าจะไม่ยุ่ง”
ม่านกระโจมโดนแหวกออกโดยทหารเฝ้ายามที่ยืนอยู่เรียกความสนใจของผู้ที่ก่อนให้หันไปจับจ้องกับแขกผู้มาเยือน
“ข้ามารายงานการลาดตระเวนค่ะท่าน...พี่”เสียงเจื้อยแจ้วก่อนหน้าเลือนหายไปในฉับพลัน ดวงตาคู่สวยเบิกค้างกับภาพตรงหน้า
ความเงียบงันกลายเป็กำแพงที่มองไม่เห็นในบัดดลไม่ใช่แค่อ้ายซินที่อยู่ในอาการราวกับถูกคำสาปสะกดนิ่งซุนเซียนเบือนหน้าหนีเป็การบอกว่าตนเองไม่ขอรับรู้อะไร ถิงเซียวลอบหัวเราะในลำคอที่เหลือคือแววตาอัน(แสน)คุ้นเคยพร่างพราวไปด้วยความฉงนสงสัยเป้าหมายคือเธอผู้ซึ่งเหมือนเป็จำเลยในการพิจารณาคดีร้ายแรงโดยเฉพาะดวงตาวายร้ายนั้นฉายแววเด่นชัดที่สุด
“นี่มันอะไร”หวนฉีเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ
“ทำไมท่านมาอยู่ที่นี่ได้”
“นั่นควรจะเป็คำถามของข้ามากกว่า”เขากวาดสายตาไล่มองเธอั้แ่หัวจรดเท้า หญิงสาวผู้ถูกชะโลมด้วยเื
“ไม่ใช่เืข้า”เธอรีบแก้ตัว ช่างเป็คำพูดที่โคตรงี่บวกเง่าที่สุดในสถานการณ์แบบนี้(เผื่อว่าเขาจะคิดว่าข้าาเ็นี่นา...แต่คนาเ็ที่ไหนจะวิ่งเริงร่าเข้ามาในห้องกันล่ะ)
“ท่านแม่ทัพถิงเซียวนี่มันอะไร” หวนฉีเปรยสายตาไปทางบุรุษที่นั่งอยู่สุดปลายโต๊ะด้านตรงข้าม
“สภาพแบบนั้นเจอหน่วยลาดตระเวนของศัตรูสินะ”ถิงเซียวจงใจส่งคำถามให้ผู้เป็น้อง เธอพยักหน้ารับน้อยๆ
“ใช่ค่ะพวกข้าบังเอิญได้เจอกับหน่วยลาดตระเวนที่ส่งออกมา”
“จัดการหมดสินะ”
“ไม่เหลือแม้สักคนค่ะ”เธอตอบอย่างภาคภูมิใจ ลืมไปว่าที่นี่ไม่ได้มีแค่เธอกับเขา แต่ยังมีอีกเขาที่เธอจะต้องรับศึกหนักต่อจากนี้
หวนฉีกำลังรอคำตอบแววตาเฉียบคมมุ่งตรงไปยังภรรยาของตนชัดเจน
“ข้า...มาเยี่ยมพี่ถิงเซียวค่ะ”เธอไม่ได้พูดโกหก แต่จะมีใครที่ไหนบ้างมาเยี่ยมครอบครัวตนเองในระหว่างการรบช่างเป็คำแก้ตัวที่ไร้น้ำหนักจนคนฟังหลายๆ คนไม่อาจยอมรับได้
“นางก็แค่คิดถึงบรรยากาศเก่าๆจึงเดินทางมาหาข้า” ถิงเซียวแก้ต่างให้ ดูเหมือนว่าจะไม่ได้ช่วยอะไรเธอเลย
“ข้าขอบังอาจ” เกาชุนพูดสวนขึ้นมาเขาหรี่ตามองอ้ายซินอย่างพินิจพิเคราะห์
“จากที่ข้าเห็น--หากจะบอกว่านายหญิงเข้าร่วมรบกับท่านใช่หรือไม่”
“ถ้าจะหยุดบุตรีของแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่หวังซินไม่ให้เข้าสู่สนามรบก็เท่ากับว่าเป็การไม่ให้เกียรติความตั้งใจของผู้วายชนม์”
“ความตั้งใจของแม่ทัพหวังซินงั้นหรือ”เกาชุนเลิกคิ้วสูง
“ท่านแม่ทัพหวังจะให้บุตรีของตนกลายเป็แม่ทัพที่ยิ่งใหญ่ในอนาคตเฉกเช่นตนเอง”คำโป้ปดสดๆ ร้อนๆ ที่อ้ายหันไปถลึงตามองพี่ชายเธอควรจะอาศัยช่องว่างตรงไหนในการแก้ตัวกันละนี่
“ท่านคิดว่าบุตรีของอดีตแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่จะเป็เพียงแค่ผู้หญิงธรรมดาไร้ความสามารถอย่างนั้นหรือ”ซุนเซียนผสมโรงตามด้วยสีหน้าจริงจังพวกเขาทำให้เธอมีความฝันอันอลังการขึ้นมาภายในเวลาไม่กี่วินาที
เกาชุนลอบมองหวนฉีซึ่งยังคงนั่งนิ่งราวรูปสลักเขาไม่สามารถอ่านได้ว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไร
“ข้าขอคุยกับเ้าเป็การส่วนตัวอ้ายซิน”